บทที่06
หน้าด้านหน้าทน
แสงไฟอบอุ่นจากโคมระย้าสาดส่องไปทั่วห้องโถงใหญ่บรรยากาศในงานเลี้ยงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยของแขกที่มาเยือน ทั้งญาติผู้ใหญ่ คนในครอบครัวและเพื่อนพี่น้องของชวลิตที่ต่างมาร่วมกันสังสรรค์ต้อนรับการกลับมาอย่างเป็ทางการของเขา
เมื่อหลายปีก่อนชวลิตไปเรียนต่อด้านธุรกิจและด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลังเรียนจบเขาก็ได้รับหน้าที่ดูแลสาขาย่อยของบริษัทใหญ่ในต่างแดน และตอนนี้บริษัทที่ไทยนั้นมีโปรเจคใหญ่เขาจึงกลับมาช่วยงานที่นี่
ชวลิตในวัยยี่สิบแปดย่างยี่สิบเก้าบุคลิกสุขุม สง่า ท่าทางเป็ผู้ใหญ่ของเขาเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ชายหนุ่มดึงดูดความสนใจของผู้คนได้โดยไม่ต้องพยายาม
ในขณะที่เขายืนโดดเด่นอยู่ในแสงไฟท่ามกลางผู้คนรุมล้อม มาลารินกลับซ่อนตัวอยู่ในมุมเงียบ ๆ ตรงหลังม่านสีขาวเธอไม่ได้ตั้งใจจะเข้ามาในงาน แต่แค่อยากจะมาเห็นเขาสักครั้งแค่นิดเดียวก็ยังดี...
“นี่แกเข้ามาได้ยังไง!”
มาลารินหันกลับไปด้วยความใเมื่อเห็นนวลหญิงรับใช้คนสนิทของตรีอัปสรที่กำลังจ้องเธอด้วยสายตาถมึงทึง
“คุณท่านให้มาช่วยงานค่ะ”มาลารินตอบเสียงแ่
นวลหรี่ตามองมาลารินอย่างสงสัย“แล้วแกมายืนทำอะไรลับ ๆ ล่อ ๆ ตรงนี้ คิดจะมาขโมยของหรือไง มานี่เลย!”
นวลกระชากแขนมาลารินลากอีกฝ่ายออกมาจากตรงนั้นผ่านทางเดินที่เงียบสงัดมายังห้องนั่งเล่นที่มีใครบางคนนั่งอยู่บนวีลแชร์
ตรีอัปสรเงยหน้าขึ้นสบตากับมาลารินที่มองมาด้วยใ เกือบสิบปีแล้วที่เธอไม่ได้รับอนุญาตให้ไปเฉียดกรายใกล้กับบ้านของอิฐจึงไม่ได้เคยได้พบกับตรีอัปสรอีกเลย จึงไม่รู้ว่าทำไมอีกฝ่ายถึงกลายเป็แบบนี้
“แก! อีขวัญเรือน!”
ตรีอัปสรแผดเสียงลั่นเห็นใบหน้าของมาลารินแล้วมีภาพของขวัญเรือนซ้อนทับขึ้นมา ความโกรธแล่นมาเป็ริ้ว ๆ
“คุณตรีคะ นี่ไม่ใช่ขวัญเรือนค่ะแต่เป็ลูกสาวของมัน” นวลรีบเข้ามาบอกตรีอัปสร
ตรีอัปสรตวัดสายตามองหญิงรับใช้คนสนิท“แล้วแกพามันมาทำไม?”
“คือนวลเห็นว่ามันเข้ามาทำลับ ๆ ล่อ ๆอยู่ใกล้งาน ทำตัวน่าสงสัย เลยพามาให้คุณตรีจัดการค่ะ” นวลรีบอธิบาย
“ไปให้พ้นหน้าฉัน!” ตรีอัปสรตวาดลั่น ตวัดสายตาไปยังมาลารินที่ยืนอยู่ตัวสั่น
มือของตรีอัสรคว้าของใกล้ตัวอย่างไร้สติมาลารินรีบหันหลับออกไป ยังไม่ทันจะก้าวออกไปไกลแจกันเซรามิกสีขาวก็บิดเฉียดศีรษะเธอไปในระยะที่เส้นผมแทบปลิว
เสียงแจกันกระทบกับผนังก่อนจะกลิ้งหล่นลงแตกกระจายกับพื้น มาลารินใจหายวาบ และชวลิตก็ก้าวเข้ามาเขาหยุดชะงักเมื่อเห็นเศษแจกันแตกกระจายบนพื้นพลันเขาก็สบสายตากับมาลารินที่ยืดหน้าซีด
ดวงตาของมาลารินที่ฉายแววหวาดหวั่นทำให้บางอย่างในใจของเขาสะดุดเพียงชั่วครู่ก่อนสายตาจะแปรเปลี่ยนเป็เ็า และมาลารินที่เพิ่งได้สติก็รีบออกไปจากตรงนั้นแม้ว่าจะหันหลังไปแล้ว แต่เธอก็ยังรู้สึกได้ถึงสายตาอันเย็นเยียบของชวลิตที่มองมาและแน่นอนว่าเธอรู้ว่าเขายังคงมองเธอด้วยความเกลียดชังไม่ต่างจากเดิม
“คุณแม่เป็อะไรหรือเปล่าครับ?” ชวลิตคุกเข่าข้างๆ กุมมือสั่นเทาของผู้เป็แม่เอาไว้ เขามองเห็นความเ็ปที่สะท้อนออกมาผ่านดวงตาคู่นี้ของตรีอัปสร
“แม่เกลียดพวกมัน...” น้ำเสียงของเธอบ่งบอกถึงความรวดร้าวเื่ราวในอดีตยังคงเป็าแที่รักษาไม่หาย มันกัดกินหัวใจของเธอจนแทบมองหาความสุขไม่ได้เลย
“เกิดอะไรขึ้นครับพี่นวลทำไมผู้หญิงคนนั้นเธอมาพบคุณแม่?” ชวลิตหันมาทางหญิงรับใช้คนสนิทของแม่เขา
“นวลเห็นมันมาทำลับ ๆ ล่อ ๆแถวงานเลี้ยงน่ะค่ะ ท่าทางไม่น่าไว้ใจ ไม่รู้จะมาขโมยของหรือเปล่านวลก็เลยพามาให้คุณตรีจัดการการค่ะ”
ชวลิตถอนหายใจเบา ๆ กล่าวกับนวลอย่างตำหนิเล็กน้อย“เื่แค่นี้บอกป้าจิตรก็ได้ ไม่จำเป็ต้องรบกวนคุณแม่หรอก”
นวลหน้าเจื่อน ก้มลงอย่างรู้สึกผิด
“ช่างเถอะต้น” ตรีอัปสรเอ่ยเบา ๆแล้วโบกมือไล่นวลให้ออกไป “ว่าแต่ต้นเข้ามาทำอะไร น่าจะอยู่ในงานนะ”
“มีคนถามหาคุณแม่น่ะครับคุณแม่ออกไปหน่อยดีมั้ย อยู่แต่ข้างในเฉาแย่เลยนะครับ”
ั้แ่เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อเกือบสิบปีก่อนตรีอัปสรก็เดินไม่ได้ เธอเริ่มเก็บตัว ไม่ค่อยพบเจอผู้คนเพราะไม่อยากเห็นสายตาของใครต่อใครที่มองเธออย่างสงสาร
“ไม่เฉาหรอกน่า ต้นกลับมาแล้วนี่นา”มือเรียวสองทาบแก้มสองข้างของลูกชาย “ปีนี้เต้ยก็จะเรียนจบกลับมาแล้วทีนี้พวกเราก็จะได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแล้วนะลูก”
ชวลิตพยักหน้าเบา ๆ ด้วยรอยยิ้มเขาเอียงศีรษะซบลงที่ตักของแม่ เหมือนอย่างที่ชอบทำในวัยเด็ก
มือบางของตรีอัปสรลูบศีรษะลูกชายเบา ๆแม้เธอจะฝืนยิ้มออกมา แต่แววตาไม่อาจเก็บซ่อนความเ็ปเอาไว้ได้เลยจากเื่ราวเลวร้ายในอดีต เธอต้องกลายเป็คนพิการ สูญเสียสามีไปจากไม่มีวันกลับลูกของเธอทั้งสองคนต้องกำพร้าพ่อ เื่ราวทั้งหมดนี้ตรีอัปสรมองว่าต้นเหตุมาจากผู้หญิงสารเลวที่ชื่อขวัญเรือนนั่น
หลังจากงานเลี้ยงจบมาลารินต้องอยู่ช่วยเก็บกวาดจนเสร็จ เธอเดินกลับมายังบ้านพักที่อยู่ด้านในถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยล้า มองขึ้นไปบนท้องฟ้าแสงจันทร์สีซีดทอดเงาผ่านแนววต้นไม้ริมทางที่เดินผ่านไปสีของกลางคืนยังคงเหมือนเดิม
หญิงสาวถอนหายใจ พลางขยับไหล่ที่เริ่มล้าขณะที่เท้าย่ำไปบนทางเดินหินกรวด เธอได้กลิ่นควันบุหรี่ลอยมาตามลมก่อนที่ก้อนหินเล็ก ๆ จะถูกปาเฉียดลงตรงหน้าปลายเท้า
เสียงหินกระทบพื้นกรวด ดังแกร๊ง!มาลารินหยุดชะงักหัวใจเต้นแรงเมื่อเห็นชวลิตก้าวออกมาจากเงามืดใต้ต้นไม้ เขาโยนบุหรี่ลงพื้นสายตาคมกริบมองตรงมาที่เธอนั้นยังคงสะท้อนความชิงชังออกมาอย่างชัดเจน
หัวใจของเธอเต้นถี่หญิงสาวลอบกลืนน้ำลายลงคออยู่หลายอึกนี่เป็ครั้งแรกในรอบหนึ่งปีที่เธอได้มีโอกาสเผชิญหน้ากับเขา
“นึกว่าจะไสหัวออกไปจากที่นี่แล้วซะอีก นับถือในความหน้าด้านหน้าทนของเธอจริงๆ”
ชายหนุ่มแสยะยิ้มมุมปากสายตาเหยียดหยามมองเธอั้แ่หัวจรดเท้า ขณะที่มาลารินยืนนิ่ง ไม่พูดอะไรสักคำ เธอได้แต่ยอมรับอยู่ในใจว่าตัวเองเป็คนหน้าด้านหากไม่เป็แบบนั้นเธอคงใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไปไม่ได้
“วันนี้เธอเข้าไปอะไรลับ ๆ ล่อ ๆในงานเลี้ยง?” เขาขยับเข้ามาใกล้ หรี่ตาลงมองเธออย่างสงสัย“คิดจะอ่อยฉันอย่างนั้นเหรอ?”
มาลารินใ เงยหน้าสบตาเขา “เปล่านะคะ”
“คิดว่าฉันจะเชื่องั้นเหรอแม่เธอคงสอนมาั้แ่เด็กสินะ” เขาเอ่ยอย่างดูถูก “สอนมาดีจริง ๆ”
“กรุณาอย่าเอ่ยถึงแม่ฉันแบบนั้นเลยค่ะ”มาลารินเอ่ยอย่างขอร้อง
“ทำไม? แม่เธอสูงส่งนักหรือไง?”เขามุ่นคิ้ว “ก็แค่ผู้หญิงเลว ๆ ไร้ยางอายคนนึง ต่ำช้าน่ะสิไม่ว่า!”
มาลารินกำมือแน่น ความโกรธสุมอยู่ในอกเธอสบสายตาของเขาราวกับไม่หวั่นเกรง
“ฉันรู้ว่าคุณเกลียดพวกเราแต่เื่มันก็ผ่านมาตั้งนานแล้ว เมื่อไหร่จะจบสักที” มาลารินหยุดพูดเล็กน้อย เธอรู้สึกเหมือนตัวเองจะร้องไห้ออกมาจึงต้องสูดหายใจลึก ๆ ก่อนจะเอ่ยต่อ “ถ้าให้พูดกันจริง ๆตอนนั้นพ่อคุณกับแม่ของฉันก็ผิดด้วยกันทั้งคู่ และแม่ของฉันเองก็พยายามหยุดแล้วแต่พ่อของคุณต่างหาก...”
“หุบปาก!”
เขาตวาดลั่นมือหนารวบที่ลำคอระหงจนเธอสะดุ้งเฮือก พยายามดึงมือออกจากเขา
“คิดจะแก้ตัวงั้นเหรอ!” เขาเอ่ยเสียงลอดไรฟัน มือหนาออกแรงบีบคอเธอจนอีกฝ่ายมีสีหน้าลำบาก
“ฮึก!ฉันพูดความจริง และจริง ๆ ทุกคนก็เ็ปกับเื่นี้ ฮึก!คุณสูญเสียพ่อ ฉันเองก็สูญเสียแม่ไปเหมือน”
มาลารินพูดออกมาอย่างยากลำบากใบหน้าเธอแดงก่ำ แต่กลับสบสายตาเขาราวกับไม่กลัวทว่าั์ตากลับสะท้อนความร้าวลึกออกมา
ชวลิตจ้องมาลารินตาเขม็งสีหน้าเธอดูย่ำแย่ แต่ไม่คิดร้องขอชีวิต เขาคลายมือออกช้า ๆเหมือนเพิ่งรู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป
มาลารินทรุดลังกับพื้น หอบหายใจแรงน้ำตาไหลรินออกมาไม่หยุด
“ชีวิตของแม่เธอจะเทียบกับชีวิตฉันได้ยังไง”
มาลารินเงยหน้ามองเขาผ่านม่านน้ำตาร่างสูงนั้นค่อย ๆ เดินกลับหายลับไป ทิ้งเธอไว้เพียงเื้ัพร้อมกับคำพูดเมื่อครู่ที่ดูเหมือนว่ามันติดอยู่ในใจของเธอ
เขานั้นช่างใจร้ายเหมือนเดิมไม่มีผิด...