ฟงอี้เพื่อความรอบคอบจึงได้ใช้เวลาอีกนิดเพื่อรวบรวมสัญลักษณ์จากแคว้นข้างเคียงด้วยเช่นกัน ส่วนหยาง อู๋เสินนั้นก็ยังไร้ข่าวรู้เพียงว่าสัญลักษณ์ที่เขามีอยู่นั้นคล้ายกับของฮ่องเต้องค์ก่อนแต่ยังไม่แน่ใจจึงยังตามสืบอยู่ไม่ขาด อวี้หลันเองก็คอยอยู่รับใช้ข้างกายคุณชายของตนอย่างดีนับวันฝีมือเื่การจัดการต่างๆ ของนางยิ่งดีมากขึ้นแม้แต่พ่อบ้านหวงยังกล่าวชื่นชมนางจนสาวใช้คนอื่นต่างอิจฉา
จื่อซางสาวใช้เรือนใหญ่คนหนึ่งที่สนิทสนมกับอวี้หลันเป็เป็พิเศษทั้งสองมักแบ่งปันของที่ได้รับจากผู้เป็นายตลอด
“นี่อีกไม่กี่วันคุณชายจะไปเหลียวจิงแล้วเ้าไปกับคุณชายหรือไม่” จื่อซางเอ่ยถามอย่างอยากรู้
“ข้าก็ไม่แน่ใจเห็นคุณชายว่าครั้งนี้อาจไม่ได้ไป” อวี้หลันกล่าวพลางยกตะกร้าผ้าของตัวเองขึ้น
“ทำไมล่ะข้านึกว่าเ้าจะได้ไปข้าอยากได้กำไลหยกสักชิ้นเหลียวจิงขึ้นชื่อเื่หยกมากทีเดียว” จื่อซางกล่าวอย่างเสียดาย
“เช่นนั้นหากข้าไม่ได้ไปข้าจะฝากคุณชายซื้อมาให้ดีมั้ยล่ะ”
“ดีสิคุณชายดีต่อเ้ากว่าคนอื่นๆ หากเป็เ้าฝากฝังละก็ต้องได้แน่”
ทั้งสองเดินไปพูดคุยกันไปอย่างสนุกสนานเมื่อถึงทางแยกเข้าเรือนตนอวี้หลันจึงได้กล่าวลาจากจื่อซางมา หยาง อู๋เสินที่กำลังเก็บหนังสือบัญชีต่างๆ ลงกล่องอวี้หลันจึงได้เข้าช่วยเขาจัดการก่อนเอ่ยถามถึงเื่เหลียวจิง
“คุณชายเหลียวจิงข้าได้ไปมั้ยเ้าคะยังไม่เห็นท่านบอกให้เก็บของเสียที”
“เ้ามิใช่เก็บเรียบร้อยแล้วหรือ” เขากล่าวหยอกล้อนางพลางส่ายหน้าเบาๆ ก่อนกล่าวต่อ
“ครั้งนี้ไม่ได้ไปท่านแม่อยากให้เ้าอยู่ช่วยสอนนางปักผ้า ท่านว่าลายปักเ้าดีไม่น้อยแต่ข้าจะซื้อของกลับมาฝากเป็เช่นไร”
“ดีเ้าค่ะ คุณชาย…” อวี้หลันหยุดเอ่ยไปมองหน้าเขาตาโตอย่างออดอ้อนเช่นทุกครั้ง
“อยากได้อะไรเป็พิเศษงั้นสิว่ามาเถอะ” หยาง อู๋เสินกล่าวอย่างรู้ทันนาง
อวี้หลันรีบลุกเดินไปข้างเขาแล้วกล่าว
“คุณชายข้าอยากฝากท่านซื้อกำไลหยกเ้าค่ะ”
หยาง อู๋เสินมองนางอย่างประหลาดใจที่ปกตินางไม่ชอบเครื่องประดับแต่ครั้งนี้กลับฝากเขาซื้อเครื่องประดับ
“ผู้ใดฝากซื้อหรือ”
“ท่านนี่รู้ดีจังเลยนะเ้าคะ พี่จื่อซางเ้าค่ะนางอยากได้เห็นว่าเหลียวจิงขึ้นชื่อเื่หยกมาก”
“เ้าไม่อยากได้บ้างหรือ”
“ที่คุณชายฟงให้มาก็มากมายก่ายกองแล้วเ้าค่ะ” อวี้หลันเอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดีทั้งทิ้งตัวนั่งอย่างสบายใจ จนลืมไปว่าหยาง อู๋เสินนั้นไม่ชอบให้นางเอ่ยถึงเขา
เขายืนมองหน้านางตาเขียวไปหมดอวี้หลันจึงได้ฉีกยิ้มออกมาอย่างไม่ตั้งใจเอ่ยถึง
“วันเกิดเ้าใกล้เข้ามาแล้วใช่หรือไม่”
“เ้าค่ะเดือนหกอีกเดือนกว่าเ้าค่ะ”
หยาง อู๋เสินเพียงพยักหน้าสองมือเก็บของไปเรื่อยอวี้หลันยิ้มอย่างรู้ทันว่าเขานั้นคงคิดซื้อของให้นางอีกเป็แน่
“ยิ้มอะไร”
“เปล่าเ้าค่ะ” อวี้หลันกล่าวเสร็จก็รีบลุกไปเก็บของที่เหลือบนโต๊ะต่อเขาเองก็เพียงยิ้มเมื่อเห็นนางยิ้มเช่นนั้น
วันเดินทาง
อวี้หลันเดินออกมาส่งหยาง อู๋เสินที่หน้าประตูด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแต่เขากลับรู้สึกไม่ไดีเท่าใดที่ทิ้งนางไว้ที่เรือนคนเดียว ไม่รู้เพราะไม่ชินที่ไม่มีนางข้างกายหรือว่านางนั้นกำลังมีภัย
“คุณชายเป็อะไรเ้าคะไม่อยากไปหรือ” อวี้หลันกล่าวถามเมื่อเห็นสีหน้าที่ไม่ดีนักของเขา
หยาง อู๋เสินเผยยิ้มอย่างห่วงใยให้นางทั้งใช้สองมือจับที่ไหล่นางอย่างทะนุถนอม
“อวี้หลันรอข้ากลับมารู้หรือไม่”
“ทำไมกล่าวเช่นนั้นล่ะเ้าคะ ข้าไม่ได้จะไปที่ใดเสียหน่อย” นางเอ่ยอย่างไม่เข้าใจ
หยาง อู๋เสินอดทนต่อความรู้สึกไม่ดีในใจไม่ได้จึงดึงตัวนางเข้ากอดไว้แน่น อวี้หลันยิ่งไม่เข้าใจคิดไปว่าเขานั้นอาจไม่ชินเหมือนที่ตนก็ไม่ชินที่จะไม่ได้เห็นเขาทุกเช้านานสองเดือนเช่นนี้จึงได้ยกมือตบที่หลังให้เขารู้สึกเบาใจว่านางไม่หายไปไหน
การกระทำของทั้งสองนั้นอยู่ในสายตาของฮูหยินหยางตลอดเวลาครั้งนี้เองหวัง หนี่เหลียนก็อยู่ที่นั่นด้วยนางไม่พอใจกับการกระทำนั้นของทั้งสองแต่ก็เพียงขมวดคิ้วกำพัดในมือแน่นเท่านั้น
“หนี่เหลียนเื่นี้ให้ป้าจัดการเองเ้าเบาใจเถอะ” ฮูหยินหยางกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นทั้งมองหน้าหวัง หนี่เหลียนอย่างแฝงความใน
สามวันต่อมาฮูหยินหยางได้เรียกอวี้หลันมาเพื่อให้สอนนางปักลายผ้า ระหว่างสอนปักผ้าอยู่นั้นฮูหยินหยางเองก็หมั่นยกน้ำชาให้อวี้หลันดื่มอยู่ตลอดเวลาแม้รู้สึกแปลกใจอยู่บ้างแต่นางก็ดื่มเข้าไปทุกครั้งอย่างช่วยไม่ได้ ในใจเพียงคิดบางทีฮูหยินคงเวทนานางมากขึ้นเท่านั้นที่ผ่านมาฮูหยินหยางเองแม้ดูไม่ถูกชะตานางเท่าใดแต่ก็ไม่เคยก้าวก่ายเข้ามาในเรือนของคุณชายตนจึงได้ไร้สงสัย
แต่ก็เพียงดื่มเข้าไปสี่ห้าถ้วยชาก็รู้สึกวิงเวียนขึ้นมาสองตาพร่ามัวทั้งรู้สึกอ่อนล้าร่างกายไร้แรงเดิน
“อวี้หลันเ้าเป็อะไร” ฮูหยินหยางแสร้งเข้ามาประคองดูนางกล่าวถามขึ้น
เมื่อเห็นว่าอวี้หลันนั้นสลบไปแล้วจริงๆ จึงได้สั่งให้คนอุ้มนางใส่รถม้าไป พ่อบ้านหวงที่เห็นทุกการกระทำนั้นก็ยังพินิจว่าควรทำอย่างไรดีจะให้ตามไปคงผิดสังเกต ขณะนั้นเองก็เหลือบมองไปเห็นจื่อซางยืนแอบดูอยู่เช่นกันจึงได้ใช้ให้นางไปแจ้งต่อคุณชายฟงว่าอวี้หลันนั้นมีภัย
จื่อซางเองด้วยไมตรีที่ดีต่อกันจึงรีบรับคำแล้ววิ่งออกไปยังจวนสกุลฟงทันที ฟงอี้เมื่อรู้ว่าอวี้หลันนั้นถูกนำตัวใส่รถม้าออกไปนอกเมืองฝั่งประตูหงจูก็รีบขึ้นม้าควบออกไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับโย่วเผย ทั้งสองควบม้าอย่างสุดกำลังแต่ก็ยังไม่เห็นรถม้าสักคันที่ผิดสังเกต
“อย่างไรต่อดีขอรับคุณชาย”
“ให้คนของเราช่วยกันออกตามหาไม่ว่าอย่างไรก็ต้องพบนางให้ได้” ฟงอี้กล่าวอย่างร้อนใจทั้งควบม้าออกตามหาไปเรื่อยๆ อีกครั้ง
หยาง อู๋เสินที่นั่งอยู่บนรถม้ายิ่งรู้สึกแปลกในใจความเป็ห่วงที่มีต่ออวี้หลันนั้นพูลทวีขึ้นทุกทีอย่างที่ไม่เคยเป็จึงได้ส่งคนของตนกลับคฤหาสน์ไปดูว่านางนั้นยังอยู่สุขหรือไม่แล้วให้รีบกลับมารายงาน
อวี้หลันนั้นถูกนำตัวผ่านหลายเมืองสามวันแล้วนางก็ยังไม่ฟื้นตื่นจนเมื่อรถม้ามาหยุดที่สุดชายแดนเบื้องหน้ามีเพียงทะเลทรายแสนอ้างว้างทอดไกลสุดสายตา ชายคนขับรถม้าทิ้งตัวนางลงอย่างไม่ใส่ใจว่านางนั้นเป็หรือตายแล้วขับรถม้าจากไปทันที
หลังจากรถม้าวิ่งจากไปไม่นานร่างของอวี้หลันก็ถูกคนผู้หนึ่งอุ้มหายไปท่ามกลางความอ้างว้างนั้น ภายในถ้ำเนินทรายอวี้หลันค่อยๆ ลืมตาตื่นมองซ้ายขวาอย่างไม่เข้าใจว่าตอนนี้นั้นตนเองอยู่ที่ใด นางเดินออกมาสุดสายตาล้วนมีแต่เม็ดทรายแสงแดดร้อนจ้าแผดเผ่ายืนได้ไม่นานต้องรีบหลบเข้าไปด้านในอีกครั้ง
ภายในถ้ำคล้ายมีคนแต่ข้าวของก็รกเต็มทีจากนั้นครู่ใหญ่ก็มีหญิงอายุราวสี่สิบปีเศษแต่งกายหมอมแหมมเดินเข้ามา
“ตื่นแล้วเหรอนังหนู”
อวี้หลันรุดถอยเข้าไปหลังชนผนังถ้ำก่อนเอ่ยถามอย่างกลัวเกรง
“ท่าน…ท่านเป็ใคร”
“ข้าก็คนที่ช่วยชีวิตเ้าอย่างไร” นางกล่าวพลางหัวเราะออกมาในท่าทางของอวี้หลัน
“ช่วยชีวิตข้างั้นหรือ ท่านป้าข้าไม่เข้าใจ”
“เห้อพวกคนเมืองโง่เหมือนเ้าทุกคนรึเปล่านะ เ้าดูข้างนอกสิกลางทะเลทรายเช่นนี้หากข้าไม่ช่วยเ้าที่ถูกถีบลงมาจากรถม้าคันงามนั่นป่านนี้คงกลายเป็อาหารของพวกสัตว์ทะเลทรายไปแล้ว
พอได้ยินเื่เช่นนั้นก็ย้อนคิดกลับไปว่าสิ่งสุดท้ายที่จำได้คือเรือนรับรองตระกูลหยางเหตุใดจึงมาอยู่กลางทะเลทรายเช่นนี้ได้ สิ่งเดียวที่คิดออกเื่นี้คงไม่พ้นฝีมือฮูหยินเป็แน่
“มิน่านางถึงใจดีกับข้านัก”
หญิงวัยกลางคนเห็นนางนั่งระลึกชาติอยู่นานก็เพียงยิ้มทั้งส่ายหน้าออกมา
“หิวมั้ย” นางกล่าวพลางยื่นเนื้อบางอย่างให้
อวี้หลันดูลังเลที่จะรับมาหญิงวัยกลางคนจึงได้กล่าวเหน็บแนมนางออกมา
“หากข้าจะฆ่าเ้าก็คงไม่ช่วยมารับไปเถอะนี่เนื้อแพะ”
ด้วยความหิวทั้งกระหายอวี้หลันจึงได้กินเนื้อแพะและน้ำดื่มอย่างรีบร้อน หญิงวัยกลางคนนั่งมองนางพลางยิ้มออกมาอวี้หลันสงสัยจึงได้ถามออกไปตรงๆ
“ท่านป้ายิ้มอะไรงั้นหรือ”
“มองเ้าแล้วคล้ายเห็นบุตรสาวจึงได้ยิ้ม”
“แล้วตอนนี้นางอยู่ที่ใด”
“ตายแล้ว” หญิงวัยกลางคนกล่าวทั้งมีสายตาที่เศร้าอย่างเห็นได้ชัด
อวี้หลันเองรู้สึกผิดที่เอ่ยถามแต่ใจก็คิดว่านางและหญิงวัยกลางคนนั้นชะตาชีวิตคล้ายกันไม่น้อย
“ข้าขอโทษ”