ซูเหวินฉังหอบหายใจจนตัวโยน ชี้หน้าฮ่องเต้ด้วยมืออันสั่นเทา “เงินที่ติดหนี้กระหม่อมไว้ฝ่าายังไม่ยอมใช้คืน! นี่ยังกล้าดียุยงให้ผู้อื่นมาขอเงินกระหม่อมอีกรึ?!”
ลู่เฟยเหยียนยืนอ้าปากตาค้าง สมองหยุดการทำงานไปชั่วขณะ...หนี้? ฮ่องเต้เป็หนี้ตาแก่ซูงั้นรึ?!
ขุนนางหนุ่มรีบขยับกายเข้าไปชิดจางกงกง ย่อตัวลงกระซิบถามเสียงเบาเพื่อความแน่ใจ “จางกงกง... นี่เื่จริงหรือ? ฝ่าาเป็หนี้ท่านเ้าสำนักจริงๆ หรือ?”
จางกงกงทำสีหน้าอับอายขายขี้หน้าแทนผู้เป็นาย ได้แต่พยักหน้ารับอย่างจำนน พลางชูนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว
ลู่เฟยเหยียนถอนหายใจยาว “โธ่เอ๋ย... ข้าก็คิดว่ามากมายอันใด ก็แค่สามร้อยตำลึงมิใช่หรือ...”
ทว่า พอเห็นฮ่องเต้จ้าวิเต๋อก้มพระพักตร์ซ่อนสายตาด้วยความอับอายขั้นสุด ลู่เฟยเหยียนก็ชะงักกึก ปรับคำพูดใหม่ทันที “หรือว่า... สามพันตำลึง?!”
ชายหนุ่มหันไปตำหนิซูเหวินฉังทันที “ท่านเ้าสำนัก! เงินแค่สามพันตำลึง ท่านกลับกล้าชี้นิ้วทวงฝ่าาถึงในวัง ไม่กลัวหัวจะหลุดออกจากบ่าหรืออย่างไรขอรับ!”
ซูเหวินฉังปรายสายตาเหยียดหยามมองลู่เฟยเหยียนราวกับมองคนโง่เง่า ก่อนจะแค่นหัวเราะในลำคอ “สามพันตำลึงงั้นรึ? เหอะ! เงินที่ฝ่าาติดค้างข้าไว้น่ะ หากนำไปสร้างตำหนักคงได้ตำหนักหลงเฉวียนมาอีกสามตำหนักกระมัง!”
กึก!
ลู่เฟยเหยียนหน้าบิดเบี้ยวทันที... สร้างตำหนักได้สามตำหนัก?! นั่นมันเงินมหาศาลขนาดไหนกันวะนั่น!
นี่เขามัวแต่คิดว่าบอสใหญ่ของตนเองเป็เพียงตาแก่ปลดเกษียณธรรมดาๆ ที่ไหนได้! ตาเฒ่าซูนี่มันคือลาสบอสผู้ร่ำรวยที่อยู่เื้ัราชสำนักชัดๆ!
…
พอโดนแฉจนเปลือกนอกหลุดลุ่ย จ้าวิเต๋อจึงตรัสออกมาอย่างไม่อับอายอีกต่อไป “ทีนี้ผู้ตรวจการลู่ก็คงรู้แล้วสินะว่าเจิ้นไม่มีเงินจริงๆ หากเ้าเดือดร้อนเื่งบประมาณ... ก็ไปขอเอาจากเ้าสำนักของเ้านั่นแหละ!”
“เ้าศิษย์เหลือขอ!” ซูเหวินฉังตั้งท่าจะยกไม้ตะพดขึ้นอีกรอบ
ฮ่องเต้หนุ่มเห็นท่าไม่ดี รีบก้าวพรวดเข้ามาประจบประแจงอดีตพระอาจารย์ยกใหญ่
“ท่านอาจารย์ใจเย็นก่อน! ที่เจิ้นจัดตั้งสำนักเจิ้นอู่นี้ขึ้นมา ก็เพื่อจะส่งผู้ตรวจการลู่ไปปราบปรามพวกขุนนางคดโกงอย่างไรเล่า! หากพวกเราปราบคนชั่วพวกนี้ได้หมด ราชสำนักก็จะมีเงินเหลือ แล้วถึงตอนนั้น เจิ้นก็จะมีเงินมาคืนหนี้ท่านอาจารย์ทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยอย่างไรเล่าขอรับ!”
คำพูดประจบประแจงของฮ่องเต้ ทำเอาชายชราต้องหยุดชะงักไปโดยพลัน
“ความคิดของฝ่าาก็ใช่ว่าจะไร้เหตุผล ราชสำนักแคว้นต้าเฉวียนเน่าเฟะมานานจนเกินเยียวยา พวกขุนนางกังฉินสูบเืสูบเนื้อแผ่นดินจนท้องพระคลังแห้งขอด หากคิดจะจัดระบบระเบียบแผ่นดินใหม่ก็ต้องล้างบางขุนนางชั่วให้สิ้นซากเสียก่อน!”
ซูเหวินฉังค่อยๆ ลดไม้ตะพดลงในที่สุด แล้วพยักหน้ารับคำอย่างยินยอมพร้อมใจ
ลู่เฟยเหยียนโห่ร้องอยู่ในใจ ความตื่นเต้นฉีดพุ่งไปทั่วร่าง! ในที่สุดรังสีของพระเอกซีรีส์เกาหลีในตัวเขามันเริ่มส่องแสงสว่างแล้ว!
ยามนี้เขามีทั้งอำนาจจากฮ่องเต้ มีทั้งแบ็กกราวด์สายเปย์สุดร่ำรวยอย่างซูเหวินฉัง เหลือเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะทำให้สำนักเจิ้นอู่สมบูรณ์แบบ นั่นคือสุดยอดฝีมือ!
"เื่เงินกระหม่อมพอจะมองเห็นทางออกแล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่งานใหญ่ระดับล้างบางขุนนางกังฉิน จะให้พวกเราลงมือกันแค่ไม่กี่คนย่อมเป็ไปไม่ได้ ฝ่าาพอจะมอบกำลังพลสักจำนวนหนึ่งให้กระหม่อมได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
จ้าวิเต๋อถอนหายใจยาว สีหน้ากลับมาเคร่งเครียดลงอีกครั้ง
“ผู้ตรวจการลู่... สิบกว่าวันที่ผ่านมา ขุนนางล้มตายไปไม่น้อย และยังมีผู้ต้องสงสัยอีกหลายคนที่ถูกควบคุมตัวไว้รอการไต่สวนอยู่ที่กรมอาญา ยามนี้ราชสำนักกำลังขาดแคลนคนทำงานอย่างหนัก และที่สำคัญ... เจิ้นยังไม่อาจไว้วางใจผู้ใดได้ง่ายๆ สำนักเจิ้นอู่เป็หน่วยงานพิเศษที่้าคนที่ซื่อสัตย์สุจริตและมือสะอาดจริงๆ เื่นี้จึงเป็เื่น่าหนักใจยิ่งนัก”
“ไม่ได้สิพ่ะย่ะค่ะ!” ลู่เฟยเหยียนโพล่งขึ้นทันทีอย่างไม่ยินยอม
“ต่อให้ไม่ได้ขุนนางสายบริหารมาช่วยงาน แต่สำนักเจิ้นอู่ของกระหม่อมก็สมควรจะมีกองทหารสักกองไว้ใช้งานสิพ่ะย่ะค่ะ! ฝ่าาไม่มีกองกำลังส่วนพระองค์ องครักษ์ลับ หรือพวกองครักษ์เสื้อแพรอะไรเทือกๆ นี้เลยหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“เพ้อเจ้อ!” จางกงกงสะบัดผ้าเช็ดหน้าเบาๆ พลางกลอกตาใส่ชายหนุ่ม
“นั่นมันกองกำลังทหารนะใต้เท้าลู่! กฎหมายบ้านเมืองระบุไว้ชัดเจน หากจะเคลื่อนย้ายกำลังพลก็ต้องผ่านการเห็นชอบจากเหล่าขุนนาง ต้องให้แม่ทัพใหญ่และเสนาบดีฝ่ายกลาโหมประทับตราอนุมัติ แล้วเ้ามีตราประทับแม่ทัพหรือไม่เล่า? ตราพยัคฆ์น่ะ มีหรือไม่?!”
เมื่อถูกเบรกจนหัวทิ่ม ชายหนุ่มก็หันมองสลับไปมาระหว่างขันทีหน้าใสกับฮ่องเต้ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสารแกมเวทนา
‘มารดามันเถิด! เป็ถึงฮ่องเต้ปกครองแผ่นดิน แต่ชีวิตกลับน่าอนาถขนาดนี้เชียวรึ?!’ ชายหนุ่มคิดในใจพลางส่ายหน้าเบาๆ
เงินทองส่วนพระองค์ก็ไม่มี แถมอำนาจสั่งการทหารก็ยังถูกดึงเชือก ต้องรอให้พวกขุนนางพยักหน้าเห็นชอบอีก! มิน่าเล่า... ฮ่องเต้ผู้ตื่นรู้คนนี้ถึงได้กล้าเสี่ยงดวงจัดตั้งสำนักเจิ้นอู่ขึ้นมาเป็ดาบอาญาสิทธิ์ส่วนพระองค์เพื่อทลายทางตันนี้ สมควรแล้ว... สมควรแล้วจริงๆ!
“งั้นพวกเราก็ย้อนกลับมาเื่เดิม” ลู่เฟยเหยียนถอนหายใจ
แม้แต่ซูเหวินฉังยังขมวดคิ้วแน่นพลางส่ายหน้าช้าๆ จนปัญญาจะเสนอชื่อใคร เพราะในยุคสมัยที่ราชสำนักเน่าเฟะเช่นนี้ การหาคนดีมือสะอาดจริงสักคน ช่างยากเย็นยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
ในขณะที่ทุกคนกำลังตกอยู่ในความเงียบอันเครียดขึง จางกงกงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็พลันทำตาเป็ประกาย รีบก้าวเท้าฉับๆ ไปที่ชั้นหนังสือแล้วหอบเอาม้วนกระดาษกองใหญ่ออกมาวางลงบนโต๊ะอักษร
“ฝ่าา! ราชครูซู! อย่าพึ่งเคร่งเครียดไปเลยพ่ะย่ะค่ะ ในนี้มีคนให้เลือกตั้งมากมาย ต้องมีเข้าตาสักคนแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!”
ลู่เฟยเหยียนไม่รอช้า รีบถลันเข้าไปคลี่ม้วนกระดาษเ่าั้ออกดูด้วยความกระตือรือร้นทันที!
“แม่เ้า!!” ชายหนุ่มอุทานลั่น
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าไม่ใช่ภาพของบัณฑิตหนุ่มผู้มีอุดมการณ์ หรือยอดยุทธ์หน้าตาเครียดขรึมแต่อย่างใด... แต่มันกลับเป็ภาพวาดของสาวงามรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นในท่วงท่าต่างๆ!
“จางกงกง! นี่มันภาพวาดที่กรมพิธีการเตรียมไว้ให้เจิ้นคัดเลือกพระสนมต่างหากเล่า! เจิ้นกำลังหาคนมาทำงาน ไม่ได้หาเมียให้ผู้ตรวจการลู่!”
จางกงกงยู่ปาก ทำหน้าน้อยอกน้อยใจ ก่อนจะบ่นอุบอิบ
“กระหม่อมจะไปรู้ได้อย่างเล่าพ่ะย่ะค่ะ เวลาฝ่าามีรับสั่งให้หาคน กระหม่อมก็จะนำภาพเหล่านี้มาให้เลือกทุกครั้งไป อีกอย่าง..ในภาพมีแต่หญิงงามทั้งนั้น พวกท่านเป็บุรุษแท้ๆ แต่กลับไม่ชอบ! อย่าบอกนะ ว่าพวกท่านพึงใจขันทีอย่างกระหม่อม!”
พรูดดดด!
ลู่เฟยเหยียนที่กำลังยกชาขึ้นจิบเพื่อดับความอับอาย ถึงกับสำลักน้ำชาออกมาอย่างแรงจนเกือบพ่นใส่หน้าอีกฝ่าย
“เอ่อ...ไม่ว่าจะเป็บุรุษหรือสตรี ขอเพียงมีความรู้ ความสามารถก็ย่อมทำงานให้แผ่นดินได้ทั้งนั้น กระหม่อมไม่ติดใจพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวิเต๋อเบิกตากว้าง จ้องมองลู่เฟยเหยียนด้วยความตะลึงลาน “ผู้ตรวจการลู่... เ้า... เ้าคิดเช่นนี้จริงๆ หรือ?!”
“จริงแท้แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!” ลู่เฟยเหยียนยักไหล่
ในซีรีส์ที่ตนติดงอมแงม สมาชิกองค์กรคนหนึ่งก็เป็ผู้หญิง แถมยังบู๊ล้างผลาญดีอีกด้วย! หนังจีนกำลังภายในที่เคยดูก็มีจอมยุทธ์หญิงที่ปราบเหล่ามารได้อย่างดุเดือดเผ็ดมัน ไม่เห็นจะแปลกหากจะมีสตรีสักคนมาเข้าร่วมสำนักเจิ้นอู่ของตน ขอเพียงแค่มีฝีมือก็พอ
“ดี! ยอดเยี่ยมยิ่งนัก! เจิ้นก็คิดเช่นเดียวกับเ้า! สตรีบนแผ่นดินต้าเฉวียนที่มีความรู้ความสามารถมีอยู่มากมายนัก แต่น่าเสียดายที่พวกนางกลับถูกกดข่มไว้ด้วยจารีตประเพณีอันเคร่งครัด!”
ดวงพระเนตรของฮ่องเต้ที่มองมาทางลู่เฟยเหยียนยามนี้ ฉายแววซาบซึ้งและชื่นชมราวกับได้พบบุตรชายรู้ใจที่พลัดพรากจากกันมานานนับสิบชาติ!
"เจิ้นคิดไม่ผิดจริงๆ ที่เลือกเ้ามาเป็ผู้ตรวจการพิเศษแห่งสำนักเจิ้นอู่!