ราตรีเคลื่อนเข้าปกคลุม
หอสุราในเมืองที่อยู่ห่างจากสำนักชิงอวิ๋นสิบลี้
“นายท่าน ผู้น้อยสืบเื่ของมนุษย์ผู้นั้นมาเรียบร้อยแล้วขอรับ” มารวัยกลางคนตนหนึ่งคุกเข่าข้างหนึ่งลง พลางเอ่ยรายงานผู้เป็นายด้วยความนอบน้อม
“อย่างนั้นหรือ?” จวินอู๋เสียแสยะยิ้ม พร้อมกับวางจอกในมือลง “ว่ามาซิ เ้าสืบได้ความเช่นไรบ้าง?”
“สตรีผู้นี้เป็บุตรบุญธรรมของตระกูลมู่…@#$%^&*()@#$” มารวัยกลางคนรายงานสิ่งที่ตนสืบทราบมาทั้งหมดไปตามความจริง
ทว่าตอนที่เขากำลังก้มหน้าก้มตารายงานถึงตอนที่มู่เชียนจิ่วถูกทำให้เสียโฉม รากปราณถูก่ชิงไป สีหน้าของจวินอู๋เสียก็เข้มขึ้นในบัดดล
ในห้องส่วนตัวบนหอสุรา มีเพียงเสียงของมารวัยกลางคนเท่านั้น ท่ามกลางความเงียบสงัด
“นายท่าน ตอนนี้ผู้น้อยสืบมาได้เท่านี้ขอรับ” มารวัยกลางคนเงยหน้าขึ้นหลังรายงานจบ เมื่อเขาสบกับดวงตาคมดุของผู้เป็นาย ร่างก็สั่นเทาขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ จนต้องรีบก้มหน้าลงอีกครั้ง
จวินอู๋เสียลุกขึ้นยืน ไอมารพลันแผ่ออกมา จนทำโต๊ะและเก้าอี้ภายในห้องสั่นเทาไม่หยุด “ตระกูลมู่!”
มารวัยกลางคนก้มหน้าลงแทบชิดหัวเข่า เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดนายท่านต้องใส่ใจมนุษย์ผู้นั้นถึงเพียงนี้ …หรือสตรีนางนี้คือผู้ที่ทำมิดีมิร้ายท่านาามารอย่างนั้นหรือ?
บัดนี้เื่ที่ท่านาามารถูกทำมิดีมิร้าย แพร่กระจายไปทั่วทั้งเผ่ามารแล้ว ทั้งเผ่ามารต่างก็คาดเดาถึงตัวตนของราชินีมารผู้นี้ไปต่าง ๆ นานา
แต่หากราชินีมารผู้นี้เป็มนุษย์จริง ๆ…
มารวัยกลางคนคิดถึงตรงนี้ก็เกิดใจสั่น …นี่เขาล่วงรู้ความลับสุดยอดบางอย่างเข้าใช่หรือไม่ ทว่าความลับนี้ต่อให้ตีเขาให้ตาย เขาก็ไม่สามารถเอ่ยออกมาได้เด็ดขาด ไม่เช่นนั้นนายท่านจะต้องฉีกร่างของเขาเป็ชิ้น ๆ ทั้งเป็อย่างแน่นอน!
“มู่เทียนเซี่ยผู้นั้นก็อยู่ที่สำนักชิงอวิ๋นด้วยอย่างนั้นหรือ?” น้ำเสียงที่จวินอู๋เสียเอ่ยถามช่างเย็นะเืยิ่งนัก ดวงตาเรียวแผ่ประกายสังหารออกมา …ชีวิตของสตรีไร้ยางอายผู้นั้นเป็ของเขา ใครก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้อง!
มารวัยกลางคนตอบกลับอย่างระมัดระวังถ้อยคำ “มู่เทียนเซี่ยถูกผู้าุโจิ่งอี๋ของสำนักชิงอวิ๋นรับเป็ศิษย์สายสืบทอดขอรับ”
“แค่ผู้าุโตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ไม่อยู่ในสายตาข้า” จวินอู๋เสียทอดสายตามองออกไปด้วยแววตาลึกล้ำยากหยั่งถึง ทั้งสำนักชิงอวิ๋นมีเพียงหลิวมู่เฉินเท่านั้นที่สามารถต่อกรกับเขาได้
ทว่าในศึกใหญ่เมื่อหลายร้อยปีก่อน หลิวมู่เฉินได้รับาเ็สาหัส ทำให้ตบะบารมีลดลง บัดนี้เกรงว่าก็คงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาเช่นกัน!
จวินอู๋เสียเอ่ยถามต่อ “มู่เทียนเซี่ยรู้ตัวตนที่แท้จริงของนางหรือไม่?”
“เรียนนายท่าน คนตระกูลมู่ยังไม่รู้ว่านางมีชีวิตอยู่ขอรับ ดังนั้นมู่เทียนเซี่ยจึงยังไม่ทราบตัวตนที่แท้จริงของนางเช่นกันขอรับ” มารวัยกลางคนเอ่ยตอบเสียงเบา
มือที่กำแน่นของจวินอู๋เสียคลายลงเล็กน้อย “ส่งคนไปเฝ้าดูทุกความเคลื่อนไหวของตระกูลมู่ หากมีความเคลื่อนไหวอะไรให้มาบอกข้าทันที”
“ขอรับ นายท่าน” มารวัยกลางคนรับคำสั่งอย่างนอบน้อม ภายในใจยิ่งรู้สึกเคารพมนุษย์นางนั้น และคิดไปไกลว่า มนุษย์นางนั้นมีโอกาสที่จะกลายเป็นายหญิงของตนในอนาคตก็เป็ได้
“ออกไปได้แล้ว”
มารวัยกลางคนไม่ได้เอ่ยอะไรอีก เขาก้าวถอยหลังก่อนจะค่อย ๆ หายตัวไปในความมืด
ในหัวของจวินอู๋เสียมีภาพสตรีไร้ยางอายนางนั้นเอ่ยคำเยินยอเขาต่าง ๆ นานา เมื่อคิดแล้วเขากลับรู้สึกมีความสุขยิ่งนัก
ขณะที่นิ้วสกปรก ๆ นั่นถูกเขาดูดเื เขาไม่ได้มีความรู้สึกแค้นเคืองใด ๆ ต่อนางอีกแล้ว
มุมปากของจวินอู๋เสียโค้งขึ้นโดยไม่รู้ตัว
มองอาหารที่อยู่บนโต๊ะแล้ว จวินอู๋เสียก็รู้สึกไม่อยากอาหารขึ้นมาเสียดื้อ ๆ โดยเฉพาะหลังจากที่ได้กินอาหารฝีมือสตรีไร้ยางอายผู้นั้น เขาก็รู้สึกกลืนอาหารเหล่านี้ไม่ลงอีกแล้ว
ท่านาามารเทสุราในจอกทิ้ง ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง ดวงตาเรียวส่องประกายบางอย่าง เมื่อคิดว่าอีกสองวันกว่าจะถึง ‘กำหนดครั้งต่อไป’ ภายในใจก็รู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก
แต่หากเขาไปพบนางตอนนี้ต้องเสียหน้าเป็แน่
คิ้วกระบี่ถึงกับขมวดแน่น ทว่าไม่นานก็คลายออก …สตรีชั่วช้านั่นกินผลโกลาหลของเขา ก็ถือว่าเป็คนของเขาแล้ว!
ในเมื่อเป็คนของเขา เขาบอกว่าอีกสามวันก็จริง แต่เขาอยากไปตอนไหนก็ย่อมได้นี่นา!
“ฮ่าฮ่าฮ่า!” จู่ ๆ จวินอู๋เสียก็หัวเราะออกมา ทันใดนั้นร่างของเขากลายเป็เพียงไอ ก่อนจะหายไปจากห้องในพริบตา
----------
เวลานี้ที่ผาสำนึกผิด มู่เชียนจิ่วกำลังทำมื้อเย็นอยู่ เสียงตะหลิวกระทบกับกระทะดังขึ้นเป็ระยะ
“ลูกพี่ คืนนี้พวกเราจะกินอะไรกันหรือขอรับ?” ซู่เหยสะบัดหางไปมา ศีรษะเล็ก ๆ แทบจะยื่นลงไปในกระทะอยู่แล้ว
ซู่เหย (ออกเสียง หอ-ยอ-เอ เหย) เป็ชื่อที่มู่เชียนจิ่วตั้งให้กระรอกหาสมบัติ นางเป็ยอดฝีมือในการตั้งชื่อระดับตำนาน ไม่มีทางตั้งชื่อกะโหลกกะลาอยู่แล้ว!
มู่เชียนจิ่วกระแอมเล็กน้อย “ผัดหลงหยาง!”
“หลงหยาง?” ซู่เหยถามด้วยความตื่นเต้น “มันคืออะไรหรือขอรับ อร่อยหรือไม่?”
“เอ่อ…เดี๋ยวเ้าลองชิมดูก็จะรู้เองว่าอร่อยหรือไม่” มู่เชียนจิ่วกระแอมเล็กน้อย หลงหยางที่นางเอ่ยถึงก็คือ ‘องคชาต’ ของเสือเกราะเหล็ก ซึ่งเป็สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ขั้นสาม โดยมีสรรพคุณช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศชั้นดี!
นางก็เพิ่งรู้ตัวตอนกำลังจะลงมือทำอาหารว่าซื้อวัตถุดิบมาผิด แต่จะโยนทิ้งก็น่าเสียดาย จะให้ไปซื้อหามาใหม่ย่อมเป็ไปไม่ได้ เพราะตอนนี้นางถูกกักบริเวณอยู่ วัตถุดิบเหล่านี้นางซื้อตุนไว้ในแหวนเก็บสมบัติก่อนที่จะขึ้นมายังสำนักชิงอวิ๋นแล้ว ดังนั้นด้วยความจนปัญญา นางจึงเอามันมาหั่นเป็ชิ้น ๆ แล้วนำมาผัดเสีย ไหน ๆ ที่นี่มีเพียงนางกับซู่เหย แอบกินสักมื้อคงไม่เป็ไรกระมัง
ถึงอย่างไรนางไม่พูด ซู่เหยไม่รู้ว่ามันคืออะไร ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมีบุคคลที่สามรู้เื่นี้
“เสร็จแล้ว กินได้!” มู่เชียนจิ่วตักอาหารใส่จาน หลงหยางมีลักษณะใสราวกับเอ็นเนื้อวัว ส่วน้าราดด้วยน้ำแกงสูตรเฉพาะของนาง แค่เห็นก็ทำให้อยากอาหารแล้ว
*จ๊อกกกก*
ซู่เหยน้ำลายไหลย้อย ท้องร้องดังระงมไม่หยุด หากไม่ใช่เพราะมู่เชียนจิ่วยังไม่ได้พยักหน้าอนุญาตละก็ มันคงพุ่งตัวเข้าไปชิมแล้ว
มู่เชียนจิ่วหยิบกาสุราออกมา ก่อนจะรินให้ตัวเองและซู่เหย “เ้าดื่มหรือไม่?”
สุราสองจอกแผ่กลิ่นหอมเข้มข้นออกมา ผัดหลงหยางจานใหญ่เพียงพอที่จะทำให้หนึ่งคนหนึ่งกระรอกอิ่มหนำสำราญในมื้อนี้ได้แล้ว
*เคร้ง!*
เสียงจอกสุรากระทบกัน มู่เชียนจิ่วดื่มสุราลงคอ พร้อมกับหลับตาพริ้มอย่างมีความสุข พลังิญญาของสุรากานี้เข้มข้นอย่างมาก ทันทีที่สุราลงไปถึงท้อง ต่อให้ไม่บำเพ็ญเพียร ไอพลังของนางก็ยังพัฒนาไม่หยุด!
หากไม่ใช่เพราะนางสามารถสะกดพลังิญญาของตนเอาไว้ได้ เกรงว่านางคงเข้าสู่ระดับฌาณดรุณขั้นกลางไปนานแล้ว หรือใกล้จะเข้าสู่ขั้นสูงแล้วก็เป็ได้
ทว่านี่เป็ครั้งแรกที่ซู่เหยดื่มสุรา ทันทีที่สุราลงไปถึงท้องมันก็หลับตาลง ก่อนที่อึดใจต่อมาจะหงายหลังล้มตึงลงไปกับพื้นทั้งอย่างนั้น
มู่เชียนจิ่วถึงกับผงะไปชั่วขณะ ก่อนจะจับหางของซู่เหยขึ้นมาแกว่ง และหัวเราะออกมาเบา ๆ
“ไม่ใช่กระมัง แค่นี้ก็เมาแล้วหรือ เ้าจะคออ่อนเกินไปแล้ว!”
“กระรอกตัวนี้ช่างอวบอ้วนจริง ๆ ย่างมันซะเถอะ”
เมื่อได้ยินเสียงปริศนาจากด้านหลัง มู่เชียนจิ่วก็ดวงตาเบิกโพลง ก่อนจะหันควับไปมอง
“เ้า เ้า เ้า!”
“เ้าเป็ของของข้า ข้าอยากมาหาเ้าเมื่อใดก็ย่อมได้” จวินอู๋เสียเห็นมู่เชียนจิ่วทำท่าทางราวกับเห็นผี ก็มีท่าทางไม่พอใจ “ทำไม เ้าไม่ต้อนรับข้าอย่างนั้นหรือ?”
‘ข้าจะต้อนรับเ้าทำพระแสงอะไรกัน!’
มู่เชียนจิ่วเกือบจะโพล่งออกมาอย่างที่ใจคิด ไหนบอกว่าสามวันจะมาดูดเืนางครั้งหนึ่งอย่างไรล่ะ นี่เพิ่งจะผ่านไปไม่กี่ชั่วยาม แต่เ้ามารนี่ก็กลับมาอีกแล้ว!
“ต้อนรับ ต้อนรับสิเ้าคะ!” มู่เชียนจิ่วเผยรอยยิ้มประจบ ก่อนจะเอานิ้วถูกับเสื้อผ้าส่ง ๆ
“ท่านพี่ จะดูดเืเลยหรือไม่เ้าคะ?”
จวินอู๋เสียตีมือดำ ๆ หนึ่งที สายตาจ้องเขม็งไปยังผัดหลงหยางจานใหญ่ เขารู้สึกว่าตนเองไม่เคยเห็นอาหารที่มีหน้าตาน่ารับประทานเช่นนี้มาก่อน “อาหารจานนั้นคืออะไร?”
“ผัดผักเ้าค่ะ!” มู่เชียนจิ่วไหนเลยจะกล้าบอกว่ามันเป็องคชาตของเสือ สตรีที่ยังไม่ได้ออกเรือนอย่างนางกินองคชาตเสือ คิดดูแล้วช่างน่าอายจริง ๆ!
เมื่อเห็นสายตาลุกวาวของจวินอู๋เสีย มู่เชียนจิ่วก็มองเขาด้วยความสงสัย …หรือเ้ามารตนนี้ไม่ได้มาเพื่อดูดเืนาง แต่มาหาข้าวกินอย่างนั้นหรือ?
หรือเป็เพราะเขายกแหวนเก็บสมบัติของตัวเองให้นาง ทำให้ตอนนี้กลายเป็คนยากจนไม่มีแม้กระทั่งข้าวกิน ถึงขนาดต้องมาขอข้าวคนอื่นกินเชียวหรือนี่?
.
.
.