ข้ามโลกมาเป็นเซียนกระบี่ยอดนักต้มตุ๋น

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 36 เคล็ดหมื่นกระบี่

            เนี่ยเมี่ยเจวี๋ยกับเฉินเทียนหยวนที่ออกจากข่ายปราณเห็นองค์หญิงโยวเยว่ปลดผ้าปิดหน้ารอยดาบบนใบหน้าของนางนั้นไม่อาจนับเป็นอย่างไรได้ แต่ทำไมมู่หรงลวี่กวงถึงต้องอาเจียนด้วย?

            องค์หญิงโยวเยว่จากอับอายกลายเป็นโทสะในอดีตนางเคยได้รับคำชมจากผู้คนมาตั้งกี่มากน้อยต่อให้หลังจากที่อาณาจักรล่มสลายก็ไม่เคยมีใครกังขาในฐานะหญิงงามลำดับหนึ่งแห่งราชวงศ์ชือกุ่ยของนางแต่เป็นเพราะรอยดาบนี้เจ้ากลับรู้สึกว่าข้าน่าเกลียดจนถึงกับต้องอ้วกออกมาเลยหรือ?

            “มู่หรงลวี่กวง เจ้า เจ้าจะทำเกินไปแล้วนะ ฮึ่ม!”องค์หญิงโยวเยว่แค่นเสียงเย็นอย่างโกรธจัด

            ในตอนนั้น องค์หญิงโยวเยว่ได้ตัดความรู้สึกดีๆที่เคยมีต่อมู่หรงลวี่กวงออกไปจากใจจนหมดสิ้น

            แม้ว่าเนี่ยเมี่ยเจวี๋ยกับเฉินเทียนหยวนจะไม่เข้าใจสถานการณ์แต่หวังเค่อกับจางเจิ้งเต้าเข้าใจดี

            เมื่อสัจปราณขุ่นขุมนั้นเข้าไปในรูจมูกของมู่หรงลวี่กวงดวงตาของจางเจิ้งเต้าก็กลายเป็นกลมกว้าง สีหน้าฉายแววตื่นเต้นยินดีออกมาสุดท้ายก็มีอีกหนึ่งคนที่ต้องลิ้มรสชาติความเจ็บปวดแบบเดียวกันกับข้าช่างน่าเบิกบานใจอะไรอย่างนี้

            แต่หวังเค่อกลับแสนเสียดาย อย่างไรเสียสัจปราณขุ่นที่มู่หรงลวี่กวงรับไปมีจำนวนแค่เพียงน้อยนิดแถมมู่หรงลวี่กวงเองก็ทนทายาดกว่าจางเจิ้งเต้าอยู่นิดหน่อยก็เลยทำเพียงแค่อ้วกออกมาไม่หยุดเท่านั้นหากว่าเจ้าน้ำลายฟูมปากด้วยจะดีสักแค่ไหนกันนะ?

            แต่เสียดายก็ส่วนเสียดาย เวลาที่ควรจะกระหน่ำซ้ำเติมก็ไม่อาจปรานีได้!

            “ศิษย์พี่มู่หรง ท่านทำเกินไปแล้ว!รอยแผลเป็นบนใบหน้าขององค์หญิงมันทำไมงั้นหรือ? ข้าหวังเค่อชมชอบรอยดาบแบบนี้ยิ่งนัก!องค์หญิงไม่ถือสาท่าน แต่ท่านก็ยังคงไร้ความจริงใจ?” หวังเค่อถลึงตาก่นด่าอย่างไม่ไว้หน้า

            “อ้วก อ้วก อ้วก!”

            มู่หรงลวี่กวงถอยร่นไม่เป็นกระบวน อาเจียนจนหยาดน้ำร่วงแหมะจากตา

            “องค์หญิง ท่านมายืนอยู่หลังข้าดีกว่ามู่หรงลวี่กวงเป็นพวกตีสองหน้า อีกเดี๋ยวจะต้องหาข้ออ้างมาปะทุอารมณ์อีกแน่อย่าให้มันทำร้ายท่านได้!” หวังเค่อตะโกนเสียงดัง

            แม้ว่าจะกำลังพูดอยู่กับองค์หญิงโยวเยว่ แต่ในความเป็นจริงมันกำลังบอกเฉินเทียนหยวนกับเนี่ยเมี่ยเจวี๋ยที่อยู่ไม่ไกลอยู่ต่างหาก

            จริงดังคาด เฉินเทียนหยวนพลันนิ่วหน้าด้วยความเคลือบแคลงทันทีจากนั้นก็ขยับตัวเข้ามาตระเตรียมลงมือ

            หลังสูดรับกลิ่นเหม็นเข้าไปจนมิอาจหายใจหายคอได้มู่หรงลวี่กวงท้ายที่สุดก็ฟื้นตัวขึ้นมาไม่น้อย อย่างไรเสียมู่หรงลวี่กวงก็ไม่ได้สูดรับเข้าไปมากมายเหตุการณ์น่าขายหน้าที่เพิ่งเกิดขึ้นแม้แต่ตัวมันเองก็ยังคงไม่อาจเข้าใจแต่มู่หรงลวี่กวงก็สามารถตัดความไม่น่าจะเป็นออกไปได้ใครในที่นี้ที่มีแนวโน้มว่าจะวางพิษมัน?

            “หวังเค่อ? เป็นเจ้า เจ้าจงใจทำให้ข้าต้องขายขี้หน้า?หวังเค่อ เจ้าหาที่ตายซะแล้ว!”มู่หรงลวี่กวงคำรามออกมาอย่างโกรธเกรี้ยวก่อนกระโจนเข้าใส่หวังเค่อ

            แต่เฉินเทียนหยวนอยู่ที่นี่ด้วย หวังเค่อยังจะต้องกลัวอะไร? คนเชิดหน้ายืดอกปกป้ององค์หญิงโยวเยว่ที่อยู่ด้านหลัง ท่วงท่าเหมือนวีรบุรุษให้การคุ้มครองโฉมสะคราญ

            “ฮึ่ม!” เฉินเทียนหยวนแค่นเสียงเย็น

            “ตูม!”

            เสียงดังคราหนึ่ง หัตถ์ปราณข้างหนึ่งปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุฟาดใส่ร่างของมู่หรงลวี่กวงอย่างรุนแรงฟาดมันปลิวไปชนต้นไม้ใหญ่จนหักโค่นไปต้นหนึ่ง ฝุ่นควันตลบอบอวลไปทุกทาง

            แต่หัตถ์ที่ว่ากลับไม่ได้มาจากเฉินเทียนหยวนหากแต่เป็นเนี่ยเมี่ยเจวี๋ย

            ศิษย์ของตัวเองเกิดการคลุ้มคลั่งอยู่ตรงนี้แน่นอนว่าอาจารย์ต้องเป็นคนสั่งสอนจัดการ

            “ลวี่กวง เจ้าเป็นบ้าอะไรขึ้นมา?” เนี่ยเมี่ยเจวี๋ยถามเสียงเย็น

            มู่หรงลวี่กวงตะกายขึ้นจากพื้นด้วยความอับอายขายขี้หน้าก่อนชี้นิ้วไปทางหวังเค่อที่อยู่ไม่ไกลออกไป“ท่านอาจารย์ เป็นมัน มันปรักปรำข้า! มันวางพิษใส่ข้า มัน...!”

            จางเจิ้งเต้าทางด้านข้างยิ้มอย่างเป็นต่อ พิษ? ผิดแล้ว!นั่นคือลมตดต่างหาก ใช่พิษเสียที่ไหน! เจ้าถูกลมตดเล่นงานอย่างเนี่ยเมี่ยเจวี๋ยจะดูไม่ออกเชียวหรือว่ามีพิษอยู่หรือไม่? เห็นกันอยู่ว่าเจ้าไม่ได้ถูกพิษเลยสักนิด เจ้าพูดแบบนี้ไม่เท่ากับเป็นการ ‘ปรักปรำ’ หวังเค่อเอาหรือ?

            ไม่ต้องสงสัยหวังเค่อที่อยู่ไม่ไกลให้ความร่วมมือโดยการเผยสีหน้าใสซื่อบริสุทธิ์ออกมาทันที

            มู่หรงลวี่กวงยังนึกอยากแก้ต่างให้กับตัวเอง

            “หุบปาก!” เนี่ยเมี่ยเจวี๋ยถลึงตา

            “ข้า…!”มู่หรงลวี่กวงสีหน้าไม่น่าดู

            “วันนี้ที่พาเจ้ามาก็เพื่อจะให้เจ้าได้สะสางความเข้าใจผิดกับหวังเค่อแต่เจ้ากลับไม่สำนึก ไม่คิดปล่อยวางเปิดใจให้กว้างนี่เจ้ายังมีความเป็นศิษย์พี่ใหญ่อยู่บ้างไหม? องค์หญิงโยวเยว่ไม่มีใจให้เจ้าแต่เจ้าก็ยังจะตามราวีนางไม่เลิก? ก่อนหน้านี้ข้าเคยสอนเจ้าไว้ว่าอย่างไร?”เนี่ยเมี่ยเจวี๋ยกล่าวเสียงเย็น

            “ข้า ข้า…!”มู่หรงลวี่กวงสีหน้าไม่น่าดู

            แต่ตอนนั้นมีศิษย์พรรคเทพหมาป่าสวรรค์จับจ้องอยู่ทุกแห่งมู่หรงลวี่กวงจึงไม่กล้าผิดใจกับอาจารย์ของตนเองเพียงแต่ยิ่งแค้นใจหวังเค่อที่ทำให้ตนต้องเสื่อมเสียหน้าตาจนหมดสิ้นไปเมื่อครู่

            “หากภายภาคหน้าเจ้ายังเพ่งเล็งหวังเค่ออยู่อีกอย่าบอกใครว่าเจ้าเป็นศิษย์ข้า!” เนี่ยเมี่ยเจวี๋ยยื่นคำขาด

            “ท่านอาจารย์!” มู่หรงลวี่กวงคอตกอย่างทุกข์ระทม

            แต่หวังเค่อที่อยู่ไม่ไกลกลับเผยสีหน้าประหลาดใจออกมานี่มันสถานการณ์แบบไหนกัน? ทำไมเนี่ยเมี่ยเจวี๋ยถึงได้ให้ท้ายข้า? นี่ไม่น่าเป็นไปได้นางคืออาจารย์ของมู่หรงลวี่กวงนะ!ต่อให้นางรู้สึกไม่ชอบใจแค่ไหนก็ไม่น่าถึงขนาดหักหน้าศิษย์ตัวเองเพื่อปกป้องข้าเลยนี่

            จางเจิ้งเต้าเองก็เผยสีหน้าประหลาดใจ หันหน้ามองไปทางเฉินเทียนหยวน “อย่าบอกนะว่าเนี่ยเมี่ยเจวี๋ยมีอะไรในกอไผ่กับท่านประมุข?”

            “เอาล่ะ เจ้าตำหนักเนี่ย ศิษย์ทั้งพรรคดูอยู่ท่านไม่ต้องดุด่าว่ากล่าวมันขนาดนี้ก็ได้ไม่งั้นแล้วเกียรติประวัติศิษย์พี่ใหญ่ของมันคงต้องด่างพร้อยแล้ว!”เฉินเทียนหยวนถอนหายใจบาง

            “น่าขายหน้าจริงๆ มัวโอ้เอ้อะไรอยู่ยังไม่รีบกลับไปทบทวนตัวเองอีก!” เนี่ยเมี่ยเจวี๋ยกลับเอ่ยออกมาเสียงเย็น

            ในดวงตาของเนี่ยเมี่ยเจวี๋ยคล้ายมีแววร้อนใจอยู่เป็นความร้อนใจชนิดที่อยากให้ลูกศิษย์ของนางคนนี้ได้ดิบได้ดีในท้ายที่สุด

            เพราะเนี่ยเมี่ยเจวี๋ยมองออกแล้วว่าสิ่งที่มู่หรงลวี่กวงพูดมาเมื่อครู่เป็นความจริงมันเสียรู้ให้หวังเค่อจริงๆ แม้แต่นางเองก็ไม่ทราบชัดว่าอีกฝ่ายใช้วิธีอะไรกันแน่

            ไม่รู้ว่าโดนดีได้อย่างไรแต่ก็ยังจะระเบิดอารมณ์? ที่แท้เจ้าวางอุบายอะไรเอาไว้กันแน่?พอเห็นอิสตรีเข้าหน่อยสมองก็ลัดวงจรไปเลยรึไง?

            มู่หรงลวี่กวงยังนึกอยากอธิบายแต่พอเห็นสายตาเยียบเย็นของเนี่ยเมี่ยเจวี๋ยมันก็ได้แต่ประสานมือคารวะอย่างหดหู่ “ทราบ!”

            หลังจากหันมามองหวังเค่ออย่างอาฆาตทีหนึ่งก็ขี่กระบี่บินจากไปอย่างรวดเร็ว

            ตอนนั้นเองเนี่ยเมี่ยเจวี๋ยถึงค่อยเลื่อนสายตามาทางหวังเค่อ

            หวังเค่อหน้าแข็งทื่อ ใบหน้าพิฆาตคนของนางน่าสะพรึงกลัวโดยแท้!หรือว่านางจะมองออกถึงตื้นลึกหนาบางเข้าแล้ว?

            “หวังเค่อ?” เนี่ยเมี่ยเจวี๋ยขานชื่อมันออกมาเสียงต่ำ

            “ศิษย์อยู่นี่ขอรับ!” หวังเค่อรีบประสานมือรับคำเร็วจี๋

            “เจ้าเป็นศิษย์ของท่านประมุขเดิมทีข้าไม่ควรจะเป็นคนที่ออกมาพูดกับเจ้า แต่ท่านประมุขเป็นคนใจอ่อนเกรงว่าคำบางคำท่านคงจะพูดออกไปไม่ได้ ดังนั้นข้าก็เลยต้องขอพูดแทน!”เนี่ยเมี่ยเจวี๋ยพูดเสียงเย็น

            เฉินเทียนหยวนนิ่วหน้าลงเล็กน้อย หากก็ไม่ได้ห้ามปราม

            หวังเค่อเองก็ทำหน้างง แต่ก็ยังตอบรับอย่างนอบน้อม “ศิษย์ล้างหูรอฟังแล้วขอรับ!”

            “เจ้าชอบองค์หญิงโยวเยว่ในทางชู้สาวหรือไม่?” เนี่ยเมี่ยเจวี๋ยถามเสียงเครียด

            หวังเค่อผงะไป นี่มันสถานการณ์แบบไหนกัน? ผู้อาวุโสพรรคเซียนสมัยนี้ชอบข่าวซุบซิบนินทากันหรือนี่แม้แต่เรื่องนี้ท่านก็ยังจะสนใจ?

            องค์หญิงโยวเยว่เองก็ตะลึงไปคิดไม่ถึงว่าเนี่ยเมี่ยเจวี๋ยจะถามอย่างตรงไปตรงมาขนาดนี้องค์หญิงโยวเยว่หน้าขึ้นสีเล็กน้อย หากก็ยังเหลือบมองมาทางหวังเค่อ

            “ถูกแล้วขอรับ!” หวังเค่อไม่ได้ปฏิเสธ

            ในช่วงเวลาแบบนี้ ต่อหน้าองค์หญิงโยวเยว่ มันจะปฏิเสธได้ยังไง? มันไม่ได้โง่ซะหน่อย!

            “ตัดใจซะ!” เนี่ยเมี่ยเจวี๋ยไร้ความปราศรัย

            “ห๊ะ?” หวังเค่อตะลึงงัน

            ไม้ตะบองตียวนยางนี้มาอย่างปุบปับไปหน่อยหรือไม่?[1] ต้องตรงไปตรงมาขนาดนี้เลย? หวังเค่อมองไปทางเฉินเทียนหยวน แต่อีกฝ่ายกลับปิดปากเงียบ

            องค์หญิงโยวเยว่เองก็ทำหน้างง

            “เจ้าตำหนักเนี่ย พูดเช่นนี้แปลว่าอะไร?” หวังเค่อถามด้วยสีหน้าไม่เป็นมิตร

            “เจ้าคือศิษย์ของท่านประมุขไม่งั้นข้าก็คงจะไม่เปลืองน้ำลายกับเจ้า นี่ก็เพื่อตัวเจ้าเอง!”เนี่ยเมี่ยเจวี๋ยเอ่ยอย่างขึงขัง

            หวังเค่อ “...!”

            ท่านคิดว่าข้าจะเชื่อรึไง? ให้ข้าตัดใจศิษย์ของท่านจะได้มาเสียบแทนที่ข้างั้นสิ? ล้อกันเล่น?อีกอย่าง ต่อหน้าองค์หญิงคิดว่าข้าจะถอยได้ไหมล่ะ? ตลอดหลายปีที่อยู่บนดาวดวงนี้นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนทำให้ข้ารู้สึกเหมือนถูกไฟฟ้าแล่นเข้าหัวใจเชียวนะ!

            “เจ้าตำหนักเนี่ย ท่านมีคนที่หมายตาต้องใจบ้างหรือไม่?”หวังเค่อย้อนถาม

            เนี่ยเมี่ยเจวี๋ยหน้าหม่นลงทันควันเสมือนมีรังสีสังหารแผ่ออกมาจากตัวเนี่ยเมี่ยเจวี๋ยส่งผลให้อากาศรอบด้านเย็นตัวลงหลายองศา

            “หวังเค่อ อย่าเสียมารยาท!” เฉินเทียนหยวนหน้าเปลี่ยนสีตวาดออกมา

            หวังเค่อพอเห็นท่านอาจารย์โมโหก็เป็นอันเข้าใจตนคงจะไปจี้ใจดำเนี่ยเมี่ยเจวี๋ยเข้าเนี่ยเมี่ยเจวี๋ยผู้นี้คงจะเคยได้รับการกระตุ้นมาตนยังคงอย่าได้ไปกระตุ้นนางเลยจะดีกว่า

            “เจ้าตำหนักเนี่ยที่ข้าจะบอกก็คือว่าเรื่องของคนหนุ่มสาว ก็ให้คนหนุ่มสาวจัดการกันเองเถอะ!”หวังเค่อรีบร่วมมือกับอาจารย์เอ่ยปลอบเนี่ยเมี่ยเจวี๋ย

            เนี่ยเมี่ยเจวี๋ยสูดลมหายใจลึกสะกดความรู้สึกระคายเคืองและความเย็นชาลงไป ก่อนจะมองดูหวังเค่ออีกครั้ง

            “เจ้ารู้จักองค์หญิงโยวเยว่มานานแค่ไหนกัน? เจ้ารู้จักนางดีแล้วหรือ? เจ้ารู้ฐานะของนางงั้นหรือ?เจ้าคู่ควรกับนางงั้นหรือ? เจ้าก็แค่มุ่งหวังแต่เรือนร่างของนางล่ะสิ?”เนี่ยเมี่ยเจวี๋ยเอ่ยเสียงต่ำ

            หวังเค่อผงะไป “ก็ใช่น่ะซี ไม่งั้นจะเรียกว่าชอบได้อย่างไร?”

            เนี่ยเมี่ยเจวี๋ย “…!”

            เนี่ยเมี่ยเจวี๋ยเกือบจะพูดออกมาว่า ‘ต่ำ’ แต่ไม่รู้ทำไมนางกลับถูกหวังเค่อทำเอาสะอึกไปเนี่ยเมี่ยเจวี๋ยเหลือบมองเฉินเทียนหยวนราวกับจะบอกว่าท่านรับศิษย์แบบไหนเข้ามากัน?ฟังคำข้าไม่เข้าใจเลยรึไง? แล้วจะให้ข้าพูดยังไงต่อไปได้อีก?

            “ช่างเถอะ ข้าไม่พูดแล้ว ท่านประมุขท่านพูดกับมันเองก็แล้วกัน ฮึ่ม!” เนี่ยเมี่ยเจวี๋ยสะบัดแขนเสื้อจากไป

            เฉินเทียนหยวนมองหวังเค่อด้วยแววตาพิกล

            “ท่านอาจารย์ ศิษย์พูดอะไรผิดไปหรือ? เมื่อกี้เจ้าตำหนักเนี่ยจะพูดอะไรกับข้าหรือ แถมยังทำดีต่อข้าอีกด้วย?”หวังเค่อถามอย่างสงสัย

            เฉินเทียนหยวนเปิดปาก แต่สุดท้ายก็ไม่รู้จะอธิบายออกมาอย่างไร

            “เจ้าตำหนักเนี่ยนางเป็นคนน่าสงสาร!ต่อไปอย่าได้นินทานางลับหลัง! เมื่อกี้นางหวังดีต่อเจ้าจริงๆ!”เฉินเทียนหยวนสุดท้ายก็ถอนหายใจบาง

            หวังเค่อ “…!”

            องค์หญิงโยวเยว่ทางด้านข้างนิ่วหน้าเล็กน้อย แต่ก็ไม่พูดอะไร

            “ประเดี๋ยวอาจารย์จะต้องไปข้างนอกแล้ว!ระหว่างที่ข้าอยู่ข้างนอก เจ้าต้องปกป้ององค์หญิงโยวเยว่ให้ดี!” เฉินเทียนหยวนเอ่ยเสียงต่ำ

            “ขอรับ ท่านอาจารย์!” หวังเค่อรับปากอย่างไม่ลังเล

            “เดิมทีข้านึกว่าเจ้าจะเลือก《เคล็ดเทพวายุ》เหมือนกับอาจารย์อาจารย์จะได้ถ่ายทอดเคล็ดกระบี่ให้เจ้าได้ง่ายๆ แต่น่าเสียดายที่เจ้าเลือก 《เคล็ดเทพอัคคี》เคล็ดกระบี่ของข้าไม่รู้ว่าจะเหมาะกับเจ้าหรือเปล่า!แต่ข้าก็จะถ่ายทอดให้เจ้าอยู่ดี เคล็ดกระบี่ของข้าเรียกว่า ‘เคล็ดหมื่นกระบี่!’ เดี๋ยวอาจารย์จะส่งเจตกระบี่ให้เจ้าสายหนึ่งเจ้าก็ลองดูว่าจะสามารถเริ่มฝึกได้เลยหรือไม่!”เฉินเทียนหยวนเอ่ยอย่างเป็นการเป็นงาน

            หวังเค่อค้อมรับ “รบกวนท่านอาจารย์แล้ว!”

            เฉินเทียนหยวนขยับวาดนิ้วปลายนิ้วคล้ายปรากฏกระบี่สีเขียวขนาดเล็กออกมาเล่มหนึ่งพริบตาที่แตะสัมผัสกับหว่างคิ้วของหวังเค่อ เจตกระบี่นั้นก็หายเข้าไปทันทีหวังเค่อปิดตารับรู้เงาแสงบางประการ ไม่นานก็ได้รับเคล็ดกระบี่มาชุดหนึ่ง

            ชั่วพริบตานั้นหวังเค่อแน่นิ่งไม่ขยับตัวจมจ่อมอยู่ในภวังค์ไปโดยสิ้นเชิง

            “นี่ก็คือการเข้าฌาน? ท่านประมุขเจตกระบี่นี้ร้ายกาจปานนี้เชียว? สามารถสอนกันแบบนี้ก็ได้ด้วย?งั้นก็ช่วยสอนข้าบ้างสิ! ข้าเองก็อยากฝึกเพลงกระบี่เหมือนกันนะ!”จางเจิ้งเต้าตาแดงด้วยความอิจฉา

            เจ้าหวังเค่อจะดวงดีเกินไปแล้วกราบไหว้เฉินเทียนหยวนที่มีวิถีกระบี่แสนร้ายกาจเป็นอาจารย์แถมยังสามารถผนึกเจตกระบี่เพื่อสอนศิษย์ของมันได้อีกต่างหาก?

            เฉินเทียนหยวนไม่สนใจจางเจิ้งเต้าแต่หันมามองลูกน้องของหวังเค่อแทน

            “ยิ่งหวังเค่อเข้าฌานนานเท่าไหร่ความรู้ความเข้าใจก็จะยิ่งลึกล้ำมากขึ้นเท่านั้น นี่อาจกินเวลาหลายวันพวกเจ้าจงปกป้องหวังเค่อกันให้ดี อย่าให้ใครมารบกวนมันได้!” เฉินเทียนหยวนสั่ง

            “ทราบ!” เหล่าลูกน้องของหวังเค่อเปล่งเสียงตอบรับ

            “องค์หญิงโยวเยว่ ช่วงนี้คงต้องรบกวนให้ท่านพำนักอยู่บนยอดเขาหยั่งรู้กระบี่ไปพลางๆก่อน คอยข้ากลับมา!” เฉินเทียนหยวนเปิดปากกล่าววาจา

            ‘การสารภาพรัก’ ต่อหน้าธารกำนัลของหวังเค่อองค์หญิงโยวเยว่ยังใจเต้นไม่หาย ตอนนี้นางแค่อยากกลับห้องตัวเองให้ไวไหนเลยจะฟังคำอื่นเข้าหู

            เฉินเทียนหยวนหลังจากจัดแจงเรื่องราวให้หวังเค่อแล้วก็เหยียบกระบี่บินพุ่งออกไปจากพรรคเทพหมาป่าสวรรค์ในพริบตาไม่ช้าก็หายไปจากกรอบสายตาของทุกคน

            ปากทางเข้าออกตำหนักหมาป่าบูรพา เนี่ยเมี่ยเจวี๋ยมองส่งเฉินเทียนหยวนดวงตาปรากฏแววสำนึกผิดวาบผ่าน

            “ท่านประมุข นี่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วขอข้าทำตามอำเภอใจเถอะ!” เนี่ยเมี่ยเจวี๋ยยิ้มขื่น

            นางหันไปทางยอดเขาหยั่งรู้กระบี่ จับจ้องเคหาสน์ขององค์หญิงโยวเยว่แววตาฉายประกายสังหาร

             

    [1]หมายถึงแยกคู่รักออกจากกัน

    คล้ายกับเรื่องข้ามโลกมาเป็นเซียนกระบี่ยอดนักต้มตุ๋น ที่คุณอ่าน