เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 3 บทที่ 67 พี่สะใภ้ไม่ใช่เศษสวะ

            ในการแสดงร้องรำทำเพลง มีสตรีจำนวนไม่น้องที่ดึงดูดสายตาของผู้คนที่มาร่วมงาน

            ไป๋หว่านหนิงก็รวมอยู่ในนั้นด้วย

            ในฐานะที่เป็นบุตรีที่ไป๋เสียนอันรักและเอ็นดูมากที่สุดไป๋หว่านหนิงจึงมีอาจารย์สอนการร่ายรำให้นางโดยเฉพาะ และนางก็ไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังทักษะการร่ายรำของนางนับว่างดงามอย่างหาตัวจับได้ยาก

            เอวอ่อนราวกับไร้กระดูกดูเข้ากันดีกับชุดกระโปรงยาวสีเขียวน้ำทะเลผู้คนย่อมอดใจไม่ไหวที่จะตรึงสายตาไว้บนร่างกายของนาง

            ไป๋หว่านหนิงเพลิดเพลินกับสายตาที่จับจ้องมาโดยไม่ทันสังเกตเห็นความรังเกียจในแววตาของฮั่วหมิงเชินแม้แต่น้อย

            เห็นอยู่ชัดๆ ว่าจะเป็นไท่จื่อเฟยในอนาคตทว่ากลับแสดงการร่ายรำให้ผู้อื่นดูราวกับเป็นนางระบำก็ไม่ปาน

            หากฮั่วหมิงเชินไม่โมโหก็คงแปลก

            “พี่สะใภ้ ท่านประลองกับข้าดีหรือไม่เจ้าคะ?”

            โหยวพิงถิงดึงแขนของไป๋เซี่ยเหอราวกับเป็นกระต่ายขาวตัวน้อยท่าทีของนางดูขลาดกลัว

            เมื่อเห็นสายตาวิงวอนของอีกฝ่ายไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจปฏิเสธได้

            “ประลองศาสตร์ทั้งสี่น่ะหรือ? ข้าทำไม่เป็นหรอก”

            เดิมทีนางก็ทำไม่ได้อยู่แล้วจึงไม่กลัวคนดูถูก เพราะสิ่งที่นางทำได้ก็ไม่เห็นว่าคนอื่นจะทำได้เหมือนกัน

            “ข้าก็ทำไม่เป็นเหมือนกันเจ้าค่ะพวกเราประลองอย่างอื่นกันดีกว่า ข้าอยู่ที่วัดมาสามปี ไม่ได้เข้าร่วมงานเลี้ยงที่ครึกครื้นปานนี้มานานแล้วเจ้าค่ะ”

            สีหน้าของโหยวพิงถิงดูเศร้าโศกที่ต้องแบกรับความเจ็บปวดที่ไม่สมควรได้รับในวัยนี้

            “เจ้าต้องการประลองอะไรเล่า?”

            ปวดศีรษะจริงๆ

            ฮั่วเยี่ยนไหวที่อยู่ข้างกายดันแสดงท่าทีไม่อยากเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยเสียนี่

            “ยิงธนูเจ้าค่ะ!”

            เมื่อสตรีนางหนึ่งที่นั่งอยู่ด้านข้างได้ยินเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะคิกคัก “อันหนิงจวิ้นจู่ทุกคนไม่ได้เติบโตบนหลังม้าเหมือนกับท่านเมื่อปีนั้นคุณหนูใหญ่สกุลไป๋ได้ชื่อว่าเป็นเศษ...”

            ยังไม่ทันกล่าวจบสตรีผู้นั้นก็สบเข้ากับสายตาอันเย็นเยียบที่สามารถช่วงชิงจิตวิญญาณผู้คนของเซ่อเจิ้งอ๋องนางตกใจเสียจนแทบปัสสาวะราด

            “ไม่อนุญาตให้พูดจาเหลวไหลพี่สะใภ้ไม่ใช่เศษสวะนะเจ้าคะ” โหยวพิงถิงระบายโทสะ ก่อนจะกล่าวขอโทษไป๋เซี่ยเหอ “ไม่เป็นไรนะเจ้าคะ พวกเราไม่ต้องประลองแล้วเจ้าค่ะ”

            หลังกล่าวจบ

            ไป๋เซี่ยเหอก็ลุกขึ้นยืนทันทีโหยวพิงถิงถามด้วยความงุนงง “พี่สะใภ้ เหตุใดท่านถึงลุกขึ้นยืนเล่าเจ้าคะ?”

            “เจ้าบอกว่าจะยิงธนูไม่ใช่หรือ?”

            เสียงสนทนาของทั้งสองไม่เบานักผู้คนโดยรอบจึงเริ่มส่งเสียงโห่ร้องขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

            ศาสตร์ทั้งสี่มีให้เห็นเป็นประจำทว่าการประลองยิงธนูของสตรีนั้นหาดูได้ยาก

            ฮั่วเยี่ยนไหวยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น

            ดูเหมือนว่าชายาเซ่อเจิ้งอ๋องผู้นี้ของเขาจะยังมีความลับอีกมากมาย

            ฮั่วเยี่ยนไหวดึงมือนางไว้ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำที่มีเพียงนางกับเขาเท่านั้นที่ได้ยิน “หากเจ้าชนะ ข้าจะมอบเรือนที่มีเตียงหานอวี้[1]ให้เจ้า”

            ดวงตาของไป๋เซี่ยเหอเป็นประกายทันทีเดิมทีนางเพียงมีใจอยากเล่นสนุกเท่านั้น ทว่าตอนนี้กลับมีความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะเสียแล้ว

            แม้ว่าตอนนี้นางจะมีเรือนเป็นของตนเองแล้วทว่าไม่มีเตียงหานอวี้ จึงไม่อาจพามารดามาอยู่ด้วยได้

            นี่คือเหตุผลที่นางไม่สามารถออกจากจวนสกุลไป๋เพราะเมื่อไม่มีเตียงหานอวี้ นางก็ไม่อาจรักษาชีวิตของมารดาเอาไว้ได้ทว่านางก็ไม่อาจเคลื่อนย้ายเตียงหานอวี้ของสกุลไป๋ด้วย

            เป้าสำหรับยิงธนูถูกจัดเตรียมอย่างรวดเร็วสถานที่สำหรับการประลองก็ถูกตระเตรียมไว้เสร็จสรรพเช่นเดียวกัน

            เมื่อไป๋เซี่ยเหอเดินไปถึงสนามประลองโหยวพิงถิงก็คลี่ยิ้มเล็กน้อย “พี่สะใภ้ ท่านกับท่านอ๋องกระซิบกระซาบอะไรกันหรือเจ้าคะ?”

            “ความลับ”

            โหยวพิงถิงปิดปากก่อนจะแสดงท่าทีเข้าอกเข้าใจขึ้นมาทันที“อุ๊ย ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”

            เมื่อมองแผ่นหลังของโหยวพิงถิงที่หมุนกายไปปรับสายธนูไป๋เซี่ยเหอก็ไม่รู้จะกล่าวอะไรกระทั่งตอนนี้นางยังไม่เข้าใจความคิดของโหยวพิงถิงผู้นี้เลย

            “พี่สะใภ้ข้าเริ่มก่อนได้หรือไม่เจ้าคะ?”

            น้ำเสียงอันไพเราะขัดจังหวะความคิดของไป๋เซี่ยเหอนางพยักหน้า

            ร่างบอบบางของโหยวพิงถิงยกธนูคันใหญ่ขึ้นมาภาพที่ขัดแย้งกันนี้ได้กระตุ้นความตื่นเต้นในจิตใจของผู้คนยังไม่ทันเริ่มก็เรียกเสียงปรบมือดังกระหึ่ม

            ‘ฟิ้ว’

            ลูกธนูปักเข้ากลางเป้า

            “ยอดเยี่ยม!”

            “พ่อเป็นเสือ บุตรีย่อมไม่เป็นสุนัขสมกับเป็นบุตรีของแม่ทัพเวยอู่!”

            โหยวพิงถิงส่งคันธนูให้ไป๋เซี่ยเหอพร้อมยิ้มตาหยี“พี่สะใภ้ ท่านยิงได้หรือเจ้าคะ? หากยิงไม่ได้ก็อย่าฝืนจนทำให้ตนเองต้องบาดเจ็บเลยเจ้าค่ะ”

            “ถูกต้องคุณหนูเศษสวะอย่าทำเรื่องน่าขายหน้าเลย”

            “นางย่อมทำให้สกุลไป๋เสียหน้าทั้งยังทำให้จวนเซ่อเจิ้งอ๋องเสียหน้าอีก นี่ออกจะไร้คุณธรรมเกินไปแล้วกระมัง”

            “คุณหนูที่ถูกเลี้ยงดูให้อยู่แต่ในเหย้าในเรือนเกรงว่าแค่ง้างสายธนูยังไม่ได้เลยกระมัง”

            โหยวพิงถิงหน้าซีดเมื่อได้ยินเช่นนั้นนางเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงว่า “พี่สะใภ้ ช่างเถิด พวกเราไม่ต้องประลองแล้วเจ้าค่ะพิงถิงไม่อยากประลอง...”

            ‘ฟิ้ว’

            ขึ้นสายธนู ง้างสายธนูยิงลูกธนู

            ท่วงท่านั้นดูสง่างามและเป็นธรรมชาติราวกับเมฆาล่องสายน้ำไหลแสงสีเงินผ่านปลายนิ้วของไป๋เซี่ยเหอก่อนจะพุ่งเข้าไปปักที่กลางเป้าสีแดง

            ไม่อยากจะเชื่อ!

            ทุกคนเงียบสนิท

            เงียบราวกับตายแล้วก็ไม่ปาน

            เสียงซุบซิบเมื่อครู่เงียบลงอย่างกะทันหัน

            ผู้ใดบอกว่านางง้างไม่ได้แม้แต่สายธนูแล้วลูกธนูที่พุ่งเข้ากลางเป้าคืออะไร?

            ฮองเฮาที่นั่งอยู่บนบัลลังก์จับมือของฮ่องเต้ไว้ด้วยความตื่นเต้น“ข้าบอกแล้วว่าแม่หนูเซี่ยเหอผู้นี้เป็นคนดีนัก นางคู่ควรกับเซ่อเจิ้งอ๋องคู่ควรยิ่งนัก!”

            ฮ่องเต้มองฮั่วเยี่ยนไหวอย่างครุ่นคิดทว่าสายตาของฮั่วเยี่ยนไหวจับจ้องไปที่ร่างของสตรีในชุดสีแดงโดยไม่ละสายตา

            “หวังว่าการตัดสินใจของข้าจะไม่ผิดพลาด”

            “พี่สะใภ้ท่านเก่งกาจเกินไปแล้วเจ้าค่ะ” โหยวพิงถิงประหลาดใจ ทว่าก็ได้สติอย่างรวดเร็ว“ข้ายังกลัวว่าจะหาเพื่อนที่พูดคุยเรื่องเดียวกันในเมืองหลวงไม่พบเสียแล้วเจ้าค่ะ”

            “ผู้ใดก็ได้นำผ้าดำมาที”

            เมื่อได้ผ้าดำแล้ว โหยวพิงถิงก็นำมันมาปิดตาไว้“วันนี้ข้าขอเล่นสนุกให้ทุกท่านได้สำราญใจ”

            ปิดตายิงธนู!

            นี่ไม่ใช่แค่การประลองทักษะการยิงธนูเท่านั้น

            ‘ฟิ้ว’

            ลูกธนูพุ่งเข้ากลางเป้า!

            “ยอดเยี่ยม!”

            ลูกธนูดอกนี้ทำให้เลือดในกายของเหล่าบุรุษเดือดพล่านเสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องดังกึกก้อง

            “พี่สะใภ้ตาท่านแล้วเจ้าค่ะ”

            เมื่อรับผ้าดำมาไป๋เซี่ยเหอก็หันไปมองยังทิศทางที่ฮั่วเยี่ยนไหวนั่งอยู่ ดวงตาของทั้งคู่ประสานกัน

            จากนั้นนางก็ทำปากพูดโดยไม่มีเสียง‘อย่าลืมรักษาคำพูดด้วย’

            เมื่อฮั่วเยี่ยนไหวผงกศีรษะนางก็ปิดตาด้วยผ้าดำ จากนั้นก็หมุนกายไปด้านหลัง

            “เหตุใดนางถึงหันไปด้านหลัง?”

            “สวรรค์คงไม่ได้คิดว่าเป้ายิงธนูอยู่ทางนั้นหรอกกระมัง”

            “ดูเร็วนางขึ้นสายธนูแล้ว”

            “สวรรค์ นางต้องยิงโดนคนแน่ๆ”

            เสียงพูดคุยไม่ได้ส่งผลกระทบต่อไป๋เซี่ยเหอแม้แต่น้อยนิ้วของนางคีบลูกธนูยาวเอาไว้โดยไม่ขยับเขยื้อนเป็นเวลานาน

            ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดไม่มีคันธนูประเภทนี้แล้วนี่จึงเป็นครั้งแรกที่นางได้สัมผัสคันธนูอย่างแท้จริง

            เพียงแต่ในอดีตนางมีงานอดิเรกอย่างหนึ่งนั่นคือ ฝึกฝนเกาทัณฑ์แขนเสื้อ[2]

            แม้ว่าปกติจะใช้งานไม่บ่อยทว่านางใช้เวลาตรากตรำฝึกฝนไม่น้อยเลย

            “นางต้องการทำอะไรกันแน่? เหตุใดถึงยังไม่ขยับอีก?”

            “อา นางง้างสายธนูแล้วช่วยด้วย หันกลับไป หันกลับไปสิ เป้าธนูอยู่ข้างหลัง...”

            เสียงกรีดร้องดังขึ้นทันที

            สตรีในชุดสีแดงง้างสายธนูด้วยความสง่างาม

            จากนั้น...

            เห็นเพียงว่าเอวอันอ่อนนุ่มของนางเอี้ยวไปข้างหลังขณะเดียวกันข้อมือเพรียวบางก็ขยับ ลูกธนูในมือถูกยิงออกไปด้วยความรวดเร็วเป็นอย่างยิ่งมองเห็นเพียงเงาสีเงินสายหนึ่งเท่านั้น

            ทุกคนสูดลมหายใจออกมาอย่างพร้อมเพรียง

            ‘ปั้ก!’

            ฮั่วหมิงเชินลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยท่าทีเหม่อลอยเขามองลูกธนูดอกนั้นที่ปักอยู่กลางเป้า พลันเกิดความปั่นป่วนภายในใจ

            นางไม่ใช่เศษสวะ!

            นางไม่ได้เป็น!

            ทันใดนั้นเสียงปรบมือก็ดังขึ้นอย่างไม่ขาดสาย

            ไม่อาจบรรยายความประหลาดใจและความนับถือภายในใจออกมาเป็นคำพูดได้ทำได้เพียงปรบมือจนฝ่ามือแดงเท่านั้น

            และผู้ที่ปรบมือดังที่สุดก็ไม่ใช่ผู้ใดนอกจากโหยวพิงถิง

            โหยวพิงถิงกะพริบตา สีหน้าเต็มไปด้วยความนับถือ“พี่สะใภ้เก่งกาจเกินไปแล้วเจ้าค่ะ ข้าอยู่ที่ชายแดนมาหลายปีขี่ม้าฝึกยิงธนูกับท่านพ่อทุกวันถึงได้มีความสามารถเช่นนี้นึกไม่ถึงว่าท่านจะเก่งกาจกว่าข้าเสียอีกเจ้าค่ะ”

            ------------------------

            [1] เตียงหานอวี้หรือเตียงหยกเย็นหมายถึง เตียงที่มีส่วนช่วยในการฝึกฝนกำลังภายใน

            [2] เกาทัณฑ์แขนเสื้อ หมายถึง อาวุธลับสมัยโบราณที่สอดไว้ในแขนเสื้อแล้วจะยิงลูกธนูออกมา

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390