ตอนที่ 10 ความหวังใหม่
ชิงฉางรู้สึกสงบใจ เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าสาดแสงสีทองเต็มผืนฟ้า
นี่คือดวงอาทิตย์ขึ้นครั้งแรกที่เขาเห็นในโลกแห่งนี้ ทัศนียภาพอันงดงามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย และยังให้ความรู้สึกราวกับเป็วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
เมื่อชิงฉางมองไปรอบ ๆ ก็เห็นฟาง และคนอื่น ๆ อยู่ด้านล่างของกำแพงพร้อมกับทาสอีกหนึ่งคน ซึ่งดูเหมือนว่าทาสเหล่านี้จะได้รับการคัดเลือกมาอย่างดีครึ่งหนึ่งเป็ชายส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็หญิงซึ่งทุกคนดูแข็งแรงไม่มีอาการเ็ปใด ๆ พวกเขาแต่งตัวอย่างเรียบร้อยแม้กระทั่งเสื้อผ้าของพวกเขา มีเพียงผู้ชายเท่านั้นที่มีตราอยู่บนหน้าผาก ซึ่งเป็สัญลักษณ์ัคลั่งอันเป็สัญลักษณ์ของตระกูลเฉินอู้ซึ่งได้แรงบันดาลใจมากจากวิธีการฝึกพลังฉีัคลั่งที่สืบทอดกันมาในตระกูล
ฟางเห็นชิงฉางมองมายังพวกเขา จึงรีบทำความเคารพ “นายน้อยชื่อเสียงของตระกูลเฉินอู้จะต้องกว้างไกลตราบเท่าที่แสงอาทิตย์จะสาดส่องของให้นายน้อยโปรดสั่งพวกเรา” เมื่อฟางพูดจบ ทาสทุกคนก็คุกเข่า และเอาหัวแตะพื้นเพื่อทำความเคารพโดยที่ไม่มีใครกล้าจะมองไปยังชิงฉาง
ในโลกที่ชิงฉางอยู่นั้น เขาเป็เพียงเด็กเนิร์ดที่ธรรมดา ซึ่งเมื่อเห็นฉากแบบนี้ทำให้เขาตะลึง และสับสนจนไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
เมื่อผ่านไปสักพักชิงฉางก็ตั้งสติได้ และมองไปที่ฟาง และคนอื่น ๆ ที่ทำความเคารพเขาอยู่ก่อนจะพูดว่า“ปู่ฟาง และทุกคนโปรดยืนขึ้นเถอะ พวกเราได้เดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้สถานที่ที่ไม่มีอะไรเลย ดินที่ไม่สามารถปลูกอะไรได้ ูเาที่ไม่มีแร่ให้ทำเหมืองสิ่งที่เรามีอยู่ตอนนี้มีเพียงปราสาทเก่าให้เราอาศัย และพวกเรา ในตอนนี้พวกเราบางคนมีชื่อเฉินอู้ บางคนมีตราของตระกูลเฉินอู้ประทับอยู่ไม่ว่าพวกเ้าจะเต็มใจหรือไม่ ต่อไปนี้พวกเ้าคือคนของตระกูลเฉินอู้ ตระกูลเฉินอู้้าพวกเ้า หากตระกูลล้มสลาย เ้าก็จะหายไปด้วย นี่คือความจริงที่ต้องเผชิญหน้ากับมัน
ใช่ตอนนี้พวกเราไม่มีอะไรเลยนอกจากมือสองข้าง ทุกสิ่งบนโลกนี้ล้วนถูกสร้างด้วยน้ำมือของมนุษย์ด้วยน้ำมือของเรา พวกเราจะต้องไม่อดตาย พวกเราจะต้องมีความเป็อยู่ที่ดีขึ้น พวกเ้าส่วนใหญ่เป็ทาส พวกเขาต้องเชื่อว่าชีวิตของพวกเ้าจะดีขึ้น แต่ตอนนี้พวกเราอาจจะต้องทนต่อความลำบากไปก่อนแต่ไม่ว่าต่อให้มีความเป็อยู่ที่ดีขึ้นอย่างไร พวกเ้าก็เป็เพียงแค่ทาส แต่ในวันนี้ที่ข้าจะบอกคือ หากเ้าทำงานอย่างหนักลูกของพวกเ้าจะไม่ต้องเป็ทาส ซักวันที่พวกเขาเ่าั้ได้มาเป็ทหารของตระกูลพวกเขาจะกลายเป็นักรับที่แข็งแกร่งของตระกูบ ถ้าพวกเขามีความสามารถก็อาจได้เป็อัศวินหรือขุนนาง ข้าอยากจะของให้พวกเ้าทำให้ดีที่สุด และข้าก็จะตอบแทนพวกเ้าอย่างดีที่สุดตราบเท่าที่เ้าให้หยาดเหงื่อแรงกายกับตระกูล ข้า ฉาง เฉินอู้ขอสัญญาสาบานด้วยเกียรติของตระกูลว่าข้าจะทำตามสัญญาที่ลั่นวาจาไว้ในวันนี้!”
เกิดเสียงพูดคุยระงมกันในหมู่ทาส ก่อนที่พวกทาสจะถูกซื้อมานั้นพวกเขาจะได้รับการอบรมมาแล้วว่าเมื่อเ้านายให้คำสั่งใด ๆพวกเขาจะต้องตั้งใจรับคำสั่งอย่างตั้งใจ แม้แต่เ้านายเ่าั้จะสร้างปัญหาก็ต้องอดทนไม่สร้างความวุ่นวาย
แต่คำพูดของชิงฉางนั้นสร้างความใอย่างมากให้กับพวกทาสเพราะไม่มี
ขุนนางคนใดในทวีปที่จะให้โอกาสทาสให้กลับกลายเป็สามัญชน ถ้าคุณเป็ทาสแล้ว คุณจะกลายเป็ทาสตลอดไปแม้กระทั่งลูกหลานของพวกเขาที่จะเกิดออกมาก็เหมือนกัน
ถ้าหากชิงฉางพูดเพียงแค่อย่างเดียว พวกเขาก็คงไม่เชื่อ แต่ชิงฉางได้ให้สัตย์สาบานด้วยเกียรติของตระกูล ซึ่งขุนนางในทวีปคาร์คนั้น ไม่ค่อยจะให้สัตย์สาบานกันง่าย ๆแม้ให้คำสัตย์สาบาน พวกเขาก็ไม่ใช้เกียรติของตระกูลเป็เดิมพันเพราะชื่อเสียงของตระกูลถือเป็สิ่งที่สำคัญอย่างมาก ตราบเท่าที่ให้สัตย์สาบานด้วยเกียรติของตระกูลนั่นก็หมายถึงสิ่งที่เขาต้องทำให้ได้ หรืออีกความหมายก็คือสิ่งที่ชิงฉางพูดนั้นเป็ความจริง
อะไรคือสิ่งที่ทาสทั้งหลายปรารถนามากที่สุด? คือการที่วันหนึ่งเขาจะมีโอกาสได้เป็สามัญชน ได้รับอิสรภาพเพื่อที่ลูกหลานของพวกเขาจะได้ไม่ต้องรับความทุกข์ และยากลำบากของการเป็ทาส นี่คือเหตุผลส่วนใหญ่ที่พวกทาสจะก่อฏแต่ทุกครั้งพวกเขาก็จะถูกปราบปรามโดยเหล่าขุนนาง เพราะพวกเขาเป็แค่ทาส ไร้อาวุธชุดเกราะ และไม่รู้การใช้พลังฉี จึงทำให้ทุกครั้ง พวกเขาไม่สามารถชนะกองกำลังของพวกขุนนางได้เลย
แต่ตอนนี้ชิงฉางได้บอกพวกเขารับรู้ว่าไม่จำเป็ต้องก่อฏ แต่ตราบเท่าที่พวกเขาทำงานหนักและช่วยตระกูลเฉินอู้ พวกเขาสามารถกลายเป็สามัญชนได้
นั่นคือสิ่งที่ทาสทั้งหลายใฝ่ฝัน
ในโลกนี้ทาสทุกคนล้วนต้องทำงานอย่างหนักอยู่แล้ว เพราะหากพวกเขาไม่ทำหรือพบว่าอู้งานพวกเขาจะถูกปะาทันที ถึงแม้ว่าบางครั้งโชคดีที่ไม่ถูกปะาก็ถูกลงโทษอย่างหนัก ดังนั้นพวกเขาส่วนใหญ่จึงไม่กล้าอู้งาน แต่วันนี้มีคนหนึ่งกล่าวกับพวกเขาว่าหากพวกเ้าทำงานหนัก ข้าจะให้พวกเ้าในสิ่งที่พวกเ้า้ามากที่สุด นี่มันเป็สิ่งที่เกินกว่าที่พวกเขาจะคิดเลย
ฟาง และคนอื่น ๆ ยืนงงกับคำพูดของชิงฉาง พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าชิงฉางจะสามารถพูดอะไรเช่นนี้ได้ ถ้าพูดตามตรงฟางไม่ค่อยเห็นด้วยกับชิงฉางเพราะทาสเหล่านี้ต้องทำงานอย่างหนักอยู่แล้ว นอกจากนี้ไม่เคยมีขุนนางคนไหนที่จะปลดปล่อยทาสของตนเพราะมันมีหลายสิ่งที่เขามาเกี่ยวข้อง
แต่ตอนนี้ชิงฉางได้ให้สัตย์สาบานไปแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีทางที่จะกล่าวคัดค้านได้ชิงฉางต้องทำตามสิ่งที่เขาพูด และเตรียมที่จะคุยกันในภายหลัง
ชิงฉางมองไปที่คนด้านล่างเ่าั้ เขารู้ว่าพวกเขาจะมีท่าทางเช่นนี้
จากความจำของฉางทำให้เขาเข้าใจพวกทาส มันเป็เพราะเขารู้ว่านี่คือสิ่งที่ทาสเ่าั้้ามากที่สุด
มนุษย์นั้นมีศักยภาพอย่างไม่จำกัดตราบเท่าที่ใจของเขาปรารถนา และตอนนี้ชิงฉาง้าดึงพลังนั้นออกมา นี่คือสิ่งที่ทำให้เขาทำแบบนี้
ชิงฉางค่อยข้างพอใจกับท่าทางของทุกคน และพูดต่อไปว่า ”ข้าขอให้พวกเ้าคิดทุกวิถีทางที่จะทำให้ตระกูลเฉินอู้ได้ประโยชน์, ทำให้ชีวิตของพวกเรามีความเป็อยู่ที่ดีขึ้นหรือบางอย่างที่มีประโยชน์หากพวกเ้ามีความคิดใดเ้าสามารถไป
บอกกับฟางได้ และหากข้ามองว่าเป็สิ่งที่ดี และมีประโยชน์ข้าจะจดจำผลงานของเ้าไว้ เมื่อผลงานของเ้าถึงระดับที่เหมาะสมข้าจะปลดปล่อยเ้าให้กลายเป็สามัญชน หรือแม้แต่หากมีมุ่งมั่นในงานข้าก็จะถือว่าเป็ผลงานอย่างหนึ่ง ซึ่งเมื่อถึงระดับหนึ่ง พวกเ้าก็จะเป็สามัญชนเป็ลูกหลานของตระกูลเฉินอู้ ในที่แห่งนี้ ในแดนทมิฬ
พวกทาสยิ่งตื่นเต้น และดีใจมากขึ้นไปอีก ตอนนี้ชิงฉางเหมือนกับเป็
เทพพระเ้าของพวกเขา เพราะมีแต่เทพพระเ้าเท่านั้นที่มีความเมตตา พลังในตัวพวกทาสได้ปะทุออกมาจนทำให้บรรยากาศรอบ ๆ ทำให้ฟางที่เป็นักรบขั้นแปดรู้สึกกลัว
เมื่อฟางหันกลับไปมองทาสเ่าั้ เขาพบว่ามีบางอย่างแตกต่างออกไป
เขาเคยเห็นพวกทาสมาก่อน พวกเขาเป็คนที่ไร้ชีวิตชีวาราวกับเป็ก้อนหินแต่ตอนนี้พวกทาสกลายคนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง
ฟางรู้สึกใกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจในสิ่งที่ชิงฉาง้าจะทำ ถ้าหาก้าจะพัฒนาตระกูลเฉินอู้แล้ว การจะพึ่งพาทาสที่อยู่ไป
วัน ๆ อย่างไร้ความหวังนั้นเป็สิ่งที่เป็ไปไม่ได้ แต่หากร้อยคนที่เต็มไปด้วยพลัง
และความกระตือรือร้นแล้วนั้นเป็สิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ฟางไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าพวกทาสเหล่านี้จะทำอะไรได้บ้าง แต่ฟางเห็นความหวังในการฟื้นฟูตระกูลจากทาสร้อยคน ฟางถอนหายใจก่อนที่จะยิ้มออกมา ฟางเชื่อว่าตระกูลเฉินอู้นั้นมีโอกาสที่จะฟื้นคืนมาอีกครั้งอย่างแน่นอน
ชิงฉางรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของทาส เขารู้สึกว่าคำพูดของเขานั้นส่งผลต่อทาสเหล่านี้ เขาจึงกล่าวขึ้นอีกครั้งว่า “ดี ทุกคนไปจัดการงานของพวกเ้าซะ อย่างแรกจัดแจงข้าวของ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เรียบร้อยก่อนพรุ่งนี้จะมีงานใหม่ให้เ้าทำ” ทาสเ่าั้น้อบรับคำสั่งพร้อมกับรีบไปทำงานที่ได้รับมอบหมาย ทุกฝีก้าวที่เดินนั้นมันแสดงถึงพลังแห่งความกระตือรือร้นที่ไม่เคยมีมาก่อน
ชิงฉางพยักหน้าด้วยความพอใจ ก่อนจะเดินลงจากกำแพงไปหาฟาง “ปู่ฟางกลับกันเถอะ ผมมีบางอย่างอยากจะถามปู่”
ฟางตอบรับก่อนที่จะพาหลี่นา และคนอื่น ๆ ตามไป เมื่อฟางมองไปยังแผ่นหลังของชิงฉางเขารู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงราวกับว่าเขาไม่ใช่นายน้อยฉางที่คอยแต่จะสร้างปัญหาแต่ตอนนี้เขาคือผู้นำตระกูลอย่างแท้จริง
เมื่อถึงห้องอาหาร ก่อนจะนั่งลง ชิงฉางพลิกฝ่ามือก่อนที่หัวไชเท้าที่กินทิ้งไว้จะปรากฎออกมา เขาวางหัวไชเท้าไว้บนโต๊ะก่อนจะหันไปทางฟาง “ปู่ฟางคุณรู้หรือป่าวว่าเ้านี่คืออะไร?”
ฟางไม่พูดอะไรออกมาเลย ชิงฉางก็มองฟางอย่างสงสัยก็พบว่าฟางจ้องมองไปที่มือของเขา เขารู้ว่าทำไมฟางถึงทำท่าทางแบบนี้
ในโลกนี้มีเวทย์มิติ และเวทย์มิติเป็เวทย์ที่ยากจะเรียนรู้ได้ นอกจากนี้มันมีเงื่อนไขที่ยากมาก ๆ ทำให้มีคนน้อยนักที่จะเรียนได้ แม้ว่าจะมีอุปกรณ์มิติที่สามารถเก็บสิ่งของต่าง ๆ ได้แต่ตอนใช้ก็ต้องใช้พลังงาน ซึ่งก็คือพลังฉีหรือพลังเวทย์ถึงจะเปิดใช้งานได้ แต่คนที่ดื่มน้ำแห่งความว่างเปล่าไม่สามารถที่จะใช้อุปกรณ์มิติได้ เพราะไม่มีพลังที่ใช้ในการทำให้อุปกรณ์เ่าั้ทำงานได้
ชิงฉางยิ้มก่อนจะถามอีกครั้ง “ปู่ฟาง คุณรู้หรือป่าวว่านี่คืออะไร?”
จากนั้นฟางก็รู้สึกตัว ก่อนที่จะยืนขึ้นอย่างตื่นเต้น “นายน้อยทำไมคุณถึงได้ ตอนนี้คุณ…..”
ชิงฉางโบกมือ “ไม่รู้เหมือนกัน จู่ ๆ ข้าก็ได้พลังนี้มาเอง เป็เื่ที่ดีที่ปู่รู้จักมันด้วย แต่อย่าพึ่งบอกใครละ เอาละ ผมอย่างรู้ว่าเ้าสิ่งนี้คืออะไร?”
จบตอนแล้วนะครับผม ฝากติดตามพวกเราได้ที่เพจ Mysterybox ด้วยนะครับ
มหาจอมเวทย์กับฟาร์มลึกลับลงสอง่เวลา 10:30น. และ 14:00น. นะครับ