‘แม้ฝนจะตกเทกระหน่ำลงมาแรงมากแค่ไหน แต่หลังจากที่พายุได้ผ่านพ้นไป... มันก็ย่อมมีท้องฟ้าที่สดใสสวยงามตามมาเสมอ’
“พี่มาเบลล์จ๋า ตื่นได้แล้ว ถึงหมอชิตแล้วจ้า~”
เสียงสดใสของมนธิชาเรียกพี่สาวที่นอนหลับอยู่ พรางเขย่าแขนให้รู้สึกตัวไปด้วย
“อื้ม.. จ้ะ” คนเป็พี่ยิ้มให้น้องสาว พร้อมกับลูบหัวทุยน้อยๆของน้องสาวตัวเล็กน่ารักด้วยความเอ็นดู
เด็กสาวทั้งสองช่วยกันยกกระเป๋าสัมภาระขึ้นมาสะพายใส่หลังคนละใบ พร้อมกับเสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องถูกของเมลดานั้นดังขึ้น เป็เครื่องที่เธอตัดสินใจเอาเงินเก็บออกมาซื้อใหม่ หลังจากที่เครื่องเก่าทั้งของเธอและน้องสาวป้าของเธอที่ยึดไปไม่ยอมคืนมาให้กัน
“สวัสดีค่ะป้าเกสร พวกหนูถึงแล้วกรุงเทพฯ กันแล้วนะคะ.. พวกหนูปลอดภัยดีค่ะ ขอบคุณมากนะคะ เดี๋ยวถ้าหาที่พักได้แล้ว มาเบลล์จะโทรกลับไปบอกป้าเกสรกับลุงบรรลืออีกทีนะคะ สวัสดีค่ะ..”
เมลดากดวางสายจากป้าเกสรไปพร้อมกับรอยยิ้มปลื้มปริ่มที่เปื้อนบนใบหน้าสะสวย เพราะตลอด่หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาทั้งป้าเกสรและลุงบรรลือนั้นใจดีและเอื้ออาทรเธอกับน้องสาวมาก ให้ทั้งที่ซุกหัวนอนที่อบอุ่นปลอดภัย หุงหาอาหารให้กินอย่างอิ่มท้อง พามนธิชาตอนที่ตากฝนไม่สบายเป็ไข้ไปหาหมอจนน้องสาวเธอนั้นหายดี แถมยังหยิบยื่นเงินสองหมื่นบาท ให้ทั้งสองสาวติดตัวมาด้วยเพื่อไว้จ่ายค่าห้องพักและซื้อของกินก่อนที่เมลดาจะหางานทำได้
เงินสองหมื่นบาทที่มีติดตัวกันอยู่ตอนนี้… ทั้งป้ากับลุงผู้มีพระคุณนั้น ไม่ได้ให้พวกเธอสองคนหยิบยืมไปก่อน แต่กลับเป็การให้แบบไม่ต้องคืนเลยสักบาทเดียว แม้ว่าเงินก้อนจำนวนมากขนาดนี้ทั้งสองสามีภรรยา จะหามาด้วยความยากลำบากก็ตาม แต่เกสรกับบรรลือก็เต็มใจหยิบยื่นเงินก้อนนี้ให้กับเด็กสาวทั้งสองที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันทางสายเืแม้แต่น้อยไปด้วยความเต็มใจ เพราะเวทนาที่เด็กทั้งสองคนนั้นอยู่อย่างอัตคัดขัดสนและขาดครอบขาดครอบครัวที่รักและอบอุ่นกันมามากพอสมควรแล้ว
ครั้นจะให้ช่วยเหลือมากกว่านี้ชีวิตความเป็อยู่ของคนทั้งคู่ก็ลำบากกันอยู่เหมือนกัน ในเมื่อตอนนี้เด็กสาวทั้งสอง ขอเลือกทางเดินและกำหนดโชคชะตาชีวิตกันใหม่ ทั้งบรรลือและเกสรจึงขอเป็คนที่ได้ช่วยเหลือให้เด็กดีทั้งสองถึงฝั่งฝันอีกแรง แม้จะช่วยได้เพียงเล็กน้อยก็ยังรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจที่อย่างน้อยก็ได้เป็ ‘เื่ราวที่แสนดีอีกเื่นึงในชีวิต’ ให้เด็กน่าสงสารทั้งสองคนนั้นยังคงมีความทรงจำดีๆในชีวิตให้รำลึกถึงอยู่บ้าง
เมื่อวานยามพลบค่ำ ใน่เวลาที่เมลดากับมนธิชากำลังจะขึ้นรถบัสกัน..
บรรลือและเกสรได้ยื่นห่อผ้าขาวบางเก่าๆให้กับพวกเธอภายในห่อผ้าขาวบางนั้น ได้มีเงินเก็บเพียงก้อนเดียวของสองสามีภรรยาที่ช่วยกันรับจ้างทำเกษตร ทำไร่ ทำนา ทำสวน ให้เพื่อนบ้านได้แค่วันละไม่กี่ร้อย พร้อมกับมีจดหมายแผ่นนึงแนบติดมาด้วยในจดหมายฉบับนี้ ได้มีตัวหนังสือยุกยิกที่ถูกเขียนมาจากลายมือที่ไม่สวย สายตาที่ไม่ดี จึงเรียงกันแบบสะเปะสะปะไปหน่อยแต่ทุกตัวอักษรที่กดลงไปจากปลายปากกาใส่กระดาษแผ่นเก่าๆนั้น มันคือความหมายที่ถูกกลั่นกรองมาจากหัวใจอันบริสุทธิ์ของคนทั้งคู่ที่ตั้งใจจะมอบให้กับเด็กดีทั้งสองคนตรงหน้า..
‘ถึงแม้บนโลกใบนี้จะไม่มีใครรักพวกหนูเลยก็ไม่เป็ไรนะลูก แต่พวกหนูจงรับรู้ไว้เสมอว่าลุงกับป้าทั้งสองคนนั้นรักและห่วงใยพวกหนูเสมอ ป้าและลุงขออวยพรให้พวกหนูโชคดี เจอคนดีๆ มีงานที่ดีทำกันนะลูกนะ ถ้าพวกหนูสู้กันไม่ไหวแล้วก็กลับมาอยู่กับลุงกับป้าได้นะลูกบ้านเก่าๆหลังนี้ ยังคอยต้อนรับพวกหนูกลับมาตลอดเวลาเสมอ
รักหลานสาวทั้งสองคนนะลูก ดูแลซึ่งกันและกันดีๆด้วย
จาก.. ลุงบรรลือและป้าเกสร’
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา...
มนธิชาเก็บเสื้อผ้าที่แห้งดีแล้วลงมาจากราวที่ตากอยู่ระเบียงของห้องเช่าราคาถูก ที่เธอสองคนพี่น้องเข้ามาอาศัยอยู่ได้ร่วมสัปดาห์แล้ว
วันนี้เมลดาไปเริ่มทำงานเป็พนักงานเสิร์ฟที่ผับแห่งหนึ่ง ที่ห่างจากห้องเช่านี้ไปประมาณสามป้ายรถเมลล์ หลังจากที่ทั้งสองพี่น้องมาถึงกรุงเทพฯยังไม่ทันได้พักผ่อนกันดี เมลดาก็รีบตระเวนหางานทำไปหลายที่โดยมีน้องสาวออกไปเป็เพื่อนด้วยทุกครั้ง จนสุดท้ายเมลดาจึงเลือกทำงานเป็พนักงานเสิร์ฟที่ผับ โดยเหตุผลที่เมลดาเลือกทำงานนี้เพราะได้เงินรายวันสูงถึงวันละหกร้อยบาท แถมมีสวัสดิการให้ข้าวกินฟรีแบบไม่อั้น และสามารถห่อกลับบ้านได้อีก รวมไปถึงถ้าทำงานบริการดีแล้วลูกค้าประทับใจเธอก็อาจจะได้ทิปกับลูกค้าด้วย
การรับจ้างเป็พนักงานเสิร์ฟที่ผับมันคือทางเลือกเดียวที่ดีที่สุดในตอนนี้ ที่เมลดาจะสามารถมีเงินเก็บได้เร็วขึ้น เพื่อเป็ค่าใช้จ่ายในการพามนธิชา ไปสมัครเรียนเข้าระดับมัธยมปลายให้ทันใน่เปิดปีการศึกษาใหม่ที่จะกำลังมาถึงอีกไม่กี่วัน
สถานบันเทิง อย่างผับ คือสถานที่ ที่ยามค่ำคืนท่ามกลางแสงไฟผู้คนจะออกมาหาความสำราญ พักผ่อนหย่อนใจ หรือคลายเครียดจากการทำงานมาทั้งวัน ลูกค้าที่นี่ส่วนใหญ่เป็ผู้ดีมีฐานะ ระดับไฮโซและคนรวย คนดัง ที่ชอบเข้ามาเที่ยวสถานที่รื่นเริงแห่งนี้กันเป็จำนวนมาก ยิ่งดึกยิ่งเริ่มหลั่งใหลกันเข้ามาหนาตาขึ้นเรื่อยๆไม่ขาดสาย
ห้าทุ่มเกือบเที่ยงคืน มนธิชามาหยุดยืนอยู่หน้าผับที่มีการ์ดตัวใหญ่สิบกว่าคนยืนประจำการทำหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยกันอยู่
“มาทำอะไรหนู? หนูเข้าไปไม่ได้นะ ห้ามเด็กอายุต่ำกว่ายี่สิบปีเข้าไป”
เสียงการ์ดคนนึงพูดขึ้นเมื่อเห็นมนธิชาที่ยืนเก้ๆกังๆอยู่สักพักที่ประตูด้านหน้าอยู่คนเดียว ไม่แน่ใจว่ามาหาใคร มารอใคร หรือกำลังคิดจะแอบเข้าไปเที่ยวข้างในเองทั้งที่อายุยังไม่ถึง การ์ดคนดังกล่าวก็เลยต้องรีบเข้ามาทำหน้าที่กันเธอเอาไว้เสียก่อน มนธิชาที่ได้ยินการ์ดพูดกับตัวเองจึงรีบยกมือไหว้อย่างนอบน้อมพร้อมกับส่งยิ้มหวานน่ารักทักทายส่งไปด้วย
“สวัสดีค่ะพี่การ์ด หนูไม่ได้จะเข้าไปข้างในนะคะ.. พอดีหนูมารอรับพี่สาวกลับบ้านค่ะ พี่สาวหนูทำงานเสิร์ฟอยู่ที่นี่.. อืม~ พี่การ์ดพอจะมีที่นั่งปลอดภัยๆ ให้หนูนั่งรอพี่สาวเลิกงานก่อนได้มั้ยคะ~?”
“อยู่ผับอยู่ร้านเหล้ากลางค่ำกลางคืน สถานที่คนมาดื่มมาเมากัน พอเหล้าเข้าปากก็มีสติบ้าง ไม่มีสติบ้าง แถมกลิ่นควันบุหรี่ก็ฟุ้งไปหมด มันไม่ปลอดภัยหรอกหนูเอ๊ย.. ทำไมไม่รอพี่สาวที่บ้านหล่ะมารอที่นี่ทำไมกัน? มันอันตรายมากนะยัยหนู กลับไปรอที่บ้านดีกว่าไปอย่ามารอที่นี่”
มนธิชาที่ฟังคำดุปนสอนจบแล้วก็ได้แต่ยืนทำหน้าละห้อย กระพริบตาปริบๆส่งสายตาเศร้าสร้อยไปให้พี่การ์ดที่เสียงดุหน้าเข้มขรึมอยู่ตรงหน้า จนการ์ดอายุราวสามสิบปลายๆคนนั้นมองเด็กน้อยตรงหน้าแล้วก็พลันนึงสงสาร เพราะเด็กน่ารักจิ้มลิ้มคนนี้คงอายุไล่เลี่ยกับลูกสาวของเขาจึงดุบ่นอะไรให้ต่ออีกไม่ลง เลยชี้นิ้วไปที่ม้านั่งตัวนึงด้านหลังตรงที่พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ให้สาวน้อยไปนั่งรอพี่สาวอยู่มุมนั้นได้
มนธิชายกมือไหว้พร้อมกล่าวขอบคุณพี่การ์ดใจดีด้วยท่าทางดีใจ ก่อนจะรีบวิ่งแจ้นไปที่ม้านั่งตัวนั้นแล้วนั่งแกว่งเท้าเล่นไปมา มองดูคนเดินเข้าๆออกๆภายในผับอย่างสบายใจ ผู้หญิงก็แต่งตัวสวย เซ็กซี่ ผู้ชายก็แต่งตัวหล่อ ดูดีกันทั้งนั้นเลย มนธิชานั่งอมยิ้มมองภาพตรงหน้าด้วยความตื่นเต้นกับผู้คนมากหน้าหลายตา ที่เดินกันให้ควักในสถานที่แห่งนี้….
สาวน้อยที่มัดผมหางม้าอยู่ในชุดเสื้อยืดสีขาว กางเกงวอร์มสีดำ รองเท้าแตะสีชมพู กำลังนั่งแกว่งเท้าไปมา แววตาไร้เดียงสา มองคนนั้นทีคนนี้ทีพรางอมยิ้มน่ารักไปด้วย สะกดสายตาของชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังจะเดินเข้าไปในผับพร้อมกับเพื่อนผู้ชายอีกสองคนให้หยุดฝีเท้าลงทันที
กึก!!