“วันนี้ทำไมคนเยอะจังเลยนะคะพี่รัชช์ ยังไม่สิ้นเดือนซะหน่อย” หนูแฉะบ่นเป็ครั้งที่สามแล้วนับั้แ่เราเข้ามานั่งในร้านกาแฟแห่งนี้ วันนี้เราสองคนมาดูหนังที่โลตัสใกล้ ๆ บ้านของเรานี่เองครับ ตอนบ่ายโมงผมขับรถไปรับยัยแพรพิชชาที่ร้านทองแล้วก็มาโลตัสด้วยกัน (ลืมเล่าให้ฟังครับ ผมมีรถญี่ปุ่นมือสองคันนึงที่แม่ซื้อให้ตอนผมอยู่ปี 5 ไม่ได้ซื้อสดนะครับ รถคันนี้ยังดาวน์อยู่ ผมตั้งใจว่าถ้าเรียนจบเมื่อไหร่จะรีบจ่ายค่างวดให้หมดทันที)
จริง ๆ ผมอยากจะไปรับแพรที่บ้านั้แ่เช้าแล้วล่ะครับ เพราะทั้งเช้ามานี้ผมไม่มีสมาธิเลย แต่ไอ้จะไปรอดูหนังด้วยกันทั้งวัน ผมคิดว่ามันอันตรายกับหัวใจผมเกินไป
...ไม่ได้ ผมจะไม่ใจอ่อนให้หน้าสวย ๆ นี่อีกแล้ว...
“เอ้า ก็วันนี้วันเสาร์ คนก็เยอะเป็ธรรมดา เอางี้มั้ย ถ้าเบื่อคนเยอะ เราก็กลับบ้านกัน” ผมถามลองใจ
“ไม่ได้ ๆ ๆ ๆ ๆ นะคะ แหม อุตส่าห์ซื้อตั๋วหนังแล้ว เสียดายตังค์ค่ะ อีกอย่างนึง เื่นี้พี่รัชช์เองก็อยากดูไม่ใช่เหรอคะ ถ้าไม่ดูจะเสียดายน้า อีกไม่ถึงชั่วโมงหนังก็ฉายแล้ว” เธอหลอกล่อผมเหมือนเด็ก ผมเองก็คร้านจะบอกว่า หนังเื่นี้น่ะเป็หนังยอดนิยม ยังมีโปรแกรมฉายอีกนาน ผมจะมาดูเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่จำเป็ต้องมาดูกับเธอ แต่ก็นะ เห็นแก่คนเลี้ยงหนัง ผมไม่อยากให้เธอเสียน้ำใจ
“ฮื่อ”
“พี่รัชช์อยากกินอะไรคะ เอามอคค่าหวานน้อยเนอะ เดี๋ยวแพรสั่งให้” ทำไมเธอยังจำได้นะ
“ขอบคุณ แล้วแพรล่ะจะเอาอะไร” ผมจำได้ครับ เธอไม่กินกาแฟ แต่ชอบกินช็อคโกแล็ตขม ๆ แทน
“ของแพรเดี๋ยวสั่งช็อคฯ หวานน้อยค่ะ ร้านนี้ทำอร่อย”
“เดี๋ยวพี่เลี้ยงเองนะ แพรเลี้ยงหนังแล้ว ผลัดกัน”
“โอเคค่ะ เย้ ๆ ๆ ๆ พี่รัชช์ใจดีที่สุดเลย” หนูแฉะยิ้มกว้างขวางให้ผม ขณะที่ผมถอนใจยาววว
...หยุดยิ้มให้พี่แบบนี้ซักทีนะแพร มันทำให้พี่เข้าใจผิดนะรู้มั้ย...
.......................
“หนังสนุกจังเลยนะคะพี่รัชช์ ไว้วันหลังเรามาดูด้วยกันอีกนะคะ” แพรพิชชาบอกผมระหว่างทางที่เราเดินมาลานจอดรถ ั้แ่ออกมาจากโรงหนัง เธอพูดจ้อย ๆ วิจารณ์นางเอก ชมพระเอก บ่นให้ตัวร้าย ยังไม่หยุดเลย
“พี่ไม่ค่อยว่าง” ผมยอมรับว่าหนังสนุกมาก และการที่มีผู้หญิงตัวหอม ๆ มานั่งข้าง ๆ ดูหนังเป็เพื่อนก็เป็ความรู้สึกที่ดี....ดีมาก แต่ผมควรจะตัดไฟแต่ต้นลม
“ไม่เป็ไรค่ะ พี่รัชช์ว่างตอนไหนอย่าลืมบอกแพรนะคะ แพรว่างตลอดแหละ”
“อีกไม่กี่วันก็เปิดเทอมแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่อ่านหนังสือ”
“แหมมมมมม พี่รัชช์อ้ะ แพรก็อ่านนะคะ แต่ก็ขอ relax บ้างนิด ๆ หน่อย ๆ อุตส่าห์ได้ปิดเทอมทั้งที” แพรพิชชาย่นจมูก ก่อนทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้
“นี่จะค่ำแล้ว” เธอทำสายตาเ้าเล่ห์ มีอะไรอีกนะ ผมรู้สึกเหมือนตามเธอไม่ทัน
“เราไปกินเนื้อย่างกันมั้ยคะพี่รัชช์ แพรไม่ได้กินเนื้อย่างมานานมากกกกกกก” เธอบอกผม แต่หลังจากวันนั้น ผมมารู้ทีหลังว่าเธอเพิ่งไปกินเนื้อย่างกับเพื่อนสนิทที่คณะไม่กี่วันมานี่เอง มันน่านัก!
“พี่ว่าเรากลับบ้านดีกว่า แม่พี่รอทานข้าว” ผมปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย
“ไม่เป็ไรค่ะ พี่รัชช์ไม่ต้องห่วงคุณป้านี คุณป๋าบอกแพรว่า เย็นนี้คุณป๋าชวนคุณป้านีไปงานเลี้ยงของสมาคมร้านทองเป็เพื่อนคุณป๋า”
“ทำไมแม่ไม่บอกพี่”
“กะ ก็ แพรบอกพี่รัชช์อยู่นี่ไงคะ” ดูสิครับ นี่ยัยหนูแฉะตั้งใจกวนโมโหผมใช่มั้ย
“แพรพิชชา” ผมเรียกชื่อเธอเสียงหนักๆ ไม่ได้ครับ ต้องกำราบเอาไว้ก่อน
“ก็ได้ค่ะ คือว่า คุณป๋าของแพรน่ะทำให้คุณป้านีเคืองเื่ เอ่ออ คือ คุณป๋าไปทานข้าวกับ เอ่อ เพื่อนน่ะค่ะ แล้วป้านีไปเห็นเข้า ก็เลย..”
“อ้อ” ผมพอเดาเื่ได้แล้ว
“ไม่ใช่นะคะ คนนั้นเป็เพื่อนคุณป๋าจริง ๆ คุณป๋ายืนยันกับแพรเองเลย” แพรพิชชาพยายามละล่ำละลักจะแก้ตัวแทนลุงพีระ
“แม่พี่ไม่ใช่คนไม่มีเหตุผลนะแพร แล้วอีกอย่างแม่พี่กับลุงพีระไม่ได้เป็อะไรกัน แม่พี่ไม่ได้คิดอะไรหรอก”
“แหม แพรก็แค่อยากเอาใจช่วยคุณป๋า แพรน่ะรักคุณป้านีเหมือนแม่ตัวเองจริง ๆ แล้วก็อยากให้คุณป้านีมาเป็แม่เลี้ยงของแพรด้วย”
“ของแบบนี้มันขึ้นอยู่กับความสมัครใจ” ผมบอกแพรพิชชาเรียบ ๆ ถึงแม้ผมเองจะชอบลุงพีระ และอยากให้แม่มีคนดูแลซักที แต่เื่แบบนี้มันบังคับกันไม่ได้
“ถ้าคุณป้านีมาเป็แม่เลี้ยงแพร พี่รัชช์กับแพรเราก็จะได้เป็พี่น้องกันนะคะ แพรเป็น้องสาว พี่รัชช์เป็พี่ชาย”
“พี่ไม่อยากเป็พี่ชาย” ผมหลุดปากไป อึ้งไปเหมือนกันที่เห็นแพรพิชชาอ้าปากค้าง หน้าขาว ๆ สีเรื่อขึ้น และผมเหมือนเห็นตากลมโตคู่นั้นเป็ประกายแวบวาบขึ้น
ไอ้... ไอ้บ้ารัชช์เอ๊ยยยย นี่แกพูดอะไรออกไป
“โอเค ไหนว่าจะไปกินเนื้อย่าง จะไปมั้ยล่ะนี่ ถ้าไม่งั้นพี่จะได้กลับบ้าน” ผมเฉไฉกลบเกลื่อนไปเื่อื่นก่อนเดินนำแพรพิชชาไปที่รถ พยายามที่จะไม่หันมองไปที่คนข้างหลัง
...และพยายามที่จะไม่สนใจ....ว่าหัวใจของผม มันเต้นเสียงดังเหมือนกับจะโลดออกมานอกอก...