บทที่ 5 ข้ามาที่นี่เพื่อที่นั่งสำหรับเข้าร่วมสำนักกระบี่ขุนพล์
“นับแต่วันนี้ไป พวกเ้าคือศิษย์อย่างเป็ทางการของสำนักกระบี่ขุนพล์ ในอนาคต สถานะของตระกูลและนิกายจะสลักลึกลงในหัวใจ ยากทำลาย พวกเ้าจะต้องภักดีต่อสำนักและปกป้องสำนัก… "
ภายในลานของตระกูลเซียว เซียวอวี่เว่ยยืนอยู่หน้าแท่นสูง แววตาเคร่งขรึม และน้ำเสียงที่เอ่ยออกมาก็ติดจะเ็า ส่งผลให้ผู้คนรู้สึกถึงความสูงส่งไม่อาจเทียบได้
“รับทราบ ศิษย์พี่อวี่เว่ย!" ทุกคนบนเวทีเอ่ยอย่างพร้อมเพรียงกัน
โดยทั่วไปในตระกูลเซียว ทุกคนจะเรียกเซียวอวี่เว่ยว่าคุณหนูรอง แต่ตอนนี้พวกเขาได้ถูกรับเข้าสำนักกระบี่ขุนพล์อย่างเป็ทางการแล้ว คำเรียกย่อมต้องเปลี่ยนไป
นี่ยังเป็วิธีที่ตระกูลเซียวแสดงความภักดีต่อสำนักกระบี่ขุนพล์อีกด้วย
เซียวสยงประมุขตระกูลเซียวภาคภูมิใจเป็อย่างยิ่ง ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มอย่างไม่สามารถปิดบัง
จากนั้น เซียวอวี่เว่ยจึงยกมือขึ้น "มอบมันให้กับพวกเขา!"
"รับทราบ!"
ในเวลานี้ ข้ารับใช้หลายคนได้ก้าวขึ้นไปบนเวที
ในมือของพวกเขาถือถาดเอาไว้ แต่ละถาดมีของสามสิ่ง
พู่กระบี่
ตราสัญลักษณ์ของการเป็ศิษย์อย่างเป็ทางการ
และยาสีทองที่มีพลังปราณแรงกล้า
เหล่าผู้ชมที่อยู่ด้านล่างต่างตกตะลึงอีกครั้ง
"นั่นคงจะเป็ยาปรับรากฐานใช่หรือไม่?"
“สมกับเป็สำนักกระบี่ขุนพล์จริง ๆ ทันทีที่เริ่ม พวกเขาก็เตรียมยาปรับรากฐานเอาไว้ให้แล้ว"
"น่าอิจฉายิ่งนัก ยาปรับรากฐานเม็ดหนึ่งมีราคาค่อนข้างแพง มันเทียบได้กับเม็ดยาพลังปราณสิบเม็ด สำนักกระบี่ขุนพล์ปฏิบัติต่อตระกูลเซียวอย่างดีจริง ๆ"
"..."
เมื่อได้ยินสิ่งที่ผู้คนภายนอกพูด เซียวสยงก็ยิ่งภูมิใจมากกว่าเดิม
ในทางกลับกัน สีหน้าของประมุขตระกูลอีกสี่คนนั้นค่อนข้างน่าเกลียด
หลายคนบนเวทีได้รับตราสัญลักษณ์ไปทีละคน และเมื่อถึงคราวของเซียวหย่ง มันกลับมีของมากกว่าสามสิ่ง
ตรงหน้าของเซียวหย่งมีของอยู่ทั้งสิ้นห้าอย่าง
นอกเหนือจากพู่กระบี่ ตราสัญลักษณ์ของศิษย์ และยาปรับรากฐานแล้ว มันยังมีตำราเคล็ดวิชา กับขวดของเหลวขวดหนึ่ง
"นี่คือน้ำยาชำระไขกระดูก และเพลงกระบี่เงาเหินเวหา ของกำนัลที่ท่านประมุขน้อยมอบให้กับสมาชิกอันดับหนึ่งของตระกูลในปีนี้..." เซียวอวี่เว่ยเอ่ย
ใบหน้าของเซียวหย่งเต็มไปด้วยความดีใจ
ทุกคนรอบข้างต่างอิจฉา
"ฮ่า ๆๆๆ !!" เซียวสยงลุกยืนขึ้นด้วยรอยยิ้ม ใบหน้าแดงก่ำ ชี้ไปยังสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเซียวหย่งและเอ่ย “นี่คือน้ำยาชำระไขกระดูกที่สามารถเปลี่ยนพร์ของคนผู้หนึ่ง และเพิ่มความเร็วในการบ่มเพาะ แม้จะเป็คนธรรมดาก็สามารถกลายเป็อัจฉริยะได้ ส่วนเพลงกระบี่เงาเหินเวหา ก็เป็เคล็ดวิชาต่อสู้ระดับสูงของสำนักกระบี่ขุนพล์ เป็ของหายาก... เร็วเข้า! รีบขอบคุณพี่สาวของเ้าเร็ว!"
เซียวหย่งเองก็มีดีใจมากจนยิ้มกว้าง “ขอบคุณท่านพี่ หลังจากได้เข้าไปในสำนัก ข้าจะไปขอบคุณท่านประมุขน้อยสำหรับความเมตตาด้วยตัวของข้าเอง”
ไม่จำเป็ต้องพูดถึงมูลค่าของน้ำยาชำระไขกระดูก
ตำราเคล็ดวิชาระดับสูงอย่างเพลงกระบี่เงาเหินเวหานั้นไม่อาจประเมินค่าได้ เพราะขนาดเคล็ดต่อสู้ระดับสูงของตระกูลอย่างเคล็ดวิชาดาบลักษณ์หมาป่า ก็เป็เพียงเคล็ดวิชาระดับกลางเท่านั้น
"ฮ่า ๆๆๆ" เซียวสยงหัวเราะออกมาอีกครั้ง
ประมุขตระกูลอีกสี่คนไม่สามารถนั่งนิ่งได้ ได้แต่คิดว่า ตระกูลเซียวกำลังทำเกินไป อีกฝ่ายกลัวว่าผู้อื่นจะไม่รู้ว่าพวกเขามีความสัมพันธ์กับสำนักกระบี่ขุนพล์หรือ?
อย่างไรก็ตาม ขณะที่เซียวหย่งกำลังจะรับตราสัญลักษณ์สำหรับศิษย์ของสำนักกระบี่ขุนพล์ และเข้าเป็ศิษย์ของสำนักอย่างเป็ทางการ ร่างหนึ่งพลันเดินเข้ามา
"ช้าก่อน..."
"ว้าว!" เสียงหนึ่งดังขึ้น
คนทั้งหมดใ และหันไปมองผู้มาใหม่เป็ตาเดียว
"เซียวนั่ว..."
ทุกคนประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม
“หืม? นี่เ้า… " ยังไม่ตายอีกหรือ? เซียงหย่งตกตะลึง
เมื่อสามวันก่อน เขาส่งเซียวอี่และพวกไปฆ่าอีกฝ่าย จนถึงตอนนี้ ทั้งสามคนยังไม่กลับมา และตอนนี้ ชายคนนั้นกลับปรากฏตัวขึ้นแทน
"เ้ามาทำอะไรที่นี่?" เซียวอวี่เว่ยถามอย่างดูแคลน
เซียวนั่วเดินเข้ามาช้า ๆ แต่ละย่างก้าวเงียบสงบและเย็นะเื
"ที่ข้ามาที่นี่ในวันนี้ก็เพื่อที่นั่ง... สำหรับเข้าร่วมสำนักกระบี่ขุนพล์!"
เมื่อเอ่ยเช่นนี้ คนทั้งหมดก็ตกตะลึง
ทุกคนในตระกูลเซียวต่างมองหน้ากัน
คนผู้นี้เสียสติไปแล้วหรือ?
ที่นั่งสำหรับเข้าร่วมสำนักกระบี่ขุนพล์? มันจะเป็ของเขาได้อย่างไร?
“เ้าถูกขับไล่ออกจากตระกูลไปแล้ว ไม่มีที่ในสำนักสำหรับเ้า!"
เซียวอวี่เว่ยเอ่ยอย่างเ็า
“ได้ คุณหนูรอง..."
ทันทีที่ผู้คุ้มกันของตระกูลเซียวกำลังจะลงมือ เซียวนั่วแย้มยิ้ม รอยยิ้มนั้นฉายชัดถึงความดูถูกและเหยียดหยาม แล้วเลิ่กคิ้วขึ้นเล็กน้อย “เหตุผลเพราะเืเฟิ่งหวงในกายข้าทำให้ตระกูลเซียวมีวันนี้ได้ ดังนั้นจะไม่มีที่ในสำนักให้ข้าได้อย่างไร?"
"เ้า!"
“หากปราศจากเืเฟิ่งหวง พวกท่านจะปีนขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่อย่างสำนักกระบี่ขุนพล์ได้อย่างไร? ท่านจะสามารถปีนขึ้นไปบนกิ่งไม้ และกลายเป็... วิหคได้อย่างไร?
เซียวนั่วชี้ไปที่เซียวอวี่เว่ยและเอ่ยถาม และเมื่อกล่าวคำว่า ‘กลายเป็วิหค’ ก็ปรากฏความดูแคลนจากก้นบึ้งของหัวใจ
“่ชิงเืเฟิ่งหวงเพื่อแลกกับความรุ่งโรจน์ของตระกูลเป็เวลาสามร้อยปี วันนี้พวกท่านกลับ้ารื้อสะพานหลังจากใช้เสร็จอย่างนั้นหรือ?"
คำพูดเ็าได้กระตุ้นถึงความเป็มนุษย์ของผู้คนในตระกูลเซียวโดยตรง
หากเป็เวลาปกติ คงไม่มีผู้ใดเต็มใจที่จะพูดคุยกับเซียวนั่ว ไม่แม้แต่จะชวนไปรับประทานอาหาร แต่วันนี้ต่างออกไป ประมุขอีกสี่ตระกูลใหญ่ในเมืองซีเยว่เองก็อยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าเซียวสยงจะไร้ยางอายเพียงใด แต่เขาย่อมไม่สามารถบอกปัดมันได้อย่างเต็มปาก!
“เหล่าผู้ที่ได้รับที่นั่งในการเข้าร่วมสำนักกระบี่ขุนพล์ คือยอดฝีมือของตระกูลเซียวในปีนั้น ๆ และเ้าก็ไม่มีคุณสมบัติดังกล่าว"
เซียวสยง ประมุขตระกูลเซียว เอ่ยขึ้นในที่สุด
อีกฝ่ายเปลี่ยนเหตุผลให้ปัญหาเป็ที่ตัวของเซียวนั่วโดยตรง
"อย่างนั้นหรือ?" ชายหนุ่มเลิ่กคิ้วขึ้น และเอ่ยด้วยรอยยิ้ม "คนพวกนี้คือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูลเซียวของปีนี้อย่างนั้นหรือ?"
"ใช่แล้ว..." เซียวสยงไม่ได้สนใจเซียวนั่วเลยแม้แต่น้อย “หากเ้า้าเข้าร่วมกับสำนักกระบี่ขุนพล์ อย่างน้อยที่สุดเ้าก็จะต้องมีคุณสมบัติที่จะยืนบน...!"
ซู่!
กระแสอากาศที่มองไม่เห็นทวีความรุนแรงขึ้น ทุกคนบนเวทีหันไปมองเซียวนั่วด้วยสายตาดุร้าย
ในปีนี้ มีคนทั้งสิ้นหกคนจากตระกูลเซียวที่เข้าร่วมกับสำนักกระบี่ขุนพล์ และผู้แข็งแกร่งที่สุดก็คือเซียวหย่ง ผู้บรรลุสู่ขั้นก่อร่างระดับเจ็ด
แม้แต่ผู้อ่อนแอที่สุด ก็ยังอยู่ขั้นก่อร่างระดับห้า
สำหรับเซียวนั่ว เมื่อสามปีก่อน เืเฟิ่งหวงถูกนำออกไป ส่งผลให้ร่างกายได้รับความเสียหายอย่างสาหัส และไม่สามารถรักษาขั้นก่อร่างระดับสี่เอาไว้ได้ด้วยซ้ำ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่ไม่มีความคืบหน้าใด ๆ แต่ร่างกายยังย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ เป็ไปไม่ได้เลยหากจุดต่ำสุดจะขึ้นไปสู่จุดสูงสุด
"เ้ามีคุณสมบัตินั้นหรือไม่?" เซียวหย่งแค่นหัวเราะ “หากไม่ เช่นนั้น... ก็ออกไปจากที่นี่ซะ!"
แม้ว่าตระกูลเซียวจะทำเกินไป แต่ในสายตาของอีกสี่ตระกูลใหญ่ เซียวนั่วนั้นไม่มีคุณสมบัติพอจะเข้าร่วมกับสำนักกระบี่ขุนพล์อย่างแท้จริง
แต่ชายหนุ่มกลับไม่ถอย และเดินไปยังแท่นสูงตรงหน้า
แววตาของเซียวสยง เซียวอวี่เว่ย และคนอื่น ๆ หดเกร็ง
ทันใดนั้น...
ร่าง ๆ หนึ่งที่ยืนอยู่ด้านข้างเซียวหย่งก็พุ่งตัวออกไป
“เหอะ! สุนัขที่ถูกขับไล่ออกจากบ้านกลับกล้าเห่าอย่างไร้อย่างยางอาย ข้าจะไม่อดทนอีกต่อไป!"
สิ้นสุดเสียงพูด เซียวเฉิงก็ะโลงจากเวที และเหวี่ยงหมัดไปยังเซียวนั่วที่อยู่ด้านล่าง
“หากเ้าสามารถรับหมัดของข้าได้ ข้าจะมอบที่นั่งของสำนักกระบี่ขุนพล์ให้กับเ้า!”
"หมัดพิโรธ!!"
เซียวเฉิงรวบรวมพลังทั้งหมดในร่างของตน กลุ่มก้อนพลังปราณไหลมารวมกันที่กำปั้น เส้นเืบริเวณดังกล่าวนูนขึ้น จนแขนเปลี่ยนเป็สีแดงเข้ม
แม้ว่า ‘หมัดพิโรธ’ จะเป็เคล็ดระดับล่างของตระกูลเซียว แต่ก็รุนแรงมาก ความแข็งแกร่งของทั้งร่างรวมอยู่ ณ จุดเดียว สามารถะเิพลังที่รุนแรงออกมาได้ในทันที!
เซียวเฉิงอยู่ขั้นก่อร่างระดับหก และด้วยความแข็งแกร่งของหมัดพิโรธ อย่าว่าแต่เซียวนั่วผู้อยู่ขั้นก่อร่างระดับสี่ แม้แต่ผู้อยู่ขั้นก่อร่างระดับห้าก็ยังถูกต่อยกระเด็นได้ในหมัดเดียว
แต่สิ่งที่ไม่มีใครรู้คือเซียวนั่วเองก็ได้บรรลุขั้นก่อร่างระดับหกแล้วเช่นกัน
และไม่ใช่ระดับหกธรรมดาเสียด้วย
ภายใต้การฝึกกายาหงเิเ้าโลกา ทุกส่วนในร่างกายสามารถะเิพลังออกมาได้!
ฟึ่บ!
เมื่อเผชิญกับการโจมตีที่น่ากลัวของเซียวเฉิน ชายหนุ่มงอเข่า จากนั้นออกแรง
ตอบโต้กลับด้วยเคล็ดวิชาระดับล่างของตระกูลเซียวอย่างหมัดพิโรธเช่นกัน!
ตู้ม!
กำปั้นของทั้งสองปะทะกัน ตามมาด้วยแรงะเิรุนแรง เืสีแดงสดสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ
ภายใต้สายตาอันเหลือเชื่อ แขนของเซียวเฉิงกระเด็นหลุดออกจากลำตัวทันที!
"อ๊ากกกก!!"
พร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวน เซียวเฉิงกระเด็นออกไปไกล เืไหลนองเป็ทาง
ขณะที่เซียวนั่วยังคงยืนอยู่ที่เดิมโดยไม่ได้รับาเ็แม้แต่น้อย!
ภาพตรงหน้าสร้างความตกตะลึงให้กับเหล่าผู้ชมอย่างยิ่ง แม้แต่เซียวสยงก็ยังต้องลุกยืนขึ้นจากที่นั่ง
"เป็ไปได้อย่างไร?"
"นี่มันเป็ไปได้อย่างไร?" เซียวอวี่เว่ยไม่เชื่อสายตาของตนเอง
ทั้ง ๆ ที่เ้านั่น สูญเสียเืเฟิ่งหวงไปแล้ว เหตุใดยังมีความแข็งแกร่งเช่นนี้อยู่!?
หรืออีกฝ่ายได้เืเฟิ่งหวงกลับคืนมาแล้วอย่างนั้นหรือ?
“เป็ไปไม่ได้ ไม่มีทางเป็ไปได้..."
สีหน้าของคนทั้งหมดฉายชัดถึงความตกตะลึง
เซียวเฉิงร่วงลงจากเวที เืไหลออกมาจำนวนมาก แขนขวาฉีกขาดโดยสมบูรณ์ ดูน่าสังเวชอย่างยิ่ง
ความพ่ายแพ้ของเซียวเฉิงหมายความว่า ที่นั่งของเขาจะถูกแทนที่โดยเซียวนั่ว
ขณะที่ทุกคนในตระกูลเซียวกำลังรู้สึกอับอายอย่างมาก เซียวนั่วกลับไม่แม้แต่จะหันไปมองเซียวเฉิง และเลือกทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด
“ในเมื่อข้าจะเข้าร่วมสำนักกระบี่ขุนพล์ ข้าก็ย่อมอยากเข้าร่วมในฐานะของอันดับหนึ่ง..." หลังจากพูดถึงตรงนี้ เซียวนั่วก็ชี้นิ้วไปยังเซียวหย่ง
"เ้า! ลงมา!!"