ท้องฟ้าสว่างไสวเพราะเป็คืนจันทร์เต็มดวง ชีวิตของผู้มีคำสาปติดตัวเริ่มขึ้นั้แ่ตอนนั้น
มารดาของเขาเป็เพียงอนุของฮ่องเต้ นางได้ให้กำเนิดโอรสในคืนที่จันทร์เต็มดวงสุกสว่างไปทั่ว มาพร้อมกับคำสาปของจันทรา บิดาของเสี่ยวเหยาไม่คิดมีลูกกับผู้ใด เพราะ้าให้เสี่ยวตงเป็รัชทายาทเพียงผู้เดียว
หากถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือความผิดพลาดหรือไม่ มารดาเคยตอบเขาหลายครั้งว่าไม่ใช่ ฮ่องเต้้ามีลูกกับนางเพราะความรัก
ฟังดูแล้วมันไม่น่าเชื่อเลยสักนิดสำหรับฮ่องเต้ ที่หลงรักธิดาต่างเมืองอย่างมารดาของเขา นางคือเครื่องบรรณาการของหัวเมืองฮั่ว หรือแคว้นฮั่วในตอนนี้
“เหยาเอ๋อร์ จำคืนพระจันทร์เต็มดวงเอาไว้ให้ดี เ้าต้องไม่เผลอหลับใหลในวันนั้น”
ความลับนี้ถูกปิดเงียบไม่มีการแพร่งพราย บิดาของเขาพยายามหาวิธีแก้ไขคำสาปที่มันติดตัวเขา
ผู้ใดจะรู้ว่าเสี่ยวเหยา ท่านอ๋องแห่งแคว้นฮั่วผู้ยิ่งใหญ่มีความลับ แม้กระทั่งคนในวังหลวงนอกจากเสด็จพ่อแล้ว ก็ยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้
“ท่านอ๋อง อันนี้เป็ของกินเล่นค่ะ จะได้ตาสว่างทั้งคืน”
“ข้าไม่กินก็ได้ ชินแล้ว”
“ฉันจะถ่างตา เฝ้าไม่ให้คุณหลับ จะกระพริบตาให้น้อยที่สุดค่ะ”
“อืม ข้าจะคอยดูแล้วกัน”
ผ่านไปไม่ถึงสองชั่วโมงหนี่เฟิ่งจิวก็สัปหงกอยู่ข้างเขา เสี่ยวเหยาเห็นว่าหญิงสาวเงียบไปจึงเงยหน้าขึ้นมาดู แล้วก็พบว่าเธออยู่ในห้วงของความฝัน
“...ม...มะ แม่นาง!”
“ไม่ต้องเรียก ข้าไม่ง่วงหรอกน่า”
เจียงเหวินเลยต้องรับหน้าที่ต่อคอยดูไม่ให้ท่านอ๋องหลับ ในขณะที่หนี่เฟิ่งจิวนั้นไปั้แ่สองชั่วโมงแรก หลงลืมคำพูดของตัวเองไปจนหมด
หญิงที่โผล่กลางจวนมาพร้อมปานพระจันทร์เสี้ยว นางจะเป็ผู้แก้คำสาปให้ท่าน !
คำทำนายของโหรเป็จริงอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ไม่ใช่คนที่มาแก้คำสาปให้เขา เป็เพียงหญิงบ้าน่าเห็นใจคนหนึ่งเท่านั้น นางไม่รู้แม้กระทั่งวิธีทำความสะอาด หรือแม้แต่อาหารการกิน
“งืมมม...ม๊า ! เดี๋ยวหนูก็กลับบ้านแล้ว”
เสียงละเมอแว่วขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ ภาษาของนางก็แปลกประหลาด บางครั้งเขาก็แอบคิดว่านางอาจมาจากอนาคต
“เฮือกกก! ท่านอ๋อง หลับหรือเปล่าคะ??”
“ใครกันที่บอกจะถ่างตาดูข้าน่ะ”
“ขอโทษค่ะ พอดีฉันกินมากไปเลยรู้สึกหนังตาหนัก” หนี่เฟิ่งจิวฉีกยิ้มหวานให้ท่านอ๋อง ไม่น่าเผลอหลับเลยจริงๆ โชคยังดีที่มีเจียงเหวินอยู่ในห้องนี้ด้วย
“ดวงจันทร์คืนนี้สวยนะคะ”
“ข้ามองเห็นมันจนกลายเป็ความเคยชินไปแล้ว”
“ฉันจะช่วยคุณแก้คำสาป ฉันว่ามันต้องมีวิธีและหนทาง” ท่าทางมุ่งมั่นของหนี่เฟิ่งจิว ทำเอาเจียงเหวินที่อยู่อีกมุมต้องเงยหน้ามามอง
“บอกแล้วว่าไม่ต้องใส่ใจ”
“นี่ล่ะคะ! นี่เลยที่ทำให้ฉันต้องมาเจอกับท่าน มันเหตุผลนี้แน่ๆ”
“ห๊ะ!????”
“ตามบทละครแล้ว คนเราไม่ย้อนเวลามาสุ่มสี่สุ่มห้านะคะ”
“ย...ย้อน? ย้อนอะไรของเ้า”
“ที่ฉันต้องมามิตินี้ เป็เพราะความทรมานของคุณนี่เอง” หญิงสาวเดินวนไปวนมาแล้วพูดจาประหลาด สองคนที่กำลังฟังก็ทำหน้าตาบิดเบี้ยวเพราะไม่เข้าใจ
อาการของหนี่เฟิ่งจิวกำเริบอีกแล้วหรืออย่างไร นางเป็บ้าเป็บอพูดแต่เื่ที่คนอย่างพวกเราไม่มีใครเลยที่จะเข้าใจสิ่งที่นางพยายามสื่อสาร
“ท่านอ๋องต้องให้ฉันช่วยนะคะ”
“ไปนั่งดีๆ”
“แบบนี้ฉันก็ไม่ได้กลับบ้านพอดี ฉันต้องทำภารกิจให้สำเร็จ !”
“จะอะไรก็ช่างหนี่เฟิ่งจิว เ้าไม่ต้องพยายามขนาดนั้น”
“เฟิ่งจิว!”
“หือ???”
“เรียกฉันว่า เฟิ่งจิว ก็พอค่ะ”
“ข้าไม่อยากเรียกตามเสี่ยวตง เรียกแบบนี้ก็ดีแล้ว” โถ่พ่อพระเอกของหนี่เฟิ่งจิว ท่าทางน่าเอ็นดูแบบนั้นทำเอาต้องอมยิ้ม อยากพิเศษก็ไม่บอกจะได้จัดให้
“เขาเรียกฉันเอง ฉันไม่ได้บอกให้เขามาเรียกสักหน่อย”
“.....”
“เรียกว่า อาเฟิ่งจิว ก็ได้ค่ะ แม่ของฉันชอบเรียกแบบนี้”
“อืม”
คำตอบของท่านอ๋องก็มีแค่นี้ ‘อืม’ อยากซื้อไปโยนทิ้งมากเหลือเกิน รู้ไหมว่าตอบสั้นๆผู้หญิงไม่ชอบหรอกนะ อย่างว่าแหล่ะท่านอ๋องไม่คิดมีเมีย เลยไม่รู้วิธีพูดคุยกับเพศตรงข้าม
“ถ้าท่านอ๋องชอบใคร ต้องมาปรึกษากันก่อนนะคะ”
“ทำไม??”
“ไม่มีศิลปะในการสื่อสารเลย ตอบก็สั้น ผู้หญิงไม่ชอบหรอกนะแบบนี้”
เสี่ยวเหยาเผลอขมวดคิ้วใส่หนี่เฟิ่งจิว หญิงบ้านี่มาว่าเขาไม่มีศิลปะวาจาในการพูดซะงั้น อย่างเขาชอบใครก็บุก ไม่เน้นพูดมากให้เปลืองน้ำลาย
“ข้าจะต้องพูดมากไปเพื่อ?”
“แบบนี้ท่านอ๋องเลยไม่มีเมีย ถูกแล้วค่ะ มันควรจะเป็อย่างนั้น”
“หนี่เฟิ่งจิว!”
“เรียกทำไมคะ? ฉันพูดเื่จริงทั้งนั้น”
“เ้านี่มัน!!!”
“หน้าตาก็หล่อ หุ่นก็แซ่บ แต่ทำไมชอบทำตัวเ็านักล่ะ” สิ่งที่หญิงสาวพูดมันทำให้เสี่ยวเหยาชะงัก พลันเขาก็รู้สึกประหม่าทำตัวไม่ถูกขึ้นมา
“เป็หญิง ไม่ควรวิจารณ์รูปร่างหน้าตาของชาย”
“อ่อค่ะ เจียงเหวินก็หล่อมาก หล่อกันหมดจวนเลยนะคะ”
“เ้า!!!”
“แม่นางชมข้าหรือ”
“ใช่แล้ว เจียงเหวินหน้าตาไม่เป็รองใคร” ถึงจะรู้ว่าหนี่เฟิ่งจิวสติไม่ดี แต่เจียงเหวินก็อดเขินอายไม่ได้ เกิดมายังไม่มีใครมาชื่นชมเขาแบบนี้เลย
“ดีมากไหม?”
“มากสิคะท่านอ๋อง พวกคุณกินอะไรเข้าไปนะ”
หนี่เฟิ่งจิวยังคงเพ้อฝันถึงความหน้าตาดีของคนในจวนนี้ไม่หยุด โดยไม่รู้ว่าพู่กันในมือท่านอ๋องกำลังดีดลงบนหน้าผากของเธอ
“โอ้ยยย! ท่านอ๋อง เจ็บนะ!!!!”
“เจ็บก็ดี จำได้หรือยังว่ากำลังอยู่ที่ไหน?”
“ฮึ่ย !”
“เ้าไม่ได้อยู่ในหอนางโลม กิริยาเมื่อครู่นี้ไม่สมควรอย่างยิ่ง...”
“ท่านอ๋องเที่ยวบ่อยหรอคะ”
“อะไร??”
“หอนางโลมไง คุณถึงรู้ว่ากิริยาของฉันเหมือนพวกนั้น” เจียงเหวินที่นั่งอยู่อีกมุมก็หลุดเสียงหัวเราะ เมื่อคนบ้าย้อนถามเื่หอนางโลม สมัยที่นอนไม่หลับก็เคยพากันไป สุดท้ายก็ต้องกลับเพราะท่านอ๋องรำคาญมารยาของหญิงสาวพวกนั้น
“ไม่เคย!!”
บทสนทนาจบลงเมื่อท่านอ๋องก้มลงไปอ่านหนังสือ สันกรามคมกริบกำลังทำหน้าที่ของมัน จมูกโด่งรับการริมฝีปากสีอ่อนนั้นยิ่งดูหล่อเข้าไปใหญ่ อาภรณ์ของท่านอ๋องเองก็เข้ากับเรือนผมยาว เสียดายที่ไม่มีกล้องมาสักตัว เธอจะถ่ายให้ความจำเต็มไปเลย
“เลิกมอง!”
“ใครมองคะ??”
“เ้ามันดื้อตาใส ดื้อน่าปวดหัว”
“ก็ท่านอ๋องแก่แล้ว จะเข้าใจเด็กอย่างฉันได้ยังไง????”
มีใครเคยบอกไหมว่าอย่าปรามาสเื่อายุ ชายทุกคนไม่ชอบคำว่าแก่สักเท่าไรหรอก บางครั้งปากที่กำลังพูดจาไร้สาระก็น่าจะหาอะไรมาปิดเอาไว้
ขนมในจานถูกหยิบเข้าปากของหนี่เฟิ่งจิว คนที่บอกว่าเอามาให้เขากินแก้ง่วง ดูเหมือนว่าหญิงสาวจะลืมคำพูดของตัวเองไปจนหมด
“ป่านนี้แม่ของฉันคงห่วง ม๊าต้องกำลังด่าไฟแลบอยู่แน่เลย”
“บ้านของเ้า อยู่ที่ใด?”
“เมืองเฉิงตู รู้ไหมว่าในอนาคตข้างหน้า จวนของคุณอยู่ทางเข้าบ้านฉันพอดีเลย”
“ข้าไม่เคยได้ยิน”
“ท่านอ๋องเชื่อหรือเปล่าว่าฉัน เป็คนในอนาคตที่ย้อนมาหาคุณ” น้ำเสียงยานคางบวกกับหน้าตาที่จริงจังนั้น ทำเอาเสี่ยวเหยาแอบขนลุกอยู่เหมือนกัน
“ฉันพูดจริงนะคะ วันนั้นฉันตั้งใจมาเจอเหยาตง แต่กลับมาอยู่ที่แคว้นฮั่วเฉยเลย”
“ข้าว่า...เ้าต้องนอนพัก”
“นี่ก็พูดความจริงถึงที่สุดแล้ว เชื่อกันหน่อยได้ไหม????”
“...” ท่านอ๋องนั่งนิ่งอยู่แบบนั้น เจียงเหวินแอบถอนหายใจเล็กน้อย ผ่านมาค่อนคืนแล้วแต่ทำไมมันเหนื่อยเหมือนไปออกรบมาเลย
“ไม่เชื่อ? โอเคก็ได้ สักวันฉันกลับไปก็อย่ามาคิดถึงแล้วกัน”
หญิงสาวนั่งเบ้ปากกรอกตามองบน ใครที่ไหนจะไปเชื่อเื่เหนือธรรมชาติพวกนี้กันเล่า เื่ที่ท่านอ๋องโดนคำสาปเธอเองตอนแรกก็ยังไม่ปักใจเชื่อ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับว่าสิ่งพวกนี้มันมีจริง
“ข้าเชื่อเ้า !”
“หืออออ???...จริงหรอคะ”
“เื่คำสาปของข้า เ้ายังเชื่อโดยไม่ติดใจอะไรสักนิด”
“อ๋า!”
เหยาตงเวอร์ชั่นอ๋องแคว้นฮั่วผู้นี้ บางครั้งก็เหมือนอ่านความคิดของเธอได้ หนี่เฟิ่งจิวเพียงแค่ยิ้มออกมาเล็กน้อย เมื่อใบหน้าเ็าแววตาขี้เล่นพูดเสียงจริงจัง
“เ้าอยู่ที่นี่ในฐานะสาวใช้ของข้า อย่าได้หลงตามองค์รัชทายาท”
“เดี๋ยวนะ! ฉันเป็คนไม่ใช่ปลาไหล”
“เสด็จพี่ของข้ามีร้อยพันวิธีในการเอาชนะ คนอย่างเสี่ยวตงไม่มีทางยอมแพ้” ไม่มีคำไหนที่ท่านอ๋องจะพูดเกินไป หรือกล่าวร้ายใส่ความพี่ชาย เจียงเหวินที่นั่งอยู่ยังพยักหน้ารัวๆเสริมคำพูดของเสี่ยวเหยา ยิ่งใกล้วันประลองอาวุธชิงบ้านเมือง เสี่ยวตงคงคิดวิธีไว้เล่นงานเขารอแล้ว
“เขาจะรู้เื่คำสาปของข้าไม่ได้”
“แน่นอนค่ะ ว่าฉันจะปิดปากเงียบกริบ ไม่ยอมพูดสิ่งใดออกมา”
“เชื่อได้ไหมเนี่ย!”
“อ้าว...ท่านอ๋อง ฉันไม่ใช่คนบ้าสติฟั่นเฟือนอย่างที่พวกคุณคิดนะคะ”
"แล้วข้าจะช่วยหาวิธีส่งเ้ากลับบ้าน”
“ฉันก็บอกแล้วว่าต้องถอนคำสาปท่านอ๋องก่อน ฉันถึงจะกลับบ้านไปได้” หนี่เฟิ่งจิวยึดมั่นถือมั่นไปกับละครที่ตัวเองเคยดู พล็อตนิยายซ้ำซากที่อ่านกี่ครั้งก็เจอ
“ข้าว่าไม่ใช่เื่นั้นหรอก อาจมีเื่อื่น”
“ฉันต้องแต่งงานกับท่านอ๋องไหม???? ไม่นะ ถ้าแบบนั้นคงไม่ไหว”
“จินตนาการของเ้าแต่ละเื่!”
“แหมมมม! ท่านอ๋องไม่รู้อะไรเสียแล้ว ละครเื่ไหนก็มีพล็อตพวกนี้ทั้งนั้นแหล่ะค่ะ”
“ละคร?”
เสี่ยวเหยาไม่เคยปวดหัวหนักขนาดนี้มาก่อน มองออกไปก็เห็นแสงสีทองกำลังโผล่พ้นเส้นขอบฟ้าพอดี ถึงเวลาอันสมควรที่ต้องพักผ่อนกันแล้ว
“ลองไปนอนนะอาเฟิ่งจิว เผื่อจะดีขึ้น” สรรพนามใหม่เอ่ยขึ้นข้างหู ก่อนที่ร่างหนาจะย้ายตัวเองเข้าห้องนอนไป เหมือนจะดีแต่แบบนี้ก็ด่าเธอว่าเพ้อเจ้อเลยดีกว่า