ปรมัตถ์แห่งปรมาจารย์

    ตอน 40 สู่ชั้นเก้า มิติแห่งมังกร

    ลู่ซือไม่ได้กล่าวอธิบายสิ่งใดออกไป หากแต่ส่งพลังเอกภพเข้าไปในร่างอ้ายเหม่ย สักครู่ใหญ่ จ้ำแดงโลหิตที่ดูเหมือนช้ำ ๆ ตามแขน กลับกลายเป็นรูปหงส์เพลิงสีแดงโลหิต ในเวลาเดียวกัน พลังปราณในห้องชั้นเจ็ดต่างวิ่งเข้ามาที่จ้ำโลหิตบนร่างของอ้ายเหม่ย


    พลังเอกภพ เป็นพลังที่ได้รับการฝึกฝนจากสำนักแห่งเมืองฝูซีในวัฏะก่อน เมื่อสำเร็จวิชานี้ ทำให้ลี้เฟยก้าวขึ้นเป็นวิถีแห่งจักรพรรดิปราชญ์ได้รวดเร็ว แน่นอนว่า การฝึกฝนลำบากยากเย็นและทรมาน กระนั้น ผลตอบแทนที่ได้มาช่างคุ้มค่านัก


    ราวหนึ่งก้านธูป ลู่ซือจึงค่อย ๆ หยุดส่งพลัง จากนั้นใช้นิ้ววาดอักขระหยวนอินโบราณไปบนอากาศรอบตัวอ้ายเหม่ย พลันดีดนิ้ว อักขระเหล่านี้ ลู่ซือค่อย ๆ ตระหนักรู้เพิ่มขึ้นตลอดเวลา 


    "เปาะ" เสียงดังเล็ก ๆ จากการดีดนิ้ว อักขระเหล่านั้นวิ่งเข้าสู่ร่างกายและแทรกเข้าสู่จ้ำโลหิตทั่วร่าง จ้ำโลหิตบนร่างอ้ายเหม่ยค่อย ๆ หมุนวนหายเข้าไปในร่างเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น


    "เกิดเหตุอันใดบนตัวข้า ..." อ้ายเหม่ยมองสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง พร้อมตั้งคำถามลู่ซือและตัวเอง


    "เจ้าไม่ต้องกังวล การตอบรับของร่างโลหิตหงส์แดงของเจ้าได้รับการยอมรับจากพลังปราณในเจดีย์นี้ ทำให้ร่างกายเจ้าเกิดการเปลี่ยนแปลง นับเป็นโชคของเจ้า นอกจากจะย่นระยะเวลาในการฝึกปราณแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดในยามนี้ คือ เจ้าสามารถเปิดจุดแห่งหงส์ได้ในร่างเจ้าได้"


    "ถ้าคาดการณ์ไม่ผิด ตันเถียนของเจ้า น่าจะมีบางสิ่งบางอย่างอยู่ภายใน ใช่หรือไม่" ลู่ซือคาดคะเนถาม


    "ใช่ แต่ข้าไม่แน่ใจว่า มันคืออะไรในตอนนี้" อ้ายเหม่ยกล่าว


    "เอาละ เราพักกันสักครู่ก่อน"


    "ตอนนี้ หากข้านับไม่ผิด ตอนนี้เราอยู่ในเจดีย์มาสิบวันแล้ว จำนวนวันเท่ากับที่เจ้าสำนักเคยอยู่มาก่อน"


    ลู่ซือบอกอ้ายหมิง จากนั้นทั้งสองพักจากนั้นจึงเดินขึ้นสู่ชั้นแปด


    เมื่อขึ้นไปที่ชั้นแปด พลังปราณในตอนนี้ เป็นสีแดงเข้ม เส้นปราณทั้งหมดในห้องวิ่งวนอย่างรวดเร็วและกระแทกแทรกเข้าไปในร่างทั้งสองคนเช่นเดิม แต่ในคราวนี้ ความเจ็บปวดในร่างกลับเปลี่ยน คือ ทุกที่ที่เส้นปราณวิ่งเข้าไป จะเข้าไปตามเส้นเลือด และความเจ็บปวดทรมานจะเคลื่อนไปตามเส้นปราณในเส้นเลือดนั่นเอง


    คราวนี้ ทั้งสองใช้เวลานานกว่าทุกครั้ง อ้ายเหม่ยใช้เวลาสามวัน และลู่ซืออยู่ในกรรมฐานถึงหกวัน ทำให้สภาพตันเถียนในร่างกายตอนนี้ขยายใหญ่และมีปราณสีแดงที่แต่เดิมมีลักษณะเป็นกลุ่มควันอยู่ แต่ในเวลานี้ในร่างควันสีแดงกลายเป็นผนึกสีแดงในตันเถียนระยิบระยับไปทั่ว


    เมื่อทั้งสองขึ้นไปชั้นที่เก้า คล้ายกับว่าทั้งสองมีพลังปราณที่แข็งกล้าแล้ว จึงไม่ต้องปรับฐานพลังแต่อย่างใด แม้จะมีเส้นปราณพลังหลากสีอยู่มากมายก็ตาม หากทั้งสองพบแท่นศิลาหยกนิลรูปมังกรเหมือนกับทางเข้าโถงห้องบรรพกาลทุกประการ หากแต่ดูมีชีวิตและใหญ่โตกว่ามาก


    "ข้ามั่นใจว่า มังกรนี้มีจิตวิญญาณ" ลู่ซือกล่าวออกมา


    "เจ้ารู้ได้อย่างไร ข้าไม่เห็นสิ่งใดนอกจากศิลานี้ ไม่มีการขยับใด ๆ ทั้งสิ้น" อ้ายเหม่ยจ้องมองเพื่อจะให้ได้คำตอบกลับมาด้วยตนเอง ทว่าก็ไม่พบการเปลี่ยนแปลงใด ๆ


    เมื่อทั้งสองก้าวเข้าไปยืนอยู่ที่หน้ารูปมังกร พลันจักระมังกรในร่างของลู่ซือขยับอย่างรุนแรง ลู่ซือต้องเกร็งพลังเพื่อรับกับการเคลื่อนไหวครั้งนี้ ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่รุนแรงที่สุด ทุกครั้งการเคลื่อนไหวมีแต่ไม่เคยรุนแรงทรมานเช่นนี้มาก่อน ไม่เคยปรากฏมาก่อน อ้ายหนิงที่ยืนอยู่ก็พยายามเข้าไปพยุงช่วยเหลือ แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถบรรเทาความเจ็บปวดได้ เหงื่อกาฬไหลออกตามร่างกายของลู่ซือไม่หยุด


    ในขณะที่ลู่ซือทำอะไรไม่ได้นอกจากทนต่อความเจ็บปวด จึงตัดสินใจเข้ากรรมฐานเพื่อแยกกายและจิตออก ทว่าเมื่อแยกกายและจิตแล้ว กลับแปลกใจที่จิตก็มีความเจ็บปวดเช่นกัน แปลได้ว่า พลังที่เข้ามานี้ มีผลกระทบต่อกายและจิตเชื่อมโยงต่อกัน


    ในเวลาเดียวกันด้านนอกของโถงห้องบรรพกาล เจ้าสำนักและคนอื่น ๆ รวมถึงศิษย์ที่ออกมาก่อนหน้าหลายวันแล้ว ยังคงรวมตัวอยู่ด้านนอก ภายหลังที่มีรายงานว่า ลู่ซือและอ้ายหมิงยังคงอยู่ภายใน และนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เจ้าสำนักแปลกใจและตื่นเต้นที่ทั้งสองคน สามารถอยู่ภายในได้นานกว่าตนในอดีต


    ทันใดนั้น ....


    บริเวณยอดเขายอดที่ห้า กลับปรากฏเสาหินสูงใหญ่ขึ้นมา ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน ทว่าเสานี้กลับค่อย ๆ แสดงออกมาทีละเล็กทีละน้อย พร้อมเรืองแสงสีทอง บนเสาแต่ละส่วนมีลวดลายมังกร พร้อมอักขระหยวนบรรพกาล เจ้าสำนักและผู้อาวุโสพยายามอ่านทำความเข้าใจก็ไม่รู้ว่ามันแปลว่าอย่างไร


    ไม่เพียงเท่านั้น ที่ยอดเขายอดที่หก


    ...เจ็ด

    ... แปด

    ...เก้า


    ทั้งหมดต่างค่อย ๆ ปรากฏเสาหินสูงใหญ่ แม้จะมีลักษณะใกล้เคียงกัน หากแต่วงแหวนรอบเสาแต่ละต้นจะแตกต่างกันออกไป 


    "เกิดเหตุอันใดกันแน่"


    "ข้าไม่เคยได้เห็นหรือได้ยินเรื่องราวเช่นนี้มาก่อนเลย" เจ้าสำนักเกล่าวกับอาวุโสในสำนัก


    ทุกคนในสำนักต่างแตกตื่น ไม่เพียงเท่านั้น ด้วยความสูงใหญ่ของเสาที่ปรากฏในอาณาเขตสำนักอสุนีหิมะ ผู้คนที่อยู่ไกลออกไปนอกสำนัก ทั้งในเมือง แม้แต่ในทะเล มองเข้ามา ก็พบกับความแปลกใจเช่นกัน ในครานี้ ผู้คนต่างพร้อมใจกันเข้ามาที่สำนักอสุนีหิมะ เพื่อต้องการดูว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น


    การปรากฏเสาหินใหญ่นี้ เป็นไปอย่างเชื่องช้า ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ลู่ซือและอ้ายเหม่ยอยู่ภายใน โดยลู่ซือยังคงเจ็บปวดไม่หยุด ทว่าในช่วงเวลานี้เอง สิ่งที่ลู่ซือกำลังสัมผัสได้อีกประการก็ปรากฏในห้วงความคิด


    "มิติแห่งมังกร" ลู่ซือคำรามออกมาเสียงดัง


    "มิติแห่งมังกรเชื่อมประสาน" ลู่ซือหัวเราะออกมาพร้อมกับความเจ็บปวดที่ไม่หยุด




    คล้ายกับเรื่องปรมัตถ์แห่งปรมาจารย์ ที่คุณอ่าน