ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 42 เงินตรา..ตราเงิน ตอน ปลาย(ซุนโหวหวัง)

    ตอนนี้เป็นการบรรยายผ่านปากของซุนโหวหวัง

             

            ฉันยังคงแบกแม่หงเซียไว้แนบอก ราวกับหีบสมบัติล้ำค่าที่ห้ามแม้แต่จะหล่นกระแทกพื้น

            อาศัยเพียงแสงดาวนำทาง ฝ่าเส้นทางที่มืดมิดเหมือนใจของฉันในตอนนี้

            จุดหมายที่เคยเห็นว่าเหลวไหล.. สถานที่ลับของอ้ายเจี้ยนที่ตอนแรกฉันเย้ยหยันว่าคล้ายนิทานเด็กน้อย..!

            ตอนนี้กลับกลายเป็นความหวังสุดท้ายที่ฉันภาวนาให้มีอยู่จริง

            แม้นต้องแลกด้วยบุญทั้งชาติของฉันก็ตาม

            'เป็นผู้ที่มีดวงนารีหนุนนำงั้นฤๅ... เหตุใดตอนนี้ฉันถึงได้อับจน คล้ายจะดวงดับเพราะนารีกันเล่า!'

            ฉันพลันนึกถึงเรื่องที่คุยกับอ้ายคิ้วบางที่สำนักแลนึกสังเวชตนเอง

            อ้ายเจี้ยนเคยยืนกรานว่ามันคือบุรุษคนที่หนึ่งในคำทำนาย ส่วนฉันก็หัวเราะเอิก บอกตัวเองว่าเป็นคนที่ดวงนารีหนุนนำ

            แต่ใครจักคิดเล่า..

            ว่าสุดท้ายต้องมาวิ่งหัวซุกหัวซุนเพราะนารีนี่อยู่ดี

            คำทำนายนั่น..

            มันเชื่อถือได้สักแค่ไหนกันแน่?

             

            พรึบ!!!

            เงาร่างหนึ่งโผล่พรวดลงมาดักหน้าฉันในพริบตา ราวกับฟ้าผ่าลงกลางความหวังที่เหลืออยู่

            มันถือกระบี่คู่ไว้ในมือทั้งสองข้าง

            และใช่..

            กระบี่ทั้งคู่ช่างน่าสะพรึงไม่ใช่แค่เพราะคมกล้า แต่เพราะทั้งสองเล่มอาบไปด้วยเปลวอัคคีที่ร้อนแรงประหนึ่งนรกมีชีวิต

            แค่เห็น ฉันก็รู้ทันทีว่าเป็นใคร

            เจ้าคนนี้แล จอมยุทธ์ระดับสัมผัสสรรพวิถีที่ฉันไม่อยากเผชิญหน้าที่สุดในคืนนี้

            ไม่ใช่แค่เพราะมันแข็งแกร่งกว่าฉันทั้งระดับพลัง แต่เพราะมันทำในสิ่งที่ฉันยังทำไม่ได้..

            คือการเรียกปราณธาตุออกมาใช้ได้จริง

            และในเกมไล่ล่าระหว่างคนใช้ปราณธาตุกับคนที่มีแค่ปราณธรรมดา..

            ใครได้เปรียบเสียเปรียบย่อมชัดแจ้ง

             

            ในการต่อสู้ระหว่างผู้ที่ใช้ปราณธรรมดากับผู้ที่ควบคุมปราณธาตุได้อย่างแท้จริง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าฝ่ายไหนได้เปรียบ

            แถมฉันก็มิใช่พ่อหม่าเฟย..

            ที่จักฉลาดและมีพรสวรรค์เทียบเคียงกับอ้ายบ้าดีเดือดคนนั้นได้

             

            หัวใจมันกระตุกวูบ..

            สายตาฉันหดเล็กยิ่งกว่าถั่วเขียว เรียกได้ว่าถ้าไม่ใช่นารีในอ้อมอกคงเห็นแล้วขำกลิ้ง

            แต่ถึงกลัว สติก็ยังอยู่

            ฉันตบเท้าฉับหนึ่ง หักตัวฉีกทิศวิ่งหนีทันทีโดยไม่ลังเล

            ได้ไปสามก้าว..

            ก็ต้องสบถในใจ!

            เพราะทันใดนั้นเอง กำแพงเพลิงบานเบอะก็พุ่งพรวดขึ้นมาดักหน้า ร้อนเสียจนรู้สึกได้แม้นยังห่างหลายช่วงแขน

            กำแพงอัคคีอะไรจักน่าเกรงขนาดนั้น..

            วิปลาสนักแล..

             

            ฉันคิดเร็ว.. คิดจนหัวแทบระเบิด

            ถ้าหยุดตอนนี้แล้ววกกลับไปอีกที ก็คงไม่ต่างจากหนูติดจั่นที่วิ่งวนอยู่แต่ในกรง

            ยืนนิ่งเฉย ๆ ก็มีแต่รอให้อันตรายไล่ทัน

            เมื่อคิดได้เช่นนั้น..

            ฉันจึงได้โยนกระบองเหล็กดำข้ามกำแพงเพลิงไปโดยไม่ลังเล มืออีกข้างก็เอี้ยวตัวถอดเสื้อคลุมออกมาถือไว้

            แทบจะพร้อมกัน ฉันใช้เสื้อนั่นห่อร่างแม่หงเซียแน่นหนาไว้ ไม่ให้นางโดนเปลวไฟโดยตรง

            ไม่ปล่อยให้นางได้พูดอะไรทั้งนั้น!

            สายตาของฉันจับจ้องที่กำแพงเพลิงตรงหน้า ร่างกายพุ่งเข้าใส่โดยไร้ความลังเลใด ๆ ทั้งสิ้น

            ฉันรู้ว่าสิ่งที่ฉันทำนั้นมิต่างกับคนจิตวิกล..

            แต่นี่คือหนทางเดียวที่มีในมือฉัน..

             

            ทันทีที่ร่างฉันกระโจนผ่านกำแพงปราณ

            เปลวเพลิงที่ห่อหุ้มกำแพงนั้นก็ลงทัณฑ์ใส่ผิวหนังฉันไม่ต่างจากฝูงต่อรุมต่อย

            ความร้อนปะทุขึ้นตามลำตัว แผลพุพองลามทั่วแผ่นหลัง เส้นขนไหม้ส่งกลิ่นเหม็นคลุ้ง หนวดเคลาของฉันก็โดนไฟเลียจนหงิกเป็นเกลียว

            แต่ฉันไม่มีเวลามาสนใจสิ่งพรรค์นั้น!

            ไม่มีเวลาจะร้องเจ็บ ไร้ซึ่งวินาทีให้โอดครวญ

            ฉันรีบเลิกเสื้อคลุมออก เปิดให้นางได้หายใจสะดวก ก่อนจะสวมกลับเข้าไปทันที ใช้ชุดนั้นดับไฟที่ยังติดอยู่บนเสื้อผ้าตนเอง

            จากนั้นก็ก้มลงคว้ากระบองที่ฉันโยนนำทางไว้มาไว้ในมืออีกครั้ง

            ถึงตัวจะเหม็นไหม้ แต่ใจยังสู้ไม่หยุด!

             

            ไอ้เจ้าผู้ใช้ปราณไฟนั่นเลิกคิ้วขึ้น มันคงจะตกใจไม่น้อยที่เห็นฉันวิ่งฝ่ากำแพงเพลิงของมันออกมาได้ทั้งที่ยังมีชีวิต

            เป็นฉัน...ฉันก็คิดว่ามันบ้า..

            จะมีคนแบบไหนบ้างกล้าวิ่งทะลุเปลวเพลิงที่สร้างจากพลังปราณธาตุอัคคีได้หน้าตาเฉย ไม่ร้อง ไม่หยุด ไม่แม้แต่ลังเล

            “ได้...

            หากเจ้าดูถูกเพลิงของข้าเช่นนั้น!!

            ข้าจะให้เจ้าดูถูกได้จนเกินพอ!!”

            มันตะคอกออกมาด้วยเสียงแข็งกร้าวแล้วออกตัวพุ่งไล่ตามหลังฉันมาติด ๆ

            ไฟปราณร้อนระอุกำลังไหลท่วมกระบี่ทั้งสองในมือมัน เห็นแล้วอยากจะเอาไม้เรียวในมือฉันไปตีก้นมันให้รู้แล้วรู้รอด

            คราวนี้มันคงไม่ปล่อยให้ฉันวิ่งง่าย ๆ แล้ว

            ไอ้พันธุ์นั้นค่อย ๆ สะบัดกระบี่ออกสร้างเปลวไฟดักทางฉันทีละทิศ เหมือนตั้งใจจักเป็นพ่องานประชุมเพลิงส่งดวงวิญญาณ

             

            “หลบขวา!!”

            เสียงแม่หงเซียตะโกนบอกทันควัน ดวงตาของนางมองพุ่งไปยังไอ้จอมยุทธ์นั่นด้วยความแม่นยำ

            ฉันไม่รอช้า อาศัยจังหวะกระโจนหมุนตัวกลางอากาศหลบเพลิงร้อนฉ่าที่พุ่งเข้าใส่ได้อย่างฉิวเฉียด แล้วใช้ปลายเท้าถีบต้นไม้ด้านข้างเพื่อส่งแรงพุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง

            “ซ้ายกับขวามาพร้อมกัน!!”

            แม่หงเซียร้องบอกฉันอีกครั้ง คราวนี้น้ำเสียงของนางหนักแน่นยิ่งกว่าก่อนหน้า

             

            หัวสมองอันเปรื่องปราดของฉันที่ปกติไม่ค่อยได้เรียกใช้งานเท่าไรนัก ตอนนี้มันกลับแล่นจี๋ราวกับมีปีศาจแห่งความเป็นไปได้มาไล่หลัง

            ฉันตบเท้าลงพื้นเสียงดังฉาดหนึ่ง!

            ออกแรงเกร็งทั้งตัว ฟาดกระบองใส่ต้นไม้ต้นใหญ่เบื้องหน้าสุดแรงเกิด

            เสียงไม้ปริดังเปรี๊ยะ ก่อนจะโค่นตัวลงตามแรงกระทำของโลกใบนี้อย่างเชื่องช้าแต่หนักแน่น

            ต้นไม้นั่นล้มลงมาได้จังหวะพอดี กลายเป็นกำแพงไม้หนา ๆ กั้นกลางระหว่างไฟปราณของไอ้จอมยุทธ์เวรนั่นกับพวกเรา

             

            ฉันออกตัววิ่งอีกรอบ ทั้งที่รู้ว่ากล้ามเนื้อตามตัวมันประท้วงกันแทบทุกส่วน

            หัวก็ปวดตุบ ๆ เพราะมัวแต่คิดหาทางรอดรัวไม่หยุด

            ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป หากไม่หมดแรงก่อน ก็คงโดนฟาดร่วงเหมือนหมูสับแน่ ๆ

            ฉันต้องหนีออกจากเกมแมวไล่หนูนี่ให้ได้!!

            ก่อนที่ฉันจะกลายเป็นเศษหนูจริง ๆ

             

            “วิ่งต่อไปสิ! รั้นต่อไปให้พอ!!

            พ่อมีเวลาเล่นกับเจ้าทั้งสองได้ทั้งคืน!”

            ไอ้ผู้ใช้ปราณอัคคีนั่นตะโกนไล่หลังมาด้วยเสียงแสบแก้วหู

            ฟังแค่น้ำเสียงก็รู้ว่ามันยังไม่คิดจะเอาจริง

            อย่างน้อยตอนนี้..

            ฉันเดาว่ามันคงอยากแค่ไล่ต้อนให้พวกฉันหมดแรงก่อน แล้วค่อยจับทีเดียวไม่ให้ดิ้น

            แต่ถ้ามันคิดว่าแผนแบบนั้นจะได้ผลแลก็..

            มันคงยังไม่รู้จักลูกหลานตระกูลซุนดีพอว่าดื้อด้านเพียงไหน!!

             

            “มีจอมยุทธ์มาซ้ายสองคน.. ทางขวามีหนึ่ง!!”

            แม่หงเซียรีบรายงานให้ฉันรู้ทันที ดวงตานางกวาดซ้ายขวาเร็วราวกับเหยี่ยวมองเหยื่อ

             

            แต่คนที่รับฟังน่ะเหรอ? ก็ลงมือฉับไวไม่แพ้กัน!

            “แม่หงส์เซียกอดฉันไว้แน่น ๆ!!

            ฤทธิ์กระบองบ้านสกุลซุน กระบวนที่สอง! ก้องปฐพี!!”

            ปกติแล้ว ท่ากระบองท่าประจำของบ้านสกุลซุนต้องใช้สองมือควงกระบอง สร้างแรงเหวี่ยงให้พลังปราณไหลลื่นแล้วซัดใส่พื้นจนแรงกระแทกระเบิดออกเป็นคลื่น

            แต่ตอนนี้..

            มือของฉันว่างอยู่แค่มือเดียว

            จะยอมแพ้?

            ไม่มีทาง!

            ฉันเลยต้องพลิกแพลงเอาตามถนัด คิดแผนแหกตำราขึ้นมาใหม่แบบฉบับลูกหลานสกุลพญาวานร

            ฉันเริ่มหมุนกระบองด้วยมือเดียวอย่างบ้าคลั่ง ในขณะที่หมุนตัวเองไปพร้อมกันเพื่อช่วยเสริมแรงเหวี่ยง

            ทุกอย่างต้องตรง จังหวะต้องแม่นยำ ความเร็วต้องพอเหมาะ

            และพอจอมยุทธ์ทั้งสามพุ่งเข้ามาใกล้พอให้ได้กลิ่นเหงื่อ ฉันก็ไม่รอช้า ฟาดกระบองใส่พื้นเต็มแรง พลังปราณผสานกับแรงเหวี่ยงระเบิดเปรี้ยงใส่พื้นดิน

            ตู้ม!

            คลื่นแรงกระแทกซัดใส่หน้าศัตรูทั้งสามจนปลิวกระเด็นออกไป พร้อมกับฝุ่นหนาทึบลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ

            ผลลัพธ์คล้ายว่าดีเหมาะ

            ไม่ใช่แค่ล้มลิ่วล้อได้ แต่ไอ้ผู้ใช้ปราณอัคคีก็ต้องกลอกตาเพราะมองอะไรไม่เห็นเหมือนกัน

            แถมฝุ่นพวกนี้ดันผสมกิ่งไม้แห้ง ใบไม้แห้งเข้าไปอีก

            ถ้ามันกล้าเรียกไฟขึ้นมาตอนนี้ เปลวเพลิงอาจย้อนใส่ตัวมันเองได้เลยนะนั่น!

             

            ฉันกลัาพูด ว่าสิ่งที่ฉันทำเมื่อครู่นี้ ถ้าจะให้พูดแบบถ่อมตัว.. ก็คือความบังเอิญล้วน ๆ

            ฉันไม่ได้วางแผนซับซ้อน ไม่ได้คิดจะทำลายยุทธวิธีของจอมยุทธ์ระดับสัมผัสสรรพวิถีขั้นต้นอย่างมันหรอก

            แค่หวังจะเปิดทางให้ตัวเองหนี กับแม่หงเซียให้รอดได้ก็พอแล้ว

            แต่ใครจะไปคิดเล่า ว่าสิ่งที่ฉันทุบใส่พื้นแบบตามใจ มันจักสร้างปัญหาให้กับไอ้หัวไฟนั่นได้ถึงเพียงนั้น

            ฝุ่นควันคลุ้งจนตาบอด เสียงกลิ้งของพรรคพวกมันก็ดันดังขึ้นมาพร้อมกันจากสี่ทิศ!

            ตอนนี้มันเลยยืนอึ้งอยู่กลางสนามราวกับหมาโดนสาดน้ำ ไม่รู้จะตามใครดี

            ส่วนฉันน่ะฤๅ?

            เป็นแน่..

            ฉันใช้โอกาสนั้นหนีเข้าความมืดทันทีแบบไม่ต้องรอใครอนุมัติ!

            เรียกได้ว่าอ้ายโหวหวังนี่..

            มีบุญหนุนนำเสียงจริง..

            แต่คงเป็นบุญจักชาติปางก่อน..

            มิใช่นารีเช่นไอ้คนที่สามในคำทำนาย

             

            ฉันพาแม่หงเซียวิ่งต่อมาเรื่อย ๆ ได้ไกลไม่รู้กี่เท่าไหร่

            ฉันในตอนนี้..

            จักเรียกว่าหนีรอดก็ใช่ แต่จะบอกว่า 'สภาพรอด' ก็ยังเกินไปอยู่ดี

            สภาพของฉันตอนนี้น่ะฤๅ สะบักสะบอมยิ่งกว่าหมาที่เพิ่งคลานออกจากกองไฟ

            ขามันไม่วิ่งแล้ว มันแค่ 'พยายามขยับ' ตามคำสั่งของคนที่ดันไม่รู้จักคำว่าพัก

            ฉันฝืนใช้วิชาที่ควรจะใช้สองมือ แต่กลับต้องใช้มือเดียวแล้วเอาตัวเองหมุนเสริมเข้าไปแทน

            อาจฟังดูดี..

            แต่ผลที่ได้คือนี่แล.. ปวดไปยันเส้นเลือดที่ไม่เคยรู้ว่ามี

            กล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างมันพากันประท้วงรัว ๆ ว่า 'หยุดเถอะพ่อคุณ!' แต่ฉันก็กัดฟันตอบกลับไปในใจว่า

            'ยังไม่ตายก็วิ่งต่อสิวะ!'

             

            ทั้งหมดที่ฉันทำลงไปน่ะ...

            ฟังดูเหมือนคนสิ้นคิดใช่ฤๅไม่?

            แต่เชื่อเถิด.. ทุกอย่างที่ฉันยอมฝืน ยอมเจ็บ ยอมบ้าบิ่นจนเกินเหตุ

            ก็แค่เพื่อคว้าแสงริบหรี่เส้นสุดท้ายเอาไว้ให้ได้

            แสงที่ใครเขาเรียกกันว่า.. 'ความหวัง'

             

            “ถ้าไม่ไหวก็ยอมจำนนเถิด.. ท่านชายซุน”

            เสียงแม่หงเซียเอ่ยขึ้นมาเบา ๆ จากในอ้อมอกฉัน

            ถ้าเป็นเวลาอื่น ฉันคงแกล้งเย้าไปแล้วว่าพูดจานุ่มนวลแบบนี้ เดี๋ยวจะเผลอใจรักให้ดู

            แต่ตอนนี้..

            แค่ลมหายใจที่หอบเหนื่อยของฉัน นางก็สัมผัสได้หมด

            แม่หงเซียคงเห็นแล้วว่าฉันใกล้จะหมดแรงเต็มที

            และนาง..

            ก็คงไม่อยากเป็นภาระ

            ถึงขั้นยอมให้ฉันทิ้งไว้ตรงนี้เลยด้วยซ้ำ

            แต่ขอโทษด้วยเถิด..

            อ้ายโหวหวังคนนี้..

            ไม่ใช่คนที่จะทิ้งใครไว้ข้างหลังง่าย ๆ โดยเฉพาะนางที่ฉันอุตส่าห์กอดแน่นมาตลอดทางแบบนี้

             

            “แม่หงส์เซีย...

            ฉันทำมาขนาดนี้แล้วหนา...

            แม่กลับบอกให้ฉันยอมจำนน...

            มันไม่ใจร้ายไปหน่อยฤๅ...?”

            ฉันกัดฟันเอ่ยทั้งที่ขามันแทบไม่ขยับตามใจ แต่ยังพาตัวเองก้าวไปข้างหน้าแบบไม่ยอมหยุด

            “อีกอย่าง...

            แม่ยังจำเมื่อสองวันก่อนได้ฤๅไม่...

            ว่าอ้ายพวกสารเลวนั่น...

            มันคิดจักทำอันใดกับแม่...”

            แค่คิด..

            ฉันก็อยากจะหยุดหายใจซะตรงนี้

            “ถ้ามันแค่ฆ่าแม่..

            นั่นยังถือว่าเมตตา..

            แต่ถ้ามันคิดจะเล่นสนุกกับแม่..

            ต่อให้ฉันตาย..

            วิญญาณของฉันก็ไม่อาจสงบได้แน่!

            เพราะฉะนั้น..

            เลิกคิดจะยอมแพ้เสียเถิด..

            ตราบใดที่ขาสองข้างของฉันยังพาเดินได้...

            ฉันจะไม่มีวันทิ้งแม่ไว้กลางทางเด็ดขาด!

            มิใช่เพื่อเจตจำนงชาติชายสกุลซุน..

            แต่เป็นเพราะอ้ายโหวหวังคนนี้..”

             

            ฉันเหลือบมองแม่หงเซียครู่หนึ่ง

            ฉันไม่รู้ว่านางคิดอันมดอยู่ แต่ฉันรู้แค่ว่านางไม่พูดอันใดอีก

            และนั่นต่างหากที่ทำให้ฉันยิ่งกลัว

             

            ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใด..

            แววตาของนางตอนนี้ดูหม่นเศร้ากว่าที่เคย

            เหมือนคนที่กำลังนึกถึงอะไรบางอย่าง

            อะไรที่ฉันไม่กล้าถาม

            บางที..

            อาจเป็นเรื่องที่เจ้านั่นเคยพูดไว้ในวันที่พวกมันจับพวกสกุลหนานทั้งสองได้ก่อนหน้า

            ครั้งนั้นมันพูดว่าจักสังหารพี่ชายของนาง แล้วปล่อยให้นางรอดไว้...เพื่อจะได้ 'เล่นสนุก' กับนางก่อน

            แค่คิด ฉันยังอยากจะฆ่ามันซ้ำ ๆ ให้ไม่เหลือซาก

            แล้วแม่หงเซียเล่า...? นางต้องจำได้ยิ่งกว่าฉันแน่

            ฉันเข้าใจเลย ว่าเหตุผลอันใดนางถึงเงียบแบบนี้...

            และเพราะแบบนั้นเอง นางถึงไม่ยอมพูดออกมา

            เพราะนางกลัว...ไม่ใช่แค่กลัวถูกทำร้าย

            แต่กลัวว่าจะทรยศความพยายามทั้งหมดของฉันที่พยายามพานางหนีมาตลอดทาง

             

            ฉันยังอุ้มแม่หงเซียมาได้อีกระยะหนึ่ง แม้นขาจะเริ่มอ่อนจนแทบจะลากกันอยู่แล้ว

            เบื้องหน้าที่เคยมืดมิดเหมือนใจฉัน กำลังเริ่มมีแสงสว่างสาดเข้ามาทีละน้อย

            จันทราค่อย ๆ ลาลับขอบฟ้า ส่วนดวงตะวันเจ้ากรรมก็กำลังโผล่ขึ้นมาราวกับอยากร่วมดูฉันจะสิ้นลมตอนไหน

            'ไม่ดีแน่... ถ้าตะวันขึ้นตอนนี้ พวกมันจะเจอเรา!'

            ฉันที่ตอนนี้ความเร็วจากวิ่งเปลี่ยนเป็นแค่ลากขาเหยาะ ๆ เริ่มกัดฟันคิดหนักเข้าไปอีก

            ถ้าแสงแดดสาดทะลุป่าเข้ามาเมื่อไหร่ ความได้เปรียบของการพรางตัวในความมืดที่ฉันถนัดก็จะกลายเป็นไม่เหลือ

            ขืนยังฝืนวิ่งต่อไป มีหวังได้ล้มคว่ำกลิ้งอยู่กลางทางให้พวกมันเหยียบเล่นแน่

            ตอนนี้เหลือทางเดียว..

            ต้องหาที่หลบ ที่ซ่อน ฤๅที่พักทำแผลให้ได้ก่อนที่ร่างจะพังไปมากกว่านี้

             

            คิดได้ดังนั้น.. ฉันก็เริ่มกวาดสายตาไปรอบ ๆ อย่างกับหมาหลงทางหาที่ซุกหัวนอน

            ถ้าเป็นที่ปิด มันก็ต้องซ่อนตัวได้ดี แบบที่ต่อให้หมาบ้าแถวนี้ดมกลิ่นเก่งยังหาไม่เจอ

            แต่ถ้าเป็นที่เปิด ก็ต้องเป็นจุดที่ฉันมองเห็นก่อนว่ามีอะไรมาจะพุ่งมาหา ไม่ใช่ให้มันลอบกัดฉันทีหลัง

            พักครั้งนี้..

            ต้องเลือกให้ดี

            ฉันไม่มีแรงพอให้โง่ซ้ำสองอีกแล้ว

             

            “ท่านชายซุน..

            ข้าเห็นตรงนั้นเหมือนมีโพรงหรือช่องบางอย่าง..

            อาจเหมาะที่จะทำให้พวกเราพักเอาแรงได้”

            เสียงแม่หงเซียพูดพลางชี้นิ้วไปทางพุ่มไม้ด้านซ้าย

            ฉันที่แทบไม่มีแรงจะหันคอก็พยายามกวาดสายตามองตามปลายนิ้วนั่น

            ตอนแรกก็มองไม่เห็นดอก.. ตามันพร่าเสียเหลือเกิน

            แต่พอเพ่งดี ๆ ถึงเห็นว่าใต้เถาวัลย์กับพุ่มไม้เตี้ย ๆ นั่น มีโพรงถ้ำซ่อนอยู่จริง ๆ

             

            ฉันส่ายหัวแรง ๆ หนึ่งที เหมือนจะไล่ความมึนออกจากหัว

            "เอาตามที่แม่ว่าเลยก็แล้วกัน.."

            ฉันพึมพำเบา ๆ ขณะกัดฟันฝืนก้าวต่อ

            "อย่างน้อย.. มันก็ดีกว่าพื้นตรงนี้ ที่พร้อมจะกลายเป็นหลุมศพให้ฉันได้ทุกเมื่อ"

             

            “หะ...ให้ข้าช่วยท่าน...”

            แม่หงเซียดิ้นเพียงเล็กน้อย ก็หลุดออกจากวงแขนของฉันได้อย่างง่ายดาย

            ตอนแรกฉันคิดว่านางแค่ขยับ แต่พอรู้สึกว่าอ้อมแขนว่างเปล่าเท่านั้นแล..

            ถึงได้รู้ว่าแรงในตัวมันหายไปหมดแล้ว

            แค่แรงของแม่หงเซีย ยังดิ้นหลุดได้ง่ายดายเสียขนาด

            ฉันคงดูไม่ต่างจากผ้าขี้ริ้วชุ่มเหงื่อดี ๆ นี่เอง

             

            นางไม่ได้พูดอะไรอีก แค่ใช้แขนซ้ายที่ยังดีอยู่ค่อย ๆ พยุงฉันแทน

            ฉันเองก็ไม่เหลือแรงจะปฏิเสธอะไรแล้วเหมือนกัน

            ถ้าใครมาเห็นภาพพวกเราตอนนี้แลก็..

            คงหัวร่อกันจนน้ำตาเล็ด

            คนหนึ่งเดินเหมือนลูกเป็ดขาเป๋ อีกคนคล้ายจะล้มได้ทุกเมื่อเหมือนไม้เสียบลูกชิ้นที่ขาดแกน

            แต่ถึงจะดูเหมือนตัวตลกในสายตาคนอื่น

            พวกเราก็ยังค่อย ๆ พากันประคองเข้าไปในโพรงถ้ำนั่นจนได้

            แค่นี้ก็เกินพอแล้ว สำหรับคนที่ยังไม่ยอมล้มง่าย ๆ อย่างอ้ายโหวหวัง

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน