เมื่อหลี่หว่านชิงกลับมาถึงบ้าน ก็เห็นเจียงซื่อ แม่สามีของเธอนั่งหน้าบึ้งอยู่หน้าบ้าน สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
"นี่แกหายหัวไปทั้งวันเลยนะ" เจียงซื่อบ่นขึ้นมาทันทีที่เห็นเธอเดินเข้ามาพร้อมด้วยข้าวของที่ซื้อมา
"แกนี่มันใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายเสียจริง ไม่รู้จักเก็บรู้จักออม แล้วแบบนี้เมื่อไหร่จะเป็แม่บ้านแม่เรือนที่ดีได้"
หลี่หว่านชิงกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ แล้วแกล้งทำหน้าเศร้า "แม่สามี หนูแทบไม่มีเสื้อผ้าดี ๆ ใส่เลยนะ..." เธอว่าพลางจับชายเสื้อของตัวเอง แสร้งทำสีหน้าเวทนา "ชุดที่ซ่งลี่หยามีน่ะ ยังเยอะกว่าหนูตั้งเยอะ ถ้าหนูเรียกว่าฟุ่มเฟือย ซ่งลี่หยาก็คงฟุ่มเฟือยกว่าหนูมากเลยล่ะค่ะ"
"แกจะมาเทียบกับลี่หยาได้ยังไง ลูกสาวที่ฉันเลี้ยงมากับมือ ส่วนแกก็แค่..."
นางหยุดพูดไปครู่หนึ่ง เหมือนรู้ตัวว่าหลุดปากอะไรบางอย่างออกมา แต่นั่นก็เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ก่อนที่หญิงชราจะปั้นสีหน้ากลับมาเหมือนเดิม
"เฮอะ ฉันไม่อยากเถียงกับแกให้เสียเวลาสะใภ้หลี่แก รีบไปหุงข้าวเลยไป ฉันหิวจะแล้ว ถ้าพ่อของเหยียนเฉิงยังอยู่ฉันก็คงไม่ต้องลำบากขนาดนี้หรอก"
คำพูดกึ่งบ่นนั้นฟังดูเหมือนคำสั่งของนายที่บอกให้บ่าวรับใช้ไปทำงาน
หลี่หว่านชิงมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเ็า ก่อนจะยิ้มมุมปากเล็กน้อย
"แม่สามี...ตอนนี้ฉันป่วยอยู่ค่ะ"
เจียงซื่อชะงัก "อะไรนะ?"
"ฉันบอกว่าฉันป่วยค่ะ" หลี่หว่านชิงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"วันนี้ฉันเข้าไปในเมืองฉันเป็ลมไปเพราะร่างกายอ่อนแอ ตอนนี้เลยยังไม่มีเรี่ยวแรงจะทำอะไร "
"แก" เจียงซื่อจ้องเธอด้วยความไม่พอใจ "อย่ามาทำเป็สำออย"
"ฉันสำออยหรือเปล่า ฉันว่าแม่สามีน่าจะรู้อยู่แก่ใจนะคะ" หลี่หว่านชิงยิ้มบาง ๆ "ถ้าเกิดว่าฉันเป็อะไรไปจริง ๆ ซ่งเหยียนเฉิงคงต้องผิดหวังแน่เลย"
"..."
เจียงซื่อกัดฟันแน่น หล่อนไม่ใช่คนโง่ คำพูดของหลี่หว่านชิงแม้จะฟังดูอ่อนน้อมแต่ก็เหมือนมีคมมีดซ่อนอยู่ในน้ำเสียง กดดันหญิงชราจนรู้สึกอึดอัดไปทั้งอก
ตอนนี้เงินภายในบ้านซ่งล้วนแต่เป็ซ่งเหยียนเฉิงที่ส่งมาให้ หลังจากสามีของเจียงซื่อจากไปเมื่อปีก่อน ภาระทุกอย่างก็ตกมาอยู่บนบ่าของบุตรชายคนรองแต่เพียงผู้เดียว หากหลี่หว่านชิงล้มป่วยหนักจริง แล้วเหยียนเฉิงรู้เข้าทีหลัง หล่อนต่างหากที่จะเป็ฝ่ายโดนเพ่งเล็ง
"ชิ" เจียงซื่อแค่นเสียงอย่างหัวเสีย "ถ้าแกไม่มีแรงนัก ก็ไปนั่งอยู่เฉย ๆ ก็แล้วกัน แต่พรุ่งนี้อย่ามาอิดออดอีกล่ะ"
น้ำเสียงของหญิงชรากัดกร่อนเ็า แต่หลี่หว่านชิงกลับไม่ได้สะทกสะท้านแม้แต่น้อย เธอเพียงแค่ยิ้มรับก่อนจะเดินกลับเข้าห้องของตัวเอง
คนพวกนี้เอาเปรียบเ้าของร่างนี้มานานแล้ว ได้เวลาเอาคืนเสียบ้างแล้วล่ะ
หลี่หว่านชิงนั่งลงที่โต๊ะไม้เก่า หยิบปากกาขนนกขึ้นมาจุ่มหมึก ก่อนจะเริ่มเขียนจดหมายด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
เนื้อหาในจดหมายนั้น ไม่ใช่คำพูดจากใจของเธอ แต่เป็เครื่องมือที่เธอใช้เพื่อให้ได้สิ่งที่้า
เหยียนเฉิง...หวังว่าคุณจะสบายดีนะ ฉันเองก็พยายามอดทนมาตลอด แต่ดูเหมือนว่าร่างกายของฉันจะไม่ไหวแล้ว
คุณยังจำได้ใช่ไหม ว่าฉันเคยช่วยออกเงินให้คุณตอนที่คุณจะเลื่อนขั้น? ฉันให้เงินทั้งหมดเพื่อช่วยคุณ แต่พอคุณเลื่อนยศได้สำเร็จ แม่ของคุณกลับมายึดเงินฉันไปหมด ฉันไม่มีแม้แต่เงินจะซื้อข้าวสารดี ๆ กิน ต้องอยู่แบบอด ๆ อยาก ๆ ทุกวัน
ฉันไม่อยากบ่น แต่ร่างกายของฉันอ่อนแอลงจริง ๆ ถ้ายังอยู่แบบนี้ต่อไป ฉันคงไม่เหลือแรงทำอะไรแล้ว
ฉันคิดว่า... ฉันน่าจะไปอยู่กับคุณที่ค่ายทหาร คุณจะได้ดูแลฉัน และฉันเองก็จะได้เห็นว่าคุณใช้ชีวิตยังไง
ฉันหวังว่าคุณจะเข้าใจฉันนะ
หว่านชิง…
หลังจากเขียนจบ หลี่หว่านชิงอ่านทวนอีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างพอใจ
เธอรู้ดีว่าซ่งเหยียนเฉิงไม่มีวันยอมให้เธอไปอยู่ที่ค่ายทหารเด็ดขาด ถ้าข่าวนี้แพร่ออกไป คนอื่นจะคิดยังไงกับเขา?
ภรรยาของทหารต้องลำบากขนาดนี้ สามีทหารที่ภาคภูมิใจในเกียรติศักดิ์ศรีจะทนรับสายตาผู้อื่นได้เหรอ?
"ถ้าคุณไม่อยากให้ฉันไป ก็ต้องส่งเงินมาให้ฉันเยอะๆ แทนแล้วล่ะ..."
เธอพับจดหมายใส่ซอง รอวันพรุ่งนี้เธอจะวานส่งให้เด็กในหมู่บ้านช่วยนำไปส่งไปรษณีย์ไปค่ายทหาร จากนั้นหญิงสาวก็เอนหลังพิงเก้าอี้ รอให้หมากตัวแรกเคลื่อนไหว
เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่หว่านชิงตื่นขึ้นมาแต่เช้าตรู่ หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จ เธอก็หยิบจดหมายที่เตรียมไว้เมื่อคืนเดินออกจากบ้านตรงไปยังทางเข้าหมู่บ้าน
ที่นั่น เสี่ยวไป๋ เด็กชายวัยสิบขวบยืนรออยู่ เขาคือเด็กในหมู่บ้านที่มักจะรับจ้างทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ชาวบ้าน แลกกับขนมหรือเงินค่าขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ
หลี่หว่านชิงยื่นซองจดหมายให้เด็กชาย
"เอานี่ไปส่งไปรษณีย์ให้พี่หน่อยนะ แล้วอย่าบอกใครล่ะ"
เสี่ยวไป๋พยักหน้าหงึกหงัก รับจดหมายไปแน่น ก่อนจะเหลือบตามองเธออย่างลังเล "พี่หว่านชิง... ถ้าผมไปส่งให้ พี่จะให้ค่าขนมผมหรือเปล่า?"
"แน่นอนสิ"
เธอหยิบเหรียญเงินออกมาจากแขนเสื้อ แล้วยื่นให้เด็กชาย เงินจำนวนนี้แม้ไม่มากสำหรับเธอ แต่สำหรับเด็กน้อยที่หาเงินเองไม่ได้ นี่ถือเป็โชคดีครั้งใหญ่
เสี่ยวไป๋ดีใจจนตาเป็ประกาย รีบรับเงินมากำไว้แน่น "ขอบคุณครับพี่สาว ผมจะรีบไปส่งให้เดี๋ยวนี้เลย"
พูดจบเด็กชายก็รีบวิ่งไปทางตลาดด้วยความกระตือรือร้น หลี่หว่านชิงมองตามด้วยสายตาพึงพอใจ ทุกอย่างกำลังเป็ไปตามแผน
แต่ขณะที่เธอกำลังจะเดินกลับ เสียงตวาดแหลมก็ดังขึ้นมาจากหน้าบ้าน
"นี่แกจะออกไปไหนแต่เช้าอีกแล้ว"
หลี่หว่านชิงหันไปมองเห็นเจียงซื่อ แม่สามีของเธอเดินตรงเข้ามาด้วยสีหน้าโมโห มือเท้าสะเอวเหมือนเตรียมจะหาเื่
"ฉันก็แค่ออกมาสูดอากาศข้างนอกค่ะ"
"สูดอากาศ? หรือแอบหนีไปทำอะไรลับหลังฉันอีก"
หลี่หว่านชิงยังไม่ทันตอบอะไร เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็ดังขึ้นจากอีกฝั่งของลานบ้าน
ซ่งต้าฉาง พี่ชายคนโตของซ่งเหยียนเฉิง และ หม่าซื่อ พี่สะใภ้ใหญ่ของเธอเดินออกมาจากบ้านมาพร้อมกันเพื่อจะไปทำงานที่โรงงานทอผ้าในเมืองหลงเฉิง สีหน้าของพวกเขาดูไม่ค่อยดีนัก
"แม่จะเอะอะโวยวายอะไรแต่เช้า แม่ไม่อายคนอื่นหรือไง" ซ่งต้าฉางถามเสียงหงุดหงิด
"ก็สะใภ้รองน่ะสิ ออกไปเพ่นพ่านแต่เช้า ฉันก็แค่จะถามว่าหล่อนไปที่ไหนมาก็เท่านั้น"
"น้องสะใภ้จะออกไปไหนก็เื่ของเขา แม่ไม่ต้องทำเป็เื่ใหญ่หรอก" หม่าซื่อเอ่ยขึ้น พลางปรายตามองหลี่หว่านชิงเล็กน้อย "แต่ไหน ๆ ก็เจอสะใภ้รองแล้ว ฉันมีเื่จะคุยด้วยพอดี"
หลี่หว่านชิงเหลือบตามองพี่สะใภ้ใหญ่ หญิงคนนี้ปกติไม่ค่อยยุ่งกับเธอเท่าไหร่ต่างคนต่างอยู่ ถ้าถึงขนาดมาหาถึงที่แบบนี้ ต้องมีเื่บางอย่างเป็แน่
"เื่อะไรเหรอคะ?"
หม่าซื่อยิ้มบาง ๆ เดินเข้ามาใกล้ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
"ฉันอยากยืมเงินเธอสักหน่อย"
หลี่หว่านชิงยืนกอดอก มองพี่สะใภ้ใหญ่ด้วยแววตาเรียบเฉย ก่อนจะยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "พี่ยืมฉันไปห้าสิบหยวนั้แ่เดือนก่อน ยังไม่คืนฉันเลยนะ"
หม่าซื่อที่เมื่อครู่ยังยิ้มอยู่ สีหน้าชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะปรับท่าทีให้เป็ปกติ "ก็ฉันกำลังจะคืนไง แต่่นี้พี่สะใภ้กำลังลำบาก เลยอยากขอยืมเพิ่มอีกสักหน่อย เดี๋ยวพอเงินเดือนออกพี่สะใภ้จะเอามาคืนให้แน่นอน"
"ลำบากเหรอคะ?" หลี่หว่านชิงหัวเราะเบา ๆ "เท่าที่ฉันเห็น เมื่อวานพี่สะใภ้ยังไปซื้อต่างหูเงินมาใส่อยู่เลย"
หม่าซื่อสะดุ้งนิด ๆ ก่อนจะรีบยกมือแตะหูตัวเอง เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าหลักฐานยังอยู่ตรงหน้า
"ก็แค่ของเล็ก ๆ น้อย ๆ พี่สะใภ้ก็ต้องดูดีเวลาออกไปนอกบ้าน" หม่าซื่อรีบพูดกลบเกลื่อน
"แต่เื่เงินมันคนละเื่กันนะหว่านชิง พี่สัญญาว่าจะคืนแน่ ๆ"
หลี่หว่านชิงส่ายหน้าช้า ๆ ก่อนจะถอนหายใจ "ไม่ค่ะ พี่สะใภ้ต้องคืนห้าสิบหยวนที่ยืมไปก่อน แล้วค่อยมาคุยเื่ขอยืมเงินใหม่"
เจียงซื่อที่ยืนฟังอยู่นานเริ่มขัดใจ "หลี่หว่านชิง แกจะมาจุกจิกอะไรนักหนา พี่สะใภ้แกก็แค่ขอยืมเงินนิด ๆ หน่อย ๆ ทำไมแกต้องเื่มาก"
"นิด ๆ หน่อย ๆ เหรอคะ?" หลี่หว่านชิงแค่นยิ้ม "เงินห้าสิบหยวน พวกพี่อาจจะมองว่าเล็กน้อย แต่สำหรับฉัน มันคือเงินที่ฉันต้องใช้ประทังชีวิตค่ะ แล้วอีกอย่าง ฉันไม่ใช่ธนาคารนะคะ ที่จะให้ใครมายืมแล้วไม่คืน"
"แก" เจียงซื่อกำหมัดแน่น ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ
ซ่งต้าฉางที่ยืนฟังอยู่เริ่มทำหน้าไม่พอใจ "แค่เงินห้าสิบหยวน ทำไมต้องทำให้เป็เื่ใหญ่ด้วย"
"ถ้าคิดว่าแค่ห้าสิบหยวน ทำไมพี่ใหญ่ไม่ให้พี่สะใภ้ยืมเองล่ะคะ?"
คำพูดของหลี่หว่านชิงทำให้ซ่งต้าฉางถึงกับเงียบไปทันที หม่าซื่อเองก็กำชายเสื้อแน่น ใบหน้าบึ้งตึง เห็นดังนั้น หลี่หว่านชิงก็คลี่ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะพูดต่อ
"ฉันให้พวกพี่ยืมก็ได้ค่ะ แต่มีข้อแม้"
"อะไร?" หม่าซื่อรีบถามอย่างดีใจ
"ฉันจะคิดดอกเบี้ยพี่สะใภ้สองเท่า ถ้ามีสะใภ้โอเคฉันจะเขียนหนังสือสัญญาการกู้ยืมเงิน"
เจียงซื่อ หม่าซื่อ และซ่งต้าฉางถึงกับพูดไม่ออกทันที
หลี่หว่านชิงไม่สนใจท่าทีของพวกเขา เธอเพียงยิ้มบาง ๆ แล้วพูดเสียงเรียบ "ถ้าพี่สะใภ้ยอมรับเงื่อนไขของฉันไม่ได้ ก็เชิญไปหายืมจากคนอื่นนะคะ"
หม่าซื่อกำมือแน่น ใบหน้าของหล่อนบูดบึ้งอย่างเห็นได้ชัด หล่อนอ้าปากจะเถียง แต่พอเหลือบมองซ่งต้าฉางที่ยืนขึงตาใส่ ก็ต้องกลืนคำพูดลงไป
เจียงซื่อเองก็โกรธจนหน้าแดง หญิงสูงวัยกระทืบเท้าอย่างหงุดหงิด ก่อนจะชี้นิ้วตามหลังหลี่หว่านชิง "นังเด็กอกตัญญู นี่แกกล้าพูดจาแบบนี้กับคนในครอบครัวเชียวเรอะ"
แต่หลี่หว่านชิงไม่ได้สนใจ เธอก้าวเดินออกจากบ้านด้วยท่าทางสง่างาม ไม่แม้แต่จะเหลียวหลังกลับไปมอง
หว่านชิงของเราคือ แม่มาเอง แล้วค่ะทุกคน
เจอแม่สามี + พี่สะใภ้รุมมากี่รอบก็ไม่หวั่น
วันนี้แจกหมากคนละดอก แซ่บจนไรท์ต้องขอจิบชาเย็น
บอกเลย…จากนี้ไป หลี่หว่านชิงจะไม่ใช่ “สะใภ้เงียบ ๆ” อีกต่อไป
แต่จะเป็ "สะใภ้ตัวแม่ ที่ใครก้อย่าคิดมารังแกเธอได้"