ตอนที่ 3: แผนที่แห่งอนาคต
แสงไฟจากหลอดตะเกียบบนเพดานส่องลงบนโต๊ะไม้เก่าที่เต็มไปด้วยร่องรอยขีดข่วนจากการใช้งานมานานหลายปี เตชินท์ไม่ได้รู้สึกถึงความแข็งของเก้าอี้หรืออากาศที่เริ่มเย็นลงยามดึกสงัด สมาธิทั้งหมดของเขาจดจ่ออยู่กับหน้ากระดาษที่ว่างเปล่าเบื้องหน้าและปากกาลูกลื่นในมือ
สำหรับเด็กหนุ่มวัย 18 ปี การเขียนเรียงความในหัวข้อที่ยิ่งใหญ่ระดับชาติอย่าง “เศรษฐกิจไทยในทศวรรษหน้า” คงเป็เื่ที่ต้องเค้นจินตนาการและค้นคว้าข้อมูลจากหนังสือมากมาย แต่สำหรับเตชินท์... มันคือการคัดลอก ‘บันทึกความทรงจำ’ ที่ชัดเจนยิ่งกว่าตำราเล่มไหนๆ
แต่เขาก็รู้ดีว่าเขาไม่สามารถเขียนทุกอย่างที่รู้ลงไปตรงๆ ได้ มันจะดูเหมือนเื่เพ้อฝันหรือแย่กว่านั้นคือเหมือนคนเสียสติ เขาต้องนำเสนอ ‘อนาคต’ ในรูปแบบของ ‘วิสัยทัศน์’ ที่เฉียบแหลมและสมเหตุสมผลที่สุดเท่าที่เด็ก ม.6 คนหนึ่งจะคิดได้
สมองของนักธุรกิจวัย 36 ปีเริ่มทำงานอย่างเป็ระบบ เขาไม่ได้เริ่มเขียนทันที แต่หยิบกระดาษอีกแผ่นขึ้นมาร่างโครงเื่ก่อน แบ่งหัวข้อเป็สามส่วนหลักๆ อย่างชัดเจน
หนึ่ง: การปฏิวัติโครงข่ายสังคมและการสื่อสารส่วนบุคคล เขาเริ่มต้นด้วยการอ้างอิงถึงสิ่งที่ทุกคนในยุคนี้รู้จักดีอย่าง Hi5 และเว็บบอร์ดต่างๆ เขาเขียนว่าสิ่งเหล่านี้เป็เพียง ‘จุดเริ่มต้น’ ของวิวัฒนาการขั้นต่อไป ในอนาคต โครงข่ายสังคมออนไลน์ (Social Network) จะไม่ได้เป็เพียงที่สำหรับอวดรูปหรือหาเพื่อนคุย แต่มันจะกลายเป็ ‘ศูนย์กลางของชีวิต’ เป็แหล่งข่าวสาร, เป็ตลาดนัดขนาดมหึมา, และเป็เวทีที่ ‘ปัจเจกบุคคล’ สามารถสร้างตัวตนและแบรนด์ของตัวเองขึ้นมาได้ เขาใช้คำว่า ‘เศรษฐกิจแห่งตัวตน’ (Economy of Identity) ที่ซึ่งความน่าเชื่อถือและความนิยมชมชอบสามารถแปรเปลี่ยนเป็มูลค่าทางการเงินได้อย่างมหาศาล เขาทำนายว่าธุรกิจที่จะล้มหายตายจากไปก่อนคือธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์แบบดั้งเดิมที่ปรับตัวไม่ทัน
สอง: Convergence Technology - เมื่อทุกอย่างรวมอยู่ในมือคุณ หัวข้อนี้เขาตั้งใจจะสื่อถึงสมาร์ทโฟน แต่เขาไม่สามารถใช้คำนั้นได้ เขาจึงอธิบายมันในเชิงแิว่า ในอนาคตอันใกล้ เทคโนโลยีจะเกิดการ ‘หลอมรวม’ กันอย่างสมบูรณ์ โทรศัพท์มือถือ, กล้องถ่ายรูป, เครื่องเล่นเพลง, และคอมพิวเตอร์ จะถูกย่อส่วนลงมาเหลือเพียงอุปกรณ์ชิ้นเดียวที่มนุษย์สามารถพกพาไปได้ทุกที่ เขาเรียกมันว่า ‘ประตูสู่อินเทอร์เน็ตฉบับพกพา’ ซึ่งจะเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคไปตลอดกาล ผู้คนจะสามารถซื้อสินค้า, จ่ายบิล, ดูหนัง, ฟังเพลง, หรือแม้กระทั่งทำงานผ่านอุปกรณ์ชิ้นนี้ได้ เขาพยากรณ์ว่า ‘ร้านค้าปลีกที่ไม่มีตัวตน’ หรือ E-Commerce จะเติบโตแบบก้าวะโ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าขนาดเล็ก (Logistics) จะกลายเป็ธุรกิจดาวรุ่งแห่งยุค
สาม: จาก ‘Amazing Thailand’ สู่ ‘Sustainable & Niche Thailand’ ในหัวข้อสุดท้าย เขาวิเคราะห์จุดแข็งของประเทศที่เขารู้จักดีจากอนาคต เขาเขียนว่าการท่องเที่ยวแบบเดิมๆ ที่เน้นปริมาณนักท่องเที่ยวจะถึงทางตัน ประเทศไทยต้องเปลี่ยนไปสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่เน้น ‘กลุ่มตลาดเฉพาะ’ (Niche Market) เช่น การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ (Medical & Wellness Tourism) ที่ดึงดูดชาวต่างชาติให้เข้ามารักษาพยาบาลและพักฟื้น, การท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ที่ยกระดับสตรีทฟู้ดให้กลายเป็ประสบการณ์ระดับโลก และที่สำคัญที่สุดคือการใช้ ‘พลังแห่งวัฒนธรรม’ หรือ Soft Power อย่างจริงจัง เขาอ้างอิงถึงกระแสหนังและเพลงจากเกาหลีใต้ที่เริ่มดังในยุคนั้นเป็ตัวอย่าง และชี้ว่าประเทศไทยก็มีศักยภาพไม่แพ้กัน ทั้งในเื่ของภาพยนตร์, อาหาร, และศิลปะมวยไทย
ลายมือของเด็กหนุ่มวัย 18 ปีใน่แรกอาจจะดูเก้ๆ กังๆ แต่เนื้อหาที่พรั่งพรูออกมานั้นเฉียบคมและหนักแน่นด้วยประสบการณ์ของชายวัย 36 ปี เขาลืมเวลา ลืมความเหนื่อยล้า มีเพียงความมุ่งมั่นและอะดรีนาลีนที่สูบฉีดทั่วร่างกาย นี่คือครั้งแรกในรอบหลายสิบปี (ถ้านับรวมชีวิตเก่า) ที่เขารู้สึกถึง ‘อำนาจ’ ในการควบคุมโชคชะตาของตัวเองอย่างแท้จริง
เขานั่งเขียนอยู่ตลอดทั้งคืน แสงไฟจากโต๊ะทำงานของเขาเป็แสงเดียวที่สว่างไสวอยู่ในบ้านที่เงียบสงัด จนกระทั่งแสงแรกของรุ่งอรุณเริ่มสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง เตชินท์ก็วางปากกาลงพร้อมกับถอนหายใจยาว
กระดาษรายงานสิบกว่าแผ่นที่เต็มไปด้วยตัวอักษรถูกจัดเรียงอย่างเป็ระเบียบ มันไม่ใช่แค่เรียงความส่งประกวดอีกต่อไป... แต่มันคือ ‘แผนที่แห่งอนาคต’ คือ ‘คำประกาศอิสรภาพ’ จากชะตากรรมเก่าๆ ของเขา
เช้าวันต่อมา เตชินท์นำเรียงความที่เขาเขียนมาทั้งคืนไปส่งให้อาจารย์ที่ปรึกษาที่ห้องพักครู
“โห... เขียนมาซะยาวเลยนะเรา” อาจารย์รับไปพลิกดูผ่านๆ ด้วยความประหลาดใจ “หัวข้อดูน่าสนใจดีนี่ ‘วิสัยทัศน์คนรุ่นใหม่’... ปกติไม่ค่อยเห็นเธอสนใจเื่พวกนี้นี่นา”
“ผมลองหาข้อมูลดูแล้วรู้สึกว่ามันน่าสนุกดีครับอาจารย์” เตชินท์ตอบอย่างนอบน้อม
อาจารย์พยักหน้ารับรู้ “ดีแล้วล่ะ ขยันให้มันได้แบบนี้ตลอดนะ”
แม้จะดูเหมือนไม่มีอะไร แต่เตชินท์ก็อ่านแววตาของอาจารย์ออก มันคือความประหลาดใจที่เจือด้วยความไม่เชื่อถือนัก ก็คงไม่แปลก... สำหรับเด็กนักเรียนธรรมดาที่ผลการเรียนกลางๆ มาตลอดอย่างเขา การส่งงานที่ดู ‘ทะเยอทะยาน’ เกินตัวย่อมเป็เื่ที่น่าแปลกใจ
“ไอ้ชิน! มึงหายไปไหนมาทั้งคืนวะ เมื่อคืนกูโทรเข้าเบอร์บ้านไป แม่มึงบอกว่ามึงนั่งทำการบ้านอยู่” ตั้มวิ่งเข้ามาทักขณะที่เขากำลังเดินออกจากห้องพักครู
“ก็ทำการบ้านนั่นแหละ”
“การบ้านห่าอะไรวะทำทั้งคืน แถมวันนี้มึงยังดูเหมือนผีดิบอีก”
ตั้มพูดพลางขมวดคิ้ว
“่นี้มึงดูแปลกๆ ไปนะเว้ย ไม่คุยเื่เกม ไม่มองสาวๆ เอาแต่นั่งเหม่อๆ... มึงเป็ไรป่ะเนี่ย”
ความเป็ห่วงจากเพื่อนสนิททำให้เตชินท์รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาเล็กน้อย
“ไม่มีอะไรหรอก แค่... คิดอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ” เขาเลี่ยงที่จะตอบตรงๆ แล้วเปลี่ยนเื่ “เออ... ถามหน่อยสิ ที่บ้านมึงยังรับประกอบคอมอยู่ปะ”
“ก็รับอยู่ดิ ทำไมวะ? คอมมึงเจ๊งเหรอ”
“เปล่า... แค่อยากรู้น่ะว่าถ้าจะประกอบคอมแรงๆ สักเครื่องตอนนี้ต้องใช้เงินเท่าไหร่ แล้วถ้าจะให้บ้านมึงวางระบบอินเทอร์เน็ตดีๆ ให้ร้านค้าเล็กๆ สักร้าน คิดว่าต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่”
คำถามของเตชินท์ทำให้ตั้มยิ่งงงเข้าไปใหญ่ “มึงจะเอาไปทำอะไรวะ? จะเปิดร้านเกมเหรอ?”
“เปล่า แค่ถามดูอยากรู้เฉยๆอ่ะ”
ถึงจะบอกไปแบบนั้น แต่คำถามที่ดูเฉพาะเจาะจงเกินไปของเขาก็ทำให้ตั้มมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยระคนกับความสนใจ เตชินท์รู้ดีว่าเขาเริ่มสร้างความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ รอบตัวแล้ว และเพื่อนสนิทคนนี้คือคนแรกที่ััได้
่เวลาหลายสัปดาห์หลังจากนั้นคือการรอคอยผลการประกวดที่น่าอึดอัด แต่เตชินท์ก็ไม่ได้ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์
ทุกวันหลังเลิกเรียน เขาจะใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงเต็มไปกับการ ‘สังเกตการณ์’ เขาจะไปนั่งทำการบ้านเงียบๆ ที่มุมหนึ่งในร้านสะดวกซื้อของคู่แข่งที่ปากซอย เขาไม่ได้ไปซื้อของ แต่ไปเพื่อศึกษา เขาจดบันทึกทุกอย่างที่เห็น... การจัดวางสินค้าที่กระตุ้นการซื้อ, โปรโมชั่นลดแลกแจกแถม, บริการเสริมต่างๆ เช่น ตู้เอทีเอ็มหรือเคาน์เตอร์เซอร์วิส... ทุกอย่างคือข้อมูลล้ำค่าที่ร้านรุ่งอรุณไม่มี
และในคืนที่เงียบสงัด เขาก็เริ่มต้นทำสิ่งสำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่ง
เตชินท์ซื้อสมุดบันทึกเล่มหนาปกสีดำและมีกุญแจล็อกมาหนึ่งเล่ม คืนนั้น เขาเปิดมันขึ้นมาหน้าแรก แล้วบรรจงเขียนชื่อ-นามสกุลของคนคนหนึ่งลงไป...
‘วรเมธ (เมธ) อัศวเมธานนท์’
จากนั้น เขาก็เริ่มเขียนทุกอย่างที่เขาจำได้เกี่ยวกับชายคนนี้... ลักษณะนิสัยที่ดูเป็มิตรแต่ซ่อนความเืเย็น, วาทศิลป์ที่หว่านล้อมคนเก่ง, คอนเนคชั่นที่เขามี, จุดอ่อนเื่ความโลภและความทะนงตน, และลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดที่นำไปสู่การหักหลังครั้งประวัติศาสตร์... สมุดเล่มนี้ไม่ใช่ไดอารี่ แต่มันคือ ‘บัญชีแค้น’ ที่รอวันสะสาง
เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งเดือน...
ในคาบเรียนสุดท้ายของวันศุกร์ ขณะที่ทุกคนเริ่มเก็บกระเป๋าเตรียมกลับบ้าน อาจารย์ที่ปรึกษาก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับซองเอกสารสีน้ำตาลในมือ บรรยากาศที่กำลังจะผ่อนคลายพลันเงียบลงทันที
“อาจารย์มีข่าวจะแจ้งให้ทราบ” อาจารย์พูดด้วยรอยยิ้มที่พยายามเก็บอาการตื่นเต้นไว้ “เกี่ยวกับโครงการประกวดเรียงความของธนาคาร... ตอนนี้ผลการตัดสินได้ส่งมาถึงโรงเรียนแล้ว”
หัวใจของเตชินท์เต้นรัวขึ้นมาทันที... นี่คือ่เวลาชี้ชะตา!
นักเรียนทั้งห้องต่างหันมามองหน้ากัน หลายคนมองมาที่เขาด้วยแววตาที่หลากหลาย ทั้งลุ้นระคนกับไม่เชื่อถือ
อาจารย์เปิดซองเอกสารออกช้าๆ สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่กระดาษในมือของท่าน
“และผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศในปีนี้ ได้แก่...”