ตอนที่ 42 เกิดเรื่อง
‘ติ๊ง ติ๊ง~’เสียงสัญญาณเตือนสายเรียกเข้าดังมาจากนาฬิกาข้อมือของเฉินอันหลาน ชายหนุ่มก้มลงมองมันนิดหน่อยก่อนจะส่งตัวเหลยจินให้คนอื่นประคองต่อแล้วปัดป่ายมือไปมาบนกระเป๋ากางเกงเพื่อควานหาหูฟังมารับสายก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ากางเกงของตนถูกเปลี่ยนไปแล้วตั้งแต่ก่อนหน้านี้ และหูฟังของเขาก็คงตกอยู่ที่ไหนสักแห่งในห้องนอนของลานเซลอต...“คุณชายสามครับ คุณชายรองเรียกหาครับ” เสียงเรียกขานทำให้เฉินอันหลานเงยหน้าขึ้น“มีโทรศัพท์ไหม?”“อะไรนะครับ?”“โทรศัพท์”ลูกน้องที่มาตามเฉินอันหลานยื่นโทรศัพท์ให้คุณชายของตนด้วยความงุนงง เฉินอันหลานรับโทรศัพท์เครื่องนั้นมาก่อนจะบอกให้บอดี้การ์ดของพี่ชายล่วงหน้าไปก่อน ส่วนตนเองก็เดินเลี่ยงออกมาโทรศัพท์อีกทางปลายสายที่โทรมาเมื่อสักครู่นี้คือเหลียงลั่วหยิน ทันทีที่ได้โทรศัพท์มาเฉินอันหลานก็ไม่รอช้าที่จะโทรกลับไปหาอีกฝ่าย ชายหนุ่มพยายามติดต่อกลับไปหาปลายสายอยู่หลายครั้งแต่โชคร้ายที่ไม่มีการตอบรับกลับมา เวลานี้เสียงฝากข้อความที่ดังขึ้นซ้ำ ๆ สร้างความกังวลใจให้กับเฉินอันหลานมากขึ้นเรื่อย ๆ เขากำลังกลัวว่าอาจจะมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นกับเด็กน้อยของเขาอีกด้านหนึ่งคาดิน่าและเหล่าบอดี้การ์ดของหล่อนก็เดินผ่านมาได้จังหวะพอดี ในตอนที่สัญญาณจากนาฬิกาของเฉินอันหลานดังขึ้นนั้น คุณหนูตระกูลเวลฟ์ก็เดินมาถึงโถงทางเดินหน้าห้องของคู่หมั้นและพบว่าประตูถูกเปิดอ้าเอาไว้อย่างผิดสังเกต และเมื่อเดินไปอีกเล็กน้อย คาดิน่าก็ได้พบกับเฉินอันหลานที่ยืนถือโทรศัพท์อยู่ที่ระเบียงทางเดินเพียงลำพังคู่หมั้นสาวของโอดินเห็นว่าสบโอกาสแล้วจึงได้หันไปพยักพเยิดหน้าให้กับบอดี้การ์ดของตน คนเหล่านั้นเมื่อได้รับสัญญาณจากผู้เป็นนายก็ผงกหัวรับอย่างรู้งาน ก่อนจะพากันเดินเข้าไปล้อมคุณชายตระกูลเฉินไว้เงียบ ๆ และแล้วจังหวะเดียวกันนั้นเองคนที่เฉินอันหลานเพียรโทรหาอยู่หลายครั้งก็รับสายในที่สุด“ลั่วหยิน?”(พี่ พี่อันหลาน........)น้ำเสียงร้อนรนปนหวาดกลัวของเหลียงลั่วหยินทำให้เฉินอันหลานไม่มีกะจิตกะใจจะให้ความสำคัญกับการกลั่นแกล้งของคาดิน่า เขาเห็นคนเหล่านั้นเดินเข้ามาล้อมตัวเองไว้ช้า ๆ แต่เวลานี้เสียงของลั่วหยินรบกวนจิตใจเขามากกว่า เวลานี้เฉินอันหลานจึงทำได้เพียงเดินถอยหลังเข้าหากำแพงเรื่อย ๆ ในขณะที่ปากก็เอ่ยถามปลายสายในโทรศัพท์ไปด้วย“เกิดอะไรขึ้นลั่วหยิน เธออยู่ที่ไหน?”(ผมเองก็ไม่รู้ฮะ ว่าที่นี่มันที่ไหน) เสียงของเหลียงลั่วหยินสั่นเครือและร้อนรนมากยิ่งขึ้น(พี่อันหลานผมกลัว พี่รีบมาช่วยผมนะฮะ...)“ลั่วหยิน ไม่ต้องกลัวนะ ใจเย็น ๆ แล้วค่อย ๆ บอกฉันว่ามันเกิดอะไรขึ้น?”(ผมอยาก...อยากเจอกับพี่เร็ว ๆ ก็เลยเปลี่ยนตั๋วมาเมืองหวากังก่อนหนึ่งวัน แต่หลังจากลงรถไฟมาผมก็ถูกคนสองคนลากตัวไปที่ไหนสักที่ ผมพยายามบอกแล้วว่าผมไม่รู้จักพวกเขา แต่คนพวกนั้นก็ยังลากตัวผมมา...ฮึก...จากสถานีรถไฟ....) เหลียงลั่วหยินยับยั้งเสียงสะอึกสะอื้นไม่ไหวอีกต่อไป(ที่นี่มีคนตั้งมากมาย ผมพยายามร้องขอความช่วยเหลือจากพวกเขา แต่กลับไม่มีใครสนใจผมเลย...อึก)“ไม่ต้องกลัวนะ ตอนนี้สองคนนั้นยังอยู่กับเธอรึเปล่า?”(ไม่ฮะ ผมถือโอกาสตอนที่พวกเขาเผลอแล้ววิ่งหนีออกมา ตอนนี้...ฮึก...ที่นี่น่าจะเป็นสถานที่ก่อสร้าง สองคนนั้นกำลังเดินหาตัวผมอยู่ข้างนอก พี่อันหลานฮะ ผมกลัว พี่ช่วยผมด้วย)“ถือสายเอาไว้ ห้ามวางสายเด็ดขาดเลยนะ ฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้...”เฉินอันหลานยังพูดไม่ทันจบ โทรศัพท์มือถือที่อยู่ในมือก็ถูกแย่งชิงไป รู้ตัวอีกทีโทรศัพท์ที่มีปลายสายเป็นเหลียงลั่วหยินก็ไปอยู่ในมือของคุณหนูตระกูลเวลฟ์เสียแล้วคาดิน่าชำเลืองสายตาไปทางหน้าจอโทรศัพท์ในมือเล็กน้อยก่อนจะหันมามองเฉินอันหลานด้วยสายตาเย็นชาสีหน้าของคุณชายเฉินในเวลานี้ฉายชัดถึงความโกรธเคืองอย่างไม่ปิดบัง“เอาโทรศัพท์คืนมา”คาดิน่าเมินคำพูดของเฉินอันหลานแล้วหันไปส่งสัญญาณให้บอดี้การ์ดเข้าล็อกตัวเขาไว้ ชายหนุ่มตั้งท่าจะขัดขืนการจับกุมนั้นแต่การกระทำของคาดิน่าทำให้เฉินอันหลานต้องหยุดชงัก เจ้าหล่อนยื่นโทรศัพท์เครื่องนั้นมาตรงหน้าเขา แกว่งมันไปมาพร้อมกับเลิกคิ้วขึ้นอย่างท้าทาย เสียงร้องขอความช่วยเหลือของลั่วหยินที่ดังลอดออกมาทำให้เฉินอันหลานลังเลใจ ท้ายที่สุดจึงทำได้แค่ยอมให้กลุ่มบอดี้การ์ดเหล่านั้นเข้ามาล็อกตัวเอาไว้แต่โดยดี เฉินอันหลานไม่ดิ้นรนขัดขืนอีกทว่าสายตาที่ส่งมากลับเยือกเย็นน่าขนลุกราวกับจะฆ่าคนได้“นายคิดว่าตัวเองกำลังพูดกับใครอยู่งั้นเหรอ?”ปลายเท้าบนส้นสูงคู่งามค่อย ๆ ย่างกรายเข้ามาหาเฉินอันหลานทีละก้าว คุณหนูตระกูลเวลฟ์เปิดลำโพงโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อให้เสียงจากอีกฝั่งดังชัดยิ่งขึ้น น้ำเสียงที่แสดงถึงความหวาดกลัวสุดขีดของเหลียงลั่วหยินดังทะลุออกมาให้ได้ยินในทันที ฉับพลันนั้นหัวใจของเฉินอันหลานร้อนรุ่มเหมือนโดนไฟผลาญ ชายหนุ่มดิ้นรนขัดขืนไม่สนใจสิ่งใดอีกเพื่อที่จะเข้าไปแย่งชิงโทรศัพท์มาจากคาดิน่า ยื้อยุดกับบอดี้การ์ดเหล่านั้นจนร่างกายถูกกดลงกับกำแพงอย่างรุนแรง ศีรษะด้านขวาของเฉินอันหลานถูกกระแทกจนเลือดอาบเฉินอันหลานกัดฟันกรอดด้วยความโกรธเคือง“ฉันจะพูดอีกครั้ง ส่งโทรศัพท์คืนมา”คาดิน่าแค่นหัวเราะอย่างสมเพช มองคนไร้ทางสู้ที่ยังคงปากเก่งตรงหน้าตน คุณหนูตระกูลเวลฟ์เหยียดยิ้มร้ายกาจพลางยื่นโทรศัพท์ไปตรงหน้าคู่อริของตน ฉับพลันนั้นนิ้วเรียวยาวก็กดวางสายโทรศัพท์ที่อยู่ในมืออย่างรวดเร็ว เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวของเหลียงลั่วหยินถูกตัดไปท่ามกลางเสียงตะโกนด้วยความเดือดดาลของเฉินอันหลาน“ลั่วหยิน!”“อุ๊ยตาย ไม่ทันระวัง กดผิดเสียได้”ดวงตาแดงฉานของเฉินอันหลานจ้องเขม็งไปทางคาดิน่าสายตาโกรธขึ้งจากเฉินอันหลานเริ่มทำให้คาดิน่ารู้สึกหวาดหวั่น เจ้าหล่อนสั่งให้บอดี้การ์ดของตนปล่อยตัวเฉินอันหลานแล้วรีบโยนโทรศัพท์กลับไปให้เขาทันที‘ผลัก!’โทรศัพท์ที่ถูกโยนมาให้อย่างไม่ทันตั้งตัวหล่นกระแทกพื้นอย่างแรงจนหน้าจอมืดสนิทไป“อะไร นายไม่รับเองนะ ไม่เกี่ยวกับฉัน”“...”ในตอนนั้นเองหมิงจวงที่ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายก็เดินเข้ามา เมื่อเห็นเฉินอันหลานกำลังจนมุมพร้อมกับโทรศัพท์เครื่องหนึ่งที่ร่วงหล่นกระแทกพื้นอยู่ด้านข้างก็พลันเข้าใจสถานการณ์ได้ในทันที หมิงจวงขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ไม่พูดอะไร เขาหันไปโค้งหัวให้คู่หมั้นของผู้เป็นนายครั้งหนึ่งเป็นการทักทาย ก่อนจะหันกลับไปมองเฉินอันหลานอีกครั้งคาดิน่าพยักหน้าตอบรับพอเป็นพิธีจากนั้นจึงหมุนตัวทำท่าจะเดินกลับเข้าห้องพักของโอดินไป“หยุดอยู่ตรงนั้น” เฉินอันหลานคำรามด้วยเสียงลอดไรฟัน“ฉันไม่มีเวลามาเสวนากับ...”ไม่ทันจบประโยคนั้นของคาดิน่า ลำคอระหงที่เคยเชิดตั้งตรงเมื่อครู่ก็ถูกมือของเฉินอันหลานพุ่งเข้ามาบีบรัดอย่างรวดเร็ว คาดิน่ากรีดร้องดีดดิ้นด้วยความทรมาน บอดี้การ์ดรอบข้างที่พึ่งได้สติรีบหันมาช่วยดึงชายหนุ่มที่กำลังคลุ้มคลั่งออกจากผู้เป็นนาย“ปล่อยมือซะ”น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังมาจากในห้องพักเหล่าบอดี้การ์ดที่กำลังจับตัวเฉินอันหลานเอาไว้รีบปล่อยมือออกแล้วเดินถอยไปด้านข้างในทันที ที่ตรงนั้นไม่มีใครกล้าขยับตัว หมิงจวงที่เห็นนายของตนก้าวออกมาก็หันไปโค้งหัวทำความเคารพอย่างนอบน้อมพร้อมกับเอ่ยเรียก“นายน้อย”ดวงตาสีดำสนิทปลายตามองลูกน้องของตนเล็กน้อยก่อนจะค่อย ๆ กวาดสายตาไปยังทุกคนที่อยู่ในที่นั้น จนกระทั่งมาหยุดที่แผลบนศีรษะของเฉินอันหลาน ความเย็นเยียบสายหนึ่งวาบผ่านดวงตาคมกริบคู่นั้น ตามมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำน่าครั่นคร้ามเอ่ยถามขึ้น“เกิดอะไรขึ้น?”คาดิน่าที่รู้ตัวว่าตนเป็นฝ่ายผิดก็เกิดอาการร้อนรน เจ้าหล่อนรีบผลักเฉินอันหลานออกไปในพ้นทางแล้วตรงเข้าไปเกาะแขนลานเซลอตเอาไว้แน่น จากนั้นจึงเอ่ยกับคู่หมั้นด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “เมื่อสักครู่นี้ฉันไม่ทันระวังน่ะค่ะ ก็เลยเดินชนคุณชายเฉินเข้าจนโทรศัพท์ตกพื้นไปแบบนั้น ฉันกล่าวขอโทษเขาไปแล้วนะคะ แต่ว่าคุณเฉินเขาก็ยัง...ช่างเถอะค่ะ เรื่องมันผ่านไปแล้วเราอย่าไปพูดถึงมันอีกเลยนะคะ” คาดิน่าแสร้งหลบตาเล็กน้อยขณะเล่า“หมิงจวง เกิดอะไรขึ้น?” ลานเซลอตหันไปถามหมิงจวง แต่สายตากลับยังคงจดจ้องอยู่ที่แผลของเฉินอันหลานหมิงจวงพยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยรายงานในสิ่งที่เห็น“ตอนที่ผมเดินออกมาคุณชายเฉินก็ได้รับบาดเจ็บแล้วครับ ดังนั้นเลยไม่แน่ใจว่าระหว่างเขากับคุณหนูคาดิน่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น”ดวงตาสีดำหรี่ลงเล็กน้อย ลานเซลอตจ้องมองเฉินอันหลานครู่หนึ่งก่อนจะหันไปทางบอดี้การ์ดสาวที่คาดิน่าพามาด้วย บอดี้การ์ดคนนั้นสะดุ้งเฮือกทันทีที่ถูกจ้องมอง เธอคือคนที่คิดจะลงมือทำร้ายเฉินอันหลานจนถูกลานเซลอตบีบมือจนกระดูกแตกตอนที่อยู่ในห้องอาหาร ไม่แปลกเลยที่เจ้าหล่อนจะหวาดกลัวเมื่อเห็นสายตาน่าขนลุกจากอัลฟ่าหนุ่ม“เธอ เล่ามาสิ”“นะ..นายน้อยโอดินคะ...”สายตาของลานเซลอตหรุบต่ำลงมองมือของหล่อนที่ถูกพันไว้บอดี้การ์ดสาวหวาดกลัวจนตัวสั่น ลังเลอยู่ครู่หนี่งจึงได้เอ่ยเล่าออกไป“คุณหนูไม่ทันระวังจึงเดินชนคุณชายเฉินจนโทรศัพท์ตกพื้น แต่คุณชายเฉินไม่รับคำขอโทษก็เลยคิดจะทำร้ายคุณหนู...”‘เพี้ยะ’ไม่ทันที่เธอจะพูดจบ ข้างแก้มก็ปรากฎรอยแส้ขึ้นเป็นทางยาว ผิวกายขาวเนียนถูกกรีดจนมีเลือดไหลซึมออกมา“โอดินคะ?” คาดิน่าพูดขึ้นอย่างไม่เชื่อสายตาลานเซลอตแกะมือของคู่หมั้นออกจากแขนตนก่อนจะเดินตรงเข้าไปหาบอดี้การ์ดคนนั้น ใช้ด้ามจับของแส้หนังคู่กายเชยคางของเธอขึ้น ดวงตาสีดำสนิทยากคาดเดาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย สร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับคนตรงหน้า บอดี้การ์ดสาวของคาดิน่ามองหน้าลานเซลอตได้เพียงแวบเดียวเท่านั้นจากนั้นก็รีบหลบสายตาด้วยความหวาดกลัว“ฉันจะให้โอกาสเธออีกครั้ง”“คะ..คือ...”“โอดินคะ” คาดิน่ามองไปทางเฉินอันหลานแล้วเดินมาดึงแขนลานเซลอตไว้ เอ่ยด้วยน้ำเสียงลังเลเล็กน้อย“ที่คุณเฉินบาดเจ็บเป็นเพราะเขาไม่ระวังเอง ไม่เกี่ยวกับพวกเรานะคะ”สายตาของลานเซลอตมืดครึ้มลง พริบตานั้นเขาก็บีบแขนบอดี้การ์ดสาวอย่างรุนแรงจนเธอทรุดลงไปกับพื้นพร้อมกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด คนที่ยืนมองเหตุการณ์โดยรอบไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้าไปช่วยบอดี้การ์ดสาวคนนั้นคุณหนูตระกูลเวลฟ์ที่เห็นเหตุการณ์พลันใบหน้าเปลี่ยนสี ไม่กล้าส่งเสียงใด ๆ ออกมาอีกหมิงจวงที่เห็นการกระทำของผู้เป็นนายก็เริ่มเข้าใจสถานการณ์ขึ้นมาบ้าง“ไสหัวไป พาคนของเธอออกไปด้วย”“โอดินคะ!?”“ออกไป”คาดิน่าสะกดกลั้นอารมณ์โกรธของตัวเองเอสไว้ไม่ได้อีกต่อไป หลังจากหันไปถลึงตาให้เฉินอันหลานแล้วก็พาคนของตนจากไป เฉินอันหลานไม่สนใจการกระทำนั้น เขาเดินไปเก็บโทรศัพท์มือถือขึ้นมา และพยายามจะติดต่อหาเหลียงลั่วหยินอีกครั้ง โชคร้ายที่โทรศัพท์เครื่องนั้นชำรุดไปเสียแล้ว เฉินอันหลานจึงตัดสินใจจะเดินกลับไปหาเฉินหยินชิงเพื่อขอยืมโทรศัพท์มาโทรหาลั่วหยิน“นายไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ยังไม่ตาย”“แต่นายเลือดออก”เฉินอันหลานตวัดสายตามองลานเซลอตแวบหนึ่งแล้วเดินจากไปเงียบ ๆ เว่ยเชียนเฉินที่ยืนอยู่ด้านหลังลานเซลอตอยากจะเดินเข้าไปสั่งสอนคนไร้มารยาทนั่นให้รู้แล้วรู้รอด แต่กลับถูกลานเซลอตยกมือขึ้นมาขวางไว้เว่ยเชียนเฉินก้มหน้าแล้วถอยไปด้านข้าง“หมิงจวง”“ครับ นายน้อย”“ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”หมิงจวงลังเลเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้น“คุณหนูคาดิน่าตั้งใจหาเรื่องคุณชายเฉินครับ เธอแย่งโทรศัพท์มือถือของคุณชายเฉินครับ กดตัดสายใครสักคนแล้วปามันกลับไปให้คุณชายเฉิน แต่เขารับไว้ไม่ทัน โทรศัพท์เครื่องนั้นเลยตกกระแทกพื้นครับ”“โทรศัพท์?” ลานเซลอตขมวดคิ้วเล็กน้อย“ดูเหมือนว่าจะเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นกับเพื่อนของคุณชายเฉินครับ เขาจึงไม่ให้อีกฝั่งวางสาย แต่คุณหนูคาดิน่าเธอกลับแย่งไปกดตัดสายครับ”“ส่งเธอกลับไป”“ครับ นายน้อย”หมิงจวงรับคำสั่งแล้วรีบไปจัดการทันทีคล้อยหลังหมิงจวง เว่ยเชียนเฉินก็เอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงติดจะขุ่นเคืองเล็กน้อย“นายน้อยครับ ทำไมนายน้อยถึงเลือกที่จะหักหน้าคุณหนูคาดิน่าเพื่อคนที่เจอกันแค่ไม่กี่ครั้งล่ะครับ เธอเป็นคู่หมั้นของนายน้อยนะครับ”“เดี๋ยวก็ไม่เป็นแล้ว”“...”ลานเซลอตมองไปทางที่เฉินอันหลานเดินจากไป สายตาค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นลึกซึ้งมากขึ้น ※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※เฉินอันหลานหยิบยืมโทรศัพท์ของพี่ชายมาโทรหาเหลียงลั่วหยินอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่เพียงไร้คนรับสายแต่โทรศัพท์ได้ถูกปิดเครื่องไปแล้ว เฉินอันหลานไม่มีกะจิตกะใจจะมาอธิบายสถานการณ์ใด ๆ ให้เฉินหยินชิงฟังในตอนนี้ เขารีบออกคำสั่งให้คนนำเรือเล็กออกแล้วรีบกลับเข้าฝั่งทันทีแต่ถึงจะรีบร้อนเพียงใด ระยะทางจากจุดที่เรือวิกตอเรือลอยลำอยู่จนถึงท่าเรือก็ไม่ได้ใกล้ ดังนั้นเมื่อเรือของเฉินอันหลานเข้าเทียบท่าจึงเป็นเวลาที่ท้องฟ้าเปลี่ยนสีไปแล้ว ทันทีที่ก้าวขึ้นฝั่งได้ เฉินอันหลานก็รีบขับรถตรงดิ่งไปหาเหลียงลั่วหยินที่สถานีรถไฟเมืองหวากังทันที ข้อมูลล่าสุดของลั่วหยินคืออีกฝ่ายซ่อนตัวอยู่ในสถานที่ก่อสร้างแห่งหนึ่ง เฉินอันหลานขับรถมาจนถึงสถานที่ก่อสร้างที่อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ ในเวลานี้เหล่าคนงานก่อสร้างเลิกงานหมดแล้ว จึงเหลือเพียงเวรกะดึกอยู่เพียง 2-3 คนเท่านั้น เฉินอันหลานตรงเข้าไปสอบถามกับคนเหล่านั้นและได้ความว่าพวกเขาไม่เคยเห็นเด็กนักเรียนผู้ชายรูปร่างผอมเพรียวอย่างที่เฉินอันหลานว่ามาเลยสักครั้ง“ถ้าถามถึงคนแปลกหน้า...ฉันนึกออกแล้ว เมื่อตอนกลางวันมีผู้ชายสองคนเดินเข้ามาแถวนี้ แต่ไม่เห็นเด็กหนุ่มที่นายบอกนะ สองคนนั้นน่าจะอายุสักสามสิบปลาย ๆ ถึงสี่สิบต้น ๆ ได้”“เออใช่ พอแกพูดขึ้นมาฉันก็นึกได้ สองคนนั้นบุกรุกเข้ามาที่นี่ แล้วพอฉันถามว่าเข้ามาทำไมก็ไม่ยอมตอบ แปป ๆ ก็เดินออกไป”“ใช่ ๆ ฉันเองก็เห็น”ได้ยินดังนั้น เฉินอันหลานก็รีบถามถึงสถานที่ที่สองคนนั้นเดินไปทันที เหล่าคนงานชี้ไม้ชี้มือไปยังทิศทางหนึ่ง เฉินอันหลานกล่าวขอบคุณแล้วรีบมุ่งหน้าไปทางนั้นในทันที เขารีบค้นหาทุกซอกทุกมุมของสถานที่ดังกล่าวแต่ก็ไม่พบร่องรอยใด ๆ ของเหลียงลั่วหยินเลย ความหวาดกลัวเกาะกุมจิตใจของเฉินอันหลาน“ลั่วหยิน!”ชายหนุ่มตามหาเหลียงลั่วหยินด้วยความร้อนรนใจ ขณะกำลังเดินหาอยู่นั้นปลายเท้าก็เหยียบเข้ากับวัตถุแบน ๆ รูปทรงสี่เหลี่ยมอันหนึ่ง เป็นโทรศัพท์ของเหลียงลั่วหยินนั่นเอง มันคือของขวัญที่เฉินอันหลานซื้อให้เด็กหนุ่มในวันเกิดอายุ 18 ของเหลียงลั่วหยิน เหตุผลที่เขาเลือกของขวัญชิ้นนี้ก็เพราะจะได้ติดต่อกันสะดวกยิ่งขึ้น อีกเหตุผลหนึ่งคือลั่วหยินอยู่ในช่วงวัยที่ใกล้จะเกิดฮีทครั้งแรกแล้ว หากเกิดอะไรขึ้นอีกฝ่ายจะได้ติดต่อหาเฉินอันหลานได้ทันทีไม่นึกเลยว่าเวลานี้ที่เขาพบโทรศัพท์ของลั่วหยินกลับไม่เห็นตัวของเด็กหนุ่มอยู่ด้วยเฉินอันหลานกำโทรศัพท์ที่เหลียงลั่วหยินทำหล่นไว้แน่น จิตใจของเขาในตอนนี้เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด