บทที่ 22 ข้าก่อเื่
“ข้าเองยังไม่มีข้าวกิน เ้าจะให้ข้าไปหาของกินให้เ้าได้จากที่ไหนกัน” เฉินเถียนเถียนเหยียดยิ้มเย้ยหยันที่มุมปาก
“ชัดเจนว่าพวกเ้ากินข้าวเสร็จแล้ว แต่ไม่ยอมให้ข้ากิน ท่านแม่เคยบอกไว้ว่า ก็เพราะเ้ากินของข้า ข้าถึงไม่มีกิน เหตุใดเ้าไม่ไปตายเสีย ถ้าเ้าตาย ข้าก็ไม่ต้องท้องหิวอีกต่อไปแล้ว” เฉินเฉินเริ่มอาละวาดอย่างไร้เหตุผลอีกครั้ง ใบหน้าของเฉินเถียนเถียนเปลี่ยนไป เ้าเด็กเลวนี่ ถ้ายังไม่เห็นโลงศพไม่หลังน้ำตาสินะ
“ท่านพ่อ บ้านเราไม่มีอะไรกินแล้วหรือ ถึงได้ปล่อยให้เด็กคนนี้หิวโหย ข้ามิใช่สายเืนางไม่เป็ที่โปรดปรานของท่านแม่ ต่อให้หิวท้องก็ช่างมันเถอะ แต่เฉินเฉินเป็สายเืแท้ ๆ ของนางไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงต้องปล่อยให้ท้องหิวด้วย?” เฉินเถียนเถียนเกือบจะชี้หน้าด่าหลินชุนฮวาแล้ว น้ำเสียงแบบนี้ยั่วโมโหเฉินผิงอันอย่างถึงที่สุด ในใจของเขา หญิงคนนี้เป็คนที่ดีที่สุด จะยอมให้ใครมาดูถูกได้เยี่ยงไรกัน
“เหลวไหล ก็แค่วันนี้ท่านแม่ของเ้าไม่อยู่บ้าน เลยมองข้ามไปเท่านั้น! เฉินเถียนเถียนเ้าอย่ามากล่าววาจาเหลวไหลตรงนี้” กล่าววาจาเหลวไหล เฉินเถียนเถียนอึ้งจนเอ่ยไม่ออก
“ในเมื่อเ้าเด็กนี่ไม่ถือว่าข้าเป็พี่สาว ข้าก็ไม่จำเป็ต้องเป็วัวเป็ม้าให้เขาหรอก ท่านเป็พ่อของเขา ในเมื่อเขาหิวแล้ว ท่านก็ไปหาของกินให้เขาเองเถอะ” กล่าวจบ เฉินเถียนเถียนก็กำลังจะหันหลังจากไป เฉินผิงอันเป็คนอารมณ์ร้อนอยู่แล้ว จะยอมให้เฉินเถียนเถียนมองข้ามตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าได้เช่นไร
“เด็กบ้า ข้าว่าเ้ากำลังจะเสียคนมากขึ้นทุกที มาหาข้าเดี๋ยวนี้” เฉินเถียนเถียนหันกลับมาพร้อมรอยยิ้มเต็มหน้า
“ท่านพ่อ ท่านแน่ใจแล้วหรือว่าเอ่ยดี ๆ ไม่ได้แล้ว”
“ข้าจะต้องกล่าวอันใดกับเ้าอีก รีบมาเดี๋ยวนี้ แล้วไปปลอบน้องชายเ้าให้ดี” แต่เฉินเถียนเถียนกลับเปลี่ยนสีหน้าทันใด แล้วบีบตัวเองอย่างแรง ร้องไห้โฮและวิ่งออกไป เฉินผิงอันรู้สึกตัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน คิดว่าถ้าไม่หยุดนาง ต้องเสียใจแน่ ๆ แต่เฉินเถียนเถียนจะยอมให้เขาหยุดนางได้เช่นไร นางวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว แล้วะโเสียงดัง
“ท่านแม่ เหตุใดท่านถึงจากไปเช่นนี้ล่ะ เหตุใดไม่พาข้าไปด้วย ทิ้งให้ข้าอยู่คนเดียว ถูกรังแกอยู่เช่นนี้” เฉินผิงอันเพิ่งเดินออกมา แต่ก็หยุดเฉินเถียนเถียนที่กำลังอาละวาดไม่ได้แล้ว คนที่กำลังพักในยามบ่ายอยู่ต่างวิ่งออกมาดูเื่วุ่นวายกันหมด
“เกิดอะไรขึ้น เหตุใดถึงมาก่อเื่อีกแล้ว?” เฉินผิงอันมีแววตาคุกคามแล้วกล่าวว่า
“นังเด็กบ้า เ้าไม่กลัวข้าขายเ้าจริง ๆ หรือ?” แต่ยิ่งเฉินผิงอันคุกคาม เฉินเถียนเถียนก็ยิ่งเย้ยหยันในใจ
“ขายก็ขายสิ อย่างน้อยขายไปก็ยังเหลือชีวิตรอด ถ้าอยู่แบบนี้ต่อไป ข้าจะตายไปเงียบ ๆ ที่นี่เมื่อไหร่ ก็ไม่มีใครรู้” เฉินเถียนเถียนร้องไห้ออกมาอย่างน่าสงสารยิ่งนัก ทุกเสียงล้วนระบายความเ็ปที่เฉินเถียนเถียนเคยได้รับมา ตอนนี้ทุกคนต่างมายืนล้อมดูอยู่ที่นี่ สีหน้าของเฉินผิงอันยิ่งดูไม่ดีขึ้นทุกที
“เด็กบ้า มีอะไรก็ค่อยกลับไปคุยกันที่บ้าน มาก่อเื่อะไรข้างนอก” เฉินเถียนเถียนกลับร่ำไห้พลางพูดกับตัวเองว่า
“บ้านและที่นาล้วนเป็สินสอดของมารดาข้า ข้าที่เป็บุตรสาวเพียงคนเดียว กลับต้องมานอนในโรงเก็บฟืน ห่มผ้าห่มเก่าของท่านแม่ที่แข็งเหมือนเปลือกไม้ สวมเสื้อผ้าขาดวิ่นที่ท่านแม่ไม่ใส่แล้ว”
“ข้าไม่เคยได้กินข้าวร้อน ๆ อย่างเต็มอิ่มสักมื้อ ทั้งที่ที่ดินทั้งหมดของบ้านก็ซื้อด้วยสินสอดของท่านแม่แท้ ๆ ของข้า”
“หากทั้งหมดนี้เป็ฝีมือของท่านแม่ ข้ายังจะไปฟ้องท่านพ่อได้ แต่ท่านพ่อหลายปีมานี้ บางทีก็แกล้งทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ บางทีก็โทษว่าข้าไม่เข้าใจ “เฉินผิงอัน แต่เดิมก็ไม่เก่งในการโต้แย้ง จึงคิดไม่ออกว่าจะหาเหตุผลอะไรมาโต้กลับนาง ได้แต่ยืนหน้าถอดสีอยู่เช่นนั้น
ในตอนนั้นเอง หลินชุนฮวาก็กลับมาพอดี นางก็ไม่สบอารมณ์เช่นกัน ตั้งใจแต่งตัวสวยงามเต็มที่ ถือโอกาสที่เฉินผิงอันไม่อยู่ไปพบคนผู้นั้น แต่กลับเจอเพียงความว่างเปล่า เพราะกลัวว่าเฉินผิงอันจะกลับมาจึงรีบร้อนเดินกลับหมู่บ้าน ยังไม่ทันถึงทางเข้าหมู่บ้าน ก็เห็นคนมุงดูอยู่หน้าบ้านตัวเองเป็กลุ่มใหญ่ หลินชุนฮวาแม้จะประหลาดใจ แต่ก็ค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้
ทว่า พอคนที่ยืนอยู่ด้านนอกเห็นเงาของนาง ต่างก็จ้องมองนางด้วยสายตาประหลาดใจเมื่อเดินเข้าไปในกลุ่มคน ผู้คนโดยรอบต่างหลีกทางให้นางเดินเข้าไปถึงจุดศูนย์กลางได้อย่างราบรื่น แต่พอเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า หลินชุนฮวารู้สึกตาพร่ามัวไปหมด ลูกเลี้ยงที่นางรู้สึกว่าไม่เอาไหนนั่น ตอนนี้กำลังคุกเข่าอยู่กลางกลุ่มคนพลางร้องไห้พึมพำ
ส่วนเฉินผิงอันที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ทำหน้าถอดสีมองดูอยู่เฉย ๆ ในกลุ่มคนยิ่งซุบซิบนินทากันใหญ่ พากันชี้นิ้วไปที่หลินชุนฮวา
“นี่มันคนอะไรกัน ยึดทรัพย์สินของภรรยาหลวง แล้วยังกล้าทารุณกรรมลูกสาวของภรรยาหลวงอีก ทำตัวได้ชั่วร้ายขนาดนี้เชียว”
“เฉินผิงอันนี่สมองมีรูหรือไง ลูกเลี้ยงผู้ชายคนนั้นก็ไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของเขา แต่กลับไปช่วยพวกนั้นรังแกลูกสาวตัวเองได้”
หลินชุนฮวาอับอายขายหน้าเต็มทีท่ามกลางสายตาเหล่านี้ นานพอสมควรกว่าจะส่งเสียงอะไรออกมา นางเดินเข้าไปข้างหน้าอย่างเบา ๆ กล่าวอย่างน้อยใจว่า
“เถียนเถียน นี่กำลังทำอะไรอยู่อีก มีอะไรไม่พอใจที่บ้านหรือ?”เฉินเถียนเถียนเห็นท่าทางเหมือนดอกบัวขาวแบบนี้ แต่อยากจะเปิดโปงหน้ากากอันงดงามของนางเสียตรงนี้
“ท่านแม่ยังจะมากล่าวอีกว่าข้ากำลังก่อเื่ เฉินเฉินตอนนี้ยังเด็กอยู่ มารดาไม่สอนเขาให้ดีกลับไปสอนให้เขาเรียกพี่สาวแท้ ๆ ว่านังบ้า นังเน่า ทั้งยังบอกว่าข้ากินของมากไป เขาถึงต้องอดข้าว”
“วันนี้เฉินเฉิน ถือไม้ท่อนใหญ่เท่าข้อมือมาตีข้า โชคดีที่ข้าหลบทัน แต่เพราะข้าหลบ เขาเลยล้มลงไป เสี้ยนบาดมือจนเืไหล ท่านพ่อยังจะมาช่วยเขาตีข้าอีก” เฉินเฉินเห็นเฉินเถียนเถียนกล่าวถึงตัวเองด้วยท่าทางตำหนิ จึงรีบยืนออกมาอย่างไม่พอใจ
“ก็แกนี่แหละ นังบ้า อะไรดี ๆ ก็กินคนเดียวหมด ไม่ยอมให้ข้ากินบ้างเลย” หลินชุนฮวาฉวยโอกาสนี้กล่าวเสริมว่า
“เ้ายังจะกินได้อีกเท่าไหร่กัน แน่นอนว่าต้องให้พี่สาวก่อนสิ” เฉินเถียนเถียนกลับหัวเราะเยาะ
“ท่านแม่ ท่านกล่าวอะไรของท่าน ต่อให้ยากจนแค่ไหน ก็ไม่มีทางขาดอาหารให้เด็กหรอก วันนี้มารดาทำผมประดับทาแป้งอย่างดี แต่ทำไมถึงไม่มีข้าวสักมื้อให้ลูก ในใจของท่านแม่ ข้าเป็คนกินหรือเฉินเฉินเป็คนกินกันแน่” เวลานี้กลุ่มชาวบ้านแทบจะะเิเลยทีเดียว
ในหมู่บ้านนี้ วันคืนของตระกูลเฉินนับว่าสุขสบายไม่เบา ถึงจะสู้พวกตระกูลใหญ่ข้างนอกไม่ได้ แต่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ นี้ก็ถือว่าหาตัวจับยากแล้ว ยิ่งหาตัวจับยาก ก็ยิ่งน่าอิจฉาและริษยา จิตใจอิจฉาคนรวยมีอยู่ทุกที่ ตอนนี้ชาวบ้านต่างพากันชี้หน้าด่า หลินชุนฮวาผู้มีชีวิตสุขสบายที่สุด
“สะใภ้หลิน อย่างไรเขาก็เป็ลูกในไส้ของเ้า เหตุใดถึงได้รำคาญสายตาเ้าเพียงนั้น”