นางสะดุ้งใจนตัวโยนใจหล่นวูบ
การโจมตีทางจิต?
ท่าก็ตั้งแล้วสายตาก็สอดส่ายเสียจนแสงแห่งจิตที่ใช้ในการสำรวจเส้นลมปราณและตันเถียนวูบไหวไม่มั่นคง
‘สัญชาตญาณไม่เลวแต่ยังไม่มีแบบแผนชัดเจน’
“เ้าเป็ใคร?”
‘ของที่เ้าหาไม่มีล้วนมี’
ห่ะ? เมื่อสิ้นคำทุกอย่างก็กลับคืนสู่ความสงบ ราบเรียบและเงียบงันจนรู้สึกสงสัยว่าตนเองเพียงฝันประหลาดไปอีกแล้วหรือไม่ สุดท้ายแล้วร่างกายก็ค่อย ๆผ่อนคลายลง แสงแห่งจิตที่วูบไหวก็มั่นคงขึ้น ก่อนที่จะได้ตีความคำอันไร้ที่มาที่ไปนางพบว่ามีคนกำลังเดินเข้ามาในห้อง จิตที่้าจะจมดิ่งหวนกลับเข้าสู่จุดเริ่มต้นแล้วจึงค่อยลืมตาขึ้น
ผู้ที่ยืนเรียกนางอยู่หน้าประตูคือเหอเป่าน้ำเสียงของนางยังคงสงบนิ่ง “คุณหนูสี่เ้าคะ ท่านนักพรตเดินทางมาถึงแล้วเ้าค่ะ”
นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะบอกให้ตาเฒ่านั่นไปรอที่ห้องหนังสือแล้วจึงก็ลุกขึ้นไปยังโต๊ะเครื่องแป้งจินเป่ากับเป่าจูเข้ามาล้างหน้าจัดระเบียบความเรียบร้อย
“ข้าเก็บตัวอยู่กี่วัน” เจี้ยนหนิงจิบชา ก่อนจะเอ่ยถามยามนี้เพิ่งรู้สึกว่าลำคอแห้งผาก
“สามวันเ้าค่ะคุณหนู” เป่าจูเป็คนตอบ“ระหว่างนี้ฮูหยินมาหาคุณหนูอยู่สองครั้งแต่เห็นว่าท่านเริ่มเข้าสมาธิก็ไม่ได้สั่งการใดเพิ่มเติมเ้าค่ะ”
“แล้วนางก็ไม่ได้ให้ข้าไปหาที่เรือน?”
“เ้าค่ะ ไม่ได้สั่งอะไรไว้ เพียงแต่กำชับให้ดูแลคุณหนูให้ดีเ้าค่ะ”
“ได้ หลังจากตรวจเสร็จ ข้าจะไปหาฮูหยิน”
“คุณหนูเ้าคะ” คราวนี้เป็จินเป่าที่เอ่ยขึ้น เจือความกังวล“คุณหนูเรียกฮูหยิน ดูเหมือนจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่นักนะเ้าคะ”
มู่หรงเจี้ยนหนิงนั่งตัวตรงโดยไม่ได้ตั้งใจสายตาประสานไปกับคนที่สะท้อนอยู่หน้าคันฉ่องนอกจากเห็นจินเป่าที่เงียบลงและเป่าจูที่ส่งสายตาตำหนิแล้ว ก็มองเห็นตัวเองในกระจกหน้าตาที่ไม่เหมือนเดิม คนก็เป็คนใหม่แล้ว มีสถานะใหม่แล้วก่อนเข้าสมาธิก็เพิ่งจะย้ำกับตัวเองแต่ ...
“อืม” นางรับคำอย่างสงบ บางเื่ไม่ชินก็ต้องเข้าใจเื่การเดินทางครั้งนี้ต่อให้เส้นทางข้างหน้าเป็เหวลึกก็มีแต่ต้องเดินต่อไป “ตะ ...แค่ก ๆ เชิญท่านนักพรตเข้ามาเถอะ” นางเม้มปากเดินไปยังห้องหนังสืออย่างไรข้างเตียงนางตาเฒ่าคนนั้นก็เฝ้ามาถึงสิบเอ็ดปีเต็ม หากให้คนอื่นได้ยินคงไม่พ้นข้อหาอกตัญญูจากนั้นไม่ถึงเค่อหนึ่งร่างท้วมประดับด้วยทองคำก็เดินเข้ามาห้องหนังสือแห่งนี้เจี้ยนหนิงเองก็ยังไม่เคยมาแม้จะตั้งอยู่ไม่ไกลจากเรือนนอนโดยมีเรือนอุ่นคั่นกลางยามเมืองเขาเข้ามามืออวบข้างหนึ่งลูบเคราสีขาวมองรอบห้องหนังสืออย่างพึงพอใจราวกับเป็ห้องของตนเองอีกข้างไพล่หลังทำท่าทางภูมิฐานไม่รู้จะทำไปหลอกใคร
เจี้ยนหนิงส่งสายตาให้ชาวใช้ออกไปให้หมด“มองพอแล้วหรือยัง?”
“ฮั้ยยะ! ทักทายคนแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน”
“ข้าผิดเอง ๆ มาทำในสิ่งที่ท่านต้องทำเถอะ”
นักพรตเฒ่ายู่หน้ามองเด็กหญิงอายุน้อยคนหนึ่งทำท่าทีแก่แดดแก่ลมใส่ อยากจะพูดอีกสักสองสามคำแต่เจอสายตาขี้รำคาญคู่นั้นมองใส่ก็แสร้งถอนหายใจฟึดฟัดเด็กสาวบ้านไหนเขาทำท่าทางเช่นนี้ใส่ผู้าุโกันบ้างคิดก็คิดไปแต่ก็ยอมลงไปนั่งเก้าอี้ตรงข้ามนาง “เดินให้ข้าดูหน่อย”เจี้ยนหนิงทำตามแต่โดยดี “อืม การเคลื่อนไหวเข้าที่ดูท่ากล้ามเนื้อจะกลับมาได้เจ็ดแปดส่วนแล้ว?”
“ใช่”
“อั้ยยะ เหล่าฟู่นี่เก่งกาจเหลือเกิน”
ผลงานเ้า? นางขมวดคิ้ว “แค่นี้?”
“แล้วเ้าจะเอาอะไร?”
“ที่ผ่านมาท่านรักษาข้าแค่นี้?”
เขาหัวเราะ“หรือเ้ายังไม่รู้ว่าเส้นชีพจรเ้ามันแข็งแรงกว่าลาที่เอาไว้ใช้แรงงานซะอีก?” ยิ่งเห็นสีหน้านางยิ่งหัวเราะ“เหล่าฟู่จับชีพจรเ้ามาั้แ่เ้ายังเท้ายังไม่ใหญ่กว่านิ้วโป้งข้านี่ข้าจะไม่รู้เซียวหรือว่าร่างกายเ้าไม่ได้เจ็บป่วยอะไร แถมยังแข็งแรงขึ้นทุกวัน?”
จู่ ๆนางก็พูดไม่ออก “แต่ ...ข้าแค่ไม่ฟื้น”
“เ้าจะฟื้นได้ยังไง ต้นไม้จะงอกเงยย่อมต้องใช้เวลาตัวเ้าเองก็เช่นกัน”
นางส่ายหัวราวกับจะไล่ความมึนงง “ท่านอย่ามาใช้คำกำกวมกับข้า ท่านหมายความว่ายังไงกันแน่ข้าไม่ได้ถูกพิษเหรอ?”
“เ้า ...ถูกพิษ?” เขาทำหน้าราวกับเจอเื่ตลกเสียเต็มประดา“แหวนวงนั้นมันตายไปแล้วหรือไง?”
ฟิ้ว!เสียงเหมือนบางอย่างแหวกอากาศออกมา เฉียดใบหูของนักพรตพเนจรไปนั่นเพียงนิดเดียวเกี่ยวเส้นผมสีขาวกลุ่มเล็กออกไปกลุ่มหนึ่ง
เชี่ย!นั่นมันอะไรว่ะนั่นมู่หรงเจี้ยนหนิงสะดุ้งกับการโจมตีที่ไม่ทันตั้งตัวและเงียบเชียบอย่างมากแต่อะไรบางอย่างที่โจมตีตาเฒ่านั่นทิ้งวงจาง ๆ ที่ฝังลึกลงในผนัง ไม่มีกลุ่มควันรอยที่ฝังลงไปเรียบและคมกริบ นางหันไปหมอใบหน้าอ้วนท้วนที่ตกตะลึงกว่าตัวนางเอง มือข้างหนึ่งยกกอผมด้านข้างที่เหลืออยู่เพียงครึ่งขึ้นมามองจนแก้มกระตุก
“นะ นะ นี่เ้า” มืออีกข้างของชายชราชี้มาที่นาง แววตาเบิกโพลงแก้มทั้งสองข้างขึ้นสีแดงเกือบดูน่าเอ็นดูแล้ว (แต่ขาดไปอีกนิด)“เ้าปลุกมันได้แล้ว?” เสียงของเขาแทบจะเป็กระซิบแฝงไว้ด้วยความไม่อยากเชื่อ
“อะไร?” ปลุกอะไร? เจี้ยนหนิงเองก็ไม่เข้าใจจนกระทั่งเห็นสายตาที่มองลงมาที่มือข้างที่สวมแหวนของนางแล้วทำท่าชี้โบ๊ชี้เบ๊“แหวนนี่น่ะเหรอ?”
“เ้าให้เืมันไปเท่าไหร่แล้ว!”
เื? นางรู้สึกว่าในหัวมีเครื่องหมายคำถามเต็มไปหมด นางไม่ได้ให้เืมันไม่ได้อยากจะทำพันธสัญญาใดกับสิ่งของหรืออาวุธที่มีเจตจำนงเพราะงั้นนางไม่ได้โง่ถึงขนาดจะหยดเืเพื่อเรียกความยุ่งยากแต่พอได้ยินคำพูดของนักพรตก็แอบสังหรณ์ใจอะไรบางอย่าง นางยกมือถึงจะถอดแหวนวงนั้นออกแต่จากความสงสัยก็กลายเป็ความใ แหวนวงนี้ถอดไม่ออกและนอกจากถอดไม่ออกแล้วมันก็ราวกับฝังลงไปในเนื้อหนังและกระดูกของนางด้วย
“นี่มัน ...” นางจ้องมองมือตัวเองเหม่อลอยอยู่สักพักมองร่องรอยการโจมตีบนผนังแล้วทำได้เพียงยอมรับ “ข้าไม่ได้ให้เืแต่มันน่าจะทำพันธสัญญากับข้าแล้ว ด้วย ตัว มัน เอง” นางย้ำทีละคำไม่รู้ว่านี่เป็ความแค้นหรือเป็เพราะจนใจ ยามนี้ก็แยกไม่ค่อยออก
“แม้กระทั่งเืของเ้า ก็ไม่ธรรมดาเช่นนั้นหรือ?”
เด็กหญิงส่ายหน้าร่างกายนี้แปลกใหม่เหลือเกิน “ท่านน่าจะต้องเป็คนบอกข้านะ”
ชายชรากระแอมไอไม่ปล่อยตัวตามสบายเหมือนเก่า คำพูดคำจาจริงจังระมัดระวังมากขึ้น“พวกของวิเศษเช่นนี้ ผู้ใดก็รู้ว่ามันมีเจตจำนงของตัวเองแหวนวงนี้อันที่จริงก็อยู่ข้างเ้ามาั้แ่แรกเพียงแต่มันไม่ได้สะดุดตาเท่าวันนี้ยามแรกที่ข้าเห็นมันยังคิดว่าเป็เพียงของเล่นธรรมดาแต่นานวันเข้ามันก็เติบโตมากับเ้า ทั้งขนาดของแหวนก็ราวกับเป็ส่วนหนึ่งในร่างกายของเ้า แต่มันก็ไม่เคย...” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง“ไม่เคยแสดงอะไรออกมาเลย จนกระทั่ง...” ชายชราชี้ไปที่กำแพง
“ข้าว่าข้าไม่ได้อยากรู้เื่นี้” นางกุมขมับ
ชายชราจี๊ปาก“แล้วเ้าอยากรู้เื่อะไร?”
“ร่างกายของข้า” เด็กสาวใช้สายตาจ้องลอดมือที่กุมขมับของตัวเองไป
เขานิ่งคิดอยู่นานก่อนจะตอบคำที่ไร้ประโยชน์ออกมา“ข้าก็ไม่รู้” มู่หรงเจี้ยนหนิงรู้สึกอยากทุบคน “ฮั้ยยะ!ยัยหนูนี่อารมณ์รุนแรงเสียจริง ให้ข้าพูดให้จบก่อนสิข้าหมายถึงว่าข้าไม่เคยเจอคนที่ร่างกายเป็เช่นเ้ามาก่อน” ชายชราลูบเครา“เ้าสำรวจตัวเองดูแล้วก็คงพอรู้นอกจากเส้นชีพจรแล้วแม้แต่กระดูกของเ้าก็แข็งแกร่งกว่าคนปกติสิ่งนี้ทั้งครอบครัวเ้าไม่มีผู้ใดเหมือน ผู้อื่นไม่มีทั้งโลกนี้ข้าก็ไม่คิดว่าจะมีร่างกายเช่นนี้เกิดขึ้นมาอีกตอนแรกจึงคิดว่าเพียงเส้นชีพจรของเ้าซับซ้อนกระดูกแข็งแรงแถมในร่างกายพิษที่ฮูหยินน้อยได้รับยังไม่มีตกค้างอยู่ในตัวเ้าเลยแม้เพียงเล็กน้อยช้าเร็วอย่างไรข้ามั่นใจถึงแปดส่วนว่าเ้าต้องฟื้นขึ้นมาแน่”
“แล้วอีกสองส่วน?”
“เหล่าฟู่เผื่อเ้าซวยมีคนวางยาซ้ำน่ะ”
คราวนี้เป็นางเองที่จิ๊ปากโถ่ ปากหนอปาก นางเอนหลังมองเหยียดคนตรงข้ามอย่างหมดหวังที่นางรู้สึกว่าสิ่งตัวเองคิดเป็เื่ถูกต้องแล้ว ชายชราผู้นี้ไม่ใช่ผู้รู้ไม่ใช่ผู้วิเศษ แต่เป็คนดวงดีหนึ่งในล้านคนที่เดินเข้ามาอย่างถูกที่ถูกเวลาและรู้ในสิ่งที่ควรรู้
“อย่างน้อยท่านก็ควรมีความรู้ว่านี้มั้ย?”
“ยัยหนู เื่ราวบางเื่ข้าเหล่าฟู่ก็ไม่ควรแตะต้อง” นางมองหน้าเขาก่อนจะได้ยินเขาสารภาพออกมา “ข้าไม่ได้ตั้งใจจะหลอกลวงใครเพียงแต่วันที่ข้าพบเ้านั้นข้าก็รู้ว่าถึงแม้ฮูหยินน้อยจะไร้เรี่ยวแรงและดูเหมือนจะอีกครึ่งก้าวจะก้าวเข้าสู่ยมโลกและเ้าที่หยุดหายใจไปแล้วในชั่วขณะหนึ่ง แต่ทุกอย่างก็ดูผิดปกติจากที่ไม่ปกติอยู่แล้ว ความวุ่นวายรอบตัวพวกเ้าสองแม่ลูกมีชะตาแห่งฟ้าดินคลุมครองเอาไว้” ชายชราทำหน้านึก ย้อนระลึกถึงวันนั้น“มันเป็เหมือนพลังค่ายกลบางอย่างที่ถูกกำหนดขึ้นอย่างแข็งแกร่งต่อให้เ้าจะตายก็ตายไม่ได้ ค่ายกลกำกับิญญาที่แข็งแกร่งเช่นนี้ชีวิตข้าก็เคยเห็นเพียงครั้งแรกและครั้งเดียวเท่านั้น”
“ได้ยินว่า ฉินซื่อสมัยก่อนเคยเป็หนึ่งในเื่ค่ายกล”
ชายชราส่ายหน้า“ไม่ ค่ายกลนี้ ไม่ใช่ระดับที่ใครจะทำได้ เ้าอาจจะยังไม่เข้าใช้ค่ายกลที่มีกลิ่นไอของชะตาแห่งฟ้าดินอย่างน้อยก็ต้องเป็ขั้นปู้เทียนจิ้ง 步天境 ขั้นสามขึ้นไปเท่านั้นจึงจะสร้างสิ่งที่ฝืนลิขิตเช่นนี้ได้และรับผลการสะท้อนของฟ้าดินได้”
มู่หรงเจี้ยนหนิงถึงกับทวนคำระดับปู้เทียนจิ้งไม่ใช้แม้แต่สิ่งที่ใครจะฝันก็ฝันได้คนทั่วไปแม้กระทั่งประมุขตระกูลมู่หรงเองก็ยังเพิ่งก้าวเข้าสู่ขั้นปู้เทียนจิ้งเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาแถมยังอยู่ในระดับชั้นต้นเท่านั้น
ระดับพลังของโลกนี้ไม่ซับซ้อนแบ่งเป็ห้าขั้น สามขั้นแรกมีสี่ระดับย่อย ได้แก่ สื่อหยวนเต้า 始源道, เลี่ยนถี่เต้า 炼体道, เลี่ยนหุนเต้า 炼魂道 โดยแบ่งชั้นย่อยเป็ ขั้นต้น กลาง ปลาย และสมบูรณ์อีกของขั้นที่เหลือคือเหนือสุดของโลกที่พึงจัดระดับได้ นั่นคือ ปู้เทียนจิ้ง 步天境, หลิงอวิ๋นจิ้ง 凌云境 โดยแบ่งเป็ห้าชั้นย่อยลงมาอีกแต่ละระดับห่างกันราวกับระหว่างฝืนฟ้าแห่งหนึ่งไปจนถึงอีกแห่งหนึ่งการควบแน่นของพลังระดับนั้นหากไม่มีทรัพยากรที่เพียงพอและพลังใจอันไร้ขีดจำกัดก็จะเป็เส้นขอบฟ้าที่ไม่อาจข้ามไปได้ตลอดชีวิต
นอกจากครอบครัว? “มีคนไม่อยากให้ข้าตาย?”
“ไม่เพียงไม่อยากให้เ้าตาย ยังรอบคอบถึงขั้นเปลี่ยนกระดูกเส้นเอ็นและชีพจรทั้งหมดของเ้าไว้แล้วด้วยส่วนเื่หลังจากนี้เหล่าฟู่เองก็ไม่อาจหาคำตอบได้แล้ว” ชายชราส่ายหัวไม่เพียงไม่อาจหา แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้หา“ทุกครั้งที่ข้ากำลังจะก้าวข้ามเื่บางเื่ หาไม่มีเหตุอันแปลกประหลาดหยุดยั้งเอาไว้รอบตัวก็จะมีคนเจ็บหรือตายหลังจากนั้นมาเื่ของเ้าข้าจึงถือว่าเป็อานัติ์นอกจากรอเวลาให้เ้าฟื้นขึ้นมาเองก็ยังต้องมั่นใจว่าร่างกายของเ้าจะสมบูรณ์ที่สุดเมื่อยามที่ฟื้นขึ้นมา”
เมื่อพยายามคิดถึงปลายทางเด็กสาวรู้ดีว่าการได้รับอภิสิทธิ์บางอย่างนั่นหมายถึงภาระบางอย่างได้เกิดขึ้นแล้ว เพียงแต่ยามนี้ยังไม่เข้าใจ“เป็ตระกูลมู่หรงหรือเปล่าที่ทำ?” นางถามเพียงยังไม่อยากจะเชื่อ
“เ้าคิดว่าในโลกนี้ คนที่สำเร็จปู้เทียนจิ้งขั้นสามจะมีสักกี่คน”
มู่หรงเจี้ยนหนิงทิ้งตัวลงกับเก้าอี้คนสำเร็จขั้นปู้เทียนจิ้งบัดนี้อาจมีไม่น้อยแต่คนเ่าั้ล้วนไม่ควรไปวุ่นวายหรือตอแยด้วยเป็ทั้งวีรบุรุษและหายนะในคนเดียวกัน เช่นนั้นแล้ว “ด้วยเหตุใด” ถึงต้องทำเช่นนี้
คราวนี้ชายชรายักไหล่ทำท่าเหมือนไม่มีอะไรสลักสำคัญ “เช่นนั้นแล้วข้าจึงบอกเ้าว่าอย่างไรพลังยุทธ์ของเ้าก็ต้องฝึก ร่างกายนี้แข็งแรงขนาดนี้เป็ไปไม่ได้ที่จะไม่มีเส้นลมปราณดี ๆ แล้วรากิญญานั้นก็ใช่ว่าจะปรากฏไม่ได้ไม่แน่ว่า ...” เขาหัวเราะพลางลูบเคราะอย่างอารมณ์ดี “พอแล้ว ๆเื่อะไรยังไม่เกิดก็ช่างมันเสียก่อนเถอะเอาเป็ว่าด้วยสภาพของเ้าตอนนี้คาดว่าคงยังไม่เจอเส้นลมปราณ หรือตันเถียนสินะ?”
เด็กสาวพยักหน้าไม่เห็นแม้แต่เงาจากเื่เล่าของตาเฒ่าก็รู้แล้วว่าร่างนี้การพบเจอเส้นทางพลังยุทธ์นั้นเป็เื่แน่นอนอยู่แล้วขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น
“เ้าไม่ลองถามของที่อยู่ที่นิ้วเ้าดูละ?” รอยยิ้มนั้นไม่น่าไว้ใจเอาซะเลยเจี้ยนหนิงยกนิ้วที่ใส่แหวนขึ้นมองแล้วเอาไปจ่อที่หน้าตาเฒ่านั่น “เ้าก็ถามสิ”
ถามยังไงใครจะรู้ท่านรู้หรือข้ารู้ก็ไม่มีใครรู้มันดูดเืนางไปเท่าไหร่นางยังไม่รู้เลยแล้วจะให้ถามอะไรได้คำถามมีมากมายแต่คำตอบเป็อย่างไรก็สุดจะรู้
“ฮั้ยยะ ไม่น่ารัก ยัยหนูคนนี้ไม่น่ารัก” เขาหัวเราะอย่างไม่ถือสา“เ้าไม่ต้องกังวลเื่ร่างกายตัวเอง ข้าอาจจะไม่รู้ทั้งหมดแต่จากที่ข้าดูแล้วโรคภัยไข้เจ็บธรรมดาไม่อาจทำให้เ้าต้องเผชิญความลำบากอะไรได้อีกแต่หากเป็พิษที่เหนือจินตนาการเื่นั้นข้าเองก็ตอบไม่ได้เพียงแต่การจะผ่านขั้นแรกนี้ไปคงไม่ง่าย”
“ข้ายังต้องตรวจอะไรอีกมั้ย” นางนิ่งไปนานก่อนจะเอ่ยถามในเมื่อไม่มีอะไรก็ถึงเวลาที่ควรจากลากันได้แล้ว
“สมุนไพรที่ข้าให้เ้าดื่มและจัดเทียบให้ตลอดหลายปีมานี้เป็ยาบำรุงทั้งสิ้น แต่ละอย่างมีค่าควรเมืองยามแรกเพื่อทดลองว่าร่างกายเ้ายังทำงานอยู่หรือไม่และสามารถดูดซึมพลังของมันได้หรือไม่ แต่เ้าก็ไม่ทำให้ผิดหวังนอกจากสมุนไพรบำรุงที่เข้าไปจะทำให้การพัฒนาร่างกายของเ้าดีขึ้นแล้วก็ยังต้านพิษพื้นฐานได้อีกด้วย”
เจี้ยนหนิงสะกิดใจ“เ้าเคยวางยาพิษข้า?”
“หวานเป็ลม ขมเป็ยา เ้าไม่เคยได้ยินหรือ?”
“ไม่เคย!”
“ฮั้ยยะ! อย่าโกรธสิ เป็เด็กสาวตัวน้อยที่หัวร้อนง่ายเสียเหลือเกิน”
ลองมีใครทำกับร่างกายของเ้าดูบ้างมั้ยละ? ร่างกายที่ยังไม่ฟื้นตัวไม่รู้สี่รู้แปด แต่เ้ากลับเอาร่างข้าไปลองยา“ข้าจะฟ้องฮูหยิน!”
“เ้ารอดมาได้แล้วใครจะไปเชื่อเ้า แถม่นั้นเ้าก็ยังไม่ฟื้นซะหน่อยเล่าไปเขาก็ว่าเ้าฝันแล้ว”
โอ้นางร้องออกมาคำหนึ่ง “พอแล้ว ๆ เห็นเ้าลุกขึ้นเดินได้เช่นนี้ ข้าก็เบาใจต่อจากนี้อีกสามปีเราค่อยพบกันใหม่”
“หะ ทิ้งระยะได้นานถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”
“แน่นอน ข้าจะมาบ่อย ๆ ให้เ้าด่าข้าหรือยังไง?” คำพูดดูจริงจัง แต่น้ำหนักเสียงกลับแง่งอนเสียเหลือเกิน
“ก็ ...” ใช่ นางไม่ค่อยสุภาพเท่าไหร่จริง ๆ
“ช่างเถอะ ข้าดูแลเ้าทุกครึ่งเดือนหลายปีมานี้ตระกูลมู่หรงก็ให้ข้าเสพสุขอยู่สุขสบายมามากถึงเวลาที่ข้าต้องออกเดินทางไปตามเส้นทางของข้าได้แล้ว”
นั่นสินะรอบตัวมู่หรงเจี้ยนหนิงไม่ได้มีเพียงฉินซื่อคนเดียวที่ทุ่มเทให้ร่างกายนี้อย่างหมดหน้าตักยังมีชายชราผู้นี้อีกคนที่ต่อให้ไม่มีความดีก็มีความชอบสิ่งที่เขาทำไม่ใช่เพียงดูแลร่างกายของบุตรสาวสายตรงคนเล็กตระกูลมู่หรงแต่ยังคงเป็หลักยึดทางใจให้แก่ฉินซื่อตลอดมาว่าเด็กที่นอนเป็ผักคนนี้ยังมีความหวังแม้จะริบหรี่เพียงใดก็ตาม
“ท่าน... รู้มาตลอดว่าข้าจะฟื้นขึ้นมา?”
“ข้าจะไปรู้ได้ยังไงเล่า แต่ข้าแค่คิดว่าถ้าเ้าไม่ฟื้นร่างกายแบบนี้ก็เสียของแย่”
นางหัวเราะก็ถูก ทั้งสถานะ และความพิเศษของร่างกาย “ท่าน ...ท่านชื่ออะไร?”
ชายชราชะงักไปทำท่าเหมือนครุ่นคิด ฮั้ยยะ! ที่ผ่านมา พวกเขาก็ไม่เคยถามชื่อกันนั่นเป็เพราะเขารู้อยู่แล้วว่านางมีชื่อเสียงเรียงนามอย่างไรแต่เขาก็ไม่เคยบอกชื่อตัวเองกับนาง เมื่อคิดได้แล้วก็หัวเราะจนพุงกระเพื่อม“เหล่าฟู่นี่มันต้องแก่แล้วจริง ๆ ข้ากู้เหวยอวี้ 顾维玉” แล้วเดินจากไปอย่างสบายอารมณ์ ก่อนประตูจะปิดลง เขาก็ได้ยินเสียงเล็กๆ ของเด็กสาว ที่เบาราวกับสายลมพัด
“แล้วพบกันใหม่”
มู่หรงเจี้ยนหนิงรู้ตัวอีกทีวันพรุ่งนี้ก็จะเป็วันปีใหม่นางรับรู้มาว่าปีนี้มู่หรงเจี้ยนหยางกลับมาแล้วแต่ก็มีเื่ให้ต้องทำอยู่ภายนอกจึงไม่อยู่ติดเรือนมู่หรงเจี้ยนอี้กับมู่หรงเจี้ยนหลีเองก็วิ่งเข้าออกเรือนจนไม่ได้เจอกันส่วนมู่หรงเหยียนเองต่อให้ตัวอยู่ในจวนแต่ก็ต้องปรึกษางานในห้องหนังสืออยู่เกือบตลอดเวลาฉินซื่อนอกจากต้องจัดการทั้งเรือนในและเรือนนอกแล้วก็ยังต้องคอยมาหาบุตรสาวเพราะเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่เร่งรัดช่างตัดเย็บเพิ่งถูกนำมาส่งรอบกายวุ่นวายและรีบเร่ง แต่ก็แฝงไปด้วยชีวิตชีวาอย่างที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนลานเรือนประดับด้วยผ้าสีแดง โคมและอักษรมงคลจนกระทั่งยามเช้าของรวมญาติมู่หรงเจี้ยนหนิงก็ถูกปลุกั้แ่รุ่งสางแต่งกายอย่างเงียบง่ายแต่งดงาม หน้าประตูมีชายสามคนพูดคุยกันอยู่อย่างวุ่นวาย
นั่นคือสามคุณชายสายตรงตระกูลมู่หรง เจี้ยนหยาง เจี้ยนอี้ และ เจี้ยนหลีทั้งสามสวมชุดสีแดงเหลือเหมือนกัน แต่กลับให้ความรู้สึกต่างกันโดยสิ้นเชิง
“น้องสาว ท่านแม่ให้พวกเรามารับเ้า!”คนแรกที่พูดขึ้นมาคือคนที่สะบัดพัดเก็บทันทีที่เห็นนางใบหน้าอ่อนเยาว์นั้นเริ่มฉาบแววงดงาม ใช่ งดงามเป็ชายที่มีใบหน้าสวยแบบผู้ชายที่เริ่มจะคมขึ้นตามอายุดวงตาของเขาสดใสดูอ่อนโยนสดใส จนมู่หรงเจี้ยนหนิงรู้สึกเหมือนต้องหรี่ตามอง“ข้าคือพี่รองของเ้า ส่วนคนนี้คือพี่ใหญ่ และพี่สามของเ้า”เขาชี้ไปที่อีกสองคนส่ง ๆ ชี้ถูกชี้ผิดก็ไม่ได้สนใจจนคนที่ดูอายุมากที่สุดต้องก้าวออกมาข้างหน้า
“เ้าใจเย็นหน่อย หนิงหนิงใหมดแล้ว” คนนี้น่าจะเป็เจี้ยนหยางท่าทางสุขุมรอบคอบ ยามที่เขาตรงมาจับมือข้าฝ่ามือและนิ้วเต็มไปด้วยตุ่มด้านอย่างคนฝึกยุทธ์มาั้แ่เด็กยามเมืองมองหน้าเขาก็พบคิ้วกระบี่และใบหน้าได้รูปที่มีความเป็ชายเปี่ยมล้นไม่ใช่ความงามที่งดงาม แต่เหมือน... รูปปั้นที่ตั้งอยู่กลางสนามรบ จู่ ๆเจี้ยนหนิงก็รู้สึกขนคอตั้งขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัวก่อนจะถูกเสียงหัวเราะอีกสายที่ดังขึ้นมา
“พี่ใหญ่ ท่านก็ทำนางใเหมือนกัน” ผู้พูดเดินก้าวขึ้นมาข้างหน้าบัดนี้ซ้าย ขวาและด้านหน้าของนาง มีคนล้อมรอบทุกทิศทางด้านหนังก็มีจิเป่ากับเป่าจู ขนาบไว้นอกจากขนคอตั้งแล้วตอนนี้การเข้าถึงเนื้อตัวของนางมากเกินไปกำลังทำให้นางเข้าสู่สภาวะอยากถลกกระโปรงแล้ววิ่งหนี“น้องสาว เ้าใจเย็น ๆ” เสียงหัวเราะนั่นกลับดังขึ้นอีก“ถ้าเ้าวิ่งหนีไปตอนนี้พวกข้าโดนท่านพ่อท่านแม่ตีขาหักแน่ ๆ ”
เขาไม่พูดเปล่าแต่ผลักชายสองคนออกไป ก่อนจะให้สาวใช้ด้านหลังสองคนเดินก้าวเข้ามาประคองข้าไว้เจี้ยนหนิงจับมือพวกนางแน่น จนเป่าจูกับจินเป่าแอบก้มหน้าหัวเราะยามนั้นเองนางถึงค่อย ๆ หายใจ ให้ทั่วท้องแล้วทำความเคารพคนทั้งหมดที่อยู่ตรงหน้า
สองวันก่อนวันปีใหม่ท่านแม่ให้หลัวมามาเข้ามาสอนมารยาทพื้นฐานให้นาง ทั้งการเคารพ การยืน การเดินเมื่อก่อนยามคำนับเพียงประสานมือแบบบุรุษ ยามนี้เมื่อต้องยอบกายแบบสตรีต่อให้ไม่คุ้นชินไปบ้างแต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยเห็น
“หนิงเอ๋อร์ คารวะพี่ชายทั้งสาม” ไหน ๆ ก็แล้ว รวบเลยละกัน
“ดี ข้าคือเจี้ยนหลี ต่อไปนี้เ้าเรียกข้าว่าพี่สามเถอะ”มู่หรงเจี้ยนหลี ดูไม่เหมือนเจี้ยนหยางกับเจี้ยนอี้อยู่บ้าง คิ้วของเขาดกเข้มเกือบจะถึงขั้นรก แต่ใบหน้าขาวสะอาดและดวงตาที่มั่นคงคู่นั้นบ่งบอกว่าเป็คนตั้งมั่นตั้งใจแต่จุดเด่นของเขาคือทุกอย่างคือจุดเด่นเรียกว่าเป็คนที่เห็นครั้งแรกแล้วไม่มีทางลืมได้เลย
เด็กสาวขานรับในลำคอแล้วเจี้ยนหลีก็ถูกผลักออกไปจนนางสะดุ้ง “ข้าคือเจี้ยนอี้ พี่ชายคนที่สองของเ้าเ้าเรียกข้าว่าพี่รอง ต่อไปนี้พี่รองจะดูแลเ้าให้ดีใครกล้ารังแกเ้าบอกพี่ได้เลย!” เขายิ้มอย่างสดใสก่อนจะเดินไปดึงมู่หรงเจี้ยนหยางเข้ามา “ส่วนนี่เป็พี่ใหญ่ของเ้าเขานิสัยไม่ค่อยเป็มิตรเท่าไหร่ แต่ไม่ใช่คนเลวร้ายแค่ในปากมีตะกั่วถ่วงเอาไว้เท่านั้นเอง ต่อไปเ้าเรียกเขาว่าพี่ใหญ่ดี ๆแก้วแหวนเงินทองในห้องเขา เขาก็ยกให้เ้าได้หมดเลย”
ก่อนที่พี่ใหญ่จะกำมือต่อยมู่หรงเจี้ยนอี้นางเอ่ยเรียกทั้งสามคนอย่างคล่องปาก แน่นอนว่าต้องคล่องอยู่แล้วหลายวันมานี้ฉินซื่อบ่นถึงพวกท่านให้ข้าฟังจนข้าคร้านจะฟังแล้ว “พี่ใหญ่ พี่รองพี่สาม”
“ดี! ดีมาก! น้องสาว พวกเราเตรียมของขวัญพบหน้าให้เ้าแล้วด้วยพี่รองเสาะหาของชิ้นนี้มาจากดินแดนจากเหนือเชียวนะเอาไว้เ้ากลับมาค่อยเปิดดูแลพี่รองรับรองได้เลยว่าเ้าจะต้องชอบมันแน่ ๆของพี่สามและพี่ใหญ่ ก็เลือกมาอย่างดีเหมือนกันแต่ข้ามั่นใจเลยว่าเ้าจะต้องชอบของสองคนนั้นน้อยกว่าของข้าแน่นอน!”
อ้อ...แต่เ้าจะมีชีวิตไปถึงเรือนรับรองกับโถงบรรพบุรุษมั้ยล้วนเป็เื่ที่ข้าจะไม่เอามือเข้าไปสอดแน่นอน
เจี้ยนหนิงยิ้มแห้งๆ ก่อนจะเร่งฝีเท้าออกไปกับสาวใช้
คนไม่ปกติโลกนี้มีแต่คนไม่ปกติ!