สนมรักของเจิ้นวันวันคิดแต่จะหาตังค์ [จบ]

    เล่มที่ 4 บทที่ 111 ใครคือผู้ดูแล

            เห็นหลี่ไหวฺอวี้ทำสีหน้าเหยเกก็อดเป็นห่วงไม่ได้

            “เจ็บมากเลยหรือ”

            แน่นอนว่าเจ็บอยู่แล้วนี่คือการเย็บเนื้อหนังเชียวนะ แต่เห็นได้ว่านางระมัดระวังมากพอแล้ว

            “เจ้าลองดูไหมล่ะ”แต่จนแล้วจนรอดปากก็ยังพาจน

            คนเรามักกล่าวว่าเมื่อแผลหายก็ลืมความเจ็บนี่เพิ่งเย็บแผลเสร็จก็กล้าล่วงเกินหมอเสียแล้ว หมิงเป่าจูเห็นว่าเขาอยู่ดีๆ ไม่ว่าดีจึงใช้ปลายนิ้วกดลงไปตรงขอบแผลเบาๆ

            “โอ๊ย! เจ้าจะสังหารคนหรือไร!”หลี่ไหวฺอวี้ร้องออกมาทันที

            เสียงเบาหวิว เพราะไม่มีแรงจริงๆแม้แต่เป่าอวี้ที่อยู่ห่างแค่ม่านกั้นก็ยังไม่ได้ยิน เขาไม่ได้พูดให้เป่าอวี้ฟัง แค่คนที่อยู่ตรงหน้าได้ยินก็พอ

            และแล้ว หมิงเป่าจูเห็นใบหน้าทรมานของเขาสีหน้าเหมือนจะซีดลงไปหลายส่วน นางกลัวว่าตนเองจะลงมือหนักเกินไปจนแผลปริ จึงรีบเปิดเสื้อที่เพิ่งคลุมลงไปตรวจสอบดู

            โชคดี หมิงเป่าจูถอนหายใจด้วยความโล่งอกแผลเย็บติดกันอย่างสมบูรณ์ ไม่มีคลาดเคลื่อนหรือปริออกแต่อย่างใด

            สตรีที่ยังไม่ออกเรือนเปิดเสื้อผ้าของบุรุษเป็นเรื่องผิดธรรมเนียมอาจถูกบุรุษเยาะหยันว่าเป็นสตรีไม่มียางอาย ร้ายแรงหน่อยอาจถึงขั้นแต่งงานไม่ออก

            ด้วยเหตุนี้แพทย์หญิงจึงมีน้อยมากคาดว่าเมื่อใดที่หมิงเป่าจูเปิดร้านขายยาสมุนไพรขึ้นมา คงมีเพียงแห่งเดียวในเล่อชวนเป็นแน่

            หลี่ไหวฺอวี้ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกไม่นึกว่าวันหนึ่งตนเองต้องมาพลาดท่าเสียทีเพราะขุดหลุมฝังตัวเอง พลันรู้สึกว่าตนเองฟั่นเฟือนไปแล้วหรือไม่ถึงกับอยากถามหมิงเป่าจูว่าสงสารเขาบ้างหรือไม่ โชคดีเป่าอวี้กลับมาได้ทันเวลา ไม่อย่างนั้นก็สุดรู้ได้ว่าจะลงเอยเช่นไร

            “พี่สาว ยาบดเสร็จแล้วขอรับ”หมิงเป่าอวี้ยกโกร่งบดยาเข้ามา ยื่นให้หมิงเป่าจูดู

            ดอกหลงจ่าวจินถูกบดจนกลายเป็นยาน้ำผสมกับดอกไม้แห้งอีกสองชนิด กลายเป็นยาพอก

            นางเทยาพอกจากโกร่งบดยาลงบนแผลของหลี่ไหวฺอวี้ที่เพิ่งเย็บเสร็จจากนั้นใช้ผ้าฝ้ายพันแผลสองสามรอบอย่างพิถีพิถันก็นับว่าเสร็จเรียบร้อย

            “พี่ไหวฺอวี้ท่านรู้สึกตัวตลอดเวลาเลยหรือ”

            หมิงเป่าอวี้ไม่อยากจะเชื่อบาดแผลใหญ่ขนาดนั้น ต้องเจ็บปวดเพียงใด ตอนที่ได้ยินพี่สาวขอเข็มกับด้าย เขาก็เดาได้แล้วว่าพี่สาวกำลังจะทำอะไรแต่เขาต้องอดกลั้นทนความเจ็บปวดเช่นนั้นเชียวหรือ

            “เลื่อมใสมากใช่หรือไม่”หลี่ไหวฺอวี้เลิกคิ้ว ใบหน้ายังคงซีดเซียว แต่ก็ยังไม่ลืมโอ้อวดตนเอง

            “อื้อ อื้อเก่งมากจริงๆ!”

            หมิงเป่าอวี้ไม่เคยตระหนี่ถ้อยคำชื่นชมหลี่ไหวฺอวี้มาแต่ไหนแต่ไรหมิงเป่าจูแปลกใจมานานแล้ว

            ไม่รู้ว่าหลี่ไหวฺอวี้ใช้ยาเสน่ห์อะไรกับน้องชายตนเองทั้งสองคนดูราวกับพี่น้องแท้ๆ บางครั้งยังสนิทสนมมากกว่านางเสียอีก

            “หมดเวลาประจบสอพลอแล้วเป่าอวี้กลับบ้านกับข้า” หมิงเป่าจูล้างมือเสร็จแล้วก็ลุกขึ้น ดึงหมิงอวี้เป่าอวี้เตรียมจะออกไป

            “แล้วพี่ไหวฺอวี้เล่า”หมิงเป่าอวี้หันไปมองหลี่ไหวฺอวี้ที่ยังตั้งตัวไม่ทันเช่นกัน

            “เขาจะอยู่ที่นี่มีท่านหมอหลี่ดูแล บุรุษด้วยกันค่อนข้างสะดวกกว่า” หมิงเป่าจูกล่าว

            “เป่าอวี้ดูแลข้าได้!”หลี่ไหวฺอวี้รีบประท้วง

            “ใช่ๆ พี่หญิงข้าทำได้!” หมิงเป่าอวี้ช่วยพูดอีกเสียง

            หมิงเป่าจูกำลังจะส่ายหน้าปรากฏว่าหัวหน้าหมู่บ้านพาหลี่ฟู่กุ้ยเข้ามาพอดี

            “เป็นอย่างไรบ้างแม่หนูเป่าจูไหวฺอวี้ไม่เป็นอะไรแล้วใช่หรือไม่” หัวหน้าหมู่บ้านเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

            เขาได้ยินเสียงคนคุยกันเจื้อยแจ้วอยู่ภายในคิดว่าน่าจะเสร็จแล้วจึงเข้ามาดู ก็เห็นหมิงเป่าจูจูงหมิงเป่าอวี้ เตรียมจะออกไป จึงรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง

            “ไม่เป็นไรแล้วเจ้าค่ะท่านหัวหน้าหมู่บ้านต่อไปรบกวนท่านหมอหลี่ช่วยดูแลด้วย” หมิงเป่าจูกล่าวอย่างสุภาพ

            “หา ข้าหรือให้ข้าดูแล?”

            หลี่ฟู่กุ้ยไม่นึกเลยว่าตนเองจะต้องกลายเป็นผู้ดูแลทั้งๆ ที่ผู้ที่มีทักษะทางการแพทย์สูงส่งอยู่ตรงนี้ เหตุใดภาระถึงตกลงมาบนศีรษะของตนเองได้เล่า

            “มีสิ่งใดไม่สะดวกหรือไม่”

            แม้แต่หัวหน้าหมู่บ้านก็คุ้นเคยกับฐานะหมอของนางจนลืมไปว่าหมิงเป่าจูก็เป็นสตรีคนหนึ่ง

            “ท่านหัวหน้าหมู่บ้านจริงอยู่ว่าข้าเป็นหมอ แต่อย่างไรเสียข้าก็เป็นสตรี มีข้อจำกัดหลายอย่าง เป่าอวี้ยังเด็กไม่มีความรู้เรื่องการแพทย์ ปล่อยให้ท่านหมอหลี่ที่เป็นทั้งหมอและบุรุษดูแลน่าจะเหมาะสมกว่า”หมิงเป่าจูอธิบายอย่างใจเย็น

            แท้จริงแล้วนางไม่เคยถือสาเรื่องความแตกต่างระหว่างบุรุษสตรีแต่ในใจกลับมีอารมณ์ขุ่นเคืองอย่างบอกไม่ถูก ส่วนขุ่นเคืองเรื่องอะไรนั้นนางเองก็ไม่รู้เหมือนกัน

            “ถ้าอย่างนั้นหลี่ฟู่กุ้ย...” หัวหน้าหมู่บ้านมองไปที่หลี่ฟู่กุ้ย ถามความเห็นของเขา

    หลี่ฟู่กุ้ยชะโงกศีรษะมองไปหลังม่านปราดหนึ่งเห็นดวงตาเจือแววสังหารรุนแรงของหลี่ไหวฺอวี้กำลังจดจ้องเขาอยู่พอดี ทันใดนั้นหัวใจของเขาก็หนาวเยือกส่ายหน้ายิกราวกับกลองป๋องแป๋ง

            “ไม่ได้ๆ มารดาชราของข้าช่วงนี้ล้มป่วยประกอบกับโรงหมอมีแต่คนเข้าออกทุกวี่ทุกวัน ข้าไม่มีเวลาดูแลจริงๆ...”

            เขากลัวจนหัวหด สายตาคู่นั้นช่างเย็นชามองปราดเดียวก็ทำให้เขาสั่นไปทั้งตัวแล้ว จะกล้ารับปากได้อย่างไร

            หมิงเป่าจูเห็นท่าทางของหลี่ฟู่กุ้ยจึงหันกลับไปมองบ้าง

            ทว่าก็เห็นเพียงหลี่ไหวฺอวี้ทำสีหน้าตัดพ้อราวกับว่านางเป็นบุรุษไร้ความรับผิดชอบที่ทอดทิ้งบุตรภรรยา ไม่สมควรได้รับการให้อภัย

            สุดท้าย หลี่ไหวฺอวี้ก็ได้สมความปรารถนาถูกคนหามจากบ้านของหลี่ฟู่กุ้ยกลับมาที่บ้านของหมิงเป่าจู นอนบนเตียงอย่างมีความสุขเพลิดเพลินไปกับช่วงเวลาที่มีคนปรนนิบัติอย่างดี

            วันรุ่งขึ้นหัวหน้าหมู่บ้านส่งคนมาแจ้งข่าวว่าหมิงเถี่ยจู้ถูกตัดสินให้จำคุก ส่วนรายละเอียดกำหนดวันควบคุมตัวยังไม่แน่นอน

            ตอนหมิงเป่าจูได้ยินทีแรกก็รู้สึกสงสัยกฎหมายยุคโบราณไม่เข้มงวดถึงเพียงนี้เชียวหรือ ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนถึงขั้นต้องจำคุกแต่วันควบคุมตัวและบทลงโทษอื่นๆ กลับไม่ระบุหรือจะขึ้นอยู่กับอารมณ์ของนายอำเภอ?

            ใครจะรู้ว่าพอหลี่ไหวฺอวี้ได้ยินกลับหัวเราะเยาะอยู่บนเตียง จนสะเทือนถึงบาดแผล เจ็บอยู่พักใหญ่

            “รังเกียจที่แผลหายเร็วเกินไปหรืออย่างไร”หมิงเป่าจูพูดเหน็บแนม หลี่ไหวฺอวี้จึงทำตัวว่าง่ายในทันที

            แม้คำพูดของนางจะฟังดูเหมือนประชดประชันแต่ก็เป็นความจริง แผลของหลี่ไหวฺอวี้สมานเร็วกว่าคนทั่วไป อาจเกี่ยวกับพื้นฐานร่างกายของเขา

            ประกอบกับสรรพคุณของดอกหลงจ่าวจินที่ช่วยสร้างเนื้อเยื่อใหม่ลดการกลัดหนอง แผลตื้นๆ ก็เริ่มสมานกันแล้ว พักฟื้นอีกไม่กี่วันก็ลงจากเตียงได้แล้ว

            “นี่เป็นกลเม็ดที่พบเห็นดาษดื่นของศาลาว่าการ”

            ถูกหมิงเป่าจูสั่งสอนไปคราหนึ่งหลี่ไหวฺอวี้จึงนอนตัวตรงอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว เหลือเพียงดวงตาที่ชำเลืองมาที่นาง

            เมื่อเห็นอีกฝ่ายเชื่อฟังเช่นนี้หมิงเป่าจูก็ยิ้มสดใส พอเห็นนางเผยรอยยิ้มออกมาแล้ว หลี่ไหวฺอวี้จึงพูดต่อว่า “กฎเกณฑ์ใต้ดินขึ้นอยู่กับว่าทางบ้านของผู้อื่นมีเงินจ่ายเท่าไร”

            นายอำเภออย่างมากก็แค่ขุนนางชั้นเจ็ดเบี้ยหวัดรายปีเพียงสี่สิบตำลึงเศษๆ หากไม่มีรายได้เสริมแล้วจะเอาเงินที่ไหนมาเลี้ยงดูเจ้าหน้าที่มือปราบในศาลาว่าการ ไหนจะบ้านช่อง ข้าทาสบริวาร ตลอดจนค่าน้ำร้อนน้ำชาสำหรับการวิ่งเต้นในแวดวงราชการซึ่งจะขาดไม่ได้

            หวังซื่อถูกภรรยาของซุนเถียนขู่กรรโชกเอาเงินไปไม่น้อยแล้วยังต้องคืนเงินให้หมิงเป่าจูอีกยี่สิบตำลึง ย่อมไม่มีเงินไปติดสินบนเป็นแน่

            ที่แท้ก็มีเรื่องแบบนี้อยู่ด้วยหมิงเป่าจูเข้าใจแล้วก็เบาใจไปเปลาะหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันก็เริ่มวางแผนการของตนเอง

            ลองคำนวณวันดู เงินฝากที่โรงรับฝากเงินจวี้เฟิงกับหอหมื่นสมบัติน่าจะถอนออกมาได้แล้วรวมกันสองที่ก็น่าจะราวๆ ร้อยสี่สิบตำลึงเห็นจะได้

            ยังมียี่สิบตำลึงที่หมิงเถี่ยจู้นำมาคืนและอีกสี่สิบตำลึงที่ได้จากการรักษาคุณชายตระกูลชวี รวมทั้งหมดแล้วตอนนี้นางมีเงินในมือถึงสองร้อยตำลึง!

            ทันใดนั้นหมิงเป่าจูก็รู้สึกว่าตนเองกลายเป็นเศรษฐินีน้อยไปแล้วมีเงินมากมายเช่นนี้ ทำมาหาเลี้ยงชีพได้ ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ดีกว่าแต่งงานออกไปตั้งเยอะ!

    คล้ายกับเรื่องสนมรักของเจิ้นวันวันคิดแต่จะหาตังค์ [จบ] ที่คุณอ่าน