ตอนที่ 16 – หนทางเอาตัวรอด
แล้วก็ถึงเวลารุ่งสางจนได้ แสงอาทิตย์เริ่มส่งแสงมาจากทางทิศตะวันออก ทำเอาบรรยากาศมืดๆ เริ่มจะหายไปแล้ว ปราชญาที่ทำหน้าที่เฝ้ายามอยู่ก็เดินมาปลุกทุกคนให้ตื่นขึ้นจากการนอน เขาปลุกทรัพย์สินก่อน
“หือ? เช้าแล้วเหรอ?” ทรัพย์สินอ้าปากหาวออกมาอย่างง่วงนอน “เฮ้อ หลับซะสนิทเลย สงสัยคงจะเหนื่อยมากไปหน่อยมั้ง?”
“พวกเราออกจากบ้านหลังนี้ แล้วเดินทางกันต่อดีกว่าครับ” ปราชญาบอกกับทรัพย์สิน แล้วเดินไปปลุกพวกพันธกรให้ตื่นขึ้นมาบ้าง ฝ่ายชัชชัยก็ตื่นขึ้นมาอย่างหงุดหงิด เขาถามเวลาออกมา “นี่กี่โมงแล้วครับ?”
“หกโมงเช้าแล้ว น้องชัย” ปราชญาบอกออกมา ทำเอาชัชชัยล้มตัวลงนอนต่อทันที ปราชญาเลยบอกให้เขาลุกได้แล้ว คนอื่นๆ จะไปกันหมดแล้ว
“หกโมงเช้า? เช้าเกินไป ผมขอนอนต่อก่อนล่ะ” ชัชชัยว่าออกมาแบบนั้น ปราชญาเลยส่ายหน้าและจำต้องดึงแขนชัชชัยให้ลุกขึ้นเลย ชัชชัยส่ายหน้าออกมาอย่างอารมณ์เสียที่โดนปลุกให้ตื่นแต่เช้า แล้ววรรณสาก็เดินลงมาด้านล่างบ้าง กมลเองก็ตื่นแล้ว ทุกคนตื่นกันหมด
“ออกจากที่นี่กันเถอะ หวังว่าวันนี้คงเจออาณาเขตอื่นนะ” ทรัพย์สินพูดยิ้มๆ “อ้อ! เรามากินข้าวกันก่อนดีกว่า เอาไว้เติมพลัง”
“เติมพลัง?” ชัชชัยมองไปทางทรัพย์สินแล้วก็พูด “ขนมปังแค่ครึ่งก้อนจะไปอิ่มได้ยังไงครับ?”
“ก็เรามีของแค่นี้” ทรัพย์สินว่าพลางหยิบขนมปังจืดออกมาจากถุงพลาสติก แล้วก็เริ่มกัดกิน “เราจะไปหาอาหารอื่นได้จากที่ไหนล่ะ?”
“นี่” กมลเอ่ยขึ้นบ้าง “เสบียงหนูก็หมดแล้วนะ แล้วถ้าอาหารกับน้ำหมด จะทำกันยังไง?”
ทรัพย์สินถึงกับหันมามองทางเธอแล้วเขาก็คิดว่าจริงเหมือนกัน พวกเขาต้องรอดต่อไปให้ได้ แต่ถ้าอาหารกับน้ำหมดจะทำอย่างไร? ทรัพย์สินเองก็ส่ายหน้าอย่างไม่รู้ เขากินขนมปังเข้าไปครึ่งก้อนและดื่มน้ำตาม ไม่มีความรู้สึกว่าอิ่มเลย ทุกคนก็เช่นกัน
“ไม่อิ่มเลย” ชัชชัยบ่นออกมาอีก หลังจากได้รับขนมปังส่วนหนึ่งมาจากภัทร เพื่อนสนิทแล้ว “นี่ไม่ใช่เื่เล่นๆ นะ ถ้าอาหารหมด แล้วเราจะทำยังไง? ขาดอาหารยังพออยู่ได้ แต่ถ้าขาดน้ำละก็ตายแน่”
ในขณะที่ทุกคนพยายามหาทางออก พันธกรก็ดีดนิ้วขึ้นมาดังเป๊าะ! อย่างนึกออก เขารีบบอกกับทรัพย์สิน “พี่ ออกไปจากที่นี่ดีกว่า และตามหาแม่น้ำกัน ดีไหม?”
“มันก็ได้” ทรัพย์สินบอก “แต่จะไปตามหาเพื่ออะไรล่ะ?”
“จับปลาไงพี่” พันธกรว่าขึ้นมาอย่างมีความหวัง “มันต้องมีปลาให้เราจับบ้างแหละ และเราก็เอามาย่างกินกันเป็อาหารมื้อเช้าไง”
ทรัพย์สินเลยเข้าใจในที่สุด ปราชญาเองก็เห็นว่าดีด้วย เขาเลยบอกให้ทุกคนรีบออกจากบ้าน และตามหาแม่น้ำตามที่พันธกรบอกกันดีกว่า กมลดูเหมือนไม่อยากลุกออกไปจากบ้านนี้เลย เธอดูเหนื่อยล้า แต่ก็จำต้องเกาะกลุ่มกันไป คณะเดินทางเดินออกจากบ้านที่ใช้พักผ่อนเมื่อคืน วรรณสาเดินเขยกๆ อย่างเจ็บแผลที่เข่า ทำเอาปฏิคมหันมาทางเธอ พอเห็นเข้าก็ทำท่าเป็ห่วง
“สา คมว่าสาทำาแใหม่เถอะ” ปฏิคมแนะนำออกมา “นะ เดี๋ยวมันจะติดเชื้อเอาจะยุ่ง”
วรรณสาส่ายหน้า “บอกแล้วไง สาเห็นแก่ตัวไม่ได้ เรามีจำนวนคนเยอะ ถ้าเกิดทุกคนาเ็แล้วยาหมด จะเอายาที่ไหนมารักษาาแ?”
ปฏิคมถอนหายใจออกมากับความดื้อดึงของเธอ วรรณสาก็พยายามเดินเขยกๆ ออกไปตามคนอื่น บรรยากาศเพิ่งจะหกโมงครึ่งในตอนเช้า แสงแดดยังออกมาไม่มากเท่าไหร่ ตามถนนก็ยังคงมืดอยู่เล็กน้อย พวกเขาออกเดินไปตามถนนที่มีแต่อุบัติเหตุรถยนต์ชนกัน พันธกรมองซากปรักหักพังรอบๆ ด้าน เขาก็รู้สึกเศร้าใจ
“เราจะไปที่ไหนกันเหรอคะ?” กมลถามขึ้นมา ทรัพย์สินเลยหันมาอธิบายให้ฟัง
“เรากำลังหาอาณาเขตใหม่” ทรัพย์สินบอก ทำเอากมลต้องว่าออกมาทันที
“แล้วพี่รู้เหรอว่าอาณาเขตใหม่อยู่ที่ไหน?”
“ก็ไม่รู้หรอก” ทรัพย์สินบอก “ก็แค่เดินเอาเดาสุ่มเอา”
กมลถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย แล้วเธอก็บอก “ทำแบบนี้ เหมือนคนตาบอดที่ไม่มีแม้กระทั่งไม้เท้าเลยนะคะ พี่สิน”
“เอาน่า ยังไงวันนี้พวกเราคงโชคดีแหละ” ทรัพย์สินให้กำลังใจกมล แล้วก็คนอื่นๆ ด้วย “อาจจะเจออาณาเขตเข้าจริงๆ ก็ได้”
แล้วทั้งหมดก็ออกเดินทางต่อ พันธกรเดินผ่านร้านรวงต่างๆ มากมาย มีร้านขายของเหมือนที่มีในอาณาเขตเขาด้วย เขามองสังเกตไปรอบๆ อย่างเพลิดเพลิน แต่ในตอนนั้นเอง ทรัพย์สินก็หยุดเดิน ทำเอาทุกคนหยุดเดินไปด้วย
“มีอะไรครับ พี่?” ปราชญาถามขึ้นมา ทรัพย์สินจึงชี้ให้ดูกลุ่มเอไอประมาณสามตนที่ขวางอยู่ด้านหน้า ท่าทางมันเหมือนกำลังตรวจสอบอะไรบางอย่าง ปราชญาเห็นดังนั้น ก็อาสาจะจัดการเอง เพราะอาวุธของเขาเป็สไนเปอร์ โจมตีได้จากระยะไกล
“น้องต้องระวังนะ ถ้าพวกมันตายไปสักตน อีกสองตนที่เหลือต้องพุ่งเข้ามาแน่” ทรัพย์สินบอกให้ปราชญาระวัง ปราชญาก็พยักหน้า ก่อนจะเล็งปืนสไนเปอร์ไปยังส่วนศีรษะของเอไอตัวหนึ่ง พอคิดเข้าเป้าแล้วก็กดยิงทันที ะุปืนสไนเปอร์พุ่งแหวกผ่านอากาศออกไปอย่างรวดเร็ว แล้วะเิศีรษะเอไอตนนั้นจนแตกดังโพละ! ทำเอาเอไออีกสองตนหันมาทางที่ะุถูกยิงมา แล้วพวกมันก็คว้าปืนเลเซอร์ของพวกมันออกมา
“น้องปราช! ระวัง!!” ทรัพย์สินร้องเตือน ปราชญารีบเล็งเป้าต่อไป แล้วก็จัดการะเิศีรษะของเอไออีกสองตนจนสำเร็จจนได้ ร่างของมันละลายกลายเป็ของเหลว เหลือแต่คราบสีดำบนพื้น ปราชญาเอาปืนวางลงก่อนจะถอนหายใจ
“ฟู่ว! เกือบไม่ทันแน่ะ” ปราชญาบอกออกมา พันธกรถึงกับชื่นชมปราชญาขึ้นมา
“โห พี่ปราชก็ฝีมือไม่เบาเหมือนกันนะครับ” พันธกรเอ่ยชมปราชญาขึ้นมา ปราชญาก็จะยกมือเกาศีรษะอย่างเขินๆ แต่ก็ลืมไปว่าสวมหมวกเอาไว้ด้วย
“เอาล่ะ เราไป...” ทรัพย์สินกำลังจะบอก แต่ทันใดนั้นเอง ก็มีฝูงเอไอวิ่งมาจากทางด้านหลังหลายสิบตน ทรัพย์สินเห็นดังนั้นจึงสั่งให้ทุกคนวิ่งทันที วรรณสาหันกลับไปมอง แล้วเธอก็เริ่มออกวิ่งออกไปอย่างเชื่องช้าเพราะเจ็บแผลที่เข่า
“สา!” ปฏิคมหันมาหาเธอ พอเห็นว่าเธอวิ่งช้าลง เขาก็อาสา เอาปืนกลเก็บใส่กระเป๋า ก่อนจะเข้าไปแบกร่างเธอขึ้นมาทั้งร่างและออกวิ่งตามคนอื่นไป วรรณสารีบบอกกับปฏิคม
“ไม่ต้องหรอก คม! ปล่อยสาเถอะ สาวิ่งได้”
“ยังจะมาเก่งอีกนะ” ปฏิคมต่อว่าเธอ แล้วก็อุ้มเธอไว้ในอ้อมแขนก่อนจะรีบวิ่งตามคนอื่นไป พันธกรหันมาเห็นดังนั้น เลยบอกให้ปฏิคมเอากระเป๋ายังชีพของปฏิคมมาให้เขา เขาจะรับหน้าที่แบกเอง ปฏิคมจะได้ไม่เหนื่อยมากเกินไป
“ขอบคุณมาก ไอ้พัน!” ปฏิคมร้องบอกเพื่อน พันธกรก็เร่งให้ปฏิคมวิ่งเข้ามาเร็วๆ ทรัพย์สินที่วิ่งนำหน้าคนอื่นไป เขาก็มองหาที่หลบซ่อน ขณะที่พวกเอไอเริ่มเข้ามากระชั้นชิดพวกเขาแล้ว แล้วทรัพย์สินก็มองเห็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่ทางด้านขวา เขาเลยบอกให้ทุกคนเข้าไปหลบในนั้นทันที
เขาวิ่งขึ้นบันไดไปยังลานหน้าห้างสรรพสินค้า ก่อนจะผลักประตูเปิดเข้าไปเลย โชคยังดีที่มันไม่ได้ล็อก เขาเปิดประตูและให้ทุกคนเข้าไปก่อน ก่อนจะปิดประตู แล้วดึงบานเลื่อนลงมาปิดไว้ด้วย ทรัพย์สินถอยห่างจากประตู เกิดเสียงมาจากภายนอก พวกเอไอกำลังจะบุกเข้ามาภายในห้างสรรพสินค้านี้
“หนีขึ้นชั้นสองเร็ว!” ทรัพย์สินะโก้อง แล้วก็เห็นบันไดเลื่อนที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว เขารีบวิ่งนำคนอื่นขึ้นไป วรรณสาที่รู้สึกผิดอย่างมากที่ดันเป็ตัวถ่วงให้ปฏิคม เธอก็บอกให้เขาเอาเธอลงได้แล้ว
“ได้ไง? สายังาเ็อยู่นะ!!” ปฏิคมร้อง แต่วรรณสาก็ร้องออกมาเช่นกัน
“สาไหว!” เธอบอกกับเขา “รีบขึ้นไปกันเถอะ”
แล้วพวกเด็กม.ปลายก็วิ่งขึ้นมาถึงชั้นสอง พันธกรเพิ่งจะเคยเห็นห้างสรรพสินค้าจริงๆ ก็คราวนี้ เป็อย่างที่คนรุ่นก่อนพูดจริงๆ ด้วย ห้างสรรพสินค้าภายนอกอาณาเขตนั้นใหญ่โต และมีของมากมายขายกว่าจริงๆ แต่เขาไม่มีเวลามากวาดตามองแล้ว ทรัพย์สินชี้ไปที่ร้านขายหนังสือร้านหนึ่ง ก่อนจะบอกให้ทุกคนไปหลบในนั้น
ตูม!!!
เกิดเสียงะเิดังด้านล่าง ประตูกระจกทางเข้าห้างสรรพสินค้าถูกเลเซอร์ของพวกเอไอยิงะเิจนแตกกระจายเป็เศษผงเล็กๆ รวมถึงบานเลื่อนด้วยก็ขาดออกเป็แผ่นๆ แล้วพวกเอไอก็พากันกรูเข้ามาภายในห้างสรรพสินค้า พวกมันกระจายตัวไปทั่วชั้นหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็ขึ้นชั้นสองไป พวกพันธกรที่หลบอยู่ในร้านขายหนังสือ ทรัพย์สินก็ให้วรรณสากับกมลไปหลบหลังโต๊ะแคชเชียร์เสียก่อน ส่วนเขาก็ถือปืนลูกซองเอาไว้เตรียมพร้อม เผื่อว่ามันจะบุกเข้ามาในร้าน
แล้วพวกเอไอก็วิ่งผ่านร้านขายหนังสือไป ทรัพย์สินใจนเกือบจะร้องออกมาแล้ว แต่โชคดีที่เขาหุบปากทัน พวกเอไอวิ่งผ่านหน้าร้านหนังสือไปจนหมด ทรัพย์สินรอให้สถานการณ์นิ่งประมาณห้านาที จึงลองออกไปด้านนอกร้านหนังสือแล้วมองซ้ายขวา ไม่เห็นพวกเอไอแล้ว
“ปลอดภัยแล้ว ออกมากันได้” ทรัพย์สินหันไปบอกพรรคพวก ทุกคนจึงเริ่มเดินออกมาจากภายนอก แต่ในตอนนั้นเอง ะุเลเซอร์ก็ถูกยิงมาทางใกล้ๆ พวกเขา มันกระทบกับร้านขายแผ่นดีวีดีภาพยนตร์ด้านข้างจนะเิลุกเป็ไฟทันที วรรณสากรีดร้องอย่างใกลัว ทรัพย์สินเองก็ใ เขารีบหันไปทางที่เลเซอร์ถูกยิงมา ก็เห็นเอไอตนหนึ่งเล็งปืนมาทางพวกเขา
“หมอบ!!” ทรัพย์สินรีบบอกให้ทุกคนทำตามเขา ะุเลเซอร์จากปืนของเอไอตนนั้นกระทบกับร้านหนังสือจนเกิดะเิขึ้นอย่างรุนแรง ไฟโหมไหม้กระหน่ำ ทรัพย์สินรีบบอกให้คนอื่นไปหาที่หลบใหม่ทันที
“จะหลบที่ไหนล่ะพี่!?” ชัชชัยะโออกมา ทรัพย์สินจึงบอกให้พวกเขาไปยังชั้นสาม พวกเขาจึงขั้นบันไดเลื่อนไป แต่ก็บังเอิญเจอเอไอตนหนึ่งปรากฏตัวเข้ามาพอดี ทรัพย์สินจัดการใช้ปืนลูกซองเป่าศีรษะของมันจนขาดกระเด็น แล้วเขาก็เก็บปืนเลเซอร์ของมันขึ้นมาบ้าง
“พี่ใช้เป็เหรอ?” วาสุกรีถามขึ้น ทรัพย์สินก็ส่ายหน้า เขาเองก็ไม่รู้จักวิธียิงเหมือนกัน แต่พอดีมีพวกเอไอขึ้นบันไดเลื่อนมายังชั้นสาม จะมาฆ่าพวกเขา ทรัพย์สินรีบบอกให้ทุกคนขึ้นมาบนชั้นสามเร็วๆ แล้วเขาก็ลองกดปุ่มที่ติดตั้งอยู่บนตัวปืนเลเซอร์ของพวกเอไอ เกิดลำแสงวาบออกมา และแสงเลเซอร์ก็พุ่งออกจากปืนในมือของทรัพย์สินจนไปถูกกลุ่มเอไอที่กำลังขึ้นบันไดมาจนร่างของพวกมันหลายตนะเิแตกเละ มีคราบสีดำล้นทะลักเต็มไปหมด ตอนนี้ ทรัพย์สินรู้จักวิธีใช้ปืนเลเซอร์ของพวกเอไอแล้ว
“ได้การล่ะ!” ทรัพย์สินวิ่งตามพวกคนอื่นๆ ไป แล้วหันกลับไปยิงเลเซอร์ใส่พวกเอไอบ้าง เกิดการะเิขึ้นภายในห้างสรรพสินค้าชั้นสาม พันธกรที่คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาก็บอกให้ทุกคนลงไปชั้นล่าง
“จะบ้าเหรอน้องพัน? เดี๋ยวก็เจอพวกมันหรอก!” ปราชญาว่าขึ้นมา แต่พันธกรรีบบอกให้ทุกคนลงไปชั้นล่างสุด ทุกคนถึงกับงงว่าพันธกรจะทำอะไร พันธกรหันมาบอกกับปราชญาขณะวิ่งลงบันไดเลื่อนลงมา
“ต้องอาศัยแรงพี่แล้วล่ะ” พันธกรบอกออกมาแบบนั้น ทำเอาปราชญางุนงงว่าเขาจะทำอะไร? พันธกรวิ่งลงมาจนถึงชั้นหนึ่ง แล้วก็เป็ไปตามที่เขาคาด มีโรงอาหารอยู่ที่ชั้นหนึ่งจริงๆ พันธกรสั่งให้ปราชญาตั้งปืนสไนเปอร์ แล้วเล็งไปที่เตาแก๊สที่อยู่ด้านในโรงอาหาร
“น้องจะบ้าเหรอ!?” ปราชญาหันมาว่าใส่ “เดี๋ยวก็เกิดะเิใหญ่ขึ้นมาหรอก ถังแก๊สนั่นไม่ได้มีถังเดียวนะ”
“ก็นั่นแหละที่ผมอยากให้เกิด” พันธกรบอก “ลงมือเลยครับ”
ปราชญาส่ายหน้า ก่อนจะเล็งปืนสไนเปอร์ของตน ให้ซูมเข้าไปใกล้ๆ ร้านอาหารร้านหนึ่งและเล็งไปที่ถังแก๊ส ก่อนจะกดลั่นไก ะุพุ่งตรงเข้าใส่ถังแก๊สจนมันเกิดะเิครั้งยิ่งใหญ่ เกิดเสียงดังตูม!! ดังมาก โรงอาหารทั้งโรงไฟลุกท่วมทันที เมื่อชั้นที่หนึ่งโดนทำลายด้วยะเิ ชั้นต่อๆ ไป้าก็เริ่มสั่นคลอน พันธกรใช้จังหวะนี้ รีบบอกให้ทุกคนออกไปจากห้างสรรพสินค้าทันที ก่อนที่มันจะถล่มลงมา
“เฮ้ย! นายทำแบบนี้ได้ไงวะ!?” ชัชชัยร้องออกมาแต่ก็รีบวิ่งไปที่ประตูซึ่งบัดนี้ไม่เหลืออะไรแล้ว พวกเขาวิ่งออกไปด้านนอกได้ทันเวลา เมื่อพวกเขามาถึงถนนด้านหน้า ห้างสรรพสินค้าทั้งตึกก็เอนตัวแล้วก็ถล่มลงมาจนหมดไม่เหลือโครงสร้าง ชัชชัยที่เกือบหนีออกมาไม่ทัน ก็ต่อว่าพันธกรว่าทำอะไรลงไป?
“ก็จะฆ่าพวกเอไอน่ะสิ” พันธกรตอบคำถามของชัชชัย ชัชชัยเลยกล่าวออกมา
“แล้วถ้าตึกถล่มแล้วพวกเราหนีไม่ทันล่ะ? จะเกิดอะไรขึ้น?” ชัชชัยพูดออกมาอย่างหงุดหงิด พันธกรก็ส่ายหน้าก่อนจะบอกออกมา
“ก็เราหนีออกมาทันแล้วนี่ไง” เขาบอก “ไปเหอะ เดินทางกันต่อ ไปตามหาแม่น้ำกัน”
แล้วทั้งคณะเดินทางก็มองกลุ่มควันที่ลอยฟุ้งอยู่ทั่วอาณาบริเวณที่ตึกถล่ม พันธกรเดาเอาว่าพวกเอไอที่เข้ามาในห้างคงตายไปหมดแล้ว เขาเลยเริ่มออกเดินทางไปกับคนอื่นๆ ต่อ ฝ่ายวรรณสาที่เจ็บเข่าเหลือเกิน เธอก็ไม่กล้าบอกทุกคน เพราะกลัวจะโดนหาว่าเป็ตัวถ่วง
ไม่นานนัก พวกเขาก็เจอแม่น้ำจนได้ เป็สะพานข้ามแม่น้ำนั่นเอง พันธกระโลงมาจากสะพาน ก่อนจะไปมองในน้ำที่ไหลเวียนอยู่ด้านนอก แล้วเขาก็มองเห็นปลาแหวกว่ายอยู่
“ทำไงล่ะ?” ภัทรถามขึ้น “เราไม่มีเบ็ดหรอกนะ”
พันธกรคว้ามีดทหารของพ่อออกมา แล้วจัดการจ้วงลงไปในน้ำทันใด แล้วเขาก็แทงปลาตัวหนึ่งขึ้นมาได้ มันดิ้นพล่านอย่างทรมานที่โดนมีดเสียบตัว แล้วหลังจากนั้น พันธกรก็จับปลามาได้เรื่อยๆ วาสุกรีเป็คนไปเก็บท่อนไม้มา และใช้ไฟแช็คของชัชชัยจุดไฟแล้วเอาปลาที่ตายแล้วมาย่างกินกัน
“ปลาอะไรเนี่ย?” ชัชชัยถามขึ้นมาอย่างสงสัยขณะที่เคี้ยวเนื้อปลาที่ย่างสุกแล้วในปาก พันธกรก็บอกว่าเป็ปลาพันธุ์ที่กินได้ ให้เขารีบกินเข้าไป จะได้อิ่มท้อง
“ขอบคุณมากนะ น้องพัน” ทรัพย์สินบอกออกมาอย่างอายตัวเองเล็กน้อย “พี่เองก็ไม่ได้คิดถึงเื่นี้เลย น้องเก่งมากนะที่คิดเื่นี้ขึ้นมาได้”
“ไม่หรอกครับ” พันธกรถ่อมตน ปฏิคมที่นั่งกินปลาย่างเลยบอกออกมา
“ไอ้พันมันชอบอ่านหนังสือพวกกลยุทธ์การรบแล้วก็วิธีเอาตัวรอดในป่าอะไรแบบนี้ล่ะครับ” ปฏิคมว่ากับทรัพย์สิน “มันก็เลยรู้จักหาวิธีรอด”
“เออ ดีเหมือนกัน” ทรัพย์สินพูดขึ้นมา ก่อนจะกินปลาจนหมด พอทุกคนกินปลากันหมดถึงได้รู้สึกอิ่มท้องขึ้นมาบ้าง แต่พวกเขาก็้าข้าวกลางวัน แถมปลายังเก็บเอาไว้ไม่ได้เสียด้วย แล้วพวกเขาจะทำอย่างไรดี?
“อืม...” พันธกรพยายามครุ่นคิดถึงเื่ที่เขาเคยอ่านในหนังสือ “ผมเคยอ่านว่าข้าวสารนั่นสามารถกินได้ ไม่มีวันหมดอายุนะ”
“จริงเหรอ?” ชัชชัยถามขึ้นอย่างสนใจขึ้นทันที “ข้าวสารไม่มีวันหมดอายุจริงๆ เหรอ?”
“จริงๆ มันก็มี แต่กินได้” พันธกรบอกออกมา “เพียงแต่กลิ่นของมันอาจจะไม่เหมือนเดิม แต่รับรองว่ากินได้แน่นอน ถ้าจัดการหุงจนสุกแล้ว แต่เื่โภชนาการอาจจะไม่ได้คุณค่าแล้ว”
“เราไม่สนใจเื่โภชนาการหรอก” วาสุกรีว่าขึ้น “ขอแค่ให้มีอะไรตกถึงท้องก็พอ”
“ฮ้า! นั่นสิ” ภัทรลุกขึ้นยืนแล้วก็วางไม้ที่เสียบปลาย่างไว้บนพื้น ก่อนจะบอกกับทุกคน “งั้นไปหาข้าวสารมากันเถอะ ว่าแต่...มันมีขายที่ไหนล่ะ?”
แล้วคณะเดินทางก็เดินข้ามสะพานข้ามแม่น้ำไป ก่อนที่ทุกคนจะมารวมตัวกัน แล้วทรัพย์สินก็สั่งให้ทุกคนแยกกันกระจายตามหาร้านขายข้าวสาร และถ้าใครเจอหรือไม่เจออย่างไร ให้มารวมกันตรงจุดนี้ ทุกคนพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะพากันแยกย้ายออกไป วรรณสาทำท่าจะออกไปกับเขาด้วย แต่ถูกทรัพย์สินห้ามไว้ก่อน
“ทำไมละคะ?” วรรณสาถามอย่างสงสัย ทรัพย์สินเลยตอบออกไป
“ให้แผลที่เข่าพักมั่งดีกว่า” เขาบอก “ขืนเดินไปนานๆ แผลจะอักเสบเอาได้ น้องสา นั่งพักเถอะ”
นั่นมันขัดใจวรรณสาอย่างมาก เธอเองก็อยากจะออกไปช่วยคนอื่นหาข้าวสารด้วย แต่เข่าของเธอก็เจ็บจนแทบทนไม่ไหวแล้ว จึงได้แต่นั่งอยู่บนถนนพร้อมกับทรัพย์สิน
ฝ่ายพันธกร เขาเดินเข้าไปในซอยหนึ่งและพยายามเมียงมองหาร้านขายของ แต่ก็ไม่มีเลย อีกทางด้านหนึ่ง ชัชชัยกับภัทรก็กำลังเดินตามหาร้านขายของเหมือนกัน
“ไอ้พันมันเป็คนฉลาดนะ” ชัชชัยถึงกับเอ่ยชมพันธกรขึ้นมา ทำเอาเพื่อนสนิทแปลกใจ
“แกชมคนอื่นก็เป็เหรอ?” ภัทรถามเพื่อน ชัชชัยก็เลยยืนเท้าเอว
“นี่ ฉันก็ไม่ใช่คนปากจัดนักหรอกนะ” ชัชชัยบอก “แต่ไอ้พันมันฉลาดจริงๆ ถ้าไม่ได้มันนึกเื่ปลา เื่ข้าวออก พวกเราก็คงอดตายไปแล้ว”
“นั่นสิ” ภัทรว่าแล้วก็หันไปมองด้านข้าง ก็พบร้านขายของพอดี เขาเลยรีบเดินเข้าไป ชัชชัยเดินตามเข้าไปด้วย แล้วภัทรก็พบข้าวสารถุงหนึ่งจนได้
“เฮ้ย! เราเจอข้าวแล้ว” ภัทรเอ่ยออกมาอย่างยินดี พลางสะพายปืนลูกซองของตนไว้ด้านหลัง แล้วก็ยกถุงข้าวขึ้นมา น้ำหนักมันประมาณสี่กิโลกรัม หนักอยู่เหมือนกัน ภัทรจัดการเอาข้าวสารในถุงใส่ในเป้ยังชีพของเขา ก่อนจะบอกให้ชัชชัยออกไปจากร้าน
ภัทรกับชัชชัยเดินมาจนถึงจุดที่ทรัพย์สินนัดกันไว้แล้ว ทรัพย์สินเห็นทั้งสองคนเดินมาก็ถามว่าเจอข้าวสารไหม?
“เจอครับ” ภัทรวางถุงยังชีพลงแล้วยกถุงข้าวสารให้ดู “พวกเราเจอถุงหนึ่ง”
“พวกเราก็เจอด้วย” กมลที่เดินมาพร้อมกับปราชญาก็ถือถุงข้าวออกมาเช่นกัน มันมีถุงเดียว ทรัพย์สินมองอย่างพึงพอใจ ถ้าเป็แบบนี้ พวกเขาก็สามารถอยู่ได้ต่อไปอีกหลายวัน
“แต่เราจะหุงกันยังไงล่ะครับ?” ภัทรถามขึ้นมา พอดีพันธกรกลับมาพอดี พอเขาเห็นถุงข้าวสารสองถุงวางอยู่ เขาก็ทำท่าดีใจขึ้นมา
“เจอแล้วเหรอ ผมนึกว่าจะไม่เจอกันเสียอีก” เขาว่าออกมาอย่างยินดี ภัทรเลยถามว่าจะหุงข้าวกันอย่างไร? ในเมื่อไม่มีหม้อหุงข้าวไฟฟ้า?
“เราต้องมีภาชนะที่ใช้หุงข้าว เราจะทำข้าวต้มกัน” พันธกรบอกออกมา “เดี๋ยวพันออกไปตามหาภาชนะให้ละกัน เอาพวกหม้อไม่ก็ชามมา”
“ให้สาไปหาด้วยเถอะ” วรรณสาเสนอตัวขึ้นมา แต่พันธกรบอกให้เธอพักน่ะดีแล้ว ก่อนที่เขาจะวิ่งออกไปตามหาภาชนะที่เอาไว้ใช้สำหรับหุงข้าว
“โชคดีที่เรามีน้องพันติดตัวมาในกลุ่มด้วย” วาสุกรีเอ่ยขึ้นมา “ไม่งั้น เราคงอดตายกันไปหมดแล้ว”
“ใช่ ไอ้พันมันเก่งเื่แบบนี้ครับ พี่วา” ปฏิคมบอกขึ้นมา “ถึงมันจะอ่อนแอ แต่มันก็พึ่งพาได้นะ”
แล้วพันธกรก็กลับมาพร้อมกับหม้อที่เอาไว้ใช้สำหรับหุงต้ม เขาปัดๆ คราบฝุ่นมันออกไป ไม่อยากใช้น้ำล้าง เพราะพวกเขาต้องประหยัดน้ำเอาไว้ ทรัพย์สินรับหม้อมา ก่อนจะบอก
“เอาล่ะ ตอนเที่ยงเรามากินข้าวกัน” เขาบอก “ตอนนี้เราออกเดินทางกันต่อเถอะ”
แล้วกลุ่มคณะเดินทางก็ออกเดินทางต่อไป ภัทรแบกข้าวสารไว้บนหลังเหมือนกับปราชญาที่แบกเอาไว้เหมือนกัน ทั้งหมดกำลังมุ่งไปยังทางข้างหน้า หวังว่าจะเจออาณาเขตใหม่เสียที