เมื่อนำเด็กไปนอนที่เตียงแล้วเฟิงหลี่เฉียงบอกให้แม่ของเด็ก ช่วยถอดเสื้อผ้าของเด็กออก จากนั้น เขาก็เริ่มต้นตรวจหาร่องรอยตามตัวจนในที่สุด ก็พบรอยบางอย่างที่ข้อเท้าด้านหลังของเด็ก เป็รอยเขี้ยวสีแดงสองจุดและบริเวณนั้นกำลังเริ่มบวมแดงขึ้นมา
“รอยเหมือนถูกตัวอะไรกัด”เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว
หญิงเ้าของร้านใเมื่อเห็นรอยแดงนางพูดด้วยความเสียใจและเจ็บใจว่า “ข้านี่ช่างเป็แม่ที่แย่มาก ทำไมถึงไม่เห็นรอยนี้บ้างนะ!”
เด็กหนุ่มถอนหายใจออกมาเขามองนางและลูกชายด้วยแววตาสงสาร สองแม่ลูกนี้ ทำให้เขานึกถึงแม่และพวกเขาสองพี่น้องเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว แม่ของเขาต้องทำงานหนัก แทบจะไม่มีเวลาใส่ใจดูแลพวกเขา และยังเป็เขาเองด้วยซ้ำที่ต้องรับผิดชอบดูแลครอบครัว ใน่ที่แม่ของเขาล้มป่วย
เด็กหนุ่มจึงปลอบใจว่า“ท่านทำงานหนัก บางครั้งก็ผิดพลาดได้ อย่ากังวลไปเลย ข้าคิดว่าน่าจะเป็แมลงบางอย่างที่ไม่มีพิษร้ายแรงท่านพาเขาไปหาหมอเถอะ เดี๋ยวข้าจะเขียนใบสั่งยาให้”
นางดีใจมากแต่จากนั้นก็ละล้าละลัง เพราะไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี ถ้านางพาลูกไปหาหมอแล้วลูกค้าที่มีบุญคุณกับนางคนนี้ล่ะ
เฟิงหลี่เฉียงเข้าใจนางดีจึงบอกว่า “ท่านพาลูกไปหาหมอก่อนเถอะ ข้าจะจ่ายเงินค่าของให้ตอนนี้เลย แล้วท่านก็ช่วยส่งของไปที่บ้านของข้าตามที่อยู่นี้ด้วย”
จากนั้นเขาก็จ่ายเงินและเขียนที่อยู่ให้นาง และออกจากร้านมาเพื่อให้สองแม่ลูกปิดร้านและไปหาหมอก่อน
หลังจากนั้นเขาก็เดินไปที่ตลาดเพื่อหาซื้อของกินมาตุนไว้ และตั้งใจว่าเขาจะอยู่บ้านเพื่อลงมือเขียนหนังสือขายเป็รายได้พิเศษด้วย
ใน่บ่ายคล้อยเขาก็ได้ยินเสียงคนเรียกชื่อเขาที่ด้านล่าง เมื่อเดินออกมาก็พบว่าเป็หญิงเ้าของร้านเมื่อเช้านี้ ที่มากับคนงานชายอีกสองคน “ข้านำของมาส่งคุณชายเ้าค่ะ”
เฟิงหลี่เฉียงรีบลงมาเปิดประตูตรงที่กั้นทางขึ้นบันได้และถามว่า “ลูกของท่านเป็อย่างไรบ้าง”
นางรีบเล่าให้ฟังว่า“ข้าพาเขาไปหาหมอให้ตรวจอีกรอบ และก็พบว่ามีอาการเดียวกับที่ท่านบอก จึงซื้อยาตามใบสั่งของท่านพอลูกของข้าได้กินยาแล้วก็ทายาตามที่ท่านแนะนำ สักพักอาการไข้ก็ลดลงและไม่ร้องไห้แบบเมื่อเช้าแล้ว ข้าต้องขอบคุณท่านอีกครั้งเ้าค่ะ”
เด็กหนุ่มรู้สึกยินดีกับนางจากนั้นก็ช่วยกันขนของขึ้นไปบนบ้าน เมื่อเรียบร้อยแล้ว พวกเขาจึงขอตัวกลับและเฟิงหลี่เฉียงก็เริ่มต้นทำความสะอาดห้อง จัดห้องและเก็บข้าวของให้เรียบร้อย
จนหัวค่ำแล้วทุกอย่างจึงเรียบร้อย เด็กหนุ่มเดินลงบันไดไปที่ครัวด้านหลังเขาเปิดประตูเล็กเข้าไป และลงมือทำอาหารกินเอง เขาคิดว่าจะต้องกั้นระเบียงหน้าบ้านไว้มุมหนึ่งเพื่อตั้งเตาต้มน้ำชาและทำอาหารง่ายๆและทำเป็มุมนั่งเล่นด้วย
ในระหว่างนั้นเขาก็ได้ยินเสียงเ้าของร้านเครื่องเขียนสั่งให้คนงานเก็บของและเตรียมปิดร้านเพื่อกลับบ้านเขาจึงแวะไปทักทาย “บัณฑิตซุน จะกลับแล้วหรือ”
ซุนเทียนเป่าพยักหน้าก่อนจะถามว่า “ท่านจัดข้าวของเสร็จแล้วหรือ” วันนี้เขาเห็นคนมาส่งของและได้ยินเสียงขนย้ายของอยู่ชั้นบนจนมาเงียบเสียงลงไปในตอนเย็น
“เสร็จเรียบร้อยแล้วถ้าเสียงดังรบกวนไป ข้าต้องขออภัยท่านด้วย” เด็กหนุ่มรีบขอโทษในขณะที่อีกฝ่ายรีบโบกมือบอกว่าไม่เป็ไรแล้วซุนเทียนเป่าก็ทำท่าลังเลเหมือนอยากจะพูดอะไร
เฟิงหลี่เฉียงจึงถามยิ้มๆว่า “ท่านมีอะไรให้ข้าช่วยไหม พูดมาได้เลย”
ชายหนุ่มหัวเราะแห้งๆ แต่ก็พูดออกมาในที่สุด “ข้าอยากจะรบกวนท่านเื่การหาอาจารย์สอนหนังสือขอรับแต่ท่านเป็ถึงจ้วงหยวน ข้าเลยไม่อยากจะรบกวนด้วยเื่เล็กน้อย”
เฟิงหลี่เฉียงเอียงคอ“ท่านลองบอกรายละเอียดมาได้เลย เผื่อข้าจะช่วยหาทางให้ได้”
อีกฝ่ายโล่งใจที่บัณฑิตหนุ่มไม่ทำท่ารำคาญ“ข้ามีลูกชายอายุ 11 ปี ตอนนี้กำลังจะสอบเป็เซิงหยวน เขาไปเข้าโรงเรียนแล้วแต่ก็มีนักเรียนหลายคน ทำให้อาจารย์ดูแลไม่ทั่วถึงข้าถึงอยากจะหาอาจารย์มาช่วยสอนตัวต่อตัวให้ ท่านพอจะแนะนำใครให้ได้หรือไม่ขอรับ”
เด็กหนุ่มนึกถึงเทียนมู่อวี้ที่กำลัง้ารายได้พิเศษพอดี “ข้ามีเพื่อนเป็จินซื่อ จะลองถามเขาดู แต่ว่า..เขาอาจจะคิดค่าสอนแพงพอสมควร” ประโยคหลังเขาพูดเบาๆ
ซุนเทียนเป่าพยักหน้าด้วยความยินดี “ไม่เป็ไรขอรับได้บัณฑิตระดับจินซื่อมาลดตัวสอนให้ ข้าก็ดีใจมากแล้ว ข้าอยากให้ลูกไปได้ไกลกว่าข้าข้าจึงยินดีทำทุกอย่าง”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายเข้าใจอะไรได้ง่ายเฟิงหลี่เฉียงจึงบอกเขาว่า “ข้าจะเขียนจดหมายแนะนำให้จากนั้นให้คนนำไปส่งที่บ้านของเขาตามที่อยู่นี้ก็แล้วกัน”
เพื่อไม่ให้เสียเวลาเฟิงหลี่เฉียงก็เข้าในร้านเพื่อช่วยเขียนจดหมายให้ ในระหว่างนั้น ซุนเทียนเป่าซึ่งเก็บของเตรียมปิดร้านก็ได้เห็นฝีมือการเขียนพู่กันจีนของเฟิงหลี่เฉียง เขาก็รู้ได้ทันทีว่าฝีมือการเขียนอักษรวิจิตรของบัณฑิตคนนี้ไม่ธรรมดาเลย และยิ่งเห็นลายมือที่หน้าซองจดหมายเขาก็ยิ่งประทับใจ จนต้องเอ่ยปากว่า
“ลายมือของท่านบัณฑิตเฟิงสวยงามมากไม่ทราบว่าร้านเล็กๆ ของข้า จะได้มีโอกาสแขวนตัวอักษรของท่าน ให้ผู้คนได้ชื่นชมหรือไม่”
เฟิงหลี่เฉียงชะงักแล้วก็พยักหน้าทันที “ได้ ข้าจะเขียนให้”
ในตอนนี้ เขาเองก็้าจะสร้างชื่อเสียงและหารายได้จากการเขียนตัวอักษรเช่นกันแต่เขาจะใช้นามแฝง โดยไม่ต้องใช้ความเป็จ้วงหยวนมาเป็ข้อได้เปรียบ
แบบที่หก คือคือ แบบเฉ่าซู เป็อักษรหวัดที่ใช้พู่กันเขียนอย่างอิสระ ลายเส้นต่อเนื่องลื่นไหล ซึ่งเฟิงหลี่เฉียงชอบสามแบบหลังที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการเขียน และแสดงตัวตนได้มากที่สุด
เมื่อตกลงได้แล้วเฟิงหลี่เฉียงจึงตัดสินใจเริ่มต้นงานศิลปะสองแบบ แบบแรกเป็การเขียนตัวอักษรแบบซิงซูซึ่งเป็แบบกึ่งลายมือ แบบที่สองเป็การวาดภาพและเขียนด้วยตัวอักษรแบบเฉ่าซู ซึ่งเป็อักษรหวัดใช้พู่กันเขียนอย่างอิสระให้มีลายเส้นต่อเนื่องลื่นไหล ซึ่งเฟิงหลี่เฉียงชอบสองแบบนี้ ที่เขาสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการเขียนและแสดงตัวตนได้มากที่สุด เมื่อทำเสร็จแล้วจะนำมาแขวนขายในร้านของซุนเทียนเป่าโดยซุนเทียนเป่าจะได้ 30 เปอร์เซ็นต์ และเฟิงหลี่เฉียงได้ 70 เปอร์เซ็นต์
ั้แ่นั้นเป็ต้นมาคนที่มาร้านของซุนเทียนเป่า ก็ได้เห็นผลงานของเฟิงหลี่เฉียง หลายคนประทับใจและเริ่มมีคนซื้อกลับไปซึ่งบัณฑิตหนุ่มไม่ได้ผลิตออกมามาก เพราะเขาจะทำเมื่อเขารู้สึกอยากทำเท่านั้น และยังไม่้าให้ผลงานของตัวเองมีจำนวนมากเกินไป
สำหรับลูกชายของซุนเทียนเป่าก็ได้เทียนมู่อวี้มาเป็อาจารย์พิเศษให้ ตอนนี้บัณฑิตทั้งสองจึงมีรายได้พิเศษช่วยให้หายใจได้คล่องมากขึ้น
หลังจากจัดการเื่ส่วนตัวแล้วก็มาถึงงานหลวง ในเช้าวันจันทร์ มีการประชุมกองบรรณาธิการหย่งเล่อต้าเตี่ยน
บรรณาธิการหรือ ซุนเสวี่ยฟาง เริ่มอธิบายขั้นตอนการทำสารานุกรมโดยพูดถึงความเป็มาของโครงการนี้ว่า “สถาบันฮานหลินหยวนของเราเป็หลักในการจัดทำพวกเราต้องวางแผน รวบรวมเนื้อหา และเขียนต้นฉบับขึ้นมาฝ่ายบรรณาธิการไม่ใช่มีแค่พวกเราเท่านั้น หลังจากที่พวกเราเขียนเนื้อหาแล้ว จะมีขุนนางนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องในด้านนั้น มาร่วมเป็กองบรรณาธิการในระดับสูงเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลด้วย”
เฉินจื้อเฟิงยกมือถามว่า“ใต้เท้าหมายความว่า พวกเราจะต้องร่วมมือกับบุคคลภายนอกในการทำงานด้วยหรือขอรับ”ซุนเสวี่ยฟางพยักหน้า
ผู้ช่วยบรรณาธิการคือ จางฉีหยู ซึ่งเป็บัณฑิตฮานหลิน ขั้น 6 ก็ถามว่า “ราชสำนักมีการสนับสนุนพวกเราอย่างไรบ้างขอรับ”
“จะมีเ้าหน้าที่จากฝ่ายหอสมุดหลวงและฝ่ายการเงินมาช่วย จัดหาวัสดุ กระดาษ หมึก และการการเงินแต่พวกท่านสามารถหาข้อมูลจากหน่วยงานอื่นเพิ่มเติมได้ที่ผ่านมาเ้ากรมแต่ละหน่วยงานได้เข้าประชุมและรับพระบัญชาจากฮ่องเต้แล้วจึงมีหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกในการให้ความร่วมมือ พวกท่านจะได้รับป้ายไม้แสดงตัวตนเพื่อไปติดต่อหน่วยงานต่างๆ ในการทำงานด้วย”
เฟิงหลี่เฉียงนึกถึงหัวข้อของเขาที่เป็เื่ของกฎหมายในยุคราชวงศ์ถังและซ่ง ที่จะต้องไปหาข้อมูลจากห้องสมุดอื่นเพิ่มเติมเมื่อการประชุมยุติแล้ว เฉินจื้อเฟิงถามเด็กหนุ่มว่า “บัณฑิตเฟิง ท่านจะไปหาข้อมูลที่ไหนบ้าง”
เฟิงหลี่เฉียงไม่ใช่คนหวงความรู้เขาจึงบอกตรงๆ ว่า “ที่ข้านึกออกตอนนี้มีกรมอาญา สำนักงานราชเลขาธิการ สำนักประมวลกฎหมายและอาจจะมีห้องสมุดอื่นๆ ด้วย” [1]
[1] 1. กรมอาญา เป็หนึ่งในหกกระทรวงหลัก มีหน้าที่ดูแลกฎหมายอาญาและการบังคับใช้กฎหมายทั่วทั้งอาณาจักรหน่วยงานนี้ทำงานร่วมกับศาลและเ้าหน้าที่ท้องถิ่นในการพิจารณาคดีความและการลงโทษ2. สำนักงานราชเลขาธิการ เป็หน่วยงานที่ให้คำปรึกษาและช่วยทำงานด้านเอกสารให้จักรพรรดิและยังมีหน้าที่ช่วยรวบรวมและตรวจสอบกฎหมายเพื่อปรับปรุงให้เหมาะสมกับยุค 3.สำนักประมวลกฎหมาย มีหน้าที่จัดการเอกสารกฎหมายของราชวงศ์ก่อนหน้า เช่นกฎหมายต้าถัง และกฎหมายต้าซ่ง รวมถึงการจัดทำกฎหมายต้าิลี่ว์ซึ่งเป็ประมวลกฎหมายสำคัญในยุคินี้