เสี่ยวหลินกับเทียนเฉินคอยดูแลเจ้าผักงอกน้อยๆ อย่างดี จางรั่วยังเคยแบ่งผักงอกที่หลานสาวปลูกไปฝากป้าของตน จางเหรินเมื่อรู้ว่าเหลนน้อยปลูกผักในหน้าหนาวได้ก็เอาไปบอกต่อให้สหายคนอื่นๆ รู้ จึงมีคนมาขอซื้อผักที่บ้านทุกวัน แต่ก็ได้กันไปแค่คนละเล็กละน้อย พอทำอาหารเพียงหนึ่งจานเล็กๆ เท่านั้น
เทียนเฉินเห็นว่าการขายผักเป็นไปได้ด้วยดีก็อยากจะทำเยอะๆ เพื่อนำไปขายในเมืองก็ถูกหลานสาวดับฝันว่าตอนนี้หิมะยังตกอยู่ ถึงจะไม่ได้ตกหนักเหมือนทางเหนือ แต่ก็ทำให้การเดินทางลำบากอยู่ไม่น้อยเลย
"กว่าท่านอาจะเดินไปถึงตัวเมืองจะไม่แข็งตายหรือเจ้าคะ"
"ขายแค่ในหมู่บ้านก็ได้" เด็กหนุ่มกอดหลานสาวตัวกลม มุดหน้าอยู่กับพุงน้อยๆ
"เข้าช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิเราค่อยปลูกขายนะเจ้าคะท่านอา พอถึงเวลานั้นเราก็จะเป็นเจ้าแรกที่ได้ขายผักหลังฤดูหนาวเจ้าค่ะ"
"ดีเลย ถึงตอนนั้นเราไปซื้ออ่างเพิ่มกันนะ"
"แล้วก็ทำห้องเพาะผักด้วยเจ้าค่ะ!"
ฮุ่ยหนิงยืนมองดูสองอาหลานที่นอนคุยกันอย่างออกรสก็หลุดขำ เข้าฤดูหนาวมาราวสองเดือนแล้วนางเองก็ว่างงาน แต่ช่วงนี้รู้สึกเพลียๆ สักหน่อย ทั้งๆ ที่ไม่ค่อยได้ทำอะไรนอกจากทำอาหารในแต่ละมื้อ สามีก็ออกไปหารือกับสหายเรื่องการปลูกมันเทศและทำร้านค้าหลังฤดูหนาว บิดามารดาก็กลับไปดูบ้านเก่าบ่อยครั้ง เพราะกลัวว่าหิมะจะทับถมจนพังครืนลงมา
"มีใครอยู่หรือไม่!!" เสียงตะโกนที่ดังอยู่หน้าบ้านทำให้สองอาหลานหันไปมอง
เด็กอ้วนสะกิดท่านอาของนางเพื่อให้เขาออกไปดู เพราะตอนนี้มีเขาเป็นบุรุษผู้เดียวที่อยู่ในบ้าน เทียนเฉินเองก็ลุกออกไปดูอย่างไม่อิดออด ก่อนจะพาแขกเดินเข้าบ้านมา
"เสี่ยวหลิน ดูสิว่าใครมา" เทียนเฉินเดินหลบไปด้านข้างเพื่อให้หลานสาวที่นอนเล่นอยู่ได้เห็นคนที่เขาพามา
"ท่านตานั่นเอง มารับหมึกแห้งหรือเจ้าคะ" เสี่ยวหลินสะบัดผ้าห่มทิ้งแล้ววิ่งมายืนยิ้มประจบลูกค้ารายใหญ่ ชายชราเห็นอย่างนั้นก็หัวเราะเบาๆ
"ใช่แล้วล่ะ รู้หรือไม่ว่าสินค้าของเจ้าขายดีมาก แต่ช่วงนี้คงจะทำเพิ่มได้ยากแล้วใช่หรือไม่"
"ใช่เจ้าค่ะ หน้าหนาวแล้วออกเรือไม่ได้ แต่ท่านพ่อเตรียมหมึกกับหอยที่ท่านตาสั่งเอาไว้พร้อมแล้วเจ้าค่ะ"
"อย่างนั้นตาขอรับไปเลยก็แล้วกันนะ จะได้รีบเอาไปส่งลูกค้าที่สั่งไว้"
เทียนเฉินกับฮุ่ยหนิงจึงต้องไปขนของมาให้ลูกค้า ก่อนจะรับเงินมาแล้วโบกมือลารถม้าคันเก่า ฮุ่ยหนิงเอ่ยเชิญชายชราอยู่ทานมื้อเที่ยงด้วยกัน แต่เขาก็ปฏิเสธเพราะว่ารีบมาก
เสี่ยวหลินมองก้อนตำลึงทองในมืออย่างอารมณ์ดี เด็กอ้วนหัวเราะฮี่ๆ แล้วส่งเงินให้มารดา ส่วนเทียนเฉินนั้นหลังจากส่งของให้ลูกค้าแล้วเสร็จก็รีบเข้าไปโม่ถั่วเหลืองให้พี่สะใภ้เพราะช่วงนี้ฮุ่ยหนิงรู้สึกเพลียๆ จึงง่วงและนอนระหว่างวันบ่อยครั้ง
"ท่านอาเอากากถั่วมาให้เสี่ยวหลินทีเจ้าค่ะ" เด็กอ้วนส่งกะละมังใบเล็กให้เขา
"จะเอาไปทำอะไรหรือ หรือว่าไม่ให้เป็ดแล้ว"
เสี่ยวหลินเห็นว่าคนที่บ้านชอบกินน้ำเต้าหู้กันทุกวัน ดังนั้นจึงมักจะมีกากถั่วเหลืออยู่จึงให้เทียนเฉินเอาไปทิ้งไว้ให้พวกเป็ดกิน มันจะได้ไข่ออกมาให้นางเยอะๆ
"ให้เจ้าค่ะ แต่ว่าแบ่งให้เสี่ยวหลินสักหน่อย เสี่ยวหลินจะทำกากถั่วเหลืองทอด"
พอได้ยินว่าจะมีของกินเด็กหนุ่มก็รีบแบ่งกากถั่วเหลืองมาให้หลานสาว จะบอกว่าแบ่งก็ไม่น่าจะใช่เพราะเขาเทใส่กะละมังให้นางจนหมดเลย เสี่ยวหลินเปิดไหแป้งสาลีตักมาใส่ในกากถั่วสักหนึ่งถ้วยเล็ก ตอกไข่ใส่หนึ่งฟอง ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำตาล ใช้ช้อนคนส่วนผสมให้เข้ากัน
"แล้วทำอย่างไรต่อ ติดไฟใส่น้ำมันเลยหรือไม่" เทียนเฉินเอ่ยอย่างตื่นเต้น
เสี่ยวหลินคิดในใจว่าหน้าหนาวนี้คนบ้านถังต้องตัวกลมจนเป็นขนุนแน่ เพราะคิดแต่เรื่องกินทั้งวัน
"ใช่เจ้าค่ะ แต่ไม่ต้องใส่น้ำมันเยอะมากนะเจ้าคะท่านอา"
เด็กตัวกลมนำแป้งกากถั่วที่ผสมเอาไว้แล้วมาปั้นทำเป็นแผ่นไม่หนามาก จะได้สุกทั่วถึงกันและมีความกรอบสักหน่อย พอน้ำมันร้อนแล้วนางก็ให้เทียนเฉินนำลงไปทอดจนสุกเหลืองกรอบก็พลิกกลับด้านให้สุกทั่วทั้งแผ่น
เทียนเฉินทอดขนมไปก็กลืนน้ำลายไป เขาคิดว่ามันจะต้องอร่อยมากๆ แน่นอน ยิ่งเห็นหลานสาวทำของอร่อยออกมาเรื่อยๆ ในหัวของเขาก็คิดที่อยากจะนำพวกมันทั้งหมดไปทำขาย เพื่อให้ทุกคนได้รับรู้ถึงความอร่อยอย่างที่เขาได้สัมผัส
"กลิ่นหอมจัง ได้มาถึงยี่สิบชิ้นเลยนะเจ้าคะท่านอา" เด็กตัวกลมยืนมองดูขนมกากถั่วทอดสีเหลืองสวยในกระจาดตาวาววับ
"อากินเลยได้หรือไม่" ตัวตะกละในท้องของเขาเริ่มร้องแล้ว แต่ขนมในกระทะก็ยังสุกไม่หมด ยังเหลืออีกตั้งสี่ชิ้น
"อีกครู่เดียวก็สุกหมดแล้ว ท่านอาทนหน่อยนะเจ้าคะ เสี่ยวหลินจะรอกินพร้อมท่านอาเจ้าค่ะ" เทียนเฉินซึ้งใจจนน้ำตาแทบไหล มองหลานสาวด้วยสายตาที่อยากจะจับเด็กตัวขาวอวบกลืนลงท้อง
ดูไปดูมาก็เหมือนก้อนซาลาเปาขาวๆ เลยแฮะ..
เด็กหนุ่มมองหลานสาวแล้วก็คิดในใจ ก่อนจะจะหันกลับมาพลิกขนมทอดที่เกือบจะไหม้ หากหลานสาวไม่เรียกสติคงจะได้กินขนมสีดำแทนแล้วล่ะ
"อื้มม อาหย่อยที่สุดเลยย"
เด็กอ้วนประคองขนมทอดในมือแล้วอ้าปากงับเคี้ยวหงุบหงับจนแก้มป่อง นางเบิกตากว้างอย่างไม่คาดคิดว่ามันจะอร่อยขนาดนี้ เป็นเพียงแค่ขนมกากถั่วสูตรเสี่ยวหลินคิดเองทำเองแท้ๆ เลยเชียว
"อร่อยจริงๆ ด้วย" เทียนเฉินกัดขนมเข้าปากไม่หยุด ครู่เดียวก็หมดแล้วหยิบชิ้นใหม่มากัดกิน
"ท่านอากินได้แค่สี่ชิ้นนะเจ้าคะ เก็บไว้ให้คนอื่นกินด้วย นี่เสี่ยวหลินให้ท่านอาเยอะที่สุดเลยนะ"
"ขอรับๆ ทราบแล้วขอรับ" เขารับปากอย่างขอไปที เพราะตอนนี้ความสนใจทั้งหมดของเขาอยู่ที่เจ้าขนมกากถั่วทอด
"จริงสิ ท่านอาต้มน้ำเต้าหู้มากินกับขนมสิเจ้าคะ น่าจะเข้ากันมากเลยนะ"
"จริงด้วย อย่างนั้นเดี๋ยวอาไปต้มน้ำเต้าหู้ก่อนนะ" เด็กหนุ่มรีบลุกไปเข้าครัว ปากก็คาบขนมไปด้วย
เสี่ยวหลินเห็นอย่างนั้นก็ส่ายหัวจนผมหน้าม้าปลิว ก่อนจะเดินตุ้บตั้บไปเรียกมารดาที่นอนขี้เซาอยู่ในห้องมากินขนมด้วยกัน
"ท่านแม่เจ้าคะ ลุกไปกินขนมกันเจ้าค่ะ เสี่ยวหลินทำขนมกากถั่วเหลืองทอดอร่อยมากๆ" เด็กตัวกลมเขย่าแขนมารดา ซึ่งฮุ่ยหนิงก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาได้ไม่ยาก
"หาของมาทำกินอีกแล้วหรือสองอาหลาน"
"ฮิฮิ"
ฮุ่ยหนิงมองแก้มกลมๆ ของบุตรสาวที่ขยับตามการเคี้ยวของนางแล้วก็รู้สึกมันเขี้ยว ร่างเพรียวเดินตามบุตรสาวออกมาที่ห้องโถง เด็กน้อยหยิบขนมส่งให้มารดาลองกินดู
"อร่อยจริงๆ ด้วย ลูกแม่เก่งมาก" ฮุ่ยหนิงกัดกินขนมอย่างเอร็ดอร่อย ช่วงนี้นางกินอาหารได้น้อยมาก แต่กับขนมของบุตรสาวนางกินได้ครู่เดียวก็หมดชิ้นเสียแล้ว
"ท่านแม่กินข้าวได้น้อย เสี่ยวหลินแบ่งให้ท่านแม่สี่ชิ้นเลยเจ้าค่ะ" มือป้อมหยิบขนมใส่จานแบ่งเลื่อนให้มารดาคนงาม
"แล้วลูกได้กี่ชิ้นเล่า"
"เสี่ยวหลิน ท่านพ่อ ท่านตา ท่านยายได้คนละสามชิ้นเจ้าค่ะ ส่วนท่านแม่กับท่านอาได้สี่ชิ้น"
ฮุ่ยหนิงมองบุตรสาวตัวน้อยอย่างอิ่มเอมใจ บุตรสาวตัวน้อยของนางช่างมีใจห่วงใยคนอื่น ทั้งๆ ที่เด็กน้อยก็อายุเพียงแค่นี้ นางอดไม่ไหวจึงก้มลองหอมแก้มขาวๆ ฟอดใหญ่
"แล้วเสี่ยวหลินกินเพียงสามชิ้นจะอิ่มหรือลูก"
"เสี่ยวหลินยังเด็กกินนิดเดียวก็อิ่มแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่กินเยอะๆ จะได้แข็งแรงนะเจ้าคะ"
"ขอบใจมากจ้ะลูกรัก"
เทียนเฉินกลับมาพร้อมกับกาน้ำเต้าหู้ร้อนๆ เขารินให้พี่สะใภ้ก่อนตามด้วยหลานสาว และของตนเอง น้ำเต้าหู้อุ่นๆ กับขนมกากถั่วทอดทำให้ฮุ่ยหนิงรู้สึกมีแรงขึ้นมาก
เสียงเรียกหน้าบ้านดังขึ้นอีกแล้ว คราวนี้เป็นคนบ้านหลิง มี่ฮวากับบุตรชายคนเล็กที่มาขอซื้อผัก เพราะหน้าหนาวปลูกผักไม่ได้จึงมีปัญหาเรื่องท้องผูก สองแม่ลูกเองก็มาซื้อผักอยู่บ่อยๆ
"เสี่ยวหานมากินขนมกากถั่วทอดของเสี่ยวหลินสิ อร่อยมากเลยนะ อาแบ่งให้หนึ่งชิ้น" เทียนเฉินส่งขนมให้เด็กชายก่อนจะลุกเข้าไปหยิบถ้วยใบเล็กมารินน้ำเต้าหู้ให้สองแม่ลูกจิบคลายหนาว
"ขนมกากถั่วทอดหรือจ๊ะ" มี่ฮวาเอ่ยถามอย่างสนใจ ก่อนจะรับขนมจากฮุ่ยหนิงที่แบ่งมาให้หนึ่งชิ้น
"ใช่เจ้าค่ะ เสี่ยวหลินให้ท่านอาเอาถั่วเหลืองมาโม่เพื่อเอาน้ำมาทำน้ำเต้าหู้ ส่วนกากของถั่วเสี่ยวหลินก็เอามาผสมแป้งแล้วนำไปทอดเจ้าค่ะ" เจ้าเด็กอ้วนขยับตัวยุกยิกอย่างตื่นเต้นที่ได้นำเสนอขนมแสนอร่อยของนาง
"เก่งมากเลยจ้ะ ขนมก็อร่อยด้วยนะ ทำขายน่าจะดี"
มี่ฮวากัดขนมกินแล้วพยักหน้าอย่างพอใจ ตาก็เหลือบมองดูบุตรชายคนเล็กที่กัดขนมกินเงียบๆ แต่ก็มองเห็นดวงตาเป็นประกายของเขา ซึ่งเขาเองก็คงจะถูกใจขนมกากถั่วทอดนี่เช่นกัน
"ข้าก็อยากขายขอรับ แต่ขายตอนนี้คงไม่ได้ เราลองขายต้นฤดูใบไม้ผลิพร้อมกับผักงอกดีหรือไม่เสี่ยวหลิน"
"ต้นฤดูใบไม้ผลิมีอะไรให้เราทำเยอะแยะเลยเจ้าค่ะท่านอา ทั้งเตรียมดินปลูกมันเทศ เตรียมทำร้านค้าทั้งขายอาหารและขายของแห้งอีก เยอะแยะเต็มไปหมดเลย" เด็กอ้วนพูดพร้อมกับกัดขนมเคี้ยวตุ้ยๆ
"จริงด้วยสิ อย่างนั้นค่อยๆ ทำทีละอย่างก็แล้วกัน"
"เสี่ยวหลินนี่ฉลาดจังเลยนะจ๊ะ น้องฮุ่ยหนิง ดูเสี่ยวหานสิไม่ค่อยชอบพูดเท่าไหร่" มี่ฮวาลูบหัวบุตรชายที่นั่งเงียบ เขาจะพูดคุยร่าเริงแค่กับพี่ชายเท่านั้น
เสี่ยวหลินมองดูหลิงหานที่นั่งกินขนมเงียบๆ แปลกที่เขาไม่ค่อยพูดคุยกับพ่อแม่เลย เขาไปเจออะไรมากันแน่นะ
"แล้วนี่คนอื่นไปไหนกันหมดล่ะจ๊ะ"
"ท่านพ่อท่านแม่กลับไปดูที่บ้านเก่าเจ้าค่ะ ส่วนท่านพี่ไปคุยธุระกับกลุ่มพี่ใหญ่อู่จงน่ะเจ้าค่ะ"
"อย่างนั้นเองหรือ"
สองแม่ลูกบ้านหลิงอยู่พูดคุยอีกครู่ใหญ่ก็กลับไปพร้อมกับผักงอกที่มาซื้อ ฮุ่ยหนิงยังให้เทียนเฉินแบ่งถั่วเหลืองให้มี่ฮวาไปอีกหนึ่งกะละมังเล็ก พร้อมบอกวิธีทำน้ำเต้าหู้ เพราะเห็นสองแม่ลูกชอบขนมกับน้ำเต้าหู้มาก ส่วนวิธีทำขนมกากถั่วทอดนั้นให้เสี่ยวหลินเป็นคนบอก
อาหารเที่ยงมื้อนี้เป็นหน้าที่ของเสี่ยวหลินกับเทียนเฉินเพราะฮุ่ยหนิงดูอ่อนเพลียสองอาหลานจึงบอกให้นางนอนพักอีกสักหน่อย วันนี้เถ้าแก่เนี้ยน้อยทำน้ำแกงปลาแห้งใส่สาหร่ายกับเต้าหู้ที่ทำเก็บไว้ก้อนใหญ่
ยังมียำไข่แดงเค็ม ผัดถั่วงอก หมึกกรอบที่แช่น้ำขี้เถ้าไว้ตั้งแต่เมื่อวานก็ถูกนำมาทำกะเพราหมึกกรอบจานใหญ่ พอเห็นหมึกกรอบเสี่ยวหลินก็อยากกินสุกี้ขึ้นมา แต่เสียดายที่ทำน้ำจิ้มไม่เป็น อีกทั้งยังเป็นหน้าหนาวที่หาเนื้อสัตว์สดๆ ได้ลำบาก จึงต้องอดกินไปก่อน
"อาหารวันนี้น่ากินนัก" เทียนหรงนั่งมองดูจานอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ แต่พอหันมองหาภรรยาก็ไม่เจอ
"พี่สะใภ้เจ้าไปไหนอาเฉิน อยู่ในครัวหรือ"
"พี่สะใภ้นอนอยู่ในห้องขอรับ เสี่ยวหลินกำลังไปปลุก"
"ทำไมช่วงนี้นางนอนกลางวันบ่อยนัก หรือว่าจะป่วย" จางรั่วพูดขึ้นมา นางขมวดคิ้วมุ่นนึกเป็นห่วงลูกสาว
"นั่นสิ เดี๋ยวตามมากินข้าวก่อนเถอะ หากป่วยจะได้ไปตามหมอ" ฮุ่ยสงพูดขึ้นมาบ้าง ในหมู่บ้านมีหมอชาวบ้านอยู่ ถึงแม้จะไม่ได้เก่งกาจถึงขั้นรักษาอาการป่วยไข้ได้หายขาด แต่ก็พอจะตรวจอาการคร่าวๆ ได้บ้าง
"ข้าไปดูดีกว่า" เทียนหรงรีบลุกเดินไปยังห้องนอนของตนและภรรยา ตั้งแต่ขึ้นบ้านใหม่มาเขาก็รังแกนางอยู่บ่อยครั้ง อาจจะทำให้นางเจ็บป่วยเพราะเหตุนี้
เด็กอ้วนที่กำลังออดอ้อนมารดาอยู่บนเตียงก็ต้องตกใจเมื่อประตูถูกเปิดออกอย่างแรง ร่างสูงของเทียนหรงเกินมาหยุดอยู่ข้างเตียงด้วยใบหน้าคิ้วขมวด ทำเอาสองแม่ลูกมองหน้ากันอย่างงุนงง
"มีอะไรเจ้าคะท่านพี่"
"เจ้าไม่สบายตรงไหนหรือไม่ บอกพี่ จะได้ตามหมอมาตรวจ"
"ไม่ได้ป่วยไข้อะไรหรอกเจ้าค่ะ เพียงแต่ช่วงนี้รู้สึกเพลียๆ"
"อย่างนั้นก็ออกไปกินข้าวดื่มน้ำแกงร้อนๆ สักหน่อยเถอะ เดี๋ยวกินเสร็จแล้วพี่จะไปตามหมอมาตรวจ"
ฮุ่ยหนิงเห็นสีหน้าที่กังวลของสามีก็ลุกตามเขาออกไป โดยมีเด็กอ้วนคอยเกาะแกะไปตลอดทาง
"เป็นอะไรมากหรือไม่" จางรั่วเอ่ยถามบุตรสาว
"ไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะท่านแม่ เพียงอ่อนเพลีย ช่วงเดือนที่ผ่านมานี้ข้านอนไม่เป็นเวลา" ปากพูดตอบมารดาแต่ตาก็เหลือบมองสามี ส่งค้อนให้เขาวงใหญ่
เทียนหรงเห็นอย่างนั้นก็หัวเราะเบาๆ เขารีบตักน้ำแกงสาหร่ายใส่เต้าหู้ให้ภรรยาและบุตรสาวอย่างเอาใจ
"อยากมีลูกอีกคนหรืออาหรง" ฮุ่ยสงเอ่ยถามบุตรเขย เขาเองก็ตื่นเต้น คิดถึงวันที่จะได้อุ้มก้อนเต้าหู้อวบขาวก็ยิ้มออกมา
"ใช่ขอรับ ข้าอยากได้บุตรชายอีกสักคน ภายหน้าจะได้ช่วยพี่สาวของเขาดูแลร้านค้า"
เสี่ยวหลินได้ยินก็เหลือบตามองบิดา เขาน่าจะหวังได้กินท่านแม่มากกว่า ส่วนน้องน้อยนั่นเป็นผลพลอยได้ต่างหาก เด็กอ้วนเอ่ยแย้งในใจ ปากก็งับหมึกกรอบเคี้ยวกรุบๆ
"มีอีกสักสองสามคนก็ดีนะ ข้าอยากเลี้ยงหลาน ฮ่าๆๆ"
"ท่านพ่อล่ะก็ ข้าไม่ไหวหรอกนะเจ้าคะ" ฮุ่ยหนิงมองบิดา นางทำหน้ามุ่ยแต่แก้มขึ้นสีชมพูเข้ม
"เสี่ยวหลินก็อยากมีน้องเจ้าค่ะ เสี่ยวหลินจะหาเงินเยอะๆ มาเลี้ยงน้อง"
"ดีๆ เสี่ยวหลินของตาเป็นพี่ที่ดีนัก เอ้านี่ กินเยอะๆ เลยนะ" ฮุ่ยสงเห็นหลานสาวชอบกินหมึกกรอบก็คีบใส่ถ้วยให้นางจนแทบมองไม่เห็นเมล็ดข้าว
"แล้วอาเฉินเมื่อไหร่จะแต่งเมียเล่า" จางรั่วหันมามองเทียนเฉินที่นั่งจ้วงของกินไม่พูดไม่จา
"แค่ก! ข้าไม่รีบขอรับท่านป้า" เด็กหนุ่มรีบยกถ้วยใส่น้ำดื่มขึ้นมาจิบ
"จะรีบไปไหนเล่า เอาไว้สักอายุสิบแปด มีความมั่นคง ทำงานหาเงินได้ก่อนค่อยแต่งเมียก็ได้"
"ถ้าบอกว่าต้องรอความมั่นคงก็น่าจะมากกว่าสิบแปดนะเจ้าคะ เพราะท่านกับข้าก็แต่งกันตอนท่านอายุเท่านี้ แต่ไม่เห็นมีอะไรเลย"
จบคำของภรรยาฮุ่ยสงก็รู้สึกจุกไปถึงตับไตไส้พุง ได้แต่นั่งมองภรรยาที่นั่งกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อยโดยไม่หันมาสนใจเขาเลย
หลังจบมื้ออาหารเทียนหรงรีบไปตามหมอชรามาตรวจร่างกายของภรรยา เขาจับชีพจรของนางอยู่ครู่หนึ่งก็หันมายิ้มให้คนบ้านถังที่กำลังยืนรออยู่
"นางตั้งครรภ์สองเดือนแล้ว"
"เย้!!"
จบคำของหมอชรา คนที่ดีใจที่สุดเห็นจะเป็นเด็กอ้วน นางกระโดดโลดเต้นส่ายทั้งพุงส่ายทั้งก้นจนดูวุ่นวายไปหมด ดีใจจนไม่รู้ว่าจะเต้นท่าไหนก่อนดี เทียนเฉินเองก็ร้องตะโกนเช่นเดียวกัน เขาอยากให้มีเด็กๆ ตัวขาวๆ ในบ้านสักหลายคน
ฮุ่ยสงกับจางรั่วก็ดีใจจับมือกันเขย่าไปมา ส่วนเทียนหรงนั้นยืนนิ่งเงียบจนฮุ่ยหนิงที่มองอยู่รู้สึกใจเสีย ก่อนจะเห็นน้ำตาของสามีไหลออกมา ร่างสูงเดินเข้าไปกอดภรรยาซุกหน้าบนไหล่ของนางอยู่นิ่งๆ
"ท่านพี่" ฮุ่ยหนิงเอ่ยเรียกสามีเสียงเบา ขัดกับภาพด้านหลังที่สองอาหลานกำลังเต้นส่ายก้นกันอย่างเมามัน
"โอ้เย้ๆ มีน้องแล้ว โอ้เย้ๆ จะมีน้องแล้ว" เด็กอ้วนเอนหลังแอ่นพุงสะบัดแขนไปมา ท่าทางดูแปลกประหลาด แต่เทียนเฉินกลับชอบใจและทำตามหลานสาว
"จะมีหลานน้อยแล้ว ข้าจะมีหลานน้อย"
เทียนหรงที่เดิมทีดีใจจนน้ำตาไหล พอได้ยินเสียงความวุ่นวายจากด้านหลังก็หลุดหัวเราะทั้งน้ำตา เขากอดหอมภรรยาจนใบหน้าของนางเปียกชื้นไปหมด
"เจ้าสองคนนี้ทำท่าอะไรกันห้ะ!" จางรั่วเท้าสะเอวมองดูสองอาหลานที่ทำท่าทางน่าเกลียดจนนางหลุดหัวเราะออกมา
"เสี่ยวหลินจะมีน้องแล้วว โยะๆ ดึ๋งๆๆ" เด็กอ้วนเกาะขอบประตูย่อเข่ากระดกก้นไปด้านหลัง
จางรั่วเห็นท่าทางของหลานสาวถึงกับรับไม่ได้ ยกมือขึ้นมากุมขมับปวดหัวตุบๆ ส่วนฮุ่ยสงนั้นหัวเราะเสียลั่นบ้านกับท่าพิศดารของสองอาหลาน
########################################
เขียนไปหัวเราะไป????