ก่อนหน้านี้หัวหน้าอาจารย์แห่งสำนักศึกษาหลวงได้ประกาศอย่างชัดเจนแล้วว่านี่เป็นโอกาสสุดท้าย
หม่านสือชีพลาดการสอบซ่อมจะต้องถูกตัดชื่อออกจากสำนัก
หลายวันที่ผ่านมาพวกเขาต่างขะมักเขม้นกับการรวบรวมข้อมูล ท่องจำบทเรียนอย่างหนัก แต่สุดท้ายก็ไร้ประโยชน์ทุกคนต่างร้อนรนใจ
“ข้าจะไปไหว้วานหาคนมาช่วย!ดูว่าจะขอผ่อนผันได้หรือไม่!” หมิงเยี่ยรีบวิ่งออกไปทันที
หยางจวินส่ายหัวด้วยความจนใจก่อนจะลุกขึ้นกล่าวลา “เรื่องราวจบลงแล้วข้าต้องรีบเขียนจดหมายรายงานท่านแม่ทัพเซี่ย จากลาครานี้ หากมีวาสนาเราคงได้พบกันใหม่ ดูแลตนเองด้วย”
หมิงหยวนรู้สึกใจหาย แต่ก็ไม่อาจรั้งอีกฝ่ายไว้ได้จึงประสานมือคำนับส่งเขาที่หน้าประตู
ทันใดนั้นหยางจวินก็หยุดเดินแล้วหันกลับมา“แล้วเรื่องที่เจ้าถามข้าวันนั้น เจ้าก็รู้อยู่แก่ใจว่าข้าไม่ใช่คนเจ้าบทเจ้ากลอนคำถามคำตอบพวกนั้นล้วนเตรียมโดยอาจารย์เซี่ย ข้ามีหน้าที่เพียงตั้งรับข้าศึกไม่ได้คิดมากไปกว่านั้น คงเป็นการไม่เหมาะสมสินะ?”
หมิงหยวนชะงักไปครู่หนึ่ง
หยางจวินมองเขาอย่างกังวล“เจ้าผิดหวังในตัวข้าหรือ?”
หมิงหยวนพลันยิ้มออกมา ราวกับน้ำแข็งที่ละลายเพราะสายลมอันอบอุ่นยามวสันต์“ไม่เลย ไม่ได้ผิดหวังอันใด ท่านพูดได้ดีมาก”
หยางจวินเมื่อเห็นเขาทั้งดีใจทั้งเศร้าสลับกันไปมาเช่นนี้ก็รู้สึกประหลาดใจ
“คุณชายหยาง!” หยางจวินกำลังจะขึ้นหลังม้าหมิงหยวนก็พลันนึกถึงเรื่องบางอย่าง จึงรีบเรียกเขาไว้
“นี่ ข้าให้ท่าน”หมิงหยวนหยิบห่อผ้าขนาดเล็กที่เย็บอย่างประณีตออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นให้เขา“ฝากมอบสิ่งนี้ให้น้องสาวที่ไม่เคยพบหน้าของท่านด้วยเดิมทีที่โคมไฟของนางหายไปก็เป็นเพราะข้า ที่ทำให้นางต้องเสียใจ”
“นี่คือสิ่งใด?” หยางจวินโน้มตัวลงไปรับมือข้างหนึ่งจับบังเหียนม้าไว้แน่น มือหนึ่งรับห่อผ้ามาเปิดออกภายในเป็นชุดเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ ทั้งปิ่นปักผม ต่างหู กำไล ไม่ได้ทำจากทองเงิน หรือไข่มุก แต่ก็ประณีตงดงามน่ารักหยางจวินไม่ต้องคิดก็รู้ว่าน้องสาวต้องชอบของขวัญชิ้นนี้แน่นอน
“เจ้าช่างเป็นคนรอบคอบ”หยางจวินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “สองสามวันมานี้พวกเราก็อยู่ด้วยกันตลอดเวลาเจ้าไปหาสิ่งนี้มาจากที่ใดกัน”
“ท่านมิใช่หรือที่ช่วยข้าหาบ่าวรับใช้ที่ทั้งฉลาดและทำงานเก่งมาให้ข้า?”หมิงหยวนแสร้งทำท่าลึกลับพลางส่ายหัวสุดท้ายก็กลั้นรอยยิ้มไว้ไม่อยู่ เห็นมวยผมของอีกฝ่ายถูกลมพัดจนหลุดลุ่ย เขาจึงเอื้อมมือไปจัดให้“ก้มลงมาหน่อย”
หยางจวินก้มหัวลงเล็กน้อย
“ก้มลงมาอีกหน่อยสิ”
หยางจวินเอ่ยติดตลก“คุณชายตัวน้อยต้องการหวีผมให้ข้าหรือ?”
“ข้าเพิ่งจะตอบแทนบุญคุณที่ท่านให้ยืมเสื้อที่ป่าช้าครั้งก่อนไปแต่ต้องมาติดค้างน้ำใจจากโสมภูเขาของท่านอีกครั้งดูท่าแม้ข้าจะตอบแทนด้วยการมอบกายถวายตัวให้ก็คงไม่อาจตอบแทนได้หมด”หมิงหยวนเอ่ยติดตลกพลางทำเหมือนจะเอื้อมมือไปจัดปอยผมที่ร่วงลงมาให้เขาทว่ากลับเกี่ยวปิ่นปักผมของเขาหลุดออกมาแทน กวาน [1] หลุดออกจากศีรษะ ทำให้ผมสีดำขลับของหยางจวินปรกสยายลงมา
หมิงหยวนดีใจที่แผนร้ายสำเร็จ พลันปรบมือ“ในเมืองไม่ปลอดภัย ท่านเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ย่อมมีรังสีความน่าเกรงขามปลอมตัวเป็นจอมยุทธ์จะปลอดภัยกว่า”
“เจ้า...” หยางจวินได้แต่ยิ้มอย่างขมขื่น
หยางจวินเอื้อมมือจะแย่งกวานกลับมาแต่หมิงหยวนกลับเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว แล้วตบก้นม้าของหยางจวินอย่างแรง จนม้าส่งเสียงร้องฮี้ก่อนจะกระทืบเท้าวิ่งออกไป
คำพูดของอัศวินบนหลังม้าถูกกลืนหายไปกับสายลม
หมิงหยวนยืนมองเขาจากไปจนลับสายตายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังกลับเข้าไปด้วยรอยยิ้ม
ภายในห้องหม่านสือชียังคงนั่งอยู่ข้างเตียง ก้มหน้าซุกอยู่ระหว่างหัวเข่ามือทั้งสองข้างกำแน่นจนสั่นเทา
หมิงหยวนนั่งลงข้างๆ เขา“เจ้าไม่กังวลบ้างหรือ? อยากถูกตัดชื่อออกจากสำนักจริงๆ หรือ?”
“เป็นไปได้อย่างไร” หม่านสือชีฝืนยิ้มแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความอ่อนล้า หลังจากผ่านเรื่องเลวร้ายมา“เมื่อครู่พี่ใหญ่เฉาเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่ตอนนี้เขารอดชีวิตมาได้ข้ารู้สึกโชคดีมากแล้ว ขอบคุณสวรรค์ที่เมตตา”
หมิงหยวนมองเขาด้วยสายตาลึกซึ้ง รู้สึกว่าเด็กหนุ่มเลือดร้อนผู้นี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน
“ไม่หวั่นแม้ยามภัยมา ซื่อสัตย์ต่อสหายยอมสละได้แม้ชีวิต เจ้าช่างคู่ควรกับฉายา ‘วีรบุรุษ’ ในตำราโบราณ”
“ไม่มีทาง”หม่านสือชีเอ่ยอย่างเขินอายพลางเกาหัวหมิงหยวนเพิ่งสังเกตเห็นว่าเขามีลักยิ้มสองข้างด้วย“ท่านพี่อู๋จิ่วช่วยข้าไว้มากมาย ข้าเพียงทำในสิ่งที่ควรทำเท่านั้น”
หมิงหยวนพลันนึกถึงเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้“เจ้าบอกว่าเจ้าเกือบจมน้ำตายที่แม่น้ำฉินหวยในครานั้นเกิดเรื่องอันใดขึ้น?”
หม่านสือชีอายจนใบหน้าแดงก่ำ บิดมืออยู่นานกว่าจะยอมเงยหน้าขึ้นมองหมิงหยวนก่อนที่จะมองไปที่เฉาอู๋จิ่วที่นอนหลับอยู่บนเตียง“ข้าไม่ชอบเล่าเรียนมาตั้งแต่เด็ก ชอบฝึกวรยุทธ์ ใฝ่ฝันอยากออกรบเพื่อบ้านเมืองผลสุดท้าย ถูกคนในบ้านบังคับให้มาเรียนที่สำนักศึกษาหลวง ข้าไม่มีทางเลือก...จึงทำตัวเกเร ไม่ยอมเข้าเรียน ไม่ยอมอ่านตำรา เอาแต่เที่ยวเตร่เสเพลดื่มสุราไปวันๆ กลับจวนทีไรก็เมาหัวราน้ำไม่ได้สติทุกทีเป็นคุณชายเหลวแหลกโดยสมบูรณ์แบบ”
หมิงหยวนมองเขาด้วยแววตาไม่อยากเชื่อเขาคาดไม่ถึงว่าคุณชายสิบเจ็ดแห่งสกุลหม่านจะมีด้านมืดเช่นนี้หม่านสือชีที่เขารู้จักนั้นเป็นเด็กหนุ่มที่มุ่งมั่นตั้งใจ ตรงไปตรงมาและเรียบง่ายที่สุด
หม่านสือชีเห็นสายตาอีกฝ่ายจึงได้แต่ลูบจมูกยิ้มแห้งๆ
“เราสองตระกูลสนิทกันครอบครัวข้าจึงฝากฝังให้พี่อู๋จิ่วดูแลข้า ช่วงแรกๆ เขาก็ไม่ได้สนใจข้ามากนักปล่อยให้ข้าทำตามใจจนกระทั่งวันหนึ่งข้ากับสหายร่วมสำนักดื่มสุราจนเมาไม่ได้สติที่ร้านสุราบนเรือแห่งหนึ่งริมแม่น้ำฉินหวยไม่รู้ว่าเขาตามมาได้อย่างไร จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้น แล้วสาดสุราทั้งไหใส่หน้าข้าแม้ตอนนั้นข้าจะสร่างเมาแล้ว แต่ก็ยังไม่สำนึกผิด กลับอาละวาดใส่เขาไม่หยุดเขาก็ไม่สนใจ กลับสั่งให้บ่าวรับใช้สองคนโยนข้าลงแม่น้ำวันนั้นน้ำในแม่น้ำเย็นเฉียบเข้ากระดูก พอตกลงไปข้าก็สร่างเมาทันทีพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาจากน้ำ แต่เพราะฤทธิ์สุราแขนขาจึงอ่อนแรงกว่าจะปีนขึ้นมาบนเรือได้ก็เล่นเอาเหนื่อย ไม่ทันได้พักหายใจเขาก็สั่งให้โยนข้าลงน้ำอีกครั้ง พอขึ้นมา ก็โดนโยนลงไปใหม่ ทำอย่างนั้นอยู่สามรอบจนกระทั่งรอบสุดท้ายพอข้าขึ้นมาจากน้ำได้ ข้าถึงกับคุกเข่าร้องไห้ขอร้องเขาบอกว่าข้าผิดไปแล้ว พี่ชาย จะไม่ทำเช่นนี้อีก ขอร้องอย่าโยนข้าลงน้ำอีกเลย!”
“ฮ่าๆๆๆเจ้าเองก็มีมุมอ่อนแอว่าง่ายเหมือนกันนี่”
หมิงหยวนหัวเราะเสียงดังหม่านสือชีเองก็นึกถึงช่วงเวลาเหล่านั้น มุมปากจึงเผยรอยยิ้ม
“แล้วอย่างไรต่อเล่า? เขาโยนเจ้าลงไปอีกหรือไม่?”
“ไม่ ตอนนั้นข้านอนหมดสภาพอยู่บนพื้นส่วนพี่อู๋จิ่วยืนอยู่ตรงหน้าข้าด้วยใบหน้าเรียบเฉยก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า ‘บรรพบุรุษของเจ้าเป็นถึงแม่ทัพใหญ่เก่งกาจทั้งบุ๋นทั้งบู๊ แต่กลับมีลูกหลานเช่นนี้เพียงแค่ไม่พอใจก็ทำตัวเสเพลเหลวไหล ไร้ประโยชน์”
“ดังนั้นเจ้าจึงสำนึกผิดคิดได้?”
“เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนเช่นนั้นหรือ?”หม่านสือชีลูบหนวดเคราบางๆ บนริมฝีปาก เอ่ยอย่างเขินอาย“ตอนนั้นข้าตะโกนใส่เขาว่า ข้าจะเป็นแม่ทัพใหญ่ ปกป้องบ้านเมืองไม่จำเป็นต้องมาเรียนรู้ปรัชญาอันใดพวกนั้น เขาได้แต่ยิ้มเยาะเจ้าคงจินตนาการภาพออกใช่หรือไม่? เขามองข้าแล้วพูดว่า‘ข้าไม่รู้ว่าปรัชญาพวกนั้นมันไปขัดขวางเจ้าตอนฝึกวรยุทธ์ หรือตอนออกรบตอนไหนไร้ความมุ่งมั่นเอง กลับโทษคนอื่น โทษฟ้าดิน ดีจริงๆ’”
หมิงหยวนยิ้มออกมาเขาจินตนาการภาพสหายเฉาออก
“ตอนนั้นข้าทั้งโกรธทั้งโมโหจึงตัดสินใจตั้งใจเรียนเพื่อพิสูจน์ตัวเองให้เขาและครอบครัวของข้าเห็น”
“แล้วพวกเจ้ากลับมาดีกันได้อย่างไร?”
หมิงหยวนคิดว่าน่าจะมีเรื่องราวพลิกผันทว่าหม่านสือชีกลับก้มหน้าด้วยความเขินอาย “ข้าคิดว่าทุกอย่างจะเป็นเช่นนั้นใครจะไปรู้ว่าเพราะดื่มสุรา แช่ในน้ำ โดนลมเย็นพัด จึงป่วยหนักนอนซมอยู่บนเตียงหลายวัน เขาเป็นคนดูแลข้า ป้อนยา ป้อนข้าว เช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ข้า ตอนนั้นข้าอายุเพียงสิบกว่าปี เป็นครั้งแรกที่จากบ้านมาไกลไม่มีญาติพี่น้องอยู่ข้างกาย ตอนนั้นข้ารู้สึกซาบซึ้งจนน้ำหูน้ำตาไหลไหนเลยจะยังมีหน้าไปดื้อรั้นกับเขา เขาสั่งให้ทำอันใดข้าย่อมทำตามอย่างว่าง่ายไม่กล้าเดินผิดลู่ทางอีก”
หมิงหยวนมองหม่านสือชีที มองเฉาอู๋จิ่วทีรู้สึกทั้งขำทั้งแปลกใจ เขาปัดก้นและลุกขึ้นยืน “ข้าจะไปหาคนช่วยอีกแรงดูสิว่าพอมีทางแก้ไขหรือไม่ เจ้ารีบบอกให้คนในบ้านมาดูแลเฉาอู๋จิ่วแล้วไปรับผิดกับหัวหน้าอาจารย์เถอะ”
---------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] "กวาน冠"คือ สิ่งที่ชนชั้นสูงชาวจีนในสมัยโบราณใช้สวมครอบบนศีรษะเปรียบได้กับรัดเกล้าที่จะสวมครอบรัดมวยผม เด็กชายจีนเมื่อมีอายุครบ 20 ปีเต็มก็จะมีพิธีสวมกวาน เรียกว่า "จี๋กวาน及冠”