Starcraft : The Last Commander

    ตอนที่ 56 : คำลวง

    คำว่าอย่างน้อยยังค้างอยู่ใต้หลังคาปั๊ม เหมือนไฟสีขาวซีดเหนือหัวจ่ายน้ำมันที่ยังไม่ยอมดับ ทั้งที่โลกแถบนี้ไม่ควรมีไฟฟ้าเหลือให้มันสว่างอีกแล้ว


    คมมีดยังอยู่ใต้คางของชายแปลกหน้า


    โวร่าไม่ลดมือลง


    ปลายมีดแตะผิวตรงลำคอเขาพอดีจนเกิดรอยแดงบาง ๆ ถ้าเธอขยับมืออีกเพียงนิดเดียว รอยนั้นจะกลายเป็นเลือดทันที ลมหนาวพัดลอดใต้หลังคาปั๊ม เกล็ดหิมะละเอียดปลิวเข้ามาจากด้านข้าง กระทบเสื้อคลุมของชายคนนั้นแล้วละลายเป็นจุดชื้นเล็ก ๆ แต่เขายังไม่ดิ้น ไม่ปัดมือเธอออก และไม่พยายามอธิบายตัวเองเร็วเกินไป


    นั่นทำให้คาเอลไม่สบายใจมากกว่าเดิม


    คนส่วนใหญ่เวลาถูกมีดจ่อคอจะขยับก่อนคิด


    ถอย สะดุ้ง ยกมือ ขอร้อง โวยวาย หรือโกหก


    แต่ชายคนนี้ไม่ทำอะไรเลย


    เขาเพียงยืนหลังแนบหัวจ่ายน้ำมันเก่า ปล่อยให้โวร่ากำคอเสื้อไว้ และมองเธอด้วยดวงตาของคนที่เคยเห็นบางอย่างเลวร้ายกว่านี้มาก่อน ดวงตานั้นไม่ได้ไร้ความกลัว มันมีความกลัวอยู่แน่นอน เพียงแต่ความกลัวถูกเก็บไว้ลึก ถูกจัดวางไว้เหมือนเครื่องมืออีกชิ้นหนึ่ง ไม่ใช่สิ่งที่บังคับร่างกายเขา


    คาเอลยกปืนขึ้นครึ่งหนึ่ง


    ไม่เล็งหัว


    ไม่ลดลง


    ระยะสิบสองก้าวจากรถถึงหัวจ่ายน้ำมัน ถ้าชายคนนี้มีอาวุธซ่อนใต้เสื้อคลุม โวร่าจะอยู่ใกล้เกินไป หากมีคนอื่นซ่อนอยู่ในร้านสะดวกซื้อด้านหลัง แนวกระจกแตกจะเปิดมุมยิงเข้าหาพวกเขาได้สองช่อง หากพื้นใต้หลังคาปั๊มถูกขุดไว้เหมือนสถานีชั่งน้ำหนัก พวกเขายืนอยู่ในพื้นที่แข็งเกินไปสำหรับหิมะธรรมชาติ แต่บางส่วนตรงเสาที่สามมีรอยยุบไม่สม่ำเสมอ


    น้ำมันรถเองก็เหลือไม่มาก


    แจ็กซ์ยังไม่รู้ว่าปั๊มนี้มีอะไรใช้ได้หรือไม่ได้


    นิกซ์ไม่ควรแตะพื้นอีก


    โวร่าก็ยังบาดเจ็บ


    มิเลียอยู่ใกล้รถเกินกว่าจะช่วยทันหากมีอะไรโผล่จากหลังร้าน


    จำนวนคนในพื้นที่ ห้า


    ความคิดนั้นกลับมาอีกครั้งโดยไม่ขออนุญาต


    ห้า


    คาเอลกัดฟันช้า ๆ


    อย่านับ


    เขากดปืนไว้แน่นขึ้นเล็กน้อย รู้สึกถึงความเย็นของด้ามปืนผ่านถุงมือที่เปียกหิมะ บางส่วนของเขาต้องการให้ชายคนนี้พูดต่อทันที เพราะทุกวินาทีที่คำตอบยังไม่ชัดคือทุกวินาทีที่ความหวังของโวร่าถูกแขวนไว้บนคมมีด อีกส่วนหนึ่งของเขาอยากให้ชายคนนี้เงียบตลอดไป เพราะถ้าพูดผิด โวร่าอาจแทงจริง ๆ


    และเขาไม่แน่ใจว่าตัวเองจะห้ามเธอทันไหม


    “นายชื่ออะไร” คาเอลถาม


    ชายคนนั้นเลื่อนสายตาจากโวร่ามาหาเขา


    ไฟสีขาวซีดเหนือหัวสะท้อนในดวงตาเขาเป็นจุดเล็ก ๆ ทำให้คาเอลเห็นความเหนื่อยลึกซ่อนอยู่ใต้ความนิ่งนั้น ขอบตาแดงนิด ๆ หนวดเคราขึ้นไม่เป็นระเบียบ เสื้อคลุมของเขาเก่า แต่รอยเย็บตามขอบแขนและคอเสื้อเรียบร้อยเกินกว่าคนที่ปล่อยตัวเองไปตามโลกพัง


    “เอียน” เขาตอบ


    เสียงแหบจากความหนาว หรือจากการไม่ค่อยได้พูด คาเอลแยกไม่ออก


    “เอียนอะไร”


    “เอียน ฟรอสต์”


    แจ็กซ์ซึ่งยืนอยู่ใกล้รถมากกว่าคนอื่นครึ่งก้าวไม่ได้มีปฏิกิริยากับชื่อนั้น เขาเพียงมองมือของเอียน มองเสื้อคลุมที่ยาวพอจะซ่อนอะไรไว้ได้ แล้วกระชับอาวุธดัดแปลงในมือแน่นขึ้น ปลายสายไฟสั่นเบา ๆ ตามนิ้วที่ยังควบคุมไม่ค่อยอยู่


    โวร่าไม่สนใจชื่อ


    “เมื่อกี้หมายความว่าอะไร” เธอถามเสียงต่ำ


    เอียนมองเธอ


    “ก็ตามที่พูดไง”


    คมมีดกดเข้าไปอีกนิด


    ครั้งนี้เลือดซึมออกมาเป็นเส้นบาง ๆ


    “อย่ามาเล่นคำ”


    “ฉันไม่ได้เล่น”


    เอียนหายใจเข้าช้า ๆ เพื่อไม่ให้ลำคอขยับมากเกินไป เขาไม่ได้มองมีด มองเพียงดวงตาของโวร่า เหมือนเข้าใจว่าถ้าเขามองคมมีดมากเกินไป เธอจะคิดว่าเขากลัวชีวิตตัวเองมากกว่าสิ่งที่เธอเพิ่งเสียไป


    “ถ้าพวกมันต้องการฆ่าเด็กคนนั้นจริง มันก็ฆ่าตรงนั้นได้เฃย” เขาพูด 


    “ไม่จำเป็นต้องลากเธอไป ไม่จำเป็นต้องลบรอย และไม่จำเป็นต้องหยุดไล่พวกคุณหลังจากได้ตัวเธอ”


    โวร่ายังไม่กะพริบตา


    “แล้วมันต้องการอะไร”


    เอียนเงียบไปครู่หนึ่ง


    ลมหนาวพัดผ่านหัวจ่ายน้ำมันที่เขาถูกกดไว้จนเกิดเสียงวูบเบา ๆ เหมือนลมหายใจของสัตว์ที่หลับอยู่ใต้โลหะเก่า คาเอลเห็นเขาเลือกคำอีกครั้ง เห็นการหยุดเล็ก ๆ ตรงมุมปาก เห็นสายตาที่เลื่อนไปยังผ้าห่มในรถเพียงเสี้ยววินาทีแล้ว

    กลับมา


    “ฉันไม่รู้หรอก”


    มือของโวร่าเกร็งขึ้นทันที


    เอียนพูดต่อก่อนคมมีดจะลึกกว่านี้


    “และฉันไม่มีเหตุผลต้องโกหกว่ารู้”


    ความเงียบตกลงระหว่างทุกคน


    คำตอบนั้นโหดร้ายเพราะมันจริงเกินไป


    ถ้าเขาบอกว่าลูน่ายังอยู่ โวร่าคงเกลียดเขาทีหลังถ้ามันไม่ใช่


    ถ้าเขาบอกว่าลูน่าตาย เธออาจฆ่าเขาตอนนี้ไปเลย…


    แต่เขาเลือกช่องว่างตรงกลาง


    ช่องว่างที่ไม่มีใครอยากยืน


    คาเอลรู้จักช่องว่างนั้นดีเกินไป


    มันคือพื้นที่ระหว่างคนที่อาจช่วยได้กับคนที่ช่วยไม่ได้


    ระหว่างคำว่า “รอ” กับคำว่า “ทิ้ง”


    ระหว่างประตูที่ยังเปิดอยู่กับเสียงกลไกที่กำลังลากลงมา


    ครืด


    เสียงนั้นดังขึ้นในหัวเขาเพียงเสี้ยวเดียว


    คาเอลบังคับตัวเองให้กลับมาที่ปั๊มร้าง กลิ่นน้ำมันเก่า โลหะเย็น ลมหนาว ผิวถุงมือที่เปียก และไฟสีขาวซีดเหนือหัว


    “นายเห็นฝูงพวกมันทำแบบนี้มาก่อน?” เขาถาม


    เอียนหันมองเขา


    “ก็ไม่ทั้งหมด”


    “แปลว่าอะไร”


    “แปลว่าฉันเคยเห็นพวกมันฆ่า” เอียนตอบ 


    “และเคยเห็นมันลากคนไป แต่ไม่เคยเห็นมันทำให้พื้นที่สะอาดขนาดนั้นหลังจากลากคนไป”


    โวร่าขยับเพียงเล็กน้อย


    “สะอาด?”


    “พื้นตรงสถานีที่พวกนายหนีมา” เอียนพูด 


    “ถ้ามันเหมือนจุดอื่น ๆ ที่ฉันเคยเห็นละก็ หิมะควรเปิดเป็นร่องยาว ควรมีเศษดิน ควรมีรอยเลือดหรือรอยลากบ้าง ต่อให้พายุช่วยกลบ ก็ไม่ควรราบเรียบเร็วขนาดนั้น”


    คาเอลนิ่ง


    “นายเห็นสถานี?”


    “มองเห็นจากระยะไกล” เอียนตอบ 


    “ไม่ใกล้พอช่วยใครได้”


    เขาพูดประโยคนั้นโดยไม่หลบตา


    แต่ตรงท้ายประโยคเสียงเขาตกลงเล็กน้อย แทบไม่ถึงครึ่งจังหวะ ถ้าไม่ฟังดี ๆ จะคิดว่าเขาแค่หนาว คาเอลได้ยิน และเข้าใจว่าในประโยคสั้น ๆ นั้นมีคนตายมากกว่าหนึ่งคนซ่อนอยู่


    “เห็นอะไรบ้าง” คาเอลถาม


    เอียนไม่ตอบทันที


    เขาหันหน้าไปทางป่าด้านข้างเหมือนกำลังมองภาพเดิมที่ยังค้างอยู่บนหิมะ แม้ตอนนี้ตรงนั้นจะมีเพียงเสาปั๊มเก่า คราบน้ำมันดำใต้แผ่นน้ำแข็ง และไฟสีขาวซีดที่กะพริบเบา ๆ เหนือหัว


    “ฉันเห็นพื้นข้างสถานียุบเป็นช่วง ๆ” เขาพูดในที่สุด 


    “ไม่ใช่แบบพื้นถล่มธรรมดา มันยุบเหมือนมีอะไรผลักจากข้างล่างแล้วดึงกลับลงไป ฉันเห็นพวกนายถูกบังคับให้วิ่งทางเดียว เห็นป่าทั้งสองฝั่งไม่ขยับ แต่มีบางอย่างยิงจากด้านใน เห็นพวกมันไม่ได้พยายามปิดทางหนีทั้งหมด”


    คาเอลรู้สึกถึงบางอย่างเย็นลงในอก


    “ไม่ได้ปิดทั้งหมด?”


    เอียนพยักหน้าเล็กน้อย


    “ใช่”


    “ทำไม”


    “ถ้าปิดทั้งหมด พวกนายคงสู้จนตายตรงนั้น” เอียนตอบ 


    “แต่ถ้าเหลือทางหนึ่ง ทางที่ดูเหมือนหลุดรอด พวกนายจะวิ่งไปทางนั้นเอง”


    แจ็กซ์กลืนน้ำลาย


    “ขอบคุณสำหรับการบรรยายว่าพวกเราโง่แค่ไหนนะ”


    เอียนส่ายหน้าเล็กน้อย


    “ไม่ พวกนายไม่ได้โง่”


    เขาพูดเรียบ ๆ


    “ไม่ พวกนายไม่ได้โง่”


    “เหนื่อย เจ็บ หนาว และมีเด็กอยู่ในกลุ่ม”


    “ตอนนั้นพวกนายไม่ได้มองหาทางที่ดีที่สุด”


    “พวกนายมองหาทางที่ยังรอดได้”


    คำพูดนั้นทำให้แจ็กซ์เงียบลงทันที


    โวร่ากำคอเสื้อเขาแน่นขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะโกรธอย่างเดียว มันเหมือนมือของเธอต้องการจับอะไรสักอย่างไว้ก่อนที่คำพูดของเขาจะดึงความหวังออกไปมากเกินไป


    “แล้วลูน่า” เธอถาม


    ชื่อนั้นทำให้ลมใต้หลังคาปั๊มเย็นลง


    เอียนมองเธอ


    “ฉันเห็นหิมะยุบตรงกลางหลังจากนั้น” เขาพูด 


    “เห็นพวกนายหยุด เห็นคนหนึ่งคนพุ่งกลับไป”


    ดวงตาของเขาเลื่อนไปที่มือของโวร่า


    เศษเสื้อในกำมือเธอชุ่มเลือดจนสีเข้มกว่าก่อนหน้า


    “และเห็นว่าฝูงพวกมันไม่ตามต่อหลังจากนั้น”


    “ทำไม”


    “เพราะมันไม่จำเป็นต้องตามแล้ว”


    คำตอบนั้นโหดร้าย


    ไม่มีเสียงไหนดังขึ้นหลังประโยคนั้นอยู่พักใหญ่


    แม้แต่ไฟเหนือหัวก็เหมือนกะพริบช้าลง


    คาเอลรู้สึกว่าแผนที่ในอกหนักขึ้นอีกครั้ง ทั้งที่แผนที่ยังพับอยู่ในเสื้อด้านใน ตรงตำแหน่งใกล้หัวใจที่สุด มันเป็นเพียงกระดาษ แต่ตอนนี้เหมือนมีหินเย็น ๆ กดอยู่ตรงนั้น


    “ถ้าพวกมันไม่ฆ่าเธอทันที” คาเอลพูด 


    “มันอาจใช้เธอเป็นเหยื่อล่อเรา”


    เอียนมองเขา


    “อาจใช่”


    คาเอลพยักหน้าเล็กน้อย


    “ไม่ก็เป็นอาหารมัน”


    โวร่าหันขวับมาทันที


    แต่เขาไม่ถอนคำพูดนั้น


    คาเอลพูดเองแล้วเจ็บเอง แต่เขายังต้องพูด เพราะคำตอบทุกอย่างที่ไม่ถูกพูดจะกลายเป็นช่องให้ความหวังปลอมแทรกเข้าไป


    เอียนไม่ได้สะดุ้งกับคำว่าอาหาร


    เขาเพียงส่ายหน้าเล็กน้อย


    “แต่ถ้าเป็นอาหาร มันไม่จำเป็นต้องลบรอยให้ดีขนาดนั้นหรอกนะ”


    “นายแน่ใจ?”


    “ไม่”


    คำตอบนั้นกลับมาอีกครั้ง


    ไม่รู้


    ไม่แน่ใจ


    ไม่ขายความหวัง


    เอียนพูดเหมือนคนที่รู้ดีว่าคำโกหกอุ่นแค่ช่วงสั้น ๆ ก่อนจะกลายเป็นน้ำแข็งแทงกลับเข้ากระดูก


    “แต่ผมรู้ว่ามันไม่เหมือนการฆ่า” เขาพูด 


    “เวลามันฆ่า มันไม่เสียเวลาทำให้พื้นดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น”


    โวร่ามองเขานานมาก


    “แล้วถ้ามันทำให้เราคิดแบบนั้นล่ะ”


    เอียนนิ่งไปครู่หนึ่ง


    คราวนี้ในตาเขามีบางอย่างคล้ายการยอมรับ


    ไม่ใช่ยอมแพ้


    แต่เป็นการยอมรับว่าคำถามนั้นดีพอจะทำให้เขาไม่ตอบเร็ว


    “ก็แปลว่ามันฉลาดกว่าที่ฉันอยากให้เป็น” เขาพูด


    ความเงียบหลังประโยคนั้นหนักกว่าเดิม


    เพราะทุกคนรู้ว่าเขาไม่ได้พูดเพื่อขู่


    เขากำลังบอกความจริงอีกชิ้น


    ฝูงไม่ได้แค่ล่า


    มันกำลังเรียนรู้


    โวร่ายังคงกดเขาไว้


    “ทำไมไม่ช่วย”


    มิเลียที่ยืนข้างรถขยับนิดหนึ่ง เหมือนอยากห้าม แต่ไม่ทัน


    คำถามนั้นออกไปแล้ว


    เอียนมองโวร่า


    คราวนี้เขาเงียบนานขึ้น


    ไฟเหนือหัวกะพริบหนึ่งครั้ง แสงบนใบหน้าเขาขาดหายไปชั่ววินาที ทำให้รอยเหนื่อยล้าใต้ตาเหมือนลึกกว่าเดิม เมื่อไฟกลับมา เขาตอบด้วยเสียงเดิม


    “เพราะถ้าฉันวิ่งเข้าไป ก็คงตายเพิ่มอีกคน”


    คมมีดไม่ลดลง


    แต่โวร่าไม่แทง


    คาเอลเห็นสิ่งนั้นก่อนคนอื่น เห็นว่าประโยคนี้ไม่ได้ทำให้โวร่าโกรธมากขึ้นอย่างเดียว มันทำให้บางส่วนในตัวเธอชะงัก เพราะมันคล้ายประโยคที่คาเอลเคยบอกเธอเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนเกินไป


    ถ้าเธอมาตายตรงนี้


    แล้วใครจะไปช่วยลูน่า


    คำพูดนั้นยังอยู่ในอากาศระหว่างพวกเขา แม้ไม่มีใครพูดซ้ำ


    “โวร่า” คาเอลเรียกเบา ๆ


    เธอไม่หัน


    “ลดมีดลงก่อน”


    “ไม่”


    น้ำเสียงเธอเรียบมาก


    เหมือนตอนปฏิเสธคำสั่งที่เธอรู้ว่าถูก แต่ยังไม่พร้อมทำตาม


    เอียนไม่พูดอะไร


    คาเอลเดินเข้าไปใกล้อีกหนึ่งก้าวช้า ๆ พอให้โวร่ารู้ ไม่ใช่การแย่ง ไม่ใช่การสั่ง แต่เป็นการเข้าระยะที่เขาสามารถจับข้อมือเธอได้ถ้าจำเป็น ระยะนั้นเองทำให้เขาเห็นรายละเอียดอีกอย่าง


    เอียนยืนไม่เหมือนคนถูกจับแบบบังเอิญ


    เท้าขวาของเขาวางหลังเท้าซ้ายครึ่งช่วง ฝ่าเท้าแตะพื้นตรงจุดที่หิมะบางกว่าและไม่ลื่น มือทั้งสองข้างแม้ยกขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ปลายนิ้วไม่ได้เกร็งแบบคนหมดทาง มันพร้อมขยับลงไปทางเข็มขัดหรือเสื้อคลุมได้ทันทีหากโวร่าผ่อนแรงพลาด และที่สำคัญ สายตาของเขาไม่ได้ติดอยู่ที่มีดเลย มันกวาดจากโวร่าไปยังป่า จากป่าไปยังรถ จากรถไปยังร้านสะดวกซื้อด้านหลังเป็นจังหวะสั้น ๆ เสมอ


    คนนี้เตรียมทางหนีแม้ตอนมีมีดจ่อคอ


    ไม่ใช่เพราะใจเย็น


    แต่เพราะร่างกายของเขาไม่เคยหยุดหนี


    คาเอลลดปืนลงเพียงเล็กน้อย


    “นายอยู่ที่นี่คนเดียว?”


    “ตอนนี้น่ะใช่”


    “ก่อนหน้านี้ล่ะ?”


    เอียนมองเขา


    ไม่มีอะไรเปลี่ยนบนใบหน้า แต่ความเงียบของเขาเปลี่ยนอุณหภูมิลงเล็กน้อย


    “คำถามนี้ต้องใช้เวลาเล่า”


    แจ็กซ์หัวเราะแห้ง ๆ เบามาก


    “เยี่ยม คนใหม่พูดจาน่าหงุดหงิดเหมือนมีคู่มือเอาชีวิตรอดฉบับทำให้คนอยากต่อย”


    เอียนเหลือบไปทางเขา


    “ถ้ายังต่อยไหว แปลว่ายังไม่แย่ที่สุดล่ะนะ”


    แจ็กซ์อ้าปากเหมือนจะสวน แต่สุดท้ายปิดปากลง


    เพราะไม่มีแรงจะเถียงกับประโยคที่ถูกเกินไป


    มิเลียเดินเข้ามาใกล้ขึ้น เธอไม่ได้ถือปืนในท่าพร้อมยิง แต่สายตาเธออยู่บนมือของเอียนตลอดเวลา นิกซ์ยืนอยู่ข้างเธอ ไหล่ห่อเล็กน้อย ผ้าพันคอเก่าปิดคอไว้ครึ่งหนึ่ง แต่เส้นสีคล้ำใต้ผิวยังพอมองเห็นตรงแนวกราม เขาไม่มองเอียนตรง ๆ กลับมองพื้นใต้หลังคาปั๊ม เหมือนกำลังพยายามฟังโดยไม่แตะมัน


    เอียนเห็น


    คาเอลเห็นว่าเอียนเห็น


    แต่เอียนไม่ได้ถามว่าเด็กหนุ่มเป็นอะไร


    ไม่ได้ถอย


    ไม่ได้ทำสีหน้าขยะแขยง


    เขาเพียงเก็บข้อมูลนั้นไว้เงียบ ๆ เหมือนมันเป็นอีกสิ่งหนึ่งในสนาม ไม่ต่างจากทิศลมหรือรอยหิมะ


    สิ่งนั้นทำให้นิกซ์ชะงักเล็กน้อย


    เล็กมาก


    แต่คาเอลเห็น


    “พาเราไปดูรอย” คาเอลพูด


    โวร่าหันมาทันที


    “ตอนนี้?”


    “ใช่”


    “ถ้าเขาหลอก”


    “ฉันจะยิงเอง”


    แจ็กซ์ชะงัก


    “โอเค นั่นฟังเหมือนคาเอลเวอร์ชันนอนไม่พอ และฉันไม่แน่ใจว่าชอบไหม”


    คาเอลไม่ตอบ


    เอียนมองเขา แล้วมองโวร่า


    “แล้วก็...”


    “ถ้าเธอจะเอามีดจ่อคอฉันตลอดทาง”


    “ฉันว่าเราเดินได้ไม่ไกลเท่าไหร่”


    โวร่าเงียบ


    อีกครู่หนึ่งเธอจึงค่อย ๆ ลดมีดลง


    ไม่เก็บ


    แค่ลด


    เอียนคลายหลังออกจากหัวจ่ายน้ำมันช้า ๆ มือเขาไม่จับคอที่ถูกมีดกรีด ไม่ปาดเลือด ไม่แสดงความเจ็บ เขาเพียงดึงเสื้อคลุมให้เข้าที่ แล้วหันไปมองแนวหิมะข้างปั๊ม


    ตอนที่เขาก้าวออกจากใต้หลังคา คาเอลสังเกตได้ทันทีว่าพื้นที่รอบตัวเขาถูกจัดไว้หมดแล้ว


    ประตูร้านสะดวกซื้อเปิดค้างไว้ครึ่งหนึ่ง ไม่ใช่เพราะถูกพัง แต่ถูกขัดไว้ด้วยแผ่นไม้เตี้ย ๆ ถ้าต้องวิ่งเข้าไปจะไม่ติดน้ำแข็ง โซ่ที่คล้องตู้เก็บแก๊สข้างผนังถูกคลายไว้หลวม ๆ เพียงดึงครั้งเดียวก็เปิดได้ กล่องพลาสติกที่ควรกองระเกะระกะขวางประตูหลังถูกดันออกไปสองข้าง เหลือช่องแคบพอดีคนหนึ่งคนวิ่งผ่าน แผ่นเหล็กบนพื้นหน้าร้านถูกโรยทรายหยาบไว้บาง ๆ ลดโอกาสลื่นตรงมุมที่ต้องเลี้ยว


    ทั้งหมดไม่ใช่กับดัก


    มันคือทางหนี


    คาเอลมองจากด้านหลังเอียน


    ชายคนนั้นไม่ได้เพิ่งคิดเรื่องพวกนี้ขึ้นมาตอนนี้


    เขาเตรียมมันไว้ก่อนที่พวกเขาจะมาถึงเสียอีก


    ก่อนถูกมีดจ่อคอ


    ก่อนรู้ว่ารถคันหนึ่งจะพาคนห้าคนกับที่ว่างหนึ่งที่มาจอดใต้ไฟสีขาวซีดนี้


    คนที่รอดมาได้ด้วยโชคจะหาที่หลบ


    คนที่รอดมานานพอจะรู้ว่าที่หลบทุกแห่งต้องมีทางออกมากกว่าหนึ่งทาง


    เอียนเดินนำพวกเขาออกจากหลังคาปั๊มไปทางขอบลานด้านเหนือ หิมะตรงนั้นหนากว่าหน้าปั๊มเล็กน้อย พายุที่เพิ่งสงบทำให้พื้นผิวเรียบคล้ายผ้าขาวที่ถูกปูทับทุกอย่างไว้ แต่ยิ่งมอง คาเอลก็ยิ่งรู้สึกว่ามันเรียบเกินไป


    เรียบจนเหมือนตั้งใจ


    แจ็กซ์อยู่ท้ายกลุ่มใกล้รถ เขาหันกลับไปมองเครื่องยนต์เป็นระยะ ราวกับกลัวว่าถ้าละสายตา รถจะตายจริง ๆ 

    มิเลียเดินข้างนิกซ์ คอยสังเกตว่าฝีเท้าเขาสั่นมากขึ้นหรือไม่ โวร่าอยู่ใกล้เอียนเกินกว่าระยะสนทนา และใกล้พอจะฆ่าเขาได้ในจังหวะเดียว


    คาเอลเดินกลางระหว่างทุกคน


    ตำแหน่งนั้นไม่ได้ถูกเลือกโดยตั้งใจในตอนแรก


    แต่ทันทีที่เขารู้ตัว เขาก็เข้าใจว่าร่างกายเลือกให้แล้ว


    มองเห็นเอียน


    มองเห็นโวร่า


    เหลือบเห็นนิกซ์กับมิเลีย


    ได้ยินแจ็กซ์ด้านหลัง


    ถ้ามีอะไรโผล่จากพื้น เขาสามารถผลักสองคนซ้ายขวาได้ในหนึ่งก้าว ถ้าร้านสะดวกซื้อด้านหลังมีคนยิงออกมา เขายังอยู่ระหว่างแนวปืนกับมิเลีย ถ้าโวร่าพุ่งผิดจังหวะ เขาอาจห้ามไม่ทัน แต่พออ่านทิศได้


    เขากำมือแน่นในถุงมือ


    หยุด


    ไม่ใช่ตำแหน่ง


    พวกเขาไม่ใช่หมากบนแผนที่


    แต่โลกไม่ฟังคำสั่งนั้น


    หิมะใต้เท้าส่งเสียงกรอบเบา ๆ ทุกก้าว เสียงนั้นชัดเกินไปในลานปั๊มว่างเปล่า กลิ่นน้ำมันเก่าค่อย ๆ จางลงเมื่อพวกเขาห่างจากหัวจ่ายน้ำมัน และถูกแทนที่ด้วยกลิ่นดินชื้นใต้หิมะ กลิ่นสนแห้ง และกลิ่นอะไรบางอย่างจาง ๆ ที่คาเอลจำได้จากสถานีชั่งน้ำหนัก


    กลิ่นคาวชื้น


    ไม่ใช่กลิ่นของเลือดสด


    แต่คล้ายเนื้อที่อยู่ใต้ดินนานเกินไป


    เอียนหยุดตรงขอบลานที่หิมะปกคลุมรากไม้และเศษใบสน เขาย่อตัวลงโดยไม่ให้เข่าจมลึกเกินไป ใช้นิ้วที่สวมถุงมือเก่าปัดหิมะออกเพียงบาง ๆ


    “ดูตรงนี้”


    คาเอลย่อตัวลงข้างเขา


    ตอนแรกเขาเห็นเพียงรากไม้ดำ ๆ โผล่ใต้หิมะ


    จากนั้นจึงเห็นความผิดปกติ


    รากไม้ไม่ได้หัก แต่มันถูกดันขึ้นจากด้านล่าง แล้วถูกวางกลับลงมาใหม่อย่างไม่ตรงตำแหน่งเดิมเพียงเล็กน้อย รอยหิมะรอบ ๆ เนียนมากจนถ้าไม่รู้จะมองอะไรคงคิดว่าเป็นธรรมชาติ แต่ตรงขอบรากมีช่องอากาศแคบ ๆ ที่หิมะยังไม่ยุบสนิท


    เอียนปัดหิมะไปอีกจุดหนึ่ง


    ใบสนควรกองตามแนวลมอยู่ตรงนี้ แต่พื้นที่ตรงกลางว่างเกินไป ใบสนรอบ ๆ ถูกกระจายเหมือนมีใครกวาดแล้วโปรยกลับแบบไม่เข้าใจว่าของเดิมควรตกยังไง


    “รอยไม่ได้หายเองง่าย ๆ ” เอียนพูด


    คาเอลแตะพื้นหิมะตรงนั้น


    เย็น


    แน่น


    แต่ข้างใต้มีความกลวงบางอย่าง


    ไม่ใช่โพรงเปิด


    ไม่ใช่ทางเข้า


    เป็นเพียงความรู้สึกของพื้นซึ่งเคยถูกขยับจากข้างล่างแล้วปิดกลับ


    “มันลบรอย” คาเอลพูด


    เอียนพยักหน้าเพียงเล็กน้อย


    “ไม่หมด แต่พอให้คนรีบ ๆ ไม่เห็น”


    โวร่ายืนเหนือพวกเขา


    “ทางไหน”


    เอียนไม่ตอบทันที เขาลุกขึ้นแล้วเดินอีกห้าก้าว หยุดตรงจุดที่หิมะเรียบเหมือนเดิม เขาใช้ปลายรองเท้าเขี่ยพื้นเบา ๆ หนึ่งครั้ง


    เสียงดังทึบ


    ไม่เหมือนพื้นแข็งปกติ


    นิกซ์สะดุ้ง


    มิเลียแตะแขนเขาทันที


    “ได้ยินอะไร?” คาเอลถาม


    นิกซ์กลืนน้ำลาย สายตายังอยู่บนหิมะตรงหน้า


    “มีจังหวะอยู่ข้างล่าง”


    “กี่ตัว”


    เด็กหนุ่มหลับตา


    เขาไม่ได้แตะพื้น แค่ฟังผ่านอากาศ ผ่านแรงสั่นเบามากที่มนุษย์ปกติไม่มีทางรับรู้ ลมหายใจของเขาเริ่มสั้นลง มิเลียขยับใกล้ขึ้น แต่ไม่หยุดเขาทันที


    “ไม่แน่ใจ” นิกซ์พูด 


    “มันซ้อนทับกัน”


    เอียนหันไปมองเขา


    ไม่ถาม


    ไม่ขมวดคิ้ว


    ไม่มองเส้นสีคล้ำตรงคอเหมือนมันเป็นโรค


    เขาเพียงรอคำตอบ


    นิกซ์ลืมตาเล็กน้อย เหมือนยังไม่ชินกับการถูกคนแปลกหน้ารอข้อมูลจากเขาโดยไม่หวาดกลัว


    “อย่างน้อยสี่” เขาพูด


    เอียนพยักหน้า


    “งั้นก็สี่”


    คำตอบนั้นเรียบง่ายเกินไป


    แต่นิกซ์นิ่งไปทันที


    เพราะในคำว่า “งั้นก็สี่” ไม่มีความรังเกียจ ไม่มีคำถามว่าเขารู้ได้อย่างไร ไม่มีการถอยห่าง ไม่มีสายตาแบบคนที่กำลังคิดว่าเขายังเป็นมนุษย์อยู่ไหม


    มีเพียงการรับข้อมูล


    เหมือนเขายังเป็นคนหนึ่งในทีม


    นิกซ์ก้มหน้าลงเล็กน้อย


    มือที่กำผ้าของมิเลียไว้คลายออกนิดหนึ่ง


    คาเอลเห็น


    และเขาจดจำไว้เงียบ ๆ


    เอียนเดินต่ออีกไม่กี่ก้าว แล้วหยุดตรงแนวหิมะที่ลาดลงไปข้างทาง มีพุ่มไม้เตี้ย ๆ ถูกหิมะทับจนแทบมองไม่เห็น ด้านหลังเป็นแนวสนหนา พื้นตรงนี้มีกลิ่นคาวชื้นชัดขึ้น คาเอลรู้สึกถึงมันในลำคอ กลิ่นเหมือนห้องที่ถูกปิดไว้นานเกินไป แล้วมีอะไรบางอย่างหายใจอยู่ข้างใน


    เอียนใช้มีดสั้นของตัวเอง ซึ่งคาเอลเพิ่งสังเกตว่าเขามีซ่อนอยู่ตรงเอว ปาดหิมะออกช้า ๆ


    ใต้หิมะมีรอยแตกแคบ ๆ บนชั้นดินแข็ง


    ไม่กว้างพอให้คนลง


    ไม่เหมือนทางเข้า


    แต่ขอบรอยแตกมีเนื้อเยื่อบาง ๆ สีคล้ำเกาะอยู่เป็นเส้น เกือบเหมือนรากไม้เน่า หากมองใกล้จะเห็นว่ามันสั่นไหวนิด ๆ ตามจังหวะที่ไม่ใช่ลม


    มิเลียสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ


    แจ็กซ์สบถเบามาก


    “โอเค... นั่นไม่ใช่รากไม้ใช่ไหม”


    ไม่มีใครตอบ


    เพราะไม่มีใครอยากให้คำตอบนั้นชัด


    โวร่าเดินเข้าไปทันที


    คาเอลจับข้อมือเธอก่อนที่เธอจะถึงรอยแตก


    เธอหันมามองเขา


    สายตานั้นเย็นยะเยือก


    “ปล่อย”


    “ไม่ได้”


    “มันมีทางอยู่ข้างล่าง”


    “นั่นอาจไม่ใช่ทางเข้า”


    “แต่เป็นทางไป”


    “หรือเป็นทางให้เราลงไปตาย”


    คำพูดนั้นทำให้อากาศระหว่างพวกเขาแข็งขึ้นทันที


    โวร่าไม่ดึงแขนออก


    แต่กล้ามเนื้อใต้มือคาเอลเกร็งจนเขารู้ว่าอีกฝ่ายพร้อมหักข้อมือตัวเองหนีได้ถ้าตัดสินใจแล้ว


    เอียนยืนอยู่ด้านข้าง ไม่แทรกในทันที ดวงตาของเขามองโวร่าเหมือนกำลังอ่านทิศทางของมีดที่ยังไม่ถูกชักออกมา จากนั้นเขาจึงพูด


    “ถ้ามันปล่อยให้เราเห็นตรงนี้ แปลว่ามันรู้ว่าใครจะอยากลงไปก่อน”


    โวร่าหันขวับไปหาเขา


    มีดในมือเธอเกือบขยับ


    “นายพูดอะไร”


    “ฉันจะบอกว่า ถ้ามันไม่อยากให้เราเจอ”


    “มันคงไม่ทิ้งรอยไว้ให้เจอง่าย ๆ แบบนี้”


    เอียนไม่ได้ถอย


    แต่คาเอลเห็นปลายเท้าของเขาเปลี่ยนมุมเล็กน้อย


    พร้อมหนี


    พร้อมหลบ


    ไม่ใช่พร้อมสู้


    “มันลบรอยได้” เอียนพูดต่อ 


    “ลบได้ดีด้วย แต่ตรงนี้เหลือไว้ให้เราเห็นพอดี หลังจากเพิ่งเสียเด็กไปไม่กี่ชั่วโมง หลังจากมีคนหนึ่งในกลุ่มอยากลงไปมากที่สุด”


    โวร่ามองเขาเหมือนจะฆ่า


    เอียนหยุดเพียงครึ่งจังหวะ


    “ผมไม่ได้บอกว่าเด็กคนนั้นไม่อยู่ข้างล่าง”


    คำพูดนั้นทำให้โวร่าเงียบลงทันที


    “ผมบอกว่าถ้าคุณลงไปตรงที่มันอยากให้ลง คุณอาจไปไม่ถึงเธอ”


    ลมพัดผ่านรอยแตกบนพื้น


    เนื้อเยื่อสีคล้ำตรงขอบสั่นไหวอีกครั้ง


    นิกซ์ถอยหลังครึ่งก้าว มือยกขึ้นกุมคอโดยไม่รู้ตัว สีหน้าเขาเปลี่ยนไป เหมือนได้ยินอะไรบางอย่างอยู่ใต้คำพูดของเอียน


    “นิกซ์?” มิเลียเรียก


    เด็กหนุ่มไม่ตอบทันที


    ดวงตาเขาเริ่มแดงขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่จากเลือดกำเดา แต่จากแรงกดดันที่มองไม่เห็น


    “มัน...” เขากระซิบ


    คาเอลหันมาหาเขา


    “อะไร”


    นิกซ์เอียงศีรษะไปทางแนวสนด้านซ้าย


    “มีเสียง”


    ทุกคนเงียบ


    ลมสงบลงพอดี


    โลกเหมือนกลั้นหายใจ


    จากป่าด้านซ้าย มีเสียงหนึ่งดังขึ้นเบามาก


    เล็ก


    สั่น


    ไกล


    “พี่โวร่า...”


    โวร่านิ่งค้าง


    คาเอลรู้สึกถึงข้อมือใต้มือเขากระตุกทันที


    เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง


    “ช่วยหนูด้วย...”


    ทุกอย่างเกิดขึ้นในเสี้ยววินาที


    โวร่ากระชากแขนออกจากมือคาเอล


    เธอพุ่งไปทางเสียงทันที ร่างของเธอเคลื่อนไหวเร็วและต่ำเหมือนเงาสีดำบนหิมะ บาดแผลที่แขนไม่ได้ทำให้เธอช้าลงเลย หรือถ้าช้า เธอก็ใช้ความเจ็บบดมันทิ้งไปแล้ว


    “โวร่า!” คาเอลตะโกน


    เขาออกตัวตาม


    หิมะใต้เท้าลื่นกว่าที่คิด เขาเกือบเสียหลัก แต่ฝืนตัวเองไว้ได้ เสียงหัวใจของเขากระแทกในอกแรงจนแผนที่ที่ซ่อนอยู่ในเสื้อเสียดสีกับผิวเหมือนเตือนว่าเวลา 04:37 ยังอยู่ตรงนั้น


    เสียงลูน่าดังอีกครั้ง


    “หนูอยู่ตรงนี้...”


    โวร่าเร็วขึ้น


    คาเอลยกปืนไม่ได้ เพราะเธออยู่ในแนวเดียวกับเสียง เขาจึงวิ่งแทน วิ่งให้ทันก่อนที่เธอจะถึงจุดที่หิมะด้านหน้าขาวเรียบผิดธรรมชาติ


    “พวกนายอย่าฟังว่าเสียงนั้นเป็นของใคร”


    เสียงเอียนดังจากด้านหลัง


    ไม่ดังมาก


    แต่คมพอจะตัดผ่านลมและความหวังที่กำลังพุ่งไปข้างหน้า


    “คิดให้ดีว่ามันกำลังพาเราไปไหน”


    คำพูดนั้นทำให้นิกซ์สะดุ้ง


    เด็กหนุ่มกุมหูตัวเองทันที เหมือนเพิ่งได้ยินอีกชั้นหนึ่งซ้อนอยู่ใต้เสียงลูน่า


    ไม่ใช่คำร้อง


    ไม่ใช่เด็ก


    ไม่ใช่ความกลัว


    ทิศทาง


    แรงดึง


    ความต้องการ


    ไปตรงนั้น


    อีกนิด


    อีกก้าว


    อีกนิดเดียว


    “พื้น!” นิกซ์ร้องเสียงแตก “ข้างหน้าเธอ!”


    คาเอลถึงตัวโวร่าในจังหวะที่เธอกำลังจะก้าวลงบนหิมะตรงนั้นพอดี


    เขาไม่ได้คว้าแขน


    ไม่ทัน


    เขาพุ่งชนเธอจากด้านข้างเต็มแรง


    ร่างทั้งสองกลิ้งไปบนหิมะแข็ง ไหล่ของคาเอลกระแทกพื้นจนเจ็บแปลบ หิมะเย็นยัดเข้าคอเสื้อและถุงมือ เขาได้ยินโวร่าคำรามต่ำในลำคอ ไม่ใช่เสียงเจ็บ แต่เป็นเสียงของคนที่ถูกขวางจากสิ่งที่ต้องไปให้ถึง เธอพลิกตัวขึ้นทันที มือข้างหนึ่งชักมีดออกมาโดยสัญชาตญาณก่อนจะเห็นว่าเป็นเขา


    แต่ก่อนเธอจะพูดอะไร


    พื้นตรงที่เธอเกือบเหยียบยุบลง


    ไม่มีเสียงระเบิด


    ไม่มีศัตรูโผล่ขึ้นมา


    ไม่มีกรงเล็บทะลุหิมะ


    มีเพียงหิมะทั้งแผ่นถล่มลงไปอย่างเงียบ ๆ ราวกับโลกตรงนั้นไม่มีพื้นอยู่ตั้งแต่แรก


    "ช่องดำเปิดออกใต้แสงยามเช้าสีซีด"


    ข้างล่างมีหนามจำนวนมาก ไม่ใช่หนามไม้ ไม่ใช่หินแหลม แต่เป็นโครงแข็งสีดำคล้ำปนม่วงงอกขึ้นจากผนังโพรงอย่างเป็นระเบียบ ปลายแต่ละอันเปียกเงาเหมือนมีเยื่อบาง ๆ เคลือบอยู่ กลิ่นคาวชื้นพุ่งขึ้นมาจากหลุมนั้นทันทีจนคาเอลต้องกลั้นหายใจ


    ถ้าโวร่าก้าวลงไป


    เธอจะไม่ทันร้อง


    ทุกคนหยุดนิ่ง


    แม้แต่โวร่า


    เสียงลูน่าหายไปพร้อมพื้น


    เหลือเพียงลมหนาวและเสียงหิมะร่วงจากขอบหลุมลงไปกระทบอะไรบางอย่างข้างล่างอย่างช้า ๆ


    ติ๊ก


    ติ๊ก


    ติ๊ก


    เหมือนเลือดหยดลงในที่มืด


    โวร่านั่งคุกเข่าอยู่บนหิมะ ห่างจากขอบหลุมเพียงไม่กี่ก้าว มีดในมือเธอยังค้างอยู่ แต่สายตาจับจ้องไปยังโพรงมืดนั้น


    คาเอลหอบช้า ๆ


    ไหล่ซ้ายเจ็บจนชาขึ้นถึงคอ แต่เขาไม่สน เขามองหลุม มองหนาม มองตำแหน่งที่เสียงดังขึ้นเมื่อครู่ แล้วเข้าใจชัดเจนกว่าสิ่งใด


    มันไม่ได้ล่า


    มันรอให้พวกเขาเดินลงไปเอง


    นิกซ์ทรุดลงกับหิมะห่างออกไป มิเลียคุกเข่าข้างเขาทันที เด็กหนุ่มกุมศีรษะ มือสั่นจนผ้าพันคอเลื่อนหลุดลงมาเล็กน้อย เส้นสีคล้ำที่คอเต้นแรงขึ้นหนึ่งจังหวะ


    “ไม่ใช่เธอ” เขาพูดเสียงสั่น 


    “ไม่ใช่...นั่นไม่ใช่ลูน่า”


    โวร่าหันมาช้า ๆ


    สีหน้าของเธอไม่มีอะไรแตกต่างมากนัก


    แต่คาเอลเห็นว่าบางสิ่งในดวงตาเธอแตกไปแล้ว


    “นายแน่ใจ?” เธอถาม


    นิกซ์เหมือนถูกแทงด้วยคำถามนั้น เขาอ้าปาก แต่ไม่มีเสียงออกมาทันที เลือดจาง ๆ เริ่มซึมจากจมูกอีกครั้ง มิเลียกดผ้าไว้ให้เขา แต่เขายังฝืนพูด


    “ผม...ผมได้ยินหัวใจหลายดวง”


    “ที่ไหน” โวร่าถามเร็วขึ้น


    “ทุกทิศ”


    คำตอบนั้นทำให้ทุกคนเงียบ


    นิกซ์ส่ายหน้าแรง ๆ น้ำตาไม่ได้ไหล แต่ดวงตาแดงจัด


    “มันเต้นเหมือนกันหมด เสียงเดียวกัน จังหวะเดียวกัน เหมือน...เหมือนมันเอาสิ่งที่ผมจำได้ไปทำซ้ำ”


    เขากุมหูแน่นขึ้น


    “มันไม่ได้มีลูน่าหลายคน”


    คำพูดนั้นเบามาก


    คำพูดนั้นเบามาก


    “มันมีแต่เสียงที่ผมอยากได้ยิน”


    “เต็มไปหมดเลย”


    โวร่ามองเขา


    แล้วมองหลุม


    ริมฝีปากเธอเม้มแน่นจนแทบไม่มีสี


    เอียนเดินเข้ามาหยุดห่างจากขอบโพรงในระยะปลอดภัย เขาไม่ชะโงกลงไปมากเกินไป ไม่แสดงความอยากรู้อยากเห็นเหมือนคนที่ยังเชื่อว่าโลกให้รางวัลกับความกล้า เขาเพียงใช้ปลายมีดเขี่ยหิมะใกล้ขอบหลุมเบา ๆ แล้วมองโครงหนามข้างล่าง


    “นี่ไม่ใช่หลุมล่าแบบลวก ๆ” เขาพูด 


    “มันเตรียมไว้”


    แจ็กซ์กลืนน้ำลายเสียงดัง


    “สำหรับเรา?”


    เอียนไม่มองเขา


    “สำหรับคนที่จะวิ่งตามเสียงเด็ก”


    ไม่มีใครพูด


    เพราะคนคนนั้นยืนอยู่ตรงนั้น


    และทุกคนรู้


    โวร่าไม่หันไปหาใคร เธอค่อย ๆ ลุกขึ้น ร่างกายเธอนิ่งมาก นิ้วที่กำมีดไม่มีสั่นแล้ว ความนิ่งแบบนั้นไม่ใช่สงบ แต่มันเหมือนอุณหภูมิของคนที่เริ่มปิดบางอย่างในตัวเพื่อไม่ให้พังต่อหน้าคนอื่น


    คาเอลลุกตาม ความเจ็บที่ไหล่แทงขึ้นมาเมื่อเขาขยับ แขนซ้ายหนักเล็กน้อย แต่ยังใช้ได้ เขามองโพรงอีกครั้ง คำนวณความลึก ระยะหนาม ความชันของผนัง ความเป็นไปได้ที่จะใช้เชือก


    สามเมตรครึ่งถึงขอบหนามแรก


    ผนังลื่นเกินไป


    ไม่มีจุดยึด


    ช่องมืดด้านล่างแยกไปอย่างน้อยสองทาง


    เสียงใต้พื้นมากกว่าหนึ่งจังหวะ


    กลิ่นคาวชื้นแรงขึ้นเมื่อมีอากาศจากโพรงพุ่งออกมา


    ถ้าลงไปด้วยคนเดียว โอกาสกลับขึ้นมาต่ำ


    ถ้าลงไปสองคน ต้องมีคนเฝ้าปากหลุม


    ถ้าลงไปทั้งทีม รถจะถูกทิ้ง


    ถ้ารถถูกทิ้ง เส้นทางไปบ้านโวร่า เส้นทางไปหายา เส้นทางไปช่วยคนอื่นทั้งหมดจะขาด


    ถ้ารอ ฝูงอาจย้ายลูน่า


    ถ้าตามตอนนี้ ฝูงอาจได้เพิ่มอีกห้าคน


    อีกห้าคน


    ความคิดนั้นทำให้เขาเย็นไปทั้งอก


    ภาพหนึ่งผุดขึ้นมาโดยไม่มีคำเตือน


    ไม่ใช่ภาพจริง แต่ชัดเกินไปจนเหมือนเขาเห็นมันอยู่ตรงหน้า


    โวร่าลงไปก่อน


    เธอไม่ร้อง เธอจะกัดฟัน แม้หนามเฉียดสีข้าง แม้เลือดไหล เธอจะเดินต่อ เพราะด้านล่างอาจมีเสียงลูน่า


    เขาตามลงไป


    แจ็กซ์จะสบถแล้วตาม เพราะเขาไม่เคยปล่อยให้เพื่อนลงไปในที่ที่มีระบบให้ซ่อมคนเดียว


    มิเลียจะตาม เพราะเธอไม่มีทางปล่อยเขาไว้ในความมืด


    นิกซ์จะบอกว่าตัวเองช่วยฟังได้ ทั้งที่เลือดยังไหลจากจมูก


    เอียนอาจไม่ตาม แต่ถ้าเขาไม่ตาม ก็เท่ากับทีมเสียคนที่อ่านทางกลับได้คนเดียวในพื้นที่นี้


    แล้วหลุมจะปิด


    พื้นจะกลับมาเรียบ


    บนถนนจะเหลือรถหนึ่งคัน ที่นั่งว่างหกที่ และไฟสีขาวซีดที่กะพริบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


    คาเอลรู้สึกคลื่นไส้


    ไม่ใช่เพราะกลิ่นโพรง


    แต่เพราะสมองของเขาสร้างภาพนั้นได้เร็วเกินไป ชัดเกินไป ถูกต้องเกินไป


    มันกำลังปกป้องทีม


    และกำลังทำให้เด็กคนหนึ่งกลายเป็นตัวแปรในสมการ


    เขาเกลียดมัน


    เกลียดตัวเองที่ยังยืนอยู่ตรงนี้แล้วคำนวณต่อ


    ไม่มีเชือกยาวพอ


    ไม่มีแสงสว่างพอ


    ไม่มีแผนที่ใต้ดิน


    ไม่มีแรงของนิกซ์พอที่จะฟังต่อ


    ไม่มีเวลา


    ไม่มีข้อมูล


    คำว่าไม่มีซ้อนกันในหัวเหมือนประตูหลายชั้นที่กำลังปิด


    ครืด


    ครืด


    ครืด


    เขาเกลียดเสียงนั้น


    เกลียดที่ทุกครั้งโลกบังคับให้เขาเลือก ซึ่งมันมักไม่ให้ทางเลือกที่ดีมาด้วย


    โวร่าก้าวไปทางขอบหลุมอีกครั้ง


    คาเอลจับแขนเธอ


    คราวนี้เธอสะบัดออกทันที


    “ฉันจะลงไป”


    “ไม่ได้”


    คำตอบของเขาออกมาเร็วเกินไป


    เร็วเหมือนคำสั่ง


    โวร่าหันมา ดวงตาเธอเย็นจนคาเอลรู้สึกเหมือนถูกมีดจ่อกลับ


    “นายไม่มีสิทธิ์สั่งฉัน”


    “ฉันรู้”


    “งั้นถอยไป”


    “ไม่ได้”


    ความเงียบระหว่างพวกเขาหนักขึ้นจนแจ็กซ์ไม่กล้าหายใจแรง มิเลียยังจับนิกซ์ไว้ แต่สายตาเธอเลื่อนมาที่คาเอลเหมือนอยากเตือนว่าอย่าพูดผิด อย่ากลายเป็นคนที่พูดคำสั่งโดยไม่มีหัวใจหลงเหลือ


    คาเอลเองก็กลัวสิ่งนั้น


    กลัวมากกว่าคมมีดของโวร่า


    เขากลัวว่าวันหนึ่งตัวเองจะพูดคำว่าไม่ได้ได้ง่ายเกินไป


    เหมือนมันเป็นเพียงคำตอบทางยุทธวิธี


    เหมือนคนตรงหน้าไม่ใช่คนที่กำลังจะขาดใจจากความสูญเสีย


    เหมือนลูน่าเป็นจุดหนึ่งบนแผนที่


    เขาสูดหายใจเข้า


    อากาศเย็นกัดปอด


    “โวร่า ฟังฉัน ถ้าเธอลงไปตอนนี้” เขาพูดช้า ๆ 


    “ฉันตามไปแน่ แจ็กซ์จะตาม นิกซ์จะพยายามฟัง มิเลียจะไม่ยอมทิ้งเรา เอียนอาจหนีหรืออาจไม่หนี แต่สุดท้ายเราจะลงไปทีละคนในที่ที่มันเตรียมไว้”


    โวร่าไม่ตอบ


    “แน่นอนว่า พวกมันใช้เสียงลูน่าล่อเธอ” คาเอลพูดต่อ 


    “แปลว่ามันรู้แล้วว่าเธอจะวิ่งก่อนใคร”


    มือของโวร่าสั่นเพียงเสี้ยวเดียว


    “อย่าใช้เธอเป็นเหตุผลให้ฉันหยุด”


    ประโยคนั้นทำให้คาเอลเจ็บลึกกว่าที่คิด


    เพราะเขาเองก็ไม่อยากใช้ลูน่าเป็นเหตุผล


    ไม่อยากใช้ใครเป็นเหตุผลอีกแล้ว


    เขาไม่อยากยืนอยู่ฝั่งนี้ของประตู  เป็นคนที่บอกว่ารอ  เป็นคนที่พูดคำว่าถอยในวันที่มีเด็กหายไป


    แต่ถ้าเขาไม่พูด ใครจะพูด


    ถ้าเขาปล่อยให้ความรักของโวร่าพาเธอลงไปตาย แล้วบอกตัวเองว่ามันไม่ใช่ความผิดของเขา เพราะเธอเลือกเอง นั่นจะต่างอะไรกับการปล่อยมือ


    “ฉันไม่ได้ใช้เธอเป็นเหตุผลให้หยุด” คาเอลพูด 


    “ฉันใช้เธอเป็นเหตุผลให้เราต้องกลับมาให้ถึง”


    โวร่ามองเขา


    ลมพัดผ่านระหว่างทั้งสองคน


    ไกลออกไป ไฟปั๊มกะพริบเบา ๆ เหมือนหัวใจของบางสิ่งที่ไม่ควรยังเต้น


    “ตอนนี้เราลงไปไม่ได้” คาเอลพูด 


    “แต่เราจะจำรอยนี้ไว้ จำทิศทางนี้ไว้ จำทุกอย่างที่มันทำไว้”


    เขาหยุด


    คำพูดต่อไปติดอยู่ในลำคอเหมือนเศษแก้ว


    เพราะมันคล้ายคำพูดที่เขาเคยใช้เพื่อให้ตัวเองรอดจากบีเจ็ดมากเกินไป


    เราต้องช่วยคนที่ยังช่วยได้


    เราต้องไปต่อ


    เราจะกลับมา


    บางครั้งคำเหล่านั้นเป็นความจริง


    บางครั้งมันเป็นคำโกหกที่คนรอดใช้ห่มตัวเองไม่ให้หนาวจนตาย


    เขาไม่อยากรู้ว่าครั้งนี้เป็นแบบไหน


    แต่เขาต้องพูด


    “เราต้องถอย”


    โวร่าหลับตาช้า ๆ


    แค่ครั้งเดียว


    เมื่อเธอลืมตา ความเจ็บในนั้นไม่ได้หายไป มันเพียงถูกดันลึกลงไปอีก


    “ฉันจะกลับมา” เธอพูด


    คาเอลตอบทันที


    “ใช่ เราจะกลับมา”


    โวร่ามองเขานานกว่าปกติ


    ไม่รับ


    ไม่ปฏิเสธ


    คำว่า “เรา” ค้างอยู่กลางหิมะระหว่างพวกเขาเหมือนสะพานที่ยังสร้างไม่เสร็จ


    สุดท้ายเธอหันหลังจากหลุม


    การหันหลังครั้งนั้นไม่ใช่การยอมแพ้


    มันเหมือนคนที่เอามีดกรีดอกตัวเองแล้วบังคับให้เดินต่อทั้งที่เลือดยังไหลอยู่


    ทุกคนเริ่มถอยกลับไปทางปั๊ม ช้า ๆ อย่างระมัดระวัง


    ไม่มีใครพูดอะไร


    แต่ไม่มีใครเดินหนีได้จริง ๆ


    โวร่าเป็นคนแรกที่หันกลับไปมอง


    หลังจากนั้นคาเอลก็หัน


    แล้วนิกซ์


    หลุมมืดยังอยู่ตรงนั้น เงียบ ราวกับไม่เคยส่งเสียงลูน่าออกมาเลย


    คาเอลเดินท้ายที่สุด เขามองขอบโพรงที่หิมะยังร่วงลงไปทีละเม็ด มองหนามสีดำด้านล่าง มองเนื้อเยื่อที่สั่นไหวตามจังหวะบางอย่าง แล้วบันทึกมันลงในหัว


    ตำแหน่งห่างจากหัวจ่ายน้ำมันประมาณสามสิบเจ็ดก้าว


    แนวสนด้านเหนือ


    พื้นเอียงลงห้าองศา


    กลิ่นคาวชื้นชัดเมื่อเข้าใกล้สิบก้าว


    เสียงลวงเริ่มจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือ


    หลุมเปิดหลังเหยื่อเข้าใกล้สองก้าว


    เขาเกลียดทุกข้อมูลที่เก็บ


    แต่เขายังเก็บ


    เพราะสิ่งนี้อาจเป็นเส้นทางกลับ


    เมื่อพวกเขากลับมาถึงใต้หลังคาปั๊ม พายุสงบลงมากกว่าเดิม


    เมฆสีเทาที่กดทับฟ้ามาทั้งคืนเริ่มแตกเป็นช่องยาว ๆ แสงเช้าสีซีดส่องผ่านลงมาไม่มากพอให้ความอบอุ่น แต่พอให้เห็นแนวภูเขาไกลออกไปเป็นเส้นดำขรุขระเหนือป่าสน โลกที่เพิ่งพยายามฆ่าพวกเขาด้วยเสียงของเด็กคนหนึ่งกลับเงียบลงอย่างงดงามจนน่าเกลียด


    แล้วแสงเหนือก็ปรากฏ


    มันเริ่มจากเส้นบาง ๆ สีเขียวซีดเหนือแนวป่า ก่อนแผ่ตัวออกเป็นม่านช้า ๆ สั่นไหวเหนือฟ้าสีเทาเหมือนผืนผ้าที่มีแสงอยู่ข้างใน สีเขียว สีฟ้า และม่วงอ่อนเคลื่อนผ่านกันอย่างเงียบงัน ไม่มีเสียง ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีความสนใจต่อสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นใต้พื้น


    ทุกคนเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว


    มิเลียมองแสงนั้นด้วยใบหน้าที่เหนื่อยล้าจนแทบไม่มีแรงแสดงความรู้สึก


    นิกซ์มองเพียงครู่เดียว ก่อนก้มลงเพราะแสงเหนือทำให้เขาคิดถึงเสียงที่ไม่ควรมีในฟ้า


    แจ็กซ์ยืนพิงรถ มือยังเปื้อนน้ำมันและหิมะ เขามองม่านแสงนั้นนานมาก


    บางทีในโลกก่อนหน้านี้ ภาพแบบนี้อาจเป็นสิ่งที่คนตั้งใจเดินทางมาดู


    อาจมีรถบ้านจอดริมทาง มีแก้วกาแฟร้อน มีเสียงคนหัวเราะเบา ๆ ใต้ผ้าห่มหนา มีเด็กเล็กแหงนหน้าถามว่าทำไมฟ้าถึงมีสี มีผู้ใหญ่ตอบมั่ว ๆ แล้วทุกคนก็หัวเราะ เพราะคำตอบไม่สำคัญเท่าการได้ยืนอยู่ด้วยกัน


    ตอนนี้ไม่มีใครหัวเราะ


    แสงเหนือยังคงเคลื่อนไหวเหนือหัวพวกเขาอย่างอ่อนโยนเกินไป


    เหมือนมือที่ลูบแผลโดยไม่รู้ว่าแผลนั้นลึกแค่ไหน


    แจ็กซ์กลืนน้ำลาย


    แล้วพูดเบา ๆ


    “ลูน่าน่าจะชอบ”


    ไม่มีใครตอบ


    คำพูดนั้นลอยขึ้นไปในอากาศหนาวแล้วหายไปใต้แสงเหนือ


    มิเลียก้มหน้าลงเล็กน้อย เธอไม่ได้ร้องไห้ แต่ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน เหมือนต้องใช้แรงกายทั้งหมดไม่ให้เสียงบางอย่างหลุดออกมา นิกซ์หลับตาแน่น มือยกขึ้นจับผ้าพันคอที่มิเลียผูกให้ ราวกับพยายามยึดตัวเองไว้กับสิ่งที่ยังเป็นมนุษย์


    โวร่าไม่เงยหน้ามอง


    เธอยืนอยู่ข้างประตูรถ มือหนึ่งถือผ้าห่มของลูน่าที่หยิบออกมาโดยไม่รู้ตัวตั้งแต่ตอนไหน อีกมือกำเศษเสื้อแน่น ใบหน้าหันไปทางแนวป่า ไม่ใช่ท้องฟ้า


    สำหรับเธอ โลกไม่มีสิทธิ์สวยในตอนนี้


    คาเอลมองแสงเหนือ แล้วมองเธอ


    เขานึกถึงลูน่าตอนนั่งในรถเมื่อคืนก่อน เด็กหญิงที่ถามเรื่องสิ่งเล็ก ๆ ในโลกที่ไม่มีใครเหลือแรงสังเกต เธอเคยถามว่าทำไมฟ้าบางคืนถึงไม่ดำสนิท ทำไมดวงดาวถึงยังอยู่ทั้งที่เมืองข้างล่างไหม้ ทำไมคนเราถึงห่มผ้าแล้วรู้สึกปลอดภัยกว่าเดิม ทั้งที่ผ้าผืนหนึ่งหยุดกรงเล็บไม่ได้


    ไม่มีใครตอบคำถามเหล่านั้นดีนัก


    แต่ลูน่าก็ยังถาม


    เหมือนการถามคือวิธีพิสูจน์ว่าเธอยังเป็นเด็ก


    และตอนนี้ท้องฟ้ากำลังมีสี


    ตอนที่เธอไม่อยู่ดู


    ความงามนั้นโหดร้ายกว่าความมืด


    เพราะมันบอกว่าจักรวาลยังเคลื่อนไหวต่อ ยังสร้างสีสัน ยังปล่อยให้ฟ้าสวย ทั้งที่เด็กคนหนึ่งถูกลากหายไปใต้หิมะ ทั้งที่ในรถมีอาหารส่วนที่หกยังรอเจ้าของมันอยู่


    โลกไม่ได้หยุดเพื่อลูน่า


    นั่นแหละที่ทำให้มันน่ากลัวที่สุด


    แจ็กซ์เป็นคนทำลายความเงียบด้วยเสียงเปิดฝากระโปรงรถอีกครั้ง เขาก้มลงดูเครื่องยนต์เหมือนคนกลับไปจับสิ่งเดียวที่พอซ่อมได้ กลิ่นน้ำมันเครื่องลอยขึ้นมาปนกลิ่นหิมะเย็น เอียนเดินตามไปโดยไม่ต้องมีใครบอก


    แจ็กซ์เหลือบมองเขา


    “นายซ่อมรถเป็น?”


    “พอรู้ว่าอะไรทำให้มันตายช้าลง”


    “ฟังดูเหมือนคำพูดของหมอที่ไม่ควรไว้ใจเลยนะ”


    เอียนยื่นมือไปแตะท่อเส้นหนึ่งใกล้เครื่องยนต์ แต่ไม่จับนาน เขาสัมผัสเพียงหลังนิ้วแล้วดึงกลับทันที


    “ท่อนี้ร้อนเกินไป”


    แจ็กซ์ชะงัก


    “นายรู้ได้ไง”


    “มันละลายหิมะบนขอบเร็วกว่าเส้นอื่น”


    แจ็กซ์มองตาม


    เขาเห็นจริง ๆ


    หิมะที่ปลิวเข้ามาติดตรงขอบโลหะละลายเร็วผิดปกติ บางส่วนกลายเป็นไอจาง ๆ แทบมองไม่เห็นถ้าไม่ตั้งใจ


    แจ็กซ์หรี่ตา


    “โอเค ฉันเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่านายเป็นคนประเภทที่น่ารำคาญ หรือประเภทที่ช่วยชีวิตคนแบบน่ารำคาญ”


    เอียนเปิดกล่องเครื่องมือที่วางอยู่ใกล้หัวจ่ายน้ำมัน


    มันไม่ใช่ของแจ็กซ์


    กล่องนั้นอยู่ตรงนั้นตั้งแต่ก่อนพวกเขามาถึง ผ้าสะอาด ม้วนเทป ลวดเส้นเล็ก ไขควงสองขนาด และสายยางตัดสั้นถูกจัดวางไว้เรียบร้อยเกินไป


    คาเอลเห็นจากด้านข้าง


    เอียนเตรียมของพร้อมใช้ไว้ใกล้รถ


    เตรียมก่อนรู้ว่าจะต้องใช้กับใคร


    ไม่ใช่เพื่อช่วยพวกเขาโดยเฉพาะ


    แต่เพื่อทุกกรณีที่ต้องหนี


    แจ็กซ์เองก็เห็น เขามองกล่องเครื่องมือ แล้วมองเอียน


    “นายอยู่ที่นี่มานานแค่ไหนเนี่ย”


    “นานพอรู้ว่าควรทิ้งอะไรไว้ตรงไหน”


    “นั่นไม่ใช่คำตอบ”


    “คำตอบที่ใช้งานได้ก็พอแล้วตอนนี้”


    แจ็กซ์ถอนหายใจ


    “ฉันไม่ชอบที่นายพูดถูกบ่อยโดยไม่พูดให้จบ”


    “คนพูดจบมักตายก่อน”


    “ว้าว ยิ่งคุยยิ่งอยากเป็นเพื่อนว่ะ”


    เอียนไม่ได้ยิ้ม


    แต่ตรงมุมปากขยับเพียงนิดเดียว


    น้อยมากจนถ้าไม่ใช่เพราะคาเอลมองอยู่คงพลาดไปแล้ว


    มิเลียพานิกซ์ไปนั่งในร้านสะดวกซื้อด้านหลังปั๊ม ประตูที่ถูกขัดไว้เปิดออกง่ายอย่างที่คาเอลสังเกตไว้ ด้านในมีกลิ่นฝุ่น ขนมหมดอายุ และพลาสติกเย็น ตู้แช่มืดสนิท ชั้นสินค้าส่วนใหญ่ถูกกวาดไปนานแล้ว เหลือเพียงซองเปล่า กระป๋องบุบ และป้ายราคาที่ไม่มีความหมาย


    มิเลียให้นิกซ์นั่งบนลังพลาสติกที่เอียนคงลากมาไว้ใกล้ประตู เธอเช็ดเลือดใหม่ใต้จมูกเขาอย่างเงียบ ๆ


    “อย่าแตะพื้นอีก” เธอพูด


    นิกซ์พยักหน้า


    “ผมไม่ได้ตั้งใจจะฟัง”


    มิเลียมองเขา


    นิกซ์หลบตา


    “ไม่ใช่แบบนั้น ผมหมายถึง...มันเหมือนเสียงเข้ามาก่อนผมจะเลือกฟัง”


    มิเลียชะงักเล็กน้อย


    เสียงในร้านเบามาก เสียงแจ็กซ์กับเอียนพูดกันด้านนอกลอดผ่านกระจกแตกเข้ามาเป็นช่วง ๆ เสียงลมสอดผ่านป้ายโฆษณาเก่าบนเพดานดังเอี๊ยดเบา ๆ กลิ่นเลือดจาง ๆ จากจมูกนิกซ์ปนกับกลิ่นยาฆ่าเชื้อในมือเธอ


    “ตอนที่ได้ยินเสียงลูน่า” มิเลียถาม 


    “นายรู้สึกยังไง”


    นิกซ์ใช้เวลาตอบ


    “ดีใจ”


    คำแรกออกมาเบามาก


    “แล้วก็กลัว”


    เขากำผ้าสะอาดในมือแน่นขึ้น


    “เพราะผมดีใจเร็วเกินไป”


    มิเลียไม่พูดแทรก


    “ผมได้ยินเสียงเธอ แล้วผมอยากเชื่อทันที” นิกซ์พูด 


    “ผมไม่ถามด้วยซ้ำว่ามันจริงไหม ผมแค่อยากให้มันจริง”


    เขาหายใจติดขัด


    “ถ้าพี่โวร่าวิ่งลงไปเพราะผมพูดช้าไป...”


    “ไม่เป็นไรนิกซ์ เธอยังอยู่” มิเลียตอบ


    “แต่เกือบไม่อยู่”


    “ใช่”


    นิกซ์เงยหน้ามองเธอ


    มิเลียไม่ได้หลบสายตา


    “มันเกือบเกิดขึ้น” เธอพูด 


    “และนายช่วยให้มันไม่เกิด”


    นิกซ์ส่ายหน้า


    “เอียนช่วย”


    “เอียนพูดประโยคแรก” มิเลียบอก 


    “แต่นายเป็นคนฟังจนรู้ว่ามันจะพาไปไหน”


    เด็กหนุ่มไม่ตอบ


    เขาดูเหมือนอยากปฏิเสธ แต่แรงของเขาหมดไปกับการไม่ร้องไห้เสียก่อน


    มิเลียพันผ้ารอบข้อมือเขาอีกชั้นหนึ่ง แม้แผลไม่ได้อยู่ตรงนั้น เหมือนต้องการให้เขามีอะไรจับต้องได้แทนพื้น ใต้ปลายนิ้วเธอ ผิวของนิกซ์เย็นผิดปกติ แต่ยังเป็นผิวมนุษย์บางส่วน ยังมีความสั่น ยังมีความกลัว ยังมีคนที่ชื่อว่านิกซ์อยู่ตรงนี้


    “ถ้าเสียงเข้ามาก่อนนายเลือกฟัง” เธอพูด 


    “ครั้งหน้าเรียกฉันก่อน”


    นิกซ์พยักหน้า


    “ครับ”


    “ไม่ต้องรับมือคนเดียว”


    คำพูดนั้นทำให้เขานิ่งไปนาน


    ก่อนตอบเบามาก


    “ผมกลัวว่าถ้าเรียก พวกพี่จะได้ยินมันด้วย”


    มิเลียหยุดมือ


    ด้านนอก ไฟสีขาวซีดของปั๊มกะพริบอีกครั้ง


    ในความเงียบหลังคำพูดนั้น เธอเข้าใจว่านิกซ์ไม่ได้กลัวแค่ตัวเองจะถูกฝูงกลืน


    เขากลัวว่าจะกลายเป็นประตู


    ประตูที่พาสิ่งนั้นเข้ามาหาคนที่เขารัก


    คาเอลยืนอยู่หน้าร้าน มองทั้งสองผ่านกระจกแตก เขาไม่ได้เข้าไป เพราะมิเลียอยู่ตรงนั้นแล้ว และเพราะเขารู้ว่าบางครั้งการเข้าไปของเขาจะทำให้ทุกอย่างกลายเป็นคำสั่งอีกครั้ง


    เขาหันกลับมาที่เอียน


    ชายคนนั้นกำลังช่วยแจ็กซ์ใช้สายยางดูดเชื้อเพลิงที่ยังเหลือจากถังใต้หัวจ่ายน้ำมันเก่า ผ่านตัวกรองหยาบที่ทำจากผ้าหลายชั้น กลิ่นน้ำมันฉุนขึ้นมาทันทีเมื่อหัวจ่ายถูกเปิด ฝุ่นเก่ากับสนิมปนอยู่ในน้ำมันจนสีไม่ใส แต่ยังพอใช้ได้ถ้ากรองดีพอ


    แจ็กซ์ทำหน้าบูด


    “ฉันไม่อยากรู้เลยว่าสิ่งนี้จะทำอะไรกับเครื่องยนต์”


    เอียนตอบเรียบ ๆ


    “ทำให้มันวิ่งก่อนตาย”


    “นายมีมุมมองต่อชีวิตที่ร่าเริงมาก”


    “ร่าเริงไม่ช่วยให้รถติดเครื่อง”


    แจ็กซ์ชี้ประแจใส่เขา


    “นายนี่มันแย่นะ”


    “ยังมีชีวิตอยู่”


    “แย่และเถียงไม่ได้อีกต่างหาก”


    คาเอลเดินเข้าไปใกล้


    “เอียน นายจะไปไหนหลังจากนี้”


    เอียนไม่หยุดมือ


    “ฉันไม่รู้”


    “ไม่มีเส้นทาง?”


    “มี” เขาตอบ


    “แต่แค่ไม่มีจุดหมาย”


    คาเอลมองแผนที่ที่วางพับอยู่บนฝากระโปรง เอียนกางของตัวเองออกข้าง ๆ แผนที่ของเขาเก่ากว่า มีรอยพับมากกว่า และเต็มไปด้วยเส้นขีดด้วยดินสอสีจาง ๆ หลายเส้น เส้นบางเส้นถูกขีดทับจนดำสนิท บางเส้นมีเครื่องหมายกากบาทเล็ก ๆ บางจุดมีวงกลมซ้อนกัน เหมือนสถานที่ที่เขาเคยเข้าไปแล้วไม่อยากกลับไปอีก


    “ทางเลี่ยงพวกนี้นายขีดเอง?” คาเอลถาม


    “ถ้ารอดกลับมาได้ ก็ขีดเพิ่ม”


    “ถ้าไม่รอด?”


    เอียนเหลือบมองเขา


    “ก็ไม่มีใครต้องอ่าน”


    คาเอลเงียบไป


    เขามองแผนที่ของเอียน แล้วมองทางเลี่ยงหลายเส้นซึ่งพาดไปทางเหนือ ทิศเดียวกับที่พวกเขาต้องไป 

    บ้านของโวร่าอยู่ไกลออกไปในแผ่นขาวของแผนที่ ในพื้นที่ที่ข้อมูลน้อยลงทุกกิโลเมตร เส้นทางหลักอาจเร็วกว่า แต่ก็ถูกคาดเดาง่ายกตอนนี้ฝูงไม่ใช่แค่ไล่ตามกลิ่นหรือเสียง มันรู้ว่าจะใช้สิ่งที่พวกเขาอยากได้ยินล่อไปไหน


    และยังมีอีกสิ่งหนึ่ง


    คาเอลไม่พูดออกมาทันที


    เอียนอ่านเจตนา


    ไม่ใช่อ่านระบบ


    ไม่ใช่ฟังฝูง


    ไม่ใช่ต่อสู้เหนือมนุษย์


    แต่เขามองทางหนี มองกับดัก มองว่าคนเจ็บจะวิ่งไปไหน คนเสียใจจะพลาดตรงไหน คนกลัวจะเลือกอะไร


    คนแบบนี้อันตราย


    และจำเป็นในเวลาเดียวกัน


    “นายไปกับเราจนถึงทางแยกหน้าไหม” คาเอลพูด


    แจ็กซ์หันมาทันที


    “นี่เราชวนคนที่เพิ่งถูกโวร่าจ่อมีดเข้าทีมชั่วคราวแล้วเหรอ ฉันพลาดการประชุมสำคัญไปใช่ไหม”


    โวร่าที่อยู่ใกล้รถได้ยิน เธอไม่หันมา แต่คาเอลรู้ว่าเธอฟังอยู่


    เอียนปิดฝากล่องเครื่องมือ


    “ทำไม”


    “นายรู้เส้นทางที่จะเลี่ยงพวกมัน”


    เอียนเหลือบมองรถ


    “พวกนายมีรถ”


    “ฉันมีทาง”


    “ใช่”


    “และมีคนอยากฆ่าผมอย่างน้อยหนึ่งคน”


    โวร่าพูดโดยไม่หัน


    “ยังไม่ตัดสินใจ”


    แจ็กซ์ชี้ไปทางเธอทันที


    “เห็นไหม นี่แหละบรรยากาศอบอุ่นของครอบครัวเรา”


    เอียนมองโวร่า แล้วมองคาเอล


    “ถึงทางแยกก่อน”


    “หลังจากนั้นค่อยว่ากัน”


    “ถ้ายังไม่เกลียดกันมาก ค่อยคุย”


    แจ็กซ์ถอนหายใจ


    “ฉันจะถือว่านั่นคือใช่”


    “ถือว่าเป็นการเลื่อนคำว่าไม่ออกไปก่อน” เอียนตอบ


    คาเอลพยักหน้า


    “ได้”


    เขาเดินไปที่รถเพื่อช่วยเก็บของ เอียนตามมาทีหลังเพื่อยกถังน้ำมันกรองแล้วขึ้นท้ายรถ ตอนที่ชายคนนั้นผ่านประตูร้านสะดวกซื้อ คาเอลเห็นนิกซ์เงยหน้ามองเขา


    เอียนหยุดเพียงครึ่งจังหวะ


    “ขอบคุณเรื่องสี่ตัว” เขาพูด


    นิกซ์ชะงัก


    “ครับ?”


    “ถ้านายไม่บอกว่ามีอย่างน้อยสี่ ผมคงเข้าใกล้รอยมากกว่านั้น”


    นิกซ์เหมือนหาคำตอบไม่เจอ


    สุดท้ายเขาพยักหน้าเบา ๆ


    “ครับ”


    เอียนเดินต่อโดยไม่พูดเพิ่ม


    มิเลียมองตามเขา แล้วหันมามองคาเอลผ่านกระจกแตก


    สายตาเธอไม่ได้ถามว่าไว้ใจได้ไหม


    เพราะในโลกนี้คำว่าไว้ใจเริ่มแพงเกินไป


    มันถามเพียงว่า จำเป็นไหม


    คาเอลตอบเธอด้วยการนิ่ง


    และเธอก็เข้าใจ


    เมื่อทุกคนเก็บของขึ้นรถ แสงเหนือเริ่มจางลง เหลือเพียงรอยสีเขียวบาง ๆ บนฟ้าสีซีดเหมือนรอยช้ำที่กำลังหายแต่ยังเจ็บอยู่ ปั๊มร้างกลับสู่ความเงียบ ไฟสีขาวเหนือหัวจ่ายน้ำมันยังติดอยู่ กะพริบเบา ๆ ไม่สม่ำเสมอ


    โวร่าวางผ้าห่มของลูน่ากลับลงบนที่นั่งเดิม


    อาหารส่วนที่หกยังอยู่ข้างมัน


    ไม่มีใครแตะ


    เอียนขึ้นรถเป็นคนสุดท้าย เขาไม่ได้เลือกนั่งกลางวง แต่เลือกตำแหน่งใกล้ประตูมากที่สุด มุมที่มองเห็นกระจกหน้า กระจกข้าง และมือของทุกคนบางส่วน กระเป๋าเล็ก ๆ ของเขาวางชิดขา ไม่ห่างแม้แต่นิดเดียว


    คาเอลเห็น


    เอียนเห็นว่าคาเอลเห็น


    ทั้งคู่ไม่พูด


    แจ็กซ์สตาร์ตรถ เครื่องยนต์ไอติดยากกว่าก่อนหน้าเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ยอมส่งเสียงหอบต่ำ ๆ ขึ้นมาอีกครั้ง น้ำมันที่กรองมาใหม่ทำให้กลิ่นฉุนเข้ามาในห้องโดยสารเล็กน้อย แจ็กซ์ทำหน้าเหมือนอยากขอโทษรถล่วงหน้า


    “โอเค เพื่อนเก่า” เขาพูดกับพวงมาลัย 


    “เรากินของสกปรกแล้วไปต่อกันนะ”


    รถค่อย ๆ เคลื่อนออกจากใต้หลังคาปั๊ม


    ล้อบดผ่านหิมะช้า ๆ ผ่านคราบน้ำมันเก่า ผ่านเงาไฟสีขาวซีด และผ่านรอยเท้าของพวกเขาที่เริ่มถูกลมกลบแล้ว


    เอียนมองออกไปทางแนวป่า


    สายตาเขาหยุดอยู่ตรงบริเวณที่หลุมเพิ่งยุบลง ไม่เห็นจากตรงนี้ แต่เขามองเหมือนยังเห็นมันอยู่ในหัว เห็นรอยที่ถูกซ่อน เห็นเส้นทางที่ไม่เปิดให้คนอย่างพวกเขาเดินตามง่าย ๆ


    “รอยไม่ได้จบแค่ตรงนั้น” เขาพูด


    เสียงเขาเบา แต่ทุกคนในรถได้ยิน


    คาเอลมองกระจกข้าง


    “หมายความว่าอะไร”


    เอียนยังมองป่า


    “มันถูกซ่อนเข้าไปในทางที่พวกคุณยังมองไม่เห็น”


    โวร่าไม่หันมาหาเขา


    แต่มือที่วางใกล้ผ้าห่มขยับเล็กน้อย


    คาเอลมองถนนข้างหน้า


    แผนที่ในอกเสียดสีกับหัวใจอีกครั้งตามแรงสั่นของรถ


    เส้นทางกลับ


    คำที่เขาเขียนไว้ยังอยู่ตรงนั้น


    ยังไม่ถูกขีดทิ้ง


    รถวิ่งออกจากปั๊มร้างช้า ๆ ทิ้งไฟสีขาวซีดไว้ด้านหลัง ทิ้งหลุมมืดไว้ใต้หิมะ ทิ้งเสียงลวงที่หายไปแล้วแต่ยังติดอยู่ในหัวของทุกคนเหมือนกลิ่นคาวที่ล้างไม่ออก




    ใต้พื้นลึกลงไป


    ลึกกว่ารากสน


    ลึกกว่าหิมะที่เพิ่งถูกพายุปูทับ


    เครือข่ายโพรงขยับตัวอย่างเงียบงัน


    เส้นทางหนึ่งที่เพิ่งเปิดถูกปิดลง เนื้อเยื่อสีคล้ำค่อย ๆ งอกมาปกคลุมช่องว่าง หนามหดกลับเข้าไปในผนังเหมือนฟันที่ไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว ดินและหิมะด้านบนเลื่อนกลับเข้าที่ช้า ๆ จนผิวโลกกลับมาเรียบเกินธรรมชาติอีกครั้ง


    อีกเส้นทางหนึ่งเปิดออก


    ไกลกว่านั้น


    ลึกกว่านั้น


    ในความมืดอุ่นชื้นที่ไม่เคยเห็นแสงเช้า เด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่งลืมตาขึ้น


    ลูน่าตื่นเพราะเสียงหยดน้ำ


    ติ๋ง


    ติ๋ง


    ติ๋ง


    เสียงนั้นดังสม่ำเสมอจากที่ใดที่หนึ่งในความมืด เธอนอนอยู่บนพื้นนุ่มประหลาด ไม่ใช่เตียง ไม่ใช่ดิน ไม่ใช่หิมะ มันอุ่นกว่าที่ควร อุ่นเหมือนผิวของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่กำลังหลับอยู่ใต้ตัวเธอ กลิ่นรอบตัวชื้น คาว และแปลกจนเธอต้องกลั้นหายใจในตอนแรก แต่หลังจากนั้นร่างกายเธอก็เริ่มชินกับมันอย่างน่ากลัว


    เธอขยับมือ


    ไม่มีโซ่


    ไม่มีเชือก


    ไม่มีกรง


    ข้อมือของเธอว่างเปล่า


    แต่ความว่างนั้นไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย


    ลูน่าค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่ง ความมืดรอบตัวไม่ได้ดำสนิท มีแสงสีม่วงคล้ำจาง ๆ ไหลอยู่ตามผนังโพรงเป็นเส้นเหมือนเส้นเลือดของสัตว์ยักษ์ แสงนั้นสว่างขึ้นและมืดลงช้า ๆ ตามจังหวะบางอย่างที่เธอไม่เข้าใจ ทุกครั้งที่มันสว่าง เธอจะเห็นผนังโพรงขรุขระ มีเยื่อบาง ๆ เคลือบอยู่เป็นประกายเปียก ทุกครั้งที่มืด เส้นทางรอบตัวจะหายไปจนเหลือเพียงเสียงหยดน้ำกับเสียงอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวไกลมาก


    เธอกอดเข่าตัวเองทันที


    “พี่โวร่า...”


    เสียงของเธอเบามาก


    มันถูกความมืดดูดหายไปทันที


    ไม่มีใครตอบ


    ลูน่าหันซ้ายขวา น้ำตาเอ่อขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เธอพยายามจำว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้น หิมะ เสียงตะโกน มือของโวร่า ผ้าห่ม เสียงใต้พื้น แล้วความเย็นที่ดึงเธอลงไป ทุกอย่างขาดเป็นช่วงเหมือนฝันร้ายที่มีดินเต็มปาก


    “พี่คาเอล...”


    ไม่มีเสียงตอบ


    “พี่มิเลีย...”


    เธอรอฟัง


    มีเพียงเสียงหยดน้ำ


    “พี่แจ็กซ์...”


    เสียงตัวเองสั่นจนเธอต้องกัดริมฝีปาก


    “นิกซ์...”


    ครั้งนี้เธอพูดเบาที่สุด


    เพราะส่วนหนึ่งของเธอกลัวว่านิกซ์จะได้ยินจริง ๆ


    และกลัวไม่แพ้กันว่าเขาจะไม่ได้ยินเลย


    ไม่มีใครตอบ


    เธอกัดริมฝีปากจนเจ็บ


    ไม่ร้อง


    ถ้าร้อง สิ่งที่อยู่ในความมืดอาจได้ยิน


    แต่เธอก็รู้ว่ามันคงได้ยินอยู่แล้ว


    ข้างตัวเธอมีบางอย่างวางอยู่


    ลูน่าหันไปช้า ๆ


    บนพื้นอุ่นชื้นไม่ไกลจากมือ มีผลไม้สีซีดสามลูก รากไม้ที่ถูกล้างสะอาด และก้อนน้ำใส ๆ อยู่ในโพรงเล็ก ๆ เหมือนถ้วยที่งอกจากพื้น ทุกอย่างถูกวางไว้เป็นระเบียบเกินไป


    ไม่ใช่เศษอาหารที่หล่นมา


    ไม่ใช่ของเหลือ


    มันถูกเตรียมไว้ให้เธอ


    ลูน่ามองมันนานมาก


    ท้องของเธอร้องเบา ๆ


    เธอสะดุ้งกับเสียงร่างกายตัวเอง แล้วรีบกอดท้องไว้เหมือนกลัวใครได้ยิน ความหิวทำให้ผลไม้ตรงหน้าดูจริงเกินไป แต่ความกลัวทำให้เธอไม่กล้าแตะ


    นี่คืออาหาร


    หรือการทดสอบ


    เธอไม่รู้จักคำว่าการทดลองดีพอจะอธิบายสิ่งนี้


    แต่เธอรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างกำลังรอ


    ลูน่าค่อย ๆ ขยับออกจากพื้นนุ่มที่เธอนั่งอยู่ ปลายเท้าแตะผิวโพรงแล้วสะดุ้ง มันอุ่นและยืดหยุ่นนิด ๆ ไม่เหมือนพื้นดิน เธอไม่อยากเหยียบแรง เพราะความรู้สึกใต้เท้าทำให้คิดถึงการเหยียบบนหลังของสิ่งมีชีวิตที่ยังหลับอยู่


    เธอเดินไปเพียงสองก้าว


    ผนังด้านหนึ่งมีแสงสีม่วงไหลผ่านเป็นเส้นยาว บางเส้นเต้นช้า ๆ บางเส้นหยุดนิ่ง แล้วกลับมาเคลื่อนไหวเหมือนเลือดในเส้นเลือดที่ไม่ใช่ของมนุษย์ ลูน่ายื่นมือออกไปใกล้ แต่ไม่แตะ เธอรู้สึกถึงความร้อนบาง ๆ แผ่ออกมา รู้สึกถึงแรงสั่นต่ำมากที่ลอดผ่านอากาศเข้ากระดูกนิ้ว


    ไกลออกไปมีเสียงครูดเบา ๆ


    เธอหดมือกลับทันที


    ความมืดตรงทางแยกของโพรงขยับ


    ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตชัด ๆ


    เหมือนเงาของบางอย่างที่เลื่อนผ่านผนังแล้วหายไปด้านหลัง


    ลูน่าถอยกลับไปนั่งที่เดิมเร็วเกินไปจนเกือบล้ม เธอกอดเข่าตัวเองอีกครั้ง หายใจสั้น ๆ พยายามไม่ส่งเสียงสะอื้นออกมา


    “หนูไม่ได้จะทำอะไร” เธอกระซิบ


    ไม่มีคำตอบ


    แต่ความเงียบหลังจากนั้นไม่เหมือนเดิม


    มันมีน้ำหนัก


    มีดวงตา


    ลูน่าค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น


    ตรงปลายโพรงด้านหนึ่ง เงาขนาดใหญ่ยืนอยู่ในความมืด


    สูงกว่าคน


    นิ่ง


    รูปร่างไม่ชัด เพราะแสงม่วงคล้ำส่องไม่ถึงทั้งหมด มีเพียงเส้นขอบบางส่วนที่เห็นว่าไม่ใช่มนุษย์ แขนยาว ส่วนหลังโค้งเล็กน้อย พื้นรอบตัวมันดูเหมือนเคลื่อนไหวช้ากว่าจุดอื่น เงานั้นไม่เข้ามา ไม่ส่งเสียง ไม่ยื่นมือ


    มันเพียงมอง


    ลูน่าหยุดหายใจ


    เธอกอดเข่าตัวเองแน่นขึ้น


    เงานั้นยังไม่ขยับ


    เหมือนมันไม่อยากทำให้เธอกลัวมากกว่านี้


    หรือเหมือนมันอยากรู้ว่า ถ้าปล่อยเด็กคนหนึ่งไว้กับอาหาร น้ำ และความมืด เด็กคนนั้นจะเลือกทำอะไรก่อน


    ลูน่าน้ำตาไหลในที่สุด


    เธอไม่สะอื้น


    ไม่กล้าส่งเสียง


    น้ำตาเพียงไหลลงมาตามแก้มเงียบ ๆ


    “หนูอยากกลับบ้าน”


    เธอไม่รู้ว่าบ้านคือที่ไหนแล้ว


    รถคันนั้น


    ผ้าห่ม


    มือของโวร่า


    เสียงแจ็กซ์บ่น


    มิเลียที่ถามว่าเจ็บไหม


    นิกซ์ที่ฟังสิ่งที่คนอื่นไม่ได้ยิน


    คาเอลที่บอกว่าจะกลับมา


    ทั้งหมดนั้นเป็นบ้านมากกว่าสถานที่ใดในโลกที่พังไปแล้ว


    เงาในความมืดยังมองเธออยู่


    ผลไม้ยังวางอยู่ตรงนั้น


    น้ำยังใส


    โพรงยังหายใจ


    เวลาผ่านไปนานเท่าไรเธอไม่รู้


    ความหิวกลับมาอีกครั้ง คราวนี้แรงกว่าเดิม มันบีบในท้องเหมือนมือเล็ก ๆ กำจากข้างใน ลูน่ามองผลไม้สีซีด มองเงาในความมืด แล้วมองผลไม้อีกครั้ง


    ถ้าโวร่าอยู่ตรงนี้ เธอจะบอกว่าอย่ากินของที่ไม่รู้จัก


    ถ้าแจ็กซ์อยู่ เขาจะพูดอะไรสักอย่างเกี่ยวกับผลไม้ที่โตในรูประหลาดใต้ดินว่าเป็นเมนูแนะนำจากนรก


    ถ้ามิเลียอยู่ เธอจะตรวจให้ก่อน


    ถ้าคาเอลอยู่ เขาจะเงียบสักพักแล้วบอกว่าต้องประเมินความเสี่ยง


    ถ้านิกซ์อยู่ เขาอาจฟังผลไม้นั่นได้ด้วยซ้ำ


    แต่ไม่มีใครอยู่


    มีแค่เธอ


    ลูน่ายื่นมือออกไปช้า ๆ


    เงาในความมืดไม่ขยับ


    ปลายนิ้วของเธอแตะผิวผลไม้


    มันเย็น


    ไม่เหมือนพื้น


    ผิวเรียบและแข็งเล็กน้อย มีกลิ่นอ่อน ๆ คล้ายใบไม้หลังฝนตก ผสมกับกลิ่นหวานบางอย่างที่ทำให้ท้องเธอร้องอีกครั้ง


    เธอหยิบมันขึ้นมา


    ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น


    ลูน่ารอ


    หนึ่งลมหายใจ


    สองลมหายใจ


    สามลมหายใจ


    เงายังมอง


    เธอกัดลงไปนิดเดียว


    รสหวานจาง ๆ แตกออกบนลิ้น


    ไม่อร่อยเหมือนผลไม้ที่เธอเคยกินก่อนโลกพัง แต่มันเป็นรสชาติแรกที่ไม่ใช่เลือด หิมะ หรือความกลัวมานานเกินไป น้ำตาของเธอไหลมากขึ้นทันที ทั้งที่เธอไม่อยากร้อง


    เธอเคี้ยวช้า ๆ


    กลืน


    ร่างกายของเธอยังอยู่


    ไม่มีพิษทันที


    ไม่มีหนามทะลุพื้น


    ไม่มีมือยื่นจากความมืด


    เงานั้นยังมอง


    ลูน่าถือผลไม้ไว้ด้วยสองมือเหมือนถือสิ่งล้ำค่า แต่ไม่กล้ากินต่อเร็วเกินไป


    “ขอบคุณ...” เธอกระซิบโดยไม่รู้ว่ากำลังพูดกับใคร


    เงาไม่ตอบ


    แต่แสงสีม่วงในผนังโพรงสว่างขึ้นเพียงนิดเดียว


    น้อยมาก


    เหมือนชีพจรของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่กระตุกตอบ


    และลูน่าไม่รู้เลยว่าข้างบน พวกเขาเพิ่งถอยห่างออกไปจากเธออีกครั้ง ทั้งที่หัวใจของทุกคนยังหันกลับมา




    ไกลออกไปจากหิมะและป่าสน ในห้องบัญชาการที่แสงสว่างสะอาดเกินไป หน้าจอหลายบานเรียงตัวเป็นผนังสีดำและฟ้า ข้อมูลเคลื่อนผ่านอย่างเงียบงัน ตัวเลข แผนที่ความร้อน จุดสัญญาณ และภาพจากโดรนที่พร่าเพราะพายุแม่เหล็กบนท้องฟ้า เจ้าหน้าที่หลายคนยืนประจำตำแหน่งโดยแทบไม่พูด เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงเครื่องกรองอากาศกับเสียงแจ้งเตือนสั้น ๆ จากระบบ


    ชายคนหนึ่งยืนอยู่หน้าจอกลาง


    ซีนอสไม่ขยับนานพอให้คนในห้องรู้สึกเหมือนเขาเป็นส่วนหนึ่งของเงาบนผนังมากกว่ามนุษย์ แสงจากหน้าจอสะท้อนบนใบหน้าเขาเป็นเส้นเย็น ๆ ดวงตาของเขาอ่านรายงานโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้า


    [สัญญาณเด็กหญิง : ขาดหายจากสนาม]


    [ฝูงไม่ส่งคืนรูปแบบเรโซแนนซ์ (รูปแบบคลื่นตอบสนอง)]


    [ตำแหน่งล่าสุด : ไม่ยืนยัน]


    รายงานเลื่อนลงหนึ่งบรรทัด


    [สัญญาณผู้บัญชาการ : ยังคงปรากฏ]


    ห้องเงียบลงเล็กน้อย


    ไม่มีใครรู้ว่าเพราะข้อมูลบรรทัดนั้น หรือเพราะซีนอสเงียบเกินไป


    เจ้าหน้าที่ด้านซ้ายคนหนึ่งหยุดนิ้วเหนือแผงควบคุม เขาไม่ได้หันมามองซีนอส แต่กล้ามเนื้อข้างแก้มตึงขึ้นทันทีเหมือนรู้ว่าข้อมูลบรรทัดนี้จะเปลี่ยนคำสั่งต่อไป เจ้าหน้าที่อีกคนมองหน้าจอรองที่แสดงเส้นทางเหนือ เส้นสัญญาณขาดเป็นช่วงเพราะพายุและความผิดปกติใต้พื้น เธอขยับมือไปปิดเสียงแจ้งเตือนก่อนมันจะดังซ้ำโดยไม่ต้องรอคำสั่ง


    ไม่มีใครพูดว่าเด็กคนนั้นอาจยังมีชีวิต


    ไม่มีใครพูดว่าฝูงไม่ส่งคืนสัญญาณหมายถึงอะไร


    ไม่มีใครถามถึงเด็กหญิง


    ไม่มีใครถามถึงฝูง


    เพราะคำตอบที่สำคัญกว่าปรากฏอยู่แล้ว


    [สัญญาณผู้บัญชาการ : ยังคงปรากฏ]


    ห้องนี้สะอาดเกินไปสำหรับคำถามแบบนั้น


    สะอาดจนความกลัวไม่มีที่ให้เปื้อนผนัง


    ซีนอสมองคำว่า สัญญาณผู้บัญชาการ อยู่ครู่หนึ่ง


    ไม่นาน


    แต่ยาวพอให้คนที่อยู่ใกล้ที่สุดไม่กล้าหายใจแรง


    จากนั้นเขาพูดเพียงคำเดียว


    “เรเวน”


    ไม่มีคำอธิบายเพิ่ม


    ไม่มีคำสั่งยาว


    ไม่มีแผนที่ถูกชี้


    เพียงคำเดียว


    แต่หลังคำนั้น อุณหภูมิในห้องเหมือนลดลง


    เจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่หลังแผงควบคุมคนหนึ่งเผลอหันมามองครึ่งหน้า ก่อนรีบกลับไปมองจอเหมือนกลัวว่าการสบตากับคำสั่งนั้นจะทำให้ตัวเองถูกนับรวมเข้าไปด้วย อีกคนกดรหัสปลดล็อกด้วยนิ้วที่นิ่งเกินไป เป็นความนิ่งแบบคนที่ฝึกมาดี ไม่ใช่คนที่ไม่กลัว


    หน้าจอด้านข้างหลายบานสว่างขึ้นพร้อมกัน


    สัญลักษณ์สีดำปรากฏกลางแสงเย็น


    รายชื่อที่ถูกปิดไว้ก่อนหน้าค่อย ๆ เปิดทีละบรรทัด เหมือนกรงบางอย่างกำลังถูกปลดล็อกจากภายใน เสียงล็อกดิจิทัลดังสั้น ๆ ทีละชั้น ต่ำและแห้งเหมือนเสียงกลอนปืน


    ไม่มีเสียงโห่ร้อง


    ไม่มีการประกาศ


    ไม่มีใครพูดชื่อเต็มของหน่วยนั้น


    เพราะบางชื่อยิ่งพูดน้อยเท่าไร ยิ่งหนักเท่านั้น


    การเฝ้าดูสิ้นสุดลง


    และการคัดเลือกเริ่มต้น….

    คล้ายกับเรื่องStarcraft : The Last Commander ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276