ตอนนี้ปื๊ดกำลังที่จะเริ่มทำการรักษาเหมย ั้แ่ที่เขาเดินเข้าห้องแห่งนี้มาเขาก็ใช้สายตาของเขาสำรวจรางก่ายของเธอมาั้แ่ตอนแรก อาการของเธอไม่ได้ร้ายแรงอะไร แต่มันเป็อาการที่สะสมมาอย่างยาวนานั้แ่ที่เธอยังวัยเยาว์
" ผมขอมือของคุณหน่อย "
เหมยยื่นมือของเธอให้กับปื๊ดตรวจอย่างว่าง่าย เขายืนมือของเขาไปตรวจจับจังหวะเต้นของชีพจรเธอ แค่การตรวจดูชีพจรผ่านทางความสามารถของดวงตามันยังไม่เพียงพอสำหรับเขา เขาจึงขอจับชีพจรดูเพื่อความแน่ใจ จากนั้นเขาก็ถามบางอย่างกับเธอ
" ั้แ่เด็กจนโตมาคุณมักจะมีอาการหนาวสั่นโดยไม่ทราบสาเหตุใช่หรือเปล่า "
" โดยเฉพาะวันเดือนเพ็ญคุณจะรู้สึกหนาวจนเสียดกระดูก "
" แม้ว่าคุณผิงไฟก็ไม่อาจจะบรรเทาหนาวที่คุณรู้สีกลงได้ "
" ถ้าผมเดาไม่ผิด อาการนี้แรกเริ่มจะเป็แค่ 15 นาทีแล้วก็หายไป "
" แต่นานวัน ถ้าอาการของคุณกำเริบก็จะเพิ่มระยะเวลานานขึ้น "
" ผมคาดว่าทุกวันนี้ ถ้าอาการกำเริบมันจะใช่เวลาราว 21วันกว่าที่มันจะหายไป "
" คะ .. คุณรู้ได้ยังไง !!! "
เหมยถามขึ้นมาด้วยความแปลกใจ อาการที่ปื๊ดบอกมามันตรงกับที่เธอกำลังเป็อยู่ทุกประการ แต่ผู้ชายตรงหน้ากลับไม่ได้ตอบคำถามของเธอ เขากลับกำลังสนใจกับการตรวจจับชีพรของเธอ ดูเหมือนเขาจะพบเจอกับอะไรบางอย่าง สีหน้าของเขาดูเคร่งเครียดอย่างมากกับสิ่งที่เขาพึ่งตรวจเจอ จากนั้นเขาก็เริ่มถามคำถามเกี่ยวกับอาการของเธออีกครั้ง
" ในตอนที่อาการไม่กำเริบ คุณจะรู้สึกเหนื่อยโดยไม่ทราบสาเหตุ "
" ริมปากแห้งผาด ดื่มน้ำเท่าไรก็ไม่สามารถดับความกระหายลงได้ "
" เหงื่อออกทั้งที่ตัวคุณไม่ได้ทำอะไร ผมคาดเดาคุณน่าจะมีอาการที่ว่ามาใช่ไหม "
ตอนนี้เหมยได้แต่ตกตะลึงในคำวินิจฉัยของปื๊ด เธอมีอาการอย่างที่เขาว่าไม่มีผิด ั้แ่ทีเธอรักษาตัวมา ไม่เคยมีหมอคนไหนสามารถวินิฉัยอาการป่วยของเธอได้แม่นยำขนาดนี้มาก่อน มันทำให้เธอเริ่มมีความหวังในการรักษาขึ้นมาอีกครั้ง
" มันเป็อย่างที่คุณบอกทุก คุณพอจะบอกชั้นได้ไหมว่าชั้นเป็โรคอะไร "
หลังจากที่ได้ฟังคำตอบของเหมย ปื๊ดก็เอามือออกจากข้อมือของเธอ เขากำลังใช้ความคิดของเขาในการวินิฉัยโรคของเธอ เพื่อกำหนดวิธีรักษาที่ปลอดภัยที่สุดเท่าเขาจะหาได้ ก่อนที่เขาจะลงมือรักษาเธอจริงๆ
" ผมจะบอกคุณได้ ก็ต่อเมื่อคุณตอบคำถามสุดท้าย ที่ผมจะถาม "
" มันออกจะเป็เื่น่าอายสักหน่อย แต่ห้ามโกหกผมเด็ดขาด "
" เพราะมันจำเป็ต่อการหาแนวทางการรักษาของคุณ ถ้าเกิดคุณไม่พูดความจริง "
" คุณอาจต้องรับผิดชอบต่อคำโกหกของตัวคุณเอง ด้วยความตายเข้าใจใช่ไหม "
เหมยไม่ได้พูดอะไร เธอเพียงพยักหน้าให้กับคำเตือนของชายตรงหน้า ตอนนี้เธออยากรู้จริงๆว่าเขาจะถามอะไร
" ครั้งสุดท้ายที่ประจำเดือนของคุณมา คือประมาณ 6เดือนที่แล้วใช่หรือไม่ "
เหมยหน้าแดงทันทีที่ได้ยินคำถาม นี้ไม่ใช่เื่ที่ที่ควรถูกถามจากชายแปลกหน้าเธอจึงรู้สึกอายมากๆที่จะตอบคำถามนี้ของเขา แต่เธอก็ตอบคำถามของเขากลับไปตามความเป็จริงด้วยน้ำเสียงที่แ่เบา
" มะ .. ไม่ มันยังมาตามปกติ ดะ.. ดี "
" เฮ้อออ.. "
หลังจากที่เขาฟังคำตอบของเธอเขาก็ถอนหายใจโลงอก อาการของเธอไม่ได้หนักอย่างที่เขาคิดเอาไว้ ในตอนที่ได้พบกับเหมยเป็ครั้งแรก เขาก็ได้เห็นพลังหยินเต็มไปทั้งร่างกายของเธอ ในตอนนั้นเขาคิดว่าเธอน่าเป็โรคหยินแทรกซ้อนธรรมดาๆ
มันเป็โรคที่พบเจอได้ทั่วไปในโลกของของผู้ฝึก อาการของมันก็คือ เวลาอาการกำเริบ ผู้ป่วยจะรู้สึกหนาวราวกับลงไปแช่อยู่ในบ่อน้ำแข็ง และระยะเวลาที่อาการกำเริบจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามเวลาที่คนผู้นั้นป่วยเป็โรคนี้ วิธีรักษาก็ไม่ได้ยากอะไร แค่ถ่ายเอาพลังหยินที่มากเกินไปออกจากร่างก่าย คนป่วยก็จะหายราวกับปลิดทิ้ง
แต่การจะถ่ายพลังหยินหรือหยางออกจากรางก่ายของผู้อื่นมันไม่ได้ง่ายเหมือนในหนังหรือซี่รี่ย์จีนกำลังภายใน ที่เพียงใช้ฝ่ามือทาบหลังก็สามารถถ่ายโอนได้อย่างใจนึก
แต่ด้วยระดับฝึกตนของปื๊ดในตอนนี้ มันไม่ใช่เื่ง่ายสำหรับเขาเลยที่จะถ่ายพลังหยินออกจากร่างก่ายของเธอ เขาจำเป็ต้องใช้กรรมวิธีบางอย่างในการถ่ายพลังหยินของเธอออกมา การจะใช้วิธีนี้ได้ เขามีความจำเป็ที่จะต้องจับจังหวะของชีพจรของเธอ
แต่เมื่อปื๊ดได้ตรวจสอบชีพจรของเธอผ่านทางข้อมือ เขาก็ได้พบกับพลังหยินที่ได้แทรกซึมเข้าไปถึงเส้นชีพจรของเธอ นี้เป็เื่ที่อันตรายเป็อย่างมาก คนธรรมดาที่ไม่ใช้ผู้ฝึกตนไม่ควรที่จะมีพลังหยินหรือหยางอยู่ในร่างกายขนาดนี้
แต่สำหรับเหมยเธอไม่เพียงแต่มีพลังหยินอย่างหนาแน่นอยู่ภายในร่างกาย พลังหยินยังแทรกซึมเข้าสู้เส้นชีพจรของเธออีกด้วย ถ้าเขาไม่มาพบเจอกับเธอ เขายังไม่แน่ใจว่าเธอจะมีชีวิติอยู่ถึง4เดือนอย่างที่เขาเคยบอกไว้กับเธอก่อนหน้านี้ไหม
เขาจำเป็ต้องรู้ว่าพลังหยินแทรกซึมเข้าสู่ชีพจรของเธอไปถึงไหนแล้ว เขาจึงจำเป็ที่จะต้องซักอาการของเธออีกรอบ อาการเริ่มแรกเมื่อพลังหยินเข้าสู้เส้นชีพจรก็คือ หัวใจจะทำงานหนักขึ้น เนื้องจากพลังหยินเป็พลังความเย็นเมื่อมันเข้าสู่เส้นชีพจร ความรู้สึกภายนอกอาจจะไม่รู้สึกต่างอะไร แต่กับร่างกายภายในนั้นต่างกัน
เมื่อพลังหยินเข้าสู่ชีพจร ร่างกายของมนุษย์จะคิดว่าตัวมันกำลังอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่มีอากาศหนาวเย็นแบบสุดขีด แม้ว่าภายนอกจะร้อนเพียงได้ก็ตาม หัวใจจะถูกบังคับให้เต้นเร็วขึ้น เพื่อเพิ่มอุณหภูมิให้กับร่างกาย และเพื่อป้องกันไม่ให้โลหิตเกิดการแข็งตัว เมื่อหัวใจเต้นเร็วขึ้นเป็ธรรมดาที่ร่างกายจะมีอาการเหนื่อยโดยไม่ทราบสาเหตุโลหิตจะถูกสูบฉีดเร็วขึ้นตามจังหวะการเต้นของหัวใจ และมันก็ทำให้น้ำในร่างกายลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากกระบวนการผลิตเืที่เพิ่มขึ้นตามความเร็วการเต้นของหัวใจและสิ่งที่น่ากลัวจริงๆก็อาการทั้งหมดที่เกิดขึ้น คนป่วยแทบจะไม่รู้ตัวถ้าไม่สังเกตุอาการตนเองจริงๆ
แต่นั้นมันแค่จุดเริ่มต้นมันยังไม่น่ากลัวเท่าตอนที่พลังหยินแทรกซึมเข้าจุดชีพจร มันอาจทำให้อวัยวะภายในหยุดการทำงาน สิ่งที่ร่างกายจะหยุดการทำงานเป็อย่างแรกเมื่อร่างกายมีปัญหาก็คือ ระบบสืบพันธุ์ ในเพศหญิงจะไม่ตกใข่ ส่วนในเพศชายจะหมดความ้าทางเพศและไม่แข็งตัว
ปื๊ดจึงรู้สึกโลกใจเมื่อเขารู้ว่าประจำเดือนยังคงมาเป็ปกติ ด้วยระดับพลังของเขาในปัจจุบัน ถ้าจะให้เขาเอาพลังหยินออกจากจุดชีพจรของเธอโดยไม่ทำให้จุดชีพจรเสียหายนั้นแทบจะเป็ไปไม่ได้เลย
นอกจากเขาจะเสพสังวาสกับเธอเพื่อเข้าไปปรับสมดุลของพลังจากภายใน ซึ่งมันก็ไม่ใช่การดึงพลังหยินออกมาอยู่ดี ผลของการปรับสมดุลของพลังมันจะทำให้เธอเหนือขึ้นไปอีกครึ่งก้าว และกลายเป็ผู้ฝีกตน มันจะทำให้เขาต้องตัดสินใจอย่างหนักที่จะต้องทำเช่นนั้น เขายังไม่ไว้ใจเธอถึงกับขนาดสร้างเธอให้กลายเป็ผู้ฝึกตน
ส่วนสาเหตุที่ทำให้พลังหยินในร่างกายของเธอนั้นหนาแน่น เขายังคงไม่สามารถที่จะหาคำตอบได้ในตอนนี้ แต่เขาคาดว่าเธอน่าจะมีร่างกายพิเศษบางอย่าง แต่ด้วยระดับพลังของเขาในตอนนี้มันยังมีข้อจำกัดบางที่ทำให้เขาไม่สามารถสำรวจร่างกายเธอจากภายนอกได้ นอกเสียจากว่าเขาจะเสพสังวาสกับเธอเพื่อสำรวจมันจากภายในโดยตรง
" ดูเหมือนอาการของคุณจะไม่หนักอยากที่ผมคิดไว้ "
ปื๊ดพยายามอธิบายอาการของเหมย ซึ่งตอนนี้เธอกำลังหน้าแดงจากการเขินอายที่ต้องบอกข้อมูลส่วนตัวให้กับผู้ชายตัวเป็ๆอย่างเขา
" คุณเป็โรคที่พบได้ยากในสมัยนี้ "
" มันโรคที่คนในสมัยก่อนเป็กันเยอะในสมัยโบราณ "
" มันคือโรค หยินแทรกซ้อน ที่ถูกบันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์จีนโบราณ "
" มีนักประวัติศาสตร์บางคน ตีความว่ามันเป็ใข้จับสั่นเมื่อเทียบกับสมัยปัจจุบัน "
" แต่จริงๆแล้วมันเป็คนละโรคกัน และวิทยาการทางการแพทย์ในปัจจุบัน "
" ยังไม่วิธีที่จะรักษาโรคหยินแทรกซ้อนได้เลย "
ที่ปื๊ดพูดกับเธอส่วนมากประมาณ 70% เขาแต่งมันขึ้นมาทั้งนั้น เขาไม่รู้ว่าโรคหยินแทรกซ้อนที่โลกนี้เรียกว่าอะไร เขาเลยตัดสินใจที่จะบอกกับเธอเช่นนั้น
" แล้วคุณสามารถรักษามันได้จริงๆเหรอ "
" แน่นอน ผมจะใช้วิธีฝั้งเข็มในการรักษาคุณ มันจะใช้เวลาราวๆ 45 นาที "
" ถอดเสื้อผ้าของคุณออกให้หมด ในระหว่างที่ผมเข้าไปเตรียมอุปกรณ์ในห้องน้ำ "
" ตะ..ต้อง ถอดเสื้อผ้าด้วยเหรอ !!? "
" แล้วถ้าไม่ถอด แล้วผมจะฝั้งเข็มได้ไงละครับพี่สาว ? "
" มันไม่มีวิธีอื่แล้วนจริงๆแล้วเหรอปื๊ด "
เหมยพยายามโยเยไม่ยอมที่จะถอดเสื้อผ้าให้ปื๊ดฝั้งเข็ม เขาเองก็อยากจะบอกเธอใจจะขาดเหมือนกันว่ามันยังมีอีกวิธีแต่เธอต้องเสพสังวาสกับเขา ปื๊ดอยากรู้จริงๆว่าเธอจะทำหน้าอย่างไร แต่ยังไงก็ตามเขาก็ไม่ได้บอกวิธีการอีกอันให้เธอฟัง แต่เขาเลือกที่จะอธิบายกับเธอว่ามันไม่มีวิธีอื่นแล้วจริงๆ
" พี่สาวถ้ามันมีวิธีที่ดีกว่านี้ แล้วทำไมผมถึงจะไม่ทำ "
" ถือซะว่าเลยตามเลยก็แล้ว อะไรที่ไม่ควรเห็น ผมก็เห็นของคุณมาหมดแล้ว "
" ถ้ามันจะเห็นเพิ่มเติมอีกสักหน่อย ก็ถือว่าเป็กำไรค่ารักษาของผมก็แล้วกัน "
" ชั้นอยากจะควักลูกตานายออกมาแล้วบดขยี้มันกับพื้นจริงๆ "
เมื่อปื๊ดพูดถึงเื่ที่เขาเคยเห็นเรือนร่างของเธอ มันทำให้เธออายแทบจะมุดแผ่นดินหนี แต่เอาเข้าจริงๆแล้วเธอก็ไม่ได้โกรธอะไรเขาเลย เธอเป็คนเลือกที่จะเสนอตัวให้กับเขาเอง ที่เธอพูดแบบนั้นเพราะเธอรู้สึกมั่นเขี้ยวที่เขาดันเอามันมาล้อเล่นกับเธอ
" ถ้าพี่สาวควักลูกตาผมออกมา แล้วใครจะฝั้งเข็มให้คุณ "
เมื่อพูดจบปื๊ดเขาหยิบถาดเหล็กที่ใช้ใส่แก้วน้ำตามโรงพยาบาลแล้วเดินเข้าห้องน้ำไปทันที ส่วนพี่สาวที่เขาเรียกก็ได้แต่บ่นงึมๆงำๆตามหลังเขาไป
" นายจะใส่ให้ชั้นทำไม ในเมื่อสุดท้ายนายก็สั่งให้ชั้นถอดมันอยู่ดี "
หลังจากที่เขาเข้ามาภายในห้องน้ำเขาก็เอา เข็มฝังจุดขึ้นมาจากกระเป๋ามิติของเขาเขายังเอา แอลกอฮอล์ สำลี และถุงมืออนามัยที่เขาซื้อพร้อมกับเข็มฉีดยาตอนที่เขาสร้างกระเป๋ามิติออกมาจากกระเป๋าของเขาเช่นกัน เขาจัดวางพวกมันทั้งหมดลงถาดเหล็กที่หยิบติดมือก่อนที่จะเดินเข้ามาภายในห้องน้ำ เขาจัดการสวมถุงมืออนามัยและเดินถือถาดออกจากห้องน้ำเพื่อที่จะไปรักษาเธอ
ขณะที่ปื๊ดเดินออกจากห้องน้ำ ตอนนี้เหมยได้ถอดเสื้อผ้าของเธอทั้งหมดออกแล้วแต่เธอใช้ผ้าห่มของโรงพยาบาลที่ไม่หนามากนัก คลุมปิดร่างกายทั้งหมดของเธอเอาไว้ เธอยังมวยผมของเธอเอาไว้เพื่อไม่ให้แกะกะเวลาที่เขาฝังเข็มให้กับเธอ
" คุณพร้อมแล้วรึยัง "
" อืม "
จากนั้นปื๊ดก็เดินเข้ามาหาเธอ เขาค่อยๆเปิดผ้าห่มที่ปกคลุมร่างก่ายของเธอออกอย่างเบามือ จากนั้นเขาก็เริ่มอธิบายในขณะที่เขาทำการเริ่มฝังเข็มให้กับเธอ
" ผมจะเริ่มจากการฝังเข็มป้องกันหัวใจทั้งหมด7 เล่ม "
" เข็มทั้ง 7 เล่มนี้จะช่วยป้องกัน พลังหยินไม่ให้แล่นไปสะบั้นขั้วหัวใจของคุณ "
การควบคุมพลังหยินในร่างกายของผู้อื่น มันไม่ใข่เื่ง่ายๆเลย ถ้าหากเกิกเหตุผิดพลาดขึ้น พลังหยินอาจจะแล่นไปทำร้ายหัวใจของผู้ป่วยได้ง่ายๆ ปื๊ดเลยป้องกันโดยฝังเข็มทั้ง 7เล่มไว้ที่หน้าอกข้างซ้ายของเธอ แต่ละเล่มมันถูกฝั้งไว้ยังเส้นชีพจรที่พลังสามารถวิ่งเข้าสู่หัวใจ เขายังคงฝั้งเข็มในจุดอื่นๆของเธอต่อไป จนตอนนี้เหมยแทบจะกลายเป็มนุษย์ทุเรียนไปแล้วจริงๆ
" ตอนนี้ผมได้กักรวมพลังหยินทั้งหมดภายในร่างกายของคุณไว้ในจุดเดียวแล้ว "
" เข็มต่อไป ผมจะฝังมันลงไปเพื่อใช้ระบายพลังหยินออกมาภายนอก "
" คุณอาจะรู้สึกเจ็บนิดหน่อย ขอให้คุณอดทนไว้ให้ดี "
ว่าแล้วปื๊ดก็ใช่เข็มเล่มที่ยาวราวๆ 1ไม้บรรทัดแทงลงไปกลางศรีษะของเธอ ทันทีที่เขาเสียบปลายเข็มเข้าไปเหมยก็ขมวดคิ้วด้วยความเ็ปทันที
" ปื๊ดมันเจ็บ !!! "
" อดทนเอาไว้ พี่สาวเดี๋ยวมันจะดีขึ้นเอง "
จากนั้นปื๊ดค่อยๆดันเข็มให้โค้งตามรูปกระโหลกศรีษะเพื่อให้ไปถึงเส้นชีพจรที่เขารวบ
รวมพลังหยินเอาไว้
" ปื๊ดเอามันออกเถอะนะ เหมยไม่ไหวแล้วจริงๆ นะนะ "
" อดทนเอาไว้เหมย มันมาถึงครึ่งทางแล้ว "
ปื๊ดยังคงดันเข็มเข้าไปข้างใน จนในที่สุดเข็มเล่มยาวก็เข้าไปยังเส้นชีพจรที่เขารวบรวมพลังหยินเอาไว้ เขาจึงเอยปากบอกให้เหมยรู้ทันที
" มันเข้าไปหมดแล้ว คุณยังเจ็บอยู่ไหม "
" มันเจ็บน้อยลงแล้ว แต่มันยังตึงๆอยู่ "
" อดทนเอาไว้ เหมย "
ว่าแล้วปื๊ดก็เริ่มหมุนคลึงที่หัวเข็มทันที ที่เขาทำอย่างนี้เพราะมันจะช่วยในการระบายพลังหยินในตัวของเธอได้ไวขึ้น
" ปื๊ดมันดิ้นอยู่อย่างใน !! เอามันออกเถอะนะ เหมยไม่ไหวแล้วจริงๆ !! "
" อดทนไว้เหมย ถ้าเสร็จแล้วคุณจะสบาย "
" ใกล้จะเสร็จแล้วรึยัง !! เหมยไม่ไหวแล้วนะ เร็วๆเลย "
" ผมกำลังเร่งอยู่ ใกล้แล้วอีกนิดเดียว "
ปัง !!! ปัง !!! ปั้ง !!!
" เปิดประตูเดี๋ยวนี้ ผมบอกให้เปิดประตูได้ยินไหม "
" ปื๊ดมีคนมาเหรอ !!? "
" อย่าไปสนใจรีบๆทำให้เสร็จ!!! "
ปัง !!! ปัง !!! ปัง !!!
" กูบอกให้เปิดประตูพวกมึงไม่ได้ยินหรือไง ดี!!! ถ้าพวกมึงไม่เปิดกูจะพังเข้าไป "
ปัง!! ปัง!! ปัง !! ปั้ง!!!
และแล้วประตูก็ถูกพังเข้ามาจริงๆ มันเป็หมอไพบูลที่กำลังยืนหอบจากการใช้กำลังฝืนบังคับให้ประตูเปิดออกมา
" แฮก แฮก แก !! แกกล้าดียังไง มาทำเื่ต่ำๆในโรงพยาบาลแบบนี้ !! "
___________________________________________________________________________________
ดึกหน่อยนะครับ ขอบคุณนักอ่านทุกๆท่านเช่นเคย