เสียงจอแจดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงจากลานฝึกของสำนักกระบี่เมฆาคล้อย มันไม่ใช่เสียงของการฝึกซ้อมตามปกติ แต่เป็เสียงแห่งความตื่นเต้นยินดีที่ดังระงมไปทั่ว จนกระทั่งบดบังเสียงตวัดกระบี่ที่เคยเป็เ้าของพื้นที่แห่งนี้ไปจนหมดสิ้นเฟยหลงยืนอยู่ในเงาของต้นหลิวใหญ่ริมขอบลานฝึก ร่างกายของเขายังคงซูบผอม แต่แววตาที่ทอดมองออกไปนั้นกลับนิ่งสงบและเย็นะเืราวกับบ่อน้ำลึกไร้ก้นบึ้ง เขามองภาพตรงหน้าราวกับกำลังชมละครโรงใหญ่ฉากหนึ่ง
“ศิษย์พี่ใหญ่กลับมาแล้ว! ศิษย์พี่ใหญ่เย่เฉินกลับมาแล้ว!”
เสียงของศิษย์น้องหญิงคนหนึ่งะโขึ้นอย่างลิงโลด ก่อนที่ฝูงชนจะกรูเข้าไปห้อมล้อมบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งที่เพิ่งก้าวเท้าเข้ามาในสำนัก
“คารวะศิษย์พี่ใหญ่!” เสียงประสานดังกระหึ่มกึกก้อง
เฟยหลงหรี่ตามอง ‘เป้าหมาย’ ที่เขาเฝ้ารอ...เย่เฉิน...พระเอกของโลกใบนี้
บุรุษหนุ่มในอาภรณ์สีขาวสะอาดตา ใบหน้าหล่อเหลาคมคายแฝงไว้ด้วยความอบอุ่นและจริงใจ รอยยิ้มของเขาดูเป็ธรรมชาติราวกับแสงตะวันยามเช้าที่สาดส่องลงมาขับไล่ความมืดมิด แค่เพียงการปรากฏตัวของเขาก็สามารถทำให้บรรยากาศรอบข้างสว่างไสวขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด นี่คือรัศมีของ ‘ตัวเอก’ โดยแท้
“ทุกท่านไม่ต้องมากพิธี” น้ำเสียงของเย่เฉินทุ้มนุ่มน่าฟัง “ข้าเพียงแต่ออกไปฝึกฝนในป่าหมอกทมิฬมาเพียงครึ่งเดือนเท่านั้น ไม่ได้จากไปไหนเสียนาน”
“ครึ่งเดือนในป่าหมอกทมิฬเลยหรือขอรับ!” ศิษย์ชายคนหนึ่งร้องขึ้นอย่างตกตะลึง “ที่นั่นขึ้นชื่อว่ามีอสูรระดับต่ำอาศัยอยู่ชุกชุม แม้แต่ศิษย์สายในหลายคนยังไม่กล้าเข้าไปตามลำพังเลยนะขอรับ!”
เย่เฉินเพียงแค่ยิ้มบางๆ “ข้าแค่้าเคี่ยวกรำเพลงกระบี่ให้เฉียบคมขึ้นเท่านั้น โชคดีที่ไม่ได้พบเจออสูรที่ร้ายกาจเกินกำลังนัก”
“ศิษย์พี่ใหญ่ช่างถ่อมตนนัก!” ศิษย์น้องหญิงอีกคนพูดขึ้นด้วยดวงตาเป็ประกาย “ข้าได้ยินมาว่าท่านสามารถโค่น ‘หมูป่าเขี้ยวเหล็ก’ ได้ด้วยตัวคนเดียว! จริงหรือไม่เ้าคะ?”
“เป็เพียงข่าวลือที่เกินจริงไปบ้าง” เย่เฉินโบกมือปฏิเสธ แต่รอยยิ้มของเขาก็ไม่ต่างอะไรกับการยอมรับกลายๆ “มันเป็เพียงหมูป่าที่าเ็อยู่ก่อนแล้วเท่านั้น ข้าแค่โชคดีที่ไปเจอเข้าพอดี”
“โชคก็คือส่วนหนึ่งของฝีมือนะขอรับศิษย์พี่ใหญ่!”
เสียงชื่นชมดังขึ้นไม่ขาดสาย เฟยหลงเฝ้ามองปฏิสัมพันธ์เ่าั้อย่างเงียบเชียบ สมองของเขากำลังวิเคราะห์ทุกคำพูด ทุกอิริยาบถของเย่เฉินอย่างละเอียดถี่ถ้วน
‘การวางตัวยอดเยี่ยม...ถ่อมตนแต่ไม่ปฏิเสธความสำเร็จโดยสิ้นเชิง เป็การสร้างภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่ายและน่าเลื่อมใสในเวลาเดียวกัน’ เฟยหลงคิดในใจ ‘เขาไม่ได้โกหกเื่หมูป่าาเ็...แต่จงใจไม่พูดถึงว่าคนที่ทำให้มันาเ็ก็คือตัวเขาเองในตอนแรก...เป็วิธีพูดความจริงเพียงครึ่งเดียวที่ชาญฉลาด’
ขณะที่เย่เฉินกำลังสนทนากับเหล่าศิษย์น้องอย่างเป็กันเองนั้นเอง สายตาของเขาก็พลันเหลือบไปเห็นร่างซูบผอมที่ยืนอยู่ในเงาไม้ไกลออกไป
“นั่น...น้องรองเฟยหลงมิใช่หรือ?” เย่เฉินเอ่ยขึ้นเบาๆ ทำให้บทสนทนาทั้งหมดหยุดชะงักลงทันที ทุกสายตาหันไปมองยังทิศทางเดียวกัน
“เอ๊ะ...คุณชายน้อยเฟยหลงนี่นา” ศิษย์คนหนึ่งพึมพำ “ได้ยินว่าเพิ่งฟื้นไข้เมื่อไม่กี่วันก่อน ไม่คิดว่าจะออกมาเดินเล่นแล้ว”
“หึ...ร่างกายอ่อนแอขนาดนั้น ยังจะกล้าออกมาตากลมอีก” เสียงดูแคลนแว่วมาเบาๆ แต่ก็ดังพอให้ทุกคนได้ยิน
เย่เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะคลี่ยิ้มแล้วกล่าวกับคนรอบข้างว่า “พวกท่านคุยกันไปก่อนนะ ข้าขอไปทักทายน้องรองสักครู่”
ว่าแล้วเขาก็ก้าวเดินตรงมาทางเฟยหลงทันที เหล่าศิษย์น้องต่างมองตามด้วยสายตาที่หลากหลาย บางคนชื่นชมในความใส่ใจของศิษย์พี่ใหญ่ บางคนมองอย่างสมเพชในตัวเฟยหลง
นี่คือฉากที่ควรจะเกิดขึ้นตาม ‘เส้นเื่’ เดิม...พระเอกผู้แสนดีเข้ามาทักทายและให้กำลังใจตัวประกอบผู้อ่อนแอ สร้างความประทับใจให้แก่ทุกคนที่พบเห็น
แต่เฟยหลงในวันนี้...ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป
ทันทีที่เห็นเย่เฉินเดินตรงมา เฟยหลงก็หมุนตัวกลับอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย เตรียมจะเดินกลับไปยังเรือนพักของตนเองราวกับว่าเขาไม่เห็นการมาของอีกฝ่าย
“น้องรองเฟยหลง!” เย่เฉินร้องเรียกด้วยความประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นอีกฝ่ายตั้งท่าจะเดินหนี
เฟยหลงชะงักฝีเท้าลง เขาหันกลับมาเพียงครึ่งตัว ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึกใดๆ ปรากฏ “มีธุระอันใดรึ...ศิษย์พี่ใหญ่?”
น้ำเสียงของเขาห่างเหินและเ็าราวกับพูดกับคนแปลกหน้า ไม่มีความรู้สึกต่ำต้อยหรือชื่นชมเหมือนที่เคยเป็แม้แต่น้อย
เย่เฉินชะงักไปชั่วครู่กับท่าทีที่เปลี่ยนไปนั้น แต่ก็ยังคงรักษารอยยิ้มไว้ได้ “ไม่มีอันใดมาก ข้าเพียงได้ยินว่าเ้าไม่สบายจึงอยากจะมาเยี่ยมเยียนเสียหน่อย ตอนนี้อาการดีขึ้นแล้วหรือ?”
“ดีขึ้นแล้ว ขอบใจที่เป็ห่วง” เฟยหลงตอบสั้นๆ ราวกับ้าตัดบทสนทนา
ความเงียบอันน่าอึดอัดเข้าครอบงำชั่วขณะ เย่เฉินรู้สึกได้ถึงกำแพงที่มองไม่เห็นที่อีกฝ่ายสร้างขึ้นมา มันเป็ความรู้สึกที่เขาไม่เคยได้รับจากเฟยหลงคนก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว” เย่เฉินเป็ฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นก่อน “ร่างกายยังอ่อนแออยู่ อย่าหักโหมฝึกยุทธ์นัก ค่อยเป็ค่อยไปจะดีกว่า หากมีปัญหาอะไรในการฝึกฝน ก็มาปรึกษาข้าได้ทุกเมื่อ”
มันเป็คำพูดที่เปี่ยมด้วยความปรารถนาดีอย่างแท้จริง แต่ในหูของเฟยหลง มันกลับเป็เพียงบทพูดตามสคริปต์ที่น่าเบื่อหน่าย
“ข้ารู้ตัวดี” เฟยหลงตอบกลับ “หากไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัว”
พูดจบ เขาก็หันหลังเดินจากไปทันที ไม่แม้แต่จะเหลือบมองหน้าของศิษย์พี่ใหญ่ผู้เป็ที่รักของคนทั้งสำนักอีกเลยแม้แต่น้อย ทิ้งให้เย่เฉินยืนนิ่งอยู่กับที่ด้วยความงุนงงและประหลาดใจ
เหล่าศิษย์ที่เฝ้ามองเหตุการณ์อยู่ไกลๆ ต่างพากันอ้าปากค้าง
“เมื่อครู่นี้มันอะไรกัน?” ศิษย์คนหนึ่งกระซิบถามเพื่อนข้างๆ “คุณชายน้อยเฟยหลงกล้าเมินศิษย์พี่ใหญ่เย่เฉินอย่างนั้นรึ? เขาเสียสติไปแล้วหรือไร?”
“นั่นสิ...ปกติเวลาเจอศิษย์พี่ใหญ่ เขาจะก้มหน้าก้มตาไม่กล้าสบตาด้วยซ้ำ แต่วันนี้กลับทำท่าทีเ็าห่างเหินถึงเพียงนั้น”
“หรือว่าพิษไข้จะทำให้สมองกระทบกระเทือน?”
เย่เฉินยืนมองแผ่นหลังที่ค่อยๆ ลับหายไปของเฟยหลงด้วยแววตาครุ่นคิด ก่อนจะส่ายหัวเบาๆ แล้วหันกลับมากล่าวกับทุกคนด้วยรอยยิ้มเช่นเดิม “น้องรองคงจะยังเหนื่อยจากอาการป่วยอยู่ พวกเราอย่าไปใส่ใจเลย”
ถึงจะพูดเช่นนั้น แต่ในใจของเขากลับรู้สึกติดค้างอยู่เล็กน้อย...แววตาของเฟยหลงเมื่อครู่นี้...มันไม่ใช่แววตาของเด็กหนุ่มขี้โรคที่อมทุกข์อีกต่อไป...แต่มันคือแววตาที่ว่างเปล่า...นิ่งสงบ...และลุ่มลึกจนน่าใจหาย ราวกับกำลังมองดูมดปลวกตัวหนึ่งเท่านั้น
...
ณ เรือนพักอันซอมซ่อ เฟยหลงปิดประตูลงดาลอย่างแ่า
เขานั่งลงที่โต๊ะไม้เก่าๆ หยิบพู่กันกับกระดาษออกมา แล้วเริ่มขีดเขียนข้อมูลต่างๆ ลงไปอย่างรวดเร็วราวกับน้ำไหล
**ชื่อ:** เย่เฉิน
**สถานะ:** พระเอก, ศิษย์พี่ใหญ่สำนักกระบี่เมฆาคล้อย
**จุดแข็ง:**
1. **พร์สูงส่ง:** เรียนรู้เพลงกระบี่ได้รวดเร็ว พลังลมปราณก้าวหน้ากว่าคนในวัยเดียวกัน
2. **ภาพลักษณ์ดีเยี่ยม:** เป็ที่รักของทุกคน ถ่อมตน มีเมตตา และเป็แบบอย่างที่ดี
3. **จิตใจเข้มแข็ง:** ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค มีความมุ่งมั่นสูง
4. **โชคชะตาหนุนนำ:** มักจะพบเจอโอกาสดีๆ โดย ‘บังเอิญ’ อยู่เสมอ
**จุดอ่อน:**
1. **ใจอ่อนเกินไป:** มีความเมตตาต่อศัตรูในบางครั้ง ซึ่งอาจนำภัยมาสู่ตัวในอนาคต
2. **ตรงไปตรงมา:** เป็คนประเภทขาวจัดดำจัด ไม่ถนัดในการวางแผนซับซ้อนหรือใช้เล่ห์เหลี่ยม
3. **ฐานะ:** แม้จะเป็ศิษย์พี่ใหญ่ แต่ก็เป็เพียงเด็กกำพร้าที่เ้าสำนักเก็บมาเลี้ยง ไม่มีอำนาจหรือเส้นสายจากตระกูลใหญ่คอยหนุนหลัง
**ความสัมพันธ์:**
- เป็ที่ชื่นชมของศิษย์ส่วนใหญ่
- เป็ที่รักของศิษย์น้องหญิง ‘หลินเฟยเฟย’ (ตัวละครหญิงคนสำคัญ)
- เป็ไม้เบื่อไม้เมากับ ‘จ้าวหู่’ อันธพาลประจำสำนัก (ตัวร้ายระดับล่าง)
- ได้รับความคาดหวังจากเ้าสำนัก ‘เฟยหยุนเทียน’ (บิดาของข้า)
เขาหยุดพู่กันลง มองดูข้อมูลที่ตัวเองเขียนขึ้นมาด้วยสายตาของนักฆ่าที่กำลังประเมินเป้าหมาย
“เป็พระเอกตามแบบฉบับจริงๆ” เขากระซิบกับตัวเอง “แข็งแกร่ง เปิดเผย และเต็มไปด้วยแสงสว่าง...เป็ประเภทที่รับมือได้ยากที่สุดหากต้องเป็ศัตรูกันโดยตรง”
เขาจรดพู่กันลงไปอีกครั้ง เขียนประโยคสุดท้ายตัวใหญ่ๆ ที่ท้ายกระดาษ
**สรุป: เป้าหมายที่ต้องหลีกเลี่ยงที่สุด...แต่ก็เป็ตัวแปรที่ต้องจับตามองที่สุดเช่นกัน**
เฟยหลงวางพู่กันลง เอนหลังพิงกับเก้าอี้ไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด เขารู้ดีว่าการกระทำของเขาในวันนี้ได้สร้าง ‘ความเปลี่ยนแปลง’ เล็กๆ ขึ้นในเส้นเื่แล้ว การที่เย่เฉินเกิดความประหลาดใจในตัวเขา นั่นคือคลื่นใต้น้ำลูกแรกที่เขาสร้างขึ้น
“ข้าไม่จำเป็ต้องไปขวางทางเ้า...เย่เฉิน” เขากล่าวกับความว่างเปล่าในห้อง “เ้าก็เดินบนเส้นทางแห่งแสงสว่างของเ้าไป...ส่วนข้า...จะขอเดินอยู่ในเงามืดที่เ้ามองไม่เห็นก็พอ”
“แต่จำไว้ให้ดี...ทุกย่างก้าวของเ้า...ทุกโอกาสที่เ้าจะได้รับ...จะอยู่ในสายตาของข้าเสมอ”
“และเมื่อถึงเวลา...ข้าอาจจะไม่ใช่คนที่หลีกเลี่ยงเ้า...แต่จะเป็เ้าเอง...ที่ต้องเรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงข้า”
รอยยิ้มอันเย็นะเืปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเฟยหลงอีกครั้ง ในห้องที่มืดสลัวและเงียบสงัดนี้ มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ว่ากงล้อแห่งโชคชะตาที่เคยหมุนไปตามบทละครเดิม...ได้เริ่มบิดเบี้ยวไปจากเส้นทางของมันแล้ว.