ตอนที่ 1 ภาคภพปัจจุบัน (6)
ขณะที่หนานิจวินกำลังละล้าละลัง ชิงซานจวินกลับสังเกตเห็นนานแล้วว่ากระบี่บริเวณเอวของคนตรงหน้าเปลี่ยนไป หลังจากลังเลครู่หนึ่งก็เอ่ยปากถามก่อน “อสนี์หกสายนั่นคงเกิดจากหนานิจวินข้ามด่านเคราะห์กระมัง เคราะห์์ที่เซียนขั้นมหายานขึ้นสู่์ยังไม่มีใครเคยเห็น แต่ดูท่าต้องมีหกสายเป็แน่ หากยังไม่สามารถข้ามเคราะห์์ได้ หนานิจวินกลับยังคงเป็เซียนขั้นมหายาน นี่ก็สมเหตุสมผล”
หนานิจวินเงยมองคนตรงหน้า ปีนั้นยามที่ชิงซานจวินกลับเข้าสู่สำนักของตนยังเป็เพียงผู้บำเพ็ญที่ยังไม่บรรลุการปรุงโอสถ ทว่าตอนนี้กลับเป็เซียนผู้โดดเด่น ทุกสิ่งเสมือนตัดทางโลก หนานิจวินจำลักษณะชิงซานจวินตอนที่ยังเป็เด็กหนุ่มไม่ได้แล้ว
“ขอบคุณ” หนานิจวินกล่าวเพียงสองคำนี้
ชิงซานจวินประสานมือโค้งคำนับอีกครั้ง “หนานิจวินาเ็ค่อนข้างสาหัส ปิดด่านกักตนปรับลมปราณโดยเร็ววันเถิด”
หนานิจวินตอบรับคราหนึ่งแล้วส่งชิงซานจวินกลับ จากนั้นก็กักตนนานสี่ปี
จากอาการาเ็ของหนานิ แม้จะกักตนร้อยปีก็อาจไม่ได้รับการเยียวยา กักตนสี่ปีช่างเหมือนเอาน้ำน้อยไปดับไฟจริงๆ แต่เขากลับปล่อยเหลียนเชวี่ยไปไม่ได้ แม้จะฝังยันต์อักขระและอาวุธเทพรักษาชีพไว้บนตัวเหลียนเชวี่ยแล้ว หากมีเหตุผิดปกติตนสามารถล่วงรู้ได้ทันทีก็ตาม แต่เขายังคงไม่วางใจอยู่ดี
หากไม่ใช่เพราะต้องมีอายุถึงวัยเบิกปัญญาแล้วค่อยรับเข้าสำนักมาเป็ศิษย์จึงจะถูกต้องชอบธรรม เวลาสี่ปีนี้เขายังไม่ยินดีรอด้วยซ้ำ
สี่ปีให้หลัง ยามที่หนานิจวินเดินเข้าชานเรือนของบ้านชาวนาหลังนั้น เด็กน้อยคนหนึ่งกำลังนั่งปอกองุ่นกินอยู่ที่แปลงองุ่น เมื่อเห็นว่ามีคนมาหาจึงเอียงศีรษะถาม “ท่านเป็ใครหรือ”
หนานิจวินมองปราดเดียวก็จำเด็กคนนี้ได้ แม้ว่าใบหน้าเยาวว์วัยจะมองความคล้ายคลึงทางหน้าตาไม่ออก แต่ท่าทางเอียงศีรษะนั่นเหมือนกับเหลียนเชวี่ยไม่มีผิด
“ข้าคือเสิ่นอี้ชิง” หนานิจวินตอบคำถามเหลียนเชวี่ยน้อยตามความจริง
ทว่าเหลียนเชวี่ยไม่ได้มีการตอบสนองอะไรเป็พิเศษต่อชื่อของหนานิจวิน ทำเพียงเอ่ยถามต่อตามขั้นตอน “ท่านมาหาท่านพ่อหรือท่านแม่ของข้า”
‘ข้าอยากมาหาเ้า แต่เ้าจำข้าไม่ได้แล้ว’
หนานิจวินมองดูเด็กน้อยตรงหน้าโดยไม่กล่าวอะไร
เวลานี้มารดาของเด็กน้อยที่ตากผ้าอยู่ไม่ไกลนักก็วิ่งเหยาะๆ เข้ามา “ท่านเซียนท่านมาแล้วจริงๆ หรือ เหลียนเชวี่ย รีบคารวะผู้มีพระคุณช่วยชีวิตของเ้า! ขอบคุณผู้มีพระคุณเร็วเข้า!”
เหลียนเชวี่ยน้อยไม่รู้ว่าผู้มีพระคุณช่วยชีวิตคือเื่อะไร แต่ท่านแม่บอกให้ตนขอบคุณผู้มีพระคุณ เขาก็กล่าวขอบคุณ จากนั้นใช้มือเล็กที่เปียกเปรอะยื่นองุ่นที่เพิ่งปอกเสร็จลูกนั้นให้หนานิจวินอย่าง ‘มีน้ำใจ’ “ท่านกินหรือไม่ อร่อยนะ”
หนานิจวินมององุ่นลูกนั้น ความรู้สึกในใจยากจะอธิบายอยู่บ้าง...เหลียนเชวี่ยเกิดใหม่แล้ว จำเื่ราวทั้งหมดในอดีตไม่ได้แล้ว แต่เขายังคงเป็เขา ยังชอบกินองุ่น ชอบเรียกให้หนานิจวินกินนั่นกินนี่เป็เพื่อนเขาเหมือนเดิม แม้ว่าตนจะงดธัญพืช ไม่สนใจรสชาติของอาหารนานแล้ว เขาก็ยังคงรบเร้าอยู่ดี
‘ความอยากอาหารและตัณหาล้วนเป็เื่ธรรมชาติ เซียนก็เป็มนุษย์เหมือนกัน ไม่รู้ทุกข์สุขในโลกมนุษย์แล้วจะเอ่ยถึงความเมตตาอะไรกันเล่า’ เหลียนเชวี่ยเคยกล่าวเช่นนี้อยู่เสมอ
มารดาเด็กน้อยบ่นอุบ “ท่านเซียนไม่กินสิ่งนี้หรอก” พลางคิดจะไปแย่งองุ่นในมือเหลียนเชวี่ยน้อย ทว่าหนานิจวินกลับยื่นมือไปรับองุ่นลูกนั้นส่งเข้าปาก ความสดชื่นหวานอมเปรี้ยวกระตุ้นต่อมรับรสที่หลับใหลแสนยาวนาน
รอจนความหวานอมเปรี้ยวนั่นเลือนหายไป หนานิจวินจึงกล่าวกับสตรีนางนั้นว่า “ข้ามารับเหลียนเชวี่ยไปบำเพ็ญเพียร”
นางอึ้งไป จากนั้นเผยแววเซื่องซึมออกมารางๆ ถามเสียงเบาว่า “หากขึ้นเขาไปบำเพ็ญเซียน พวกเราก็จะไม่ได้เจอเขาแล้วใช่หรือไม่”
“หาก้าบำเพ็ญสำเร็จผลโดยเร็ววัน แน่นอนว่าต้องตัดบ่วงทางโลกให้ไวหน่อย”
มารดาของเด็กน้อยกัดริมฝีปากเบาๆ “เช่นนั้นรอให้พ่อของเด็กกลับมาก่อนค่อยพาเขาไปได้หรือไม่ ถึงอย่างไรภายหน้าก็อาจไม่ได้เจอกันแล้ว”
“ทำไมถึงไม่ได้เจอแล้วล่ะ” เหลียนเชวี่ยน้อยแนบอกมารดาแล้วแหงนหน้าเอ่ยถาม
นางลูบศีรษะเหลียนเชวี่ยน้อยเบาๆ โดยไม่ตอบคำถามเขา
หนานิจวินรู้ว่าสตรีนางนี้ไม่อยากให้บุตรของตนไป อีกทั้งในอดีตเขาก็ไม่ใคร่อยากให้เด็กบำเพ็ญเซียนมาั้แ่ไหนแต่ไร...เด็กที่ยังไม่ทันรู้ว่าโลกมนุษย์คือสิ่งใด สิ่งใดคืุ์ เช่นนั้นบำเพ็ญเซียนจะมีประโยชน์อันใดเล่า แค่รู้หลักคำสอนที่ตัวเองไม่เห็นด้วยมากขึ้นก็เท่านั้น
ทว่าครั้งนี้ต่างออกไป เพราะหนานิจวินรู้ว่าเด็กคนนี้คือเหลียนเชวี่ย เช่นนั้นทุกอย่างย่อมต้องต่างออกไป
แต่สุดท้ายก็เป็เื่ของญาติใกล้ชิดในโลกมนุษย์ หนานิจวินรับปากว่าจะรอบิดาของเหลียนเชวี่ยน้อยกลับมาก่อน