ครูอักษรยังสวมชุดทางการเหมือนเช่นตอนเช้า เธอเป็นคนที่สวยคนหนึ่งแต่ทว่าเจ้าระเบียบ นั่นเองก็เป็นเหตุผลที่บาสไม่ชอบหล่อน
“ไม่คิดว่าจะต้องมาพบเธอที่นี่...” บาสถอนหายใจ เขาไม่อาจหลีกเลี่ยงสายตาที่มองมาได้ “อึ่งโลละร้อยเหรอคะ อ้าวนั่นวิชัยไม่ใช่เหรอ?” ในขณะที่กำลังเลือกอึ่ง ครูอักษรก็เห็นนักเรียนตัวดียืนอยู่หลังแผงขาย สำหรับเธอวิชัยเป็นเด็กเกเรไม่ชอบมาโรงเรียน แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาทำให้เธอประหลาดใจไม่น้อย เด็กคนนี้สามารถไปโรงเรียนเองได้โดยไม่ต้องให้แม่ไปส่ง ถือเป็นเรื่องอัศจรรย์
“ครับครู” บาสพยักหน้า กัดริมฝีปากบาง “นี่เป็นร้านของผมและพ่อครับ อึ่งนี่โลละร้อย เห็นมั้ยครับแต่ละตัวเป้งๆทั้งนั้น”
“อย่างนี้นี่เอง” ว่าแล้วก็สำรวจอึ่งในถุง แต่ละตัวใหญ่เหมือนที่เด็กชายบอก “ลดให้ไม่ได้หน่อยเหรอ”
แน่ะยังขอลดอีก บาสได้แต่เบาะปากในใจ คนพวกนี้ชอบต่อราคาให้ตายเถอะ แต่พอเข้าห้างล่ะก็ ทำไมถึงไม่กล้าต่อราคานะ กล้าต่อแต่พ่อค้าแม่ค้าในตลาดเล็กๆ หรือไง
“ไม่ได้ครับ” เขาส่ายหน้า “นี่เป็นอึ่งที่ผมพยาพยามจับมาทั้งคืน ด้วยแรงกายและแรงใจของผมและด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ผมไปโรงเรียนสาย อีกทั้งยังเผลอหลับในห้อง คุณครูคงจะไม่เอาเปรียบเด็กนักเรียนตัวเล็กๆ ที่หาตังค์ใช้เองหรอกใช่มั้ยครับ”
ถึงแม้จะเป็นครูอักษรที่ชอบต่อราคา แต่พอเจอแบบนี้เข้าก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน คำพูดของบาสดึงดูดลูกค้าไม่น้อย ด้วยเหตุนี้เองครูอักษรจึงซื้อไปหนึ่งโล ถึงแม้จะเป็นการกัดฟันซื้อก็เถอะ
“แล้วพรุ่งนี้อย่าไปสายล่ะ” แน่ะเธอยังไม่ลืมที่จะเตือนอีก
“ขอบคุณที่อุดหนุนครับ และถ้าหากผมไปสายจริงๆ ยังไงช่วยผ่อนปรนให้ด้วยนะครับ เห็นแก่เด็กตาดำๆที่หาเงินใช้เอง...”
ครูอักษรที่ได้ยินเช่นนั้นได้แต่กล้ำกลืนพยักหน้า เพราะหากพูดอะไรไม่ถูก คนแถวนั้นที่กำลังเลือกซื้อหมูคงเล่นเธอแน่
“ใช่ย่อยนะเรา จีบครูแว่นคนนั้นเหรอ” พ่อรุ้งอดไม่ได้ที่จะแซว บาสถึงกับยิ้มเจื่อน “ใช่ที่ไหนล่ะครับพ่อ อายุของครูอักษรปาไปยี่สิบห้าแล้ว กว่าผมจะเรียนจบเธอไม่ปาไปสามสิบกว่าเหรอ? แต่ถ้าหากอายุห่างกันสักสองสามปีก็ว่าไปอย่าง”
“ฮ่าฮ่า พูดอะไรมาซะยาว พ่อแค่ล้อเล่นเอง” พ่อรุ้งอดขำไม่ได้ เจ้าเด็กนี่อายุเพียง 15 ริหัดคิดมีแฟนซะแล้วสองพ่อลูกตะโกนขายต่อไป ลูกค้าเข้ามาเรื่อยๆ ไม่นานก็ขายหมด ใช้เวลาไปเบ็ดเสร็จประมาณชั่วโมงกว่า
“พี่เอ็ม ขอหมูให้ผมสองกิโลสิ” ตอนนี้กระเป๋าบาสเต็มไปด้วยแบงค์ยี่สิบ ถึงแม้มันจะเป็นเงินแค่พันเดียวจากอึ่งสิบกิโล แต่ก็สร้างความพอใจให้กับเขาไม่น้อย และหากขายได้วันละหนึ่งพันเดือนนึงก็จะได้เงินสามหมื่น แต่บาสก็เข้าใจดีมันไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ อึ่งไม่ได้หาได้ทุกวัน หลังจากหมดหน้าฝนธุรกิจเกี่ยวกับอึ่งก็ต้องเลิกทำ เพราะงั้นเขาจึงต้องกล่าวเข้าสู่ธุรกิจอื่นที่ทำเงินได้วันละพัน!
“ได้สิ นี่เห็นว่าเป็นคนกันเอง เดี๋ยวพี่จะเลือกเนื้อให้อย่างดีเลย”
“ขอบคุณครับพี่” วันนี้สองผัวเมียขายหมูก็ซื้ออึ่งไปสองโล พวกเขาชมไม่หยุดปากว่าไข่ทั้งมันทั้งหวานกินเท่าไหร่ก็ไม่พอ จึงซื้อไปทำอาหารเย็นวันนี้อีก
“ลูกจะซื้อหมูไปทำไม?” พ่อรุ้งไม่เข้าใจความคิดของลูกชาย จะซื้อหมูไปทำไมกันนะเยอะแยะ ที่บ้านมีแต่ผู้หญิง จะกินหมดได้ยังไง
“เดี๋ยวก็รู้ครับ” บาสบอก “เอ้อพ่อ เดี๋ยวบาสขอเดินดูตลาดหน่อยนะ”
“ได้สิ” พ่อรุ้งพยักหน้า นั่งรออยู่บนรถพร้อมกับหมูสองกิโลกรัม
ในตลาดมีของกินหลายอย่างตั้งขาย วันนี้กระเป๋าตุงบาสจึงคิดที่จะซื้อของไปฝากแม่และพี่สาว แต่เผอิญตอนนั้นเองเขาได้เห็นร้านขนมไทยร้านหนึ่ง หรือก็คือร้านหม้อข้าวหม้อแกง
“ดูน่าทานทั้งนั้นเลยนะครับ ขายยังไงครับป้า”
“กล่องละยี่สิบลูก” ป้าคนขายพูดอย่างเป็นกันเอง การทำแบบนี้ช่วยเพิ่มยอดขายไม่น้อยเลย
“งั้นผมขอสองกล่อง”“ได้จ้า” ป้ายิ้มก่อนจะหันไปบอกลูกสาว “นี่บีสจัดใส่ถุงสองชุดนะลูก”
บาสที่ได้ยินถึงกับแข็งค้าง ผู้หญิงหน้าตาน่ารักคนหนึ่งยิ้มให้ เธอกำลังจัดขนมใส่ถุง สวมชุดโรงเรียนเดียวกับพี่น้ำพี่เมย์ รอยยิ้มของเธอช่างตราตึงใจ เขาไม่อาจละสายตาจากเธอไปได้
“ได้แล้วค่ะ” “โอ้....ขอบคุณครับ” เด็กหนุ่มจ่ายเงินด้วยท่าทางเก้ๆกังๆ สร้างความขบขันให้กับหญิงสาวไม่น้อย
“นี่น้อง พี่เห็นขายอึ่งอยู่ตรงร้านเฮียเอ็มใช่มั้ย” ไม่คิดเลยว่าเธอจะเป็นฝ่ายเริ่มสนทาก่อน นี่ก็เหมือนกับสะพานที่ทอดให้ เด็กหนุ่มกลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง
“ใช่ครับ”“แล้วยังเหลือมั้ย”“ต้องขอโทษด้วยครับ พอดีขายหมดเกลี้ยงเลย แหะๆ”
“ว๊า...แย่เลย พี่อยากกินอึ่งไข่มากเลยอ่ะ” น้ำเสียงของเธอช่างไพเราะ บวกกับรอยยิ้มนั้น บาสจึงรับปากไปว่า “ถ้าหากคืนนี้ฝนตก...พรุ่งนี้ผมจะเก็บไว้ให้พี่หนึ่งโลละกัน จะคัดแต่ตัวสวยๆไว้เลย”
“ฮิฮิ ขอบคุณนะ ว่าแต่น้องชื่ออะไร พี่ชื่อบีสนะ” แสงจากดวงอาทิตย์กระทบใบหน้าของเธอ ช่างเปล่งประกายซะจริง
“ผมชื่อบาส ยินดีที่ได้รู้จักครับพี่บีส ถ้าไงผมไปก่อนนะครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้เจอกัน” ว่าแล้วเด็กหนุ่มก็เดินจากไป หญิงสาวมองเขาด้วยรอยยิ้มก่อนจะหันไปทำงานที่แม่บอก ชายหนุ่มหยุดเดินชั่วขณะ ลอบหันมามองเธอด้วยรอยยิ้ม...
“พ่อครับ แวะไปร้านขายลูกชิ้นหน่อยสิ” เมื่อมาถึงรถบาสก็สั่งเจ้าพนักงานขับรถ หรือก็คือพ่อรุ้งนั่นเอง ซึ่งแน่นอนพ่อรุ้งไม่มีทางปฏิเสธตอนนี้แกกำลังเห่อรถใหม่ บอกให้ขับไปไหนก็ไปหมด
บาสเลือกไม้เสียบลูกชิ้น ถุงใส่แกงและถุงหูหิ้ว จากนั้นเครื่องปรุงรสและน้ำตาล พ่อรุ้งมองลูกชายอย่างงงๆ ทำไมถึงเตรียมของเยอะแยะนะ? จะเอาไปจัดงานวันเกิดหรือไง แต่แกก็ไม่ได้ถาม เพราะคิดว่าบาสต้องมีเรื่องเซอร์ไพร์เสร็จจากร้านลูกชิ้นก็ไปร้านขายเตา ที่นี่มีเตาขนาดต่างๆ ให้เลือกหา
“พี่ครับมีเตาปิ้งอย่างราคาสักห้าหกร้อยมั้ย”
เจ้าของร้านเป็นชายวัยกลางคน สวมเสื้อกล้ามปล่อยกลิ่นเหงื่อเหม็นเปรี้ยว “มีสิ ตามมาทางนี้ อยากได้แบบไหนเลือกเอาเลย”โชคดีที่ราคาเตาในยุคนี้ยังไม่แพงมาก ไม่งั้นบาสคงมีเงินไม่พอให้พี่เมย์พี่น้ำ เตาที่บาสเลือกเป็นเตาปิ้งย่างสแตนเลส ราคา600บาท
“ว่าแต่จะซื้อเตาปิ้งย่างไปทำไม? หรือว่าลูกจะซื้อให้พ่อไว้ปิ้งปลามาขาย?” พ่อรุ้งรู้สึกดีใจอย่างช่วยไม่ได้ที่ลูกชายซื้อของทำมาหากินให้ แต่คำตอบที่ได้กลับทำให้รอยยิ้มนั้นหายไป
“นี่คือเตาของบาสเองครับพ่อ อีกอย่างหนึ่งพ่อเองก็ต้องซื้อเหมือนกันนะรู้มั้ย หลังจากที่พ่อได้ปลามาก็ต้องมาย่างสดๆที่ตลาด” “แล้วทำไมพ่อต้องย่างที่ตลาด ย่างที่บ้านสะดวกกว่าเยอะ” พ่อรุ้งมองลูกชายเหมือนคนโง่
บาสอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ “เวลาพ่อสั่งอาหารกินอยากกินร้อนๆหรือว่าเย็นล่ะครับ ปลาย่างเองก็เหมือนกัน คงไม่มีใครหรอกที่อยากกินปลาเย็นชืดโตกลมแล้วก็เหนียว พ่อลองคิดดูสิครับ”
“นั่นมัน...” พ่อรุ้งไม่สามารถโต้แย้งได้ ปลาหากย่างมาจากบ้านความสดใหม่จะถูกทำลาย เนื้อจะเหนียวไม่อร่อยเหมือนย่างสดๆ และอีกอย่างการย่างแบบนั้นก็ทำให้ลูกค้าอุ่นใจขึ้น พวกเขาจะรู้ว่าเนี่ยปลาใหม่นะกำลังย่างร้อนๆเลย ไม่ใช่ปลาค้างคืนเอามาย่างซ้ำด้วยเหตุนี้เองพ่อรุ้งจึงได้เตาเหมือนกับบาส ทั้งสองพ่อลูกหัวเราะให้กันก่อนจะมองเงินในกระเป๋าเมื่อถึงบ้านพี่เมย์กับพี่น้ำก็ยืนรออยู่ใต้ถุน ดูเหมือนพวกเธออยากรู้ว่าวันนี้จะขายหมดเหมือนเมื่อวานมั้ย
“เป็นไงบาส วันนี้ขายหมดมั้ย” พี่เมย์ถาม พร้อมกับสอดส่องดูถังใส่อึ่ง
“ไม่ต้องดูหรอกครับ อึ่งขายหมดแล้ว และนี่เงินของพี่ คนละ 160 บาท” พี่เมย์กับพี่น้ำจับอึ่งได้คนละสองโล โลละร้อยแต่ถูกบาสหักไปสี่สิบบาทเพราะนี่ถือเป็นค่าฝากขาย
พี่น้ำและพี่เมย์ไม่คิดอะไรมาก เพราะเงิน 160 ก็มากพอแล้ว
“นี่แล้ววันนี้พี่ดูพยากรณ์อากาศด้วย เห็นว่าพายุจะเข้าล่ะสงสัยจะได้อึ่งอีกเยอะเลย” พี่น้ำหัวเราะคิกคัก ตอนนี้เธอดูต่างจากเดิมจนเห็นได้ชัด เรื่องทั้งหมดนี้คงเป็นเพราะอึ่งของบาส
“ว่าแต่เราเหอะ ซื้อหมูมาทำไมตั้งสองโล ไหนจะไม้เสียบลูกชิ้นนี่อีก...อย่าบอกนะว่า” พี่เมย์เหมือนกับรู้สิ่งที่เขาจะทำ
“ใช่สิ่งนั้นแหละ” บาสหัวเราะ “ขอเข้าครัวก่อนนะ” สามพ่อลูกมองบาสเข้าไปในครัวด้วยใบหน้าแปลกๆ นี่เป็นครั้งแรกที่บาสจะทำอาหารเอง แม่หน่อยที่กำลังขุนไก่อยู่จึงเข้ามาดูเพราะกลัวทำไฟไหม้
“กำลังทำอะไรอยู่เหรอลูก” แม่หน่อยถาม“อ๋อ บาสกำลังแล่หมูน่ะแม่” “แล้วจะแล่ไปทำไม”
“ปิ้ง!” เขายิ้มแล้วเริ่มแล่ตามสูตรที่เคยอ่านในอินเตอร์เน็ตยุคอนาคต“อย่าบอกนะว่าที่ลูกซื้อพวกเตาแล้วเครื่องปรุงต่างๆ นั่นมาเพราะจะขายหมูปิ้ง!” “ใช่ครับ!”
เพียงเท่านี้แหละแม่หน่อยรู้สึกว่าโลกทั้งใบกำลังหมุนเคว้ง เกิดอะไรขึ้นกับลูกชายคนนี้กันนะ คิดว่าขายหมูปิ้งมันดีกว่างานในโรงงานหรือไง อย่างน้อยทำงานก็ได้วันละ 250 บาท รวมโอแล้วยังได้แปดถึงเก้าพัน แล้วขายหมูปิ้งโง่ๆนี่ล่ะจะได้วันละเท่าไหร่ แต่ถึงแม้ในใจจะคิดแต่ก็ไม่อยากพูดให้ลูกเสียความรู้สึก
“เดี๋ยวแม่ช่วยเองจ้ะ” คนเป็นแม่มีหน้าที่สั่งสอนลูก ในความคิดของแม่หน่อย บาสก็แค่อยากจะเล่นเท่านั้น จะนั่งเสียบไม้ไปขายได้สักกี่วันเชียว ไหนจะความร้อนหน้าเตา นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ