ครั้งนี้เป็ครั้งที่สิบสามแล้ว ในการประลองครั้งประวัติศาสตร์ของยุทธจักร การประลองระหว่างตัวแทนของพรรคเทพ และพรรคมาร หากฝ่ายไหนชนะจะได้ครองความเป็ใหญ่ในยุทธจักรไปอีกสิบปี ในอดีตทั้งสองฝ่ายมีความขัดแย้งแย่งชิงความเป็ใหญ่มาตลอด จนกระทั้งเมื่อหนึ่งร้อยสามสิบปีก่อน ประมุขพรรคเทพ และพรรคมารรุ่นนั้น ได้ทำข้อตกลงเพื่อลดการนองเืลง ด้วยการจัดประลองชิงตำแหน่งจ้าวยุทธจักร โดยทุกสิบปีแต่ละฝ่ายจะส่งตัวแทนซึ่งเป็ศิษย์คนโตที่จะสืบทอดตำแหน่งประมุขมาประลองกัน กฎของการประลองมีเพียงข้อเดียว ฝ่ายไหนตายก่อนเท่ากับแพ้ ถือว่าเป็ทั้งการตัดกำลัง และอนาคตของฝ่ายตรงข้ามไปในตัว ฝ่ายที่แพ้จะไม่มีสิทธิ์ยุ่งเกี่ยวในการกระทำใดๆ ของฝ่ายที่ชนะ ต้องยอมให้อีกฝ่ายเป็ผู้กำหนดกฎเกณฑ์ของยุทธจักร และ่ชิงความเป็ใหญ่ไปอีกสิบปี
ผู้แพ้ก็ต้องอยู่อย่างผู้แพ้
.
ข้าคือ เยว่เฉิงฟง ปีนี้อายุยี่สิบเจ็ดปี ทุกคนล้วนเกรงใจ หรือบางทีก็หวาดกลัวข้า
อาจเพราะข้าคือผู้สืบทอดตำแหน่งประมุขพรรคมารคนคนต่อไป อาจารย์ของข้าคือ กระบี่ไร้น้ำใจ
คำว่ากระบี่ไร้น้ำใจเป็ฉายาของประมุขพรรรคมารทุกรุ่น ไม่ว่าจะเคยชื่ออะไร พอวันหนึ่งที่รับตำแหน่งประมุข ทุกคนต้องละทิ้งชื่อเดิมเหลือเพียงฉายานี้ เพื่อย้ำเตือนตัวเองว่า
หากคิดจะครองความเป็ใหญ่ ต้องไร้น้ำใจ
ข้าเคยเป็เด็กกำพร้าที่เติบโตมาในหมู่มิจฉาชีพ แต่ตอนข้าอายุได้สิบเจ็ดปี ข้าได้พบกับคนคนหนึ่งโดยบังเอิญ แม้จะผ่านมากว่าสิบปี แต่ข้ายังจำวันนั้นได้ขึ้นใจ
...คืนนั้นเป็คืนที่ฝนตกหนัก
วันนั้นข้าออกมาล่าสัตว์ ห่างจากหุบเขาคนทราม ที่เป็แหล่งซ่องสุมของเหล่ามิจฉาชีพเช่นข้าไปพอสมควร สุดท้ายข้าล่ากวางป่าได้ตัวหนึ่ง ถือเป็รางวัลที่สมกับความเหน็ดเหนื่อย แต่กว่าจะรู้ตัวอีกทีฟ้ากลับมืดเสียแล้ว อีกทั้งห่าฝนที่เทลงมาเหมือนอยากลงโทษคนเลวอย่างข้า ข้าเดินลากร่างกวางไปสักพัก จนเจอกับถ้ำเล็กๆ ที่พอจะเป็ที่หลบฝนและรอให้ผ่านค่ำคืนนี้ไปได้
ข้าได้พบกับนางที่นั่น
ตอนที่ข้าเจอนาง นางได้รับาเ็หนัก ชุดสีขาวที่นางสวมใส่เต็มไปด้วยรอยเื ข้าคิดว่านางอาจไม่รอดชีวิตถึงเช้าวันต่อไปด้วยซ้ำ แต่ด้วยสัญชาตญาณบางอย่างกลับบอกว่าข้าควรช่วยเหลือนาง
ข้าไม่ถามว่านางคือใคร แค่รู้สึกว่ามันคือสิ่งที่ข้าต้องทำ
ข้าคอยดูแลนางตลอด ข้าล่าสัตว์ หุงหาอาหาร ทั้งหาสมุนไพรทำยามาให้นาง ข้าเป็คนไม่ชอบพูดมาก และดูเหมือนนางเองก็เช่นเดียวกัน นี่คงเป็อีกเหตุผลที่เราอยู่ร่วมกันได้ หนึ่งเดือนหลังจากนั้นนางค่อยๆดีขึ้น จากที่เคยซูบผอมเพราะอาการาเ็ นางกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง
นั่นคือครั้งแรกที่ข้าได้พบว่า ที่จริงแล้วนางงดงามขนาดไหน
คราบเืจางๆ ที่เลอะอยู่บนชุดสีขาวนั้น กลับสวยงามดังเป็รอยพิมพ์ของดอกไม้แดง ใบหน้าที่ดูอิดโรย กลับขับเน้นความงามที่ทำให้ข้าอยากรู้สึกปกป้อง
ความงดงามของอิสตรีช่างอันตราย
วันหนึ่งหลังจากที่ข้ากลับมาจากการล่าสัตว์เพื่อทำมื้อเย็น นางบอกเื่ราวเกี่ยวกับตัวเองให้ข้ารับรู้เป็ครั้งแรก นางบอกว่านางชื่อ เยว่หลิ่งเฟย ถึงแม้นางจะดูเยาว์วัยกว่าข้า แท้จริงแล้วนางอายุมากกว่าข้าสิบปี นางบอกว่าที่จริงนางต้องเป็ประมุขของพรรคมาร นับจากนี้นางจะไม่ใช่เยว่หลิ่งเฟยอีกต่อไป แต่คือกระบี่ไร้น้ำใจ ข้าเป็คนที่สองต่อจากอาจารย์ของนาง ที่ได้รู้ชื่อจริงนาง และข้าคงเป็คนสุดท้ายที่ได้รู้ เพราะนางกำลังจะละทิ้งตัวตนเดิม
สาเหตุที่นางาเ็วันนั้น เกิดจากนางถูกลอบทำร้าย หลังจากที่เอาชนะการประลองยุทธ์ประวัติศาสตร์กับพรรคเทพครั้งที่สิบสอง อาจารย์ก็ได้สละตำแหน่งประมุขให้แก่นางอย่างลับๆ พวกที่ทำร้ายนางอาจเป็คนของพรรคเทพ หรืออาจเป็คนของพรรคมารเอง ที่ไม่้าให้นางก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประมุข แต่สุดท้ายนางหนีรอด และข้าก็มาเจอนางในถ้ำแห่งนี้
นางซึ้งใจที่ข้าคอยดูแลนาง ไม่เคยล่วงเกินนางในวันที่นางไร้ทางสู้ ตลอดชีวิตการเป็ลูกศิษย์คนโตของประมุขพรรคมาร ไม่เคยมีใครปฏิบัติกับนางเช่นนี้ ที่ผ่านมามีแต่คนทำดีกับนางเพราะฐานะอันสูงส่ง ไม่ใช่ด้วยความจริงใจ แต่ข้าจริงใจ
เมื่อนางหายดี ก็ถึงเวลาที่นางควรกลับไปยังพรรคมารแล้ว นางจึงบอกเื่ราวทั้งหมดกับข้า ส่วนข้าเองก็เล่าเื่ราวของข้าให้นางฟังเช่นกัน ด้วยอดีตที่ขมขื่นผสมกับความจริงใจที่เรามี
ในค่ำคืนนั้น กายและใจของเรารวมเป็หนึ่ง
.
เมื่อกระบี่ไร้น้ำใจ กลับมิอาจไร้หัวใจ
หากนางเป็ประมุขพรรคมาร นางจะไม่สามารถคบค้าสมาคมกับคนนอกได้ ไม่ต้องกล่าวถึงการที่จะได้อยู่ร่วมกัน นางบอกว่าไม่มีทาง เพราะเมื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประมุขพรรค นางจำต้องฝึกเคล็ดวิชาจากคัมภีร์ไร้น้ำใจ ซึ่งเคล็ดวิชานี้เอง ที่ทำให้พรรคมารสามารถสถาปนาตนขึ้นมาเป็หนึ่งในสองพรรคใหญ่ของยุทธจักรเช่นทุกวันนี้ได้ เคล็ดวิชามีทั้งหมดแปดขั้น แม้แต่ตัวอาจารย์ของนาง มันยังไปถึงได้แค่ขั้นที่เจ็ด กฎของการจะย่างเท้าเข้าสู่ขั้นที่แปดได้ มันจำเป็ต้องฆ่าบุคคลที่มันรักที่สุด
แต่เมื่อมันเป็กระบี่ไร้น้ำใจ มันก็ไม่อาจรักใคร มันไม่มีใครให้ฆ่า
แต่นางบอกว่าถ้าจะมีทางใดที่นางกับข้าจะสามารถอยู่ร่วมกัน ข้าต้องเป็ลูกศิษย์นางเท่านั้น
หากข้าเป็ศิษย์คนโตของประมุขพรรค นางต้องใช้เวลาถ่ายทอดฝีมือให้ข้า คงไม่แปลกสำหรับคนอื่นหากข้ากับนางจะต้องพบกัน แต่หากถูกจับได้ ทั้งข้าและนางคงไม่รอด และไม่ต้องคิดจะหนีให้เสียเวลา เพราะไม่เคยมีใครรอดจากเงื้อมมือพรรคมารมาก่อน อีกทั้งสิบปีข้างหน้า ข้าต้องเป็ตัวแทนของพรรคมารไปประลองกับตัวแทนของพรรคเทพ แต่อายุของข้าโตเกินกว่าจะฝึกให้เป็ยอดฝีมือ ตัวนางเองเติบโตในพรรคมาร เริ่มฝึกฝีมือั้แ่เด็ก ก่อนอาจารย์ของนางจะเลือกนางเป็ผู้สืบทอดด้วยซ้ำ
หากเริ่มฝึกวันนี้ อย่างมากข้าก็เป็ได้แค่จอมยุทธ์ดาดๆคนหนึ่ง
นางให้ข้าเลือกเอง
“ทางแรก หลังจากวันนี้เราทั้งคู่ก็แยกย้ายกันไป ข้าพเ้ากลับไปเป็กระบี่ไร้น้ำใจอย่างที่ควรจะเป็ ส่วนท่านก็กลับไปหาพี่น้องมิจฉาชีพที่หุบเขาคนทรามเช่นเดิม ส่วนเื่ที่เคยเกิดขึ้นระหว่างเรา ก็จดจำไว้เป็ความทรงจำดีๆ
“ทางที่สอง ท่านจะเป็ลูกศิษย์ข้าพเ้า หากท่านไม่ตายเพราะถูกจับได้ ก็ไปตายในการประลองยุทธ์อีกสิบปีข้างหน้า หรือถ้าวันใดข้าพเ้ารู้สึกรักท่านจริงๆ ท่านก็อาจจะตายเพราะถูกข้าพเ้าฆ่า ท่านจะเป็บันไดสู่การเป็ยอดฝีมือที่แท้จริงของข้าพเ้า ในวันนั้นท่านก็จะถูกจดจำในฐานะคนรักคนเดียวในชีวิตที่ข้าพเ้ามี แต่อย่างน้อยเราจะได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างมากอีกสิบปี ท่านจะเลือกทางไหน” นางถามข้าด้วยสายตาซุกซน พร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก
หลังจากวันนั้นข้าคือเยว่เฉิงฟง ข้าใช้แซ่เยว่เช่นเดียวกับนาง ตามกฎของพรรคเมื่อกราบนางเป็อาจารย์
ส่วนนางละทิ้งชื่อ เหลือเพียงฉายากระบี่ไร้น้ำใจ
นางเองคงไม่รู้ว่า ต่อให้จะเลือกอีกกี่ร้อยพันครั้ง ...ข้าก็จะเลือกนางเสมอ
.
สิบปีผ่านไปไวดังโกหก
กลางลานประลองกว้างๆ รอบข้างเต็มไปด้วยเหล่าชาวยุทธจักรที่้ามาเป็สักขีพยานในการประลองครั้งประวัติศาสตร์นี้ แม้ผู้คนจะเยอะเกินนับ แต่มันกลับเงียบเสียจนไม่ได้ยินเสียงหายใจ
ตรงหน้าข้ามีบุรุษสูงโปร่งในชุดสีครามยืนอยู่ บุคลิกของมันบ่งบอกถึงการเป็ยอดฝีมืออนาคตไกลแห่งยุค มันคงเป็ตัวแทนของฝ่ายพรรคเทพ มันไม่ทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ
แต่น่าเสียดาย วันนี้จะเป็วันตายของมัน
หลังจากที่ข้าสำเร็จเคล็ดวิชาขั้นที่แปดจากคัมภีร์ไร้น้ำใจ ข้าก็กลายเป็ยอดฝีมือโดยสมบูรณ์
ข้าคือกระบี่ไร้น้ำใจ