นางเคยได้รับสายตาที่ลึกล้ำของเขานั้นชั่วเวลาหนึ่งนั่นเป็นช่วงเวลาที่นางมีความสุขที่สุดในชีวิต
หากไม่ใช่เพราะเคยได้ครอบครองนางคงไม่ยอมลืมและริษยาเช่นนี้ ถึงขนาดเคยคิดว่าบางทีนางอาจจะยิ้มและอวยพรให้พวกเขามีความสุขได้ มองพวกเขาด้วยสายตาชื่นชม หวังให้เขาได้ดี
ใจมนุษย์นั้นเต็มไปด้วยกิเลส
เพราะว่าเคยได้รับ จึงไม่ยอมรับที่จะสูญเสียไปเพราะงั้นจึงได้ทำทุกวิถีทาง เพื่อจะเอามันกลับมา
นางต้องการจะกลับมาอยู่ข้างกายเขาอีกครั้งต้องการให้ในสายตาเขามีเพียงนาง ต้องการที่จะเป็นเจ้าของสายตาที่อบอุ่นอ่อนโยนและความรักใคร่ทั้งหมดของเขา
หว่านฉือได้สติกลับมาจากความคิดอันไกลโพ้นความร้อนรุ่มรอบกายนาง ทำให้นางเหงื่อตก อดถอนหายใจมิได้ แล้วเดินออกไปข้างหน้า
“ฝ่าบาทเพคะ ท่านพี่เพคะ”นางย่อตัวลงเคารพ พูดด้วยท่าทีอ่อนโยน “ถึงจวนแล้ว ท่านพี่มิสบายอยู่รีบกลับเข้าไปพักผ่อนเถิดเพคะ”
หรงซิวหันไปมองนาง สีหน้าไม่ชัดเจนนักแล้วหันไปมองอวิ๋นอี้ ทั้งสองคนท่าทีสนิทสนม เขากระซิบกระซาบพูดกันทำให้อวิ๋นอี้หน้าแดงจนผลักเขาออก
ข้างๆ มีคนกำลังหัวเราะชอบใจอยู่ ทำให้คนทั้งอิจฉาและริษยา
การมีตัวตนอยู่ของหว่านฉือดูเป็นส่วนเกินและน่าอึดอัดนางหน้าเสีย พยายามปั้นหน้า กำลังจะพูดเตือนอีกรอบ หรงซิวก็โอบเอวอวิ๋นอี้เดินผ่านนางไป
แม้ว่าจะคิดไว้แล้วว่าจะเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากแต่การโดยคนเมินโดยชิ้นเชิง ทำให้หว่านฉือโกรธและหงุดหงิดมาก
ถึงขนาดที่มีวินาทีที่นางอยากจะเรียกพวกเขาให้หยุด แล้วถามหรงซิวว่าเขาทำเช่นนั้นกับนางได้อย่างไร
หว่านฉืออดทนไว้ได้
ร่างของทั้งสองได้หายไปจากสายตาไปนานแล้วหุ่นที่เพรียวบางสง่างามของนาง นางเอื้อมมือไปจัดระเบียบทรงผมแววตาของนางเป็นประกาย แล้วก็ขยับริมฝีปากขึ้น
อย่างที่หรงซิวบอกต่อหน้าไทเฮาว่าพวกเขาสองคนยังมีเวลาอยู่ด้วยกันอีกนานเวลายังมีอีกมากมาย นางมีความมั่นใจว่าจะชนะความรักของเขาได้
ก่อนที่จะสำเร็จ ยิ่งนางน่าสงสารมากเท่าใดต่อไปบุรุษผู้นี้ก็จะรู้สึกผิดต่อนางมากเท่านั้นนั่นจะทำให้ความรักที่เขาให้นางยืนยาวขึ้น
หว่านฉือเดินเข้าไปที่โถงหรงซิวกับอวิ๋นอี้นั่งลงอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นนางมา หรงซิวก็พยักหน้าให้นางนั่งลงจากนั้นก็สั่งให้พ่อบ้านนำอาหารขึ้นโต๊ะ
ทั้งสามคนยังมิได้ทานอาหารเช้าก็ต้องรีบเข้าวังไปแม้ว่าเวลาจะมิได้เช้าแล้ว แต่ในเมื่อหรงซิวอยากจะทาน พวกนางก็ต้องอยู่ด้วย
คงจะเพราะว่าทุกคนหิวกันหมด บนโต๊ะอาหารมิมีผู้ใดพูดกระไรจนกระทั่งใกล้จะทานเสร็จ ก็มีเสียงเจื้อยแจ้วดังขึ้น หว่านฉือมองไปทางที่เขาสองคนสีหน้านางดูมิได้ใส่ใจกระไร แต่นางเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจมาก
หรงซิวคีบอาหารให้อวิ๋นอี้ วางลงที่จานนางเบาๆก็ถูกสตรีตัวน้อยขมวดคิ้วอย่างรังเกียจ บ่นพึมพำเล็กๆ “ข้าอิ่มแล้วไม่อยากทานอันนี้...”
“ทานอีกคำเถิดนะ” เขาเกลี้ยกล่อมนาง“เจ้าทานไปนิดเดียวเอง แมวยังทานข้าวเยอะกว่าเจ้าอีก”
“ผู้ใดบอกกันเพคะ?” อวิ๋นอี้ไม่ยอม “ฝ่าบาทมิได้เลี้ยงแมวเสียหน่อย ท่านรู้ได้อย่างไร?”
“เจ้าเป็นแมวของข้า”หรงซิวเห็นว่านางไม่ขยับเลย จึงทำได้เพียงป้อนนาง เขาเอาตะเกียบไปข้างปากของนาง“ทานหมดนี่ เดี๋ยวข้าจะไปช่วยเจ้าจัดของ”
อวิ๋นอี้มุ่ยปาก แสร้งมองไปทางหว่านฉือแบบไม่ใส่ใจแล้วก็ละสายตากลับมา นางกลืนข้าวไปคำหนึ่ง แล้วถึงได้เอ่ยปากว่า “ข้าจะกลับไปดูท่านพ่อ”
“ข้ารู้”
“ข้าจะไม่กลับมาอีกนานเลยนะ!”
“เช่นนั้นจะทำอย่างไรดี?” หรงซิวเลิกคิ้วมองดูนาง เห็นหน้าสาวน้อยดูมิมีความสุข ก็พูดต่อ“ท่านพ่อตาไม่สบาย อวิ๋นเออร์ก็ควรจะไปดูแล ยิ่งไปกว่านั้น...”
ไทเฮาเป็นคนรับสั่งมีคนคอยจับตานางอยู่ทุกการกระทำ หากนางกล้าที่จะไม่ไปก็คงจะมีคนไปรายงานกับไทเฮาทันที ถึงตอนนั้นจะยิ่งวุ่นวายไปกันใหญ่
แม้สถานะของนางจะสูงศักดิ์ทั้งมีบิดาอย่างอวิ๋นเส่าต้าวคอยหนุนหลัง ต่อให้มีอำนาจอย่างไทเฮาก็ไม่สามารถจะทำกระไรนางได้อย่างตามใจชอบแต่หากนางจะขัดไปเสียทุกเรื่อง เช่นนั้นก็ไม่ไหว
อวิ๋นอี้รับคำนางอยากจะพูดกระไรแต่ก็นึกได้ว่าหว่านฉืออยู่ข้างๆ จึงไม่พูดกระไร
หลังจากมื้ออาหารหรงซิวให้เหลียนเหอไปส่งหว่านฉือที่ห้อง ส่วนเขาจะไปเก็บของกับอวิ๋นอี้
หว่านฉือเคารพเสร็จก็เดินกลับไปทันทีโดยไม่พูดกระไรสักคำ
สตรีรับใช้เหลียนเหอเดินตามหลังไป เดินออกไปไกลจนไม่เห็นร่างของทั้งองค์ชายและพระชายา นางถึงได้ถามขึ้นอย่างระมัดระวังว่า“พระชายาเพคะ พระชายาเจ็ดนั้นมิใช่ว่าจะมิมีสาวใช้ จำเป็นต้องให้องค์ชายอยู่ด้วยหรือเพคะ?”
“ช่างตื้นเขิน!” หว่านฉือพูดเย้ยเหลือบมองนาง “เขาอยากจะอยู่ด้วยก็อยู่ไปสิ รอให้อวิ๋นอี้ไปแล้วเวลาที่เหลือก็จะเป็นของข้ามิใช่หรือ? ข้าจำเป็นต้องไปแก่งแย่งกับนางเพลานี้หรือ?เช่นนั้นข้าจะดูใจแคบเกินไป”
เหลียนเหอคิดดูอีกที เป็นเช่นนั้นจริงๆแล้วก็ยกนิ้วแม่มือขึ้น พูดอย่างชื่นชม “พระชายาคิดได้อย่างรอบคอบจริงๆ เพคะ”
“แน่นอนสิ” หว่านฉือเชิดคางขึ้นน้ำเสียงมีความได้ใจ “ข้ายังจะมอบของขวัญให้พระชายาอีกด้วยนะ”
“ของขวัญกระไรเพคะ?”
“ไปเอากล่องยาของข้ามา”
ขณะที่หว่านฉือไปรื้อตู้หาของขวัญที่เหมาะสมอยู่นั้นหรงซิวก็พาอวิ๋นอี้มาส่งที่ห้องพอดี เขาให้เซียงเหอเก็บของพวกเสื้อผ้ากับของใช้ทั้งสองเดินไปนั่งที่เตียง แล้วพูดคุยกัน
อวิ๋นอี้อดกลั้นมาตลอดทาง มิได้ระบายออกมาเมื่อถึงเวลาที่มีแค่พวกเขาแล้ว นางก็อดไว้มิได้อีกแล้ว กำมือทุบหน้าอกของเขาแล้วพูดอย่างโกรธเคือง “ฝ่าบาทน่ารำคาญชะมัด!”
หรงซิวไม่รู้ว่าเกิดกระไรขึ้นก้มหน้ายิ้มไปจับมือของนางใส่ฝ่ามือ “ข้าทำกระไรหรือ?”
“อย่างไรเสียเรื่องร้ายที่ข้าเจอช่วงนี้ก็ล้วนเป็นเพราะฝ่าบาท”อวิ๋นอี้บ่น “ไทเฮาส่งข้ากลับจวนอวิ๋นไม่ใช่เพราะว่าจะให้หว่านฉือมีโอกาสหรือเพคะ! ฮึ่ม!คิดว่าข้าไม่รู้หรืออย่างไร!”
“จะเป็นไปได้อย่างไรอวิ๋นเออร์ฉลาดปราดเปรื่องเช่นนี้ คาดเดาได้สมเหตุสมผลมาก”หรงซิวจับมือนางมาไว้ข้างริมฝีปากแล้วจูบเบาๆ“ไทเฮาจับคู่ให้ข้ากับหว่านฉือมิใช่วันสองวันแล้ว”
“แล้วฝ่าบาท...”
“วางใจเถิด” หรงซิวพูด“ข้าจะทำตัวให้เหมาะสม รักษาตนให้บริสุทธิ์ดั่งหยก เพื่ออวิ๋นเออร์”
อวิ๋นอี้สะอึกเพราะคำพูดนี้ของเขา มุ่ยปากพูด“ข้ายังมิได้พูด...ผู้ใดขอให้ฝ่าบาทรักษาตนให้บริสุทธิ์ดั่งหยกกัน...”
“ปากอย่างใจอย่าง”หรงซิวบีบแก้มของนาง พูดอย่างเอ็นดู “กลับบ้านท่านพ่อตา ข้าก็วางใจหน่อยหากยังอยู่ที่จวน ข้าก็เกรงว่าจะมีเรื่องกระไรกับนางอีก”
แม้อวิ๋นอี้จะมิได้โง่ แต่หว่านฉือจิตใจลึกซึ้งเขากังวลเสมอว่านางจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
“ฝ่าบาทความหมายว่าข้าไม่ฉลาดเท่านางหรือเพคะ?”อวิ๋นอี้จงใจพูดร้าย ทำท่าทำทางหน้าบึ้งพ่นลม หรงซิวไม่กล้าเขารีบอ้อนวอน “เมียจ๋าฉลาดที่สุด แต่ข้าก็ยังกังวล”
อวิ๋นอี้สูดจมูกเล็กๆเห็นแก่ที่เขายังเอาตัวรอดได้เก่งจึงพยายามไม่จับผิดเขาต่อ
เซียงเหอทำงานอย่างคล่องแคล่วรวดเร็วไม่นานนักนางก็เก็บของเรียบร้อย มีของที่นางต้องใช้ทุกอย่างหรงซิวก็สั่งให้ขนไปที่รถม้า ส่งคนไปส่งสารที่จวนอวิ๋นก่อน
อวิ๋นอี้เห็นเขายุ่งมาก ร้อนจนเหงื่อออก ก็พูดถาม“ข้าไปเช่นนี้ จะกลับมาได้เมื่อใดเพคะ?”
“ข้าจะทำให้เจ้ากลับมาให้เร็วที่สุด”หรงซิวพูด เขามองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นผู้ใดข้างๆ ก็พูดขึ้น“ฮ่องเต้ให้ภารกิจข้ามาอย่างหนึ่ง อีกสองวันอาจจะต้องเดินทางไกล”
“ไปที่ใดเพคะ?” อวิ๋นอี้ขมวดคิ้วถาม
“ถึงเวลานั้นข้าจะพาเจ้าไปด้วย”หรงซิวขยิบตาให้นาง “อยู่ที่จวนท่านพ่อตาเป็นเด็กดีไปก่อนนะ ข้าจะหาเวลาไปหาเจ้า”
แม้จะไม่สบายใจอยู่แต่เมื่อถูกบุรุษหนุ่มเกลี้ยกล่อมเช่นนี้ ทั้งยังให้คำสัญญากับนางความโกรธเคืองเล็กน้อยก่อนหน้าก็หายไปแล้ว
อวิ๋นอี้ผลักเขาด้วยหน้าแดง เดินผ่านออกมาแล้วพูด“ผู้ใดให้ท่านไปหาข้ากัน?”
รู้ว่านางชอบเป็นเช่นนี้หรงซิวยิ้มแล้วไม่พูดกระไร แล้วก็เดินตามหลังไป
เมื่อทั้งสองมาถึงห้องโถงใหญ่พ่อบ้านก็กำลังตรวจสอบสิ่งของ เมื่อเห็นหรงซิวเดินมา ก็รีบให้คนทำความเคารพหรงซิวกวาดสายตามองคน แล้วก็เห็นคนที่ยืนอยู่ข้างๆ คือหว่านฉือ
เขาแปลกใจเล็กน้อย “พระชายารองก็อยู่หรือ?”
หว่านฉือเดินเข้ามาเคารพช้าๆ“ข้าได้ยินว่าท่านมหาเสนาบดีไม่สบาย จึงเตรียมยาสมุนไพรมาให้เพคะหวังว่าจะช่วยได้บ้าง พระชายาโปรดรับไว้ด้วยนะเพคะ”
คำพูดจบลง สตรีรับใช้เหลียนเหอก็ยื่นกล่องไม้ออกมายื่นให้อวิ๋นอี้
ทุกคนตั้งตารอและติดตามสถานการณ์อย่างไรเสียทุกคนก็รู้ดีว่าพระชายากับพระชายารองมีความสัมพันธ์ราวกับน้ำกับไฟที่ลงรอยกันมิได้
อวิ๋นอี้ยิ้มเบาๆ พูดตามมารยาทอย่างสุภาพ“น้องเตรียมมาให้ ข้าก็จะรับไว้ ขอบใจมากนะ”
รถม้าหลายคันมาจอดตามกันที่หน้าประตูมองร่างที่ไกลออกไป ใบหน้าของหว่านฉือก็มีรอยยิ้มปรากฏขึ้น
ในเมื่อนางทำให้อวิ๋นอี้ออกจากจวนไปได้แล้วก็มิได้อยากให้นางได้กลับมาอีก