มุมหนึ่งของูเาหลังหมู่บ้านสวนไผ่ เฉียวเฟิงนั่งเดินลมปราณทบทวนวิชา นี่เป็สิ่งหนึ่งที่เฉียวเฟิงต้องทำทุกวัน มันทำแบบนี้ติดต่อกันมาโดยตลอด
เพราะมันรู้ว่าใบโลกนี้ไม่ได้มีอะไรได้มาง่ายๆ แม้มันจะโชดดีกว่าคนอื่นในการได้เรียนรู้วิชามากมายจากจ้าวหมื่นมาร และมีตัวช่วยคือมิติิญญาที่อยู่ในห้วงจิตของตัวมัน นอกจากนั้นยังมีเศษพลังจากศิลาผนึกเทพ ทำให้ตัวเฉียวเฟิงได้เปรียบคนอื่นๆ มาก
แต่ถึงแบบนั้นเนื้อแท้ของความสำเร็จ ก็ยังเป็ความมุ่งมั่นและความอดทนของตัวมันเอง ซึ่งเื่นี้เฉียวเฟิงรู้ดีกว่าใคร ไม่ว่าจะเป็ชีวิตนี้หรือชีวิตในโลกก่อนหน้านี้ของตัวมัน เฉียวเฟิงก็ต่างสร้างความสำเร็จขึ้นมาได้ด้วยสองมือของตัวมันเอง
เฉียวเฟิงตอนนี้รู้ตัวดี ว่าร่างกายของมันยังมีขีดจำกัดหลายอย่าง ที่ทำให้ตัวมันไม่อาจจะพัฒนาศักยภาพได้โดยเร็ว เช่น
หนึ่ง. ร่างกายที่ยังเยาว์วัยในตอนนี้ มันยังไม่เหมาะแก่การหักโหมฝึกวรยุทธ์ แต่เหมาะกับการฝึกเดินลมปราณและกระบวนท่าเป็พิเศษ
สอง. ศักยภาพด้านพลังิญญามาจากจิตใจที่เข้มแข็ง การฝึกปกติไม่อาจจะทำให้พลังิญญาเติบโต ตัวมันเฉียวเฟิงควรมุ่งมั่นที่จะพัฒนาพลังิญญามากที่สุดในตอนนี้
สาม. ในการฝึกฝน แม้แต่วิชายุทธ์ระดับต่ำหลายวิชาก็มีเงื่อนไขในการฝึก เช่น ต้องดูดกลืนไฟประเภทต่างๆ หรือ้าธาตุพลังบางชนิดร่วมในการฝึก ไม่ต้องพูดถึงระดับการฝึกเคล็ดวิชาระดับสูงขึ้นไป ทำให้เฉียวเฟิงมีหลายเคล็ดวิชาที่ยังไม่สะดวกในการฝึกเคล็ดวิชาเหล่านี้
สี่. จากการยืนยันข้อมูล แม้เฉียวเฟิงจะรู้ว่าเกมที่เขาเคยเล่น อ้างอิงข้อมูลและเื่ราวต่างๆ จากโลกแห่งนี้ และความรู้ของจ้าวหมื่นมารก็ถูกต้องทั้งหมด แต่ถึงอย่างนั้นการได้ยืนยันข้อมูลด้วยตัวเองเท่านั้น ถึงจะทำให้ตัวมันมั่นใจ แต่ตอนนี้เฉียวเฟิงกลับยังไม่สามารถออกจากหมู่บ้านและจากท่านแม่ของตัวมันได้ในทันที ทำให้เื่นี้ก็ดึงรั้งศักยภาพในการพัฒนาตัวมันอยู่ไม่น้อย
ห้า. ในโลกแห่งการฝึกฝนใบนี้ การแสวงหาทรัพยากรทั้งโอสถ เงินทอง ยอดเคล็ดวิชาและของวิเศษต่างๆ เป็สิ่งที่ต้องรีบกระทำ แต่ตัวมันที่เยาว์วัยกับยังไม่สามารถทำเื่เหล่านี้ได้อย่างรีบด่วน
หก. เฉียวเฟิงไม่สามารถเข้าถึงเคล็ดวิชาและความรู้ที่สูงกว่าระดับต่ำของจ้าวหมื่นมารได้ หากยังไม่สามารถทำความปรารถนาของจ้าวหมื่นมารสำเร็จ จากที่ตัวมันได้พูดคุยกับเ้ามารน้อย ทำให้รู้ว่า ทุกๆ ภารกิจที่ตัวมันทำสำเร็จจะทำให้มันได้รับความรู้ที่สูงขึ้น
แม้จะยังทำไม่สำเร็จ หากแค่มีความคืบหน้าก็อาจจะทำให้ได้ความสามารถบางอย่างเพิ่มเติมของจ้าวหมื่นมารเพิ่ม ดังเช่นวันที่เฉียวเฟิงได้พบกับมารดาผู้เลี้ยงดูของจ้าวหมื่นมาร มันทำให้ห้วงจิตของตัวมันมีระบบสถานะ และได้ดวงตาิญญามาจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น
เพียงแต่ความสามารถของดวงตาิญญาที่ได้มานั้น ต่ำมากจนแทบไม่มีประโยชน์ เพียงแค่ทำให้มีดวงตาที่เห็น "ชื่อแซ่" ของผู้คน เฉียวเฟิงคาดการว่า หากมีความคืบหน้าและทำความปรารถนาของจ้าวหมื่นมารให้เป็จริงได้มากขึ้น ดวงตาิญญาของมันอาจจะทำให้ตัวมันได้เปรียบคนอื่นในโลกนี้เป็อย่างมาก
'จากทั้งหมดที่เราคิดไว้ สิ่งที่เราควรทำที่สุดตอนนี้น่าจะเป็ การพยายามเติมเต็มความปรารถนาของจ้าวหมื่นมาร และสะสมความมั่งคั่งโดยเร็ว องค์เทวะทูตเร้นลับของเราควรถูกสร้างได้แล้ว'
เมื่อคิดได้ดังนั้น เฉียวเฟิงพลันนึกไปถึง่ชีวิตก่อน ที่ตัวมันยังเป็ทหารในหน่วยพิเศษ นอกจากนั้นยังเป็นักธุรกิจ นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จผู้หนึ่ง สองสิ่งนี้ทำให้มันมีองค์ความรู้ติดกายไม่น้อย หากมันวางแผนดีๆ มันก็สามารถสร้างองค์กรที่ยิ่งใหญ่ได้ โดยใช้หลักการบริหารจากความรู้ในโลกเดิมของตัวมัน
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เฉียวเฟิงจึงหยุดฝึกลมปราณมานั่งวิเคาะห์และกำหนดแผนการสร้างองค์กรแทน
'สิ่งสำคัญที่สุดขององค์กรคือ คน แต่การบริหารคนให้ประสบความสำเร็จนั้น มีสิ่งที่สำคัญยิ่งคือ ความเชื่อมั่นและวิธีคิดในตัวคนของเรา
ตัวเราต้องเข้าใจจิตใจของผู้คน จึงจะใช้คนได้ถูกต้อง คนเก่งมีความสามารถนั้นแน่นอนว่า ทุกคน้าคนแบบนี้ แต่การจะได้มาและการควบคุมให้คนเ่าั้ทำงานอย่างเต็มความสามารถนั่น คือปัญหา หากเป็ที่โลกเดิม เราคงใช้เงินและตำแหน่งเขาหลอกล่อเพียงอย่างเดียว แต่ที่โลกแห่งนี้เพียงแค่เงินทองทรัพย์สินคงไม่พอ นั่นเพราะ่ชีวิตของผู้คนที่นี้แตกต่างจากโลกเดิมของเราอย่างมาก ในคนธรรมดาอาจจะไม่ต่างกัน แต่ในผู้ฝึกยุทธ์ยิ่งก้าวไปสู่ระดับที่สูงขึ้นเท่าไรอายุก็สูงขึ้นมากเท่านั้น จ้าวหมื่นมารอายุหลายพันปี เหล่าจอมยุทธ์ที่มีชื่อเสียงที่นี้ก็มีอายุเกินร้อยปีทั้งนั้น นี่แสดงให้เห็นแล้วว่า โลกนี้มี่ชีวิตที่ยาวมาก ส่วนตัวเราเองจะอายุสั้นหรือยืนยาวก็ขึ้นอยู่กับศักยภาพของตัวเรา ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ'
'เราต้องหาคนที่ไว้ใจให้ได้เสียก่อน ถึงจะสร้างองค์กรที่มีศักยภาพในระยะยาวได้'
เฉียวเฟิงนั่งนิ่งหยุดคิดบางอย่าง พลางทอดสายตาออกไปที่ผืนป่าด้านล่าง ที่ทำเป็สวนสมุนไพร และความคิดบางอย่างก็เกิดขึ้น...
'เด็กเล็กจิตใจบริสุทธิ์สดใส หากเราอบรมพวกเขาดีๆ เด็กน้อยเหล่านี้ก็อาจจะเป็ยอดคนให้เราใช้สอยได้ในอนาคต นอกจากนั้นวิชาความรู้ที่เรามีจากจ้าวหมื่นมารก็ไม่ได้น้อยหน้าใคร และเมื่อเทียบกับสำนักศึกษาของหมู่บ้านที่เคยไปร่ำเรียนมาแล้ว ก็พบว่า สำนักศึกษาทั้งหมดยังเทียบไม่ได้กับเศษหนึ่งส่วนพันของความรู้ของจ้าวหมื่นมารเลย หุหุ เมื่อเป็เช่นนี้'
ตอนนี้แววตาของเฉียวเฟิงฉายความเ้าเล่ห์แล้ว
'การหลอกล่อเด็กน้อย เราไม่อาจจะบังคับให้พวกเขาเรียนรู้ หากแต่เราต้องสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นความฝัน ความเป็ฮีโร่ในใจของเด็กๆ คือสิ่งจำเป็ นอกจากนั้นก็คือ เื่ราวอันยิ่งใหญ่ที่จะทำให้เหล่าเด็กน้อยมีความฝันและยึดติดกับตัวเรา'
หลังจากผ่านความนึกคิด ตอนนี้นอกจากแววตาเ้าเล่ห์บนใบหน้าของเฉียวเฟิงแล้ว ยังมีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอันแปลกประหลาดอีกด้วย
'ข้าััได้ถึงความรู้สึกชั่วร้ายที่น่ากลัวของความคิดในจิตใจเ้า' เสียงมารน้อยดังขึ้นจากห้วงจิต 'แม้ข้าไม่รู้ว่ามันเป็อะไรแต่ทำไมข้าถึงชอบความรู้สึกนี้จริงๆ'
เฉียวเฟิงยิ้มก่อนตอบเ้ามารน้อย "ก็เพราะเ้าอยู่กับข้ามานานไงเ้ามารน้อย"
'ข้ารู้สึกว่าทุกครั้งที่มีความรู้สึกแบบนี้ เ้าจะนำเื่สนุกๆ มาให้ข้าได้เสมอ'
"ก็แค่การเลี้ยงเด็ก" เฉียวเฟิงพูดพร้อมเอามือเท้าคาง สายตาใสเป็ประกายราวกับได้รู้แจ้งซึ่งบางสิ่ง
'งั้นรึ' มารน้อยไม่พูดอะไรต่อก่อนดำดิ่งกลับสู่ห้วงจิต แต่ภายในใจมันกำลังรอคอยเื่สนุกจากเฉียวเฟิง