“มู่มู่ เ้าจากไปแล้ว อาจารย์จะทำอย่างไร?”
“ศิษย์น้องอย่าไปเลย พวกเราตัดใจไม่ลงจริง ๆ ”
“ศิษย์น้อง พาข้าไปด้วยเถอะ”
ซูมู่มู่แบกห่อผ้าที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวของนางเสียอีก ในมือยังถือกระบี่ไม้ท้อที่สูงท่วมหัว บนใบหน้ากลมขาวอวบอิ่มเต็มไปด้วยความเอือมระอา ผมสองข้างที่มัดอยู่บนหัวแทบจะมีไฟลุกออกมา
เดิมทีนางตั้งใจจะแอบหนีลงเขาไปเงียบ ๆ ทว่ายามนี้ ขาทั้งสองข้างกลับมีคนมาเกาะติดอยู่เป็พรวน คนเหล่านี้ก็คืออาจารย์และเหล่าศิษย์พี่ของนางเอง
“พวกท่านไปหาคนอื่นหลอกใช้แทนเถอะ! ข้าถูกพวกท่านหลอกใช้มาสามปีเต็มแล้ว ั้แ่อายุหนึ่งขวบข้าก็ต้องวาดอักขระยันต์ ทั้งหลอมโอสถให้พวกท่าน หาเงินเข้าสำนักมาตั้งมากมายมหาศาล แล้วตอนนี้เงินมันไปอยู่ที่ใดหมด?”
ซูมู่มู่กำหมัดแน่น แทบอยากจะคำรามใส่ท้องฟ้าให้รู้แล้วรู้รอด
์เท่านั้นที่รู้ว่านางเพิ่งจะอายุสี่ขวบ แต่กลับต้องแบกรับภาระปากท้องของคนทั้งสำนัก จนถูกบีบให้กลายเป็ผู้ใหญ่เกินตัว
การเกิดมาพร้อมดวงชะตาขาดแคลนเงินทองก็นับว่าซวยแล้ว แต่การต้องมาพัวพันกับกลุ่มคนหนึ่งที่ขัดสนยิ่งกว่าเสียอีก ที่ขาดเงินกันหมดทั้งสำนักเช่นนี้มันเหมือนไปขุดสุสานบรรพบุรุษ ตระกูลความซวยมาขนานแท้ ซวยซ้ำซวยซ้อน!
ทุกวันนี้ก็ยุ่งวุ่นวายจนแทบไม่ได้พัก มีเงินเข้ากระเป๋าวันละหลายพันตำลึง ทว่ายามนี้นอกจากอาวุธเวทแล้ว ทั่วทั้งตัวนางกลับหาเงินไม่ได้เลยสักตำลึงเดียว
“แต่ว่า... แต่ว่ายามนั้นข้าเป็คนเก็บเ้ามาจากกองหิมะ ข้าวต้มคำสุดท้ายก็ยังป้อนให้เ้ากิน หากไม่มีอาจารย์ เ้าคงอดตายหนาวตายไปนานแล้ว” นักพรตเสวียนหลิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้มในลำคอ เพราะเขามักใช้ข้ออ้างชุดนี้กับศิษย์ทุกคนโดยไม่เคยคิดจะเปลี่ยนเลยสักครั้ง
“ศิษย์น้อง หากเ้าจากไปแล้วพวกเราจะอยู่กันอย่างไร อยู่กับอาจารย์ต่อไปมีหวังได้อดตายกันหมดแน่” ศิษย์พี่หก ชิงอวิ๋นเริ่มส่งเสียงร้องไห้โฮ เป็การร้องไห้ะโแต่ไม่มีน้ำตาไหลสักหยด อย่างไรเสียเขาก็ปล่อยให้บ่อเงินบ่อทองของสำนักจากไปไม่ได้เด็ดขาด
“ศิษย์น้อง ข้าช่วยเ้าถือห่อผ้าเอง”
“ศิษย์น้อง ข้าช่วยเ้าถือกระบี่ไม้ท้อ เ้าพาพวกเราไปด้วยเถอะ!” ศิษย์พี่เจ็ดชิงหยางและศิษย์พี่แปดชิงมู่เอ่ยขึ้นด้วยท่าทางน่าเวทนา
“มู่มู่ อาจารย์สามารถสวดมนต์ให้เ้าฟังได้นะ เ้าจะพาอาจารย์ไปด้วยก็ได้...” นักพรตเสวียนหลิงย่อมไม่อาจยอมแพ้เหล่าลูกศิษย์ได้
“ปล่อยมือให้หมด ไม่อย่างนั้นข้าจะโกรธแล้วนะ!”
ซูมู่มู่ตวาดลั่นครั้งเดียวก็ทำเอาบรรดาคนที่เกาะขาอยู่ก็รีบปล่อยมือแล้วไปยืนเรียงแถวหน้ากระดานทันที พลางทำหน้าตาละห้อยน่าสงสาร
“ศิษย์รัก ถ้าเ้าลงเขาไป พวกเราต้องอดตายแน่ ๆ ...” นักพรตเสวียนหลิงจับจ้องไปที่ห่อผ้าบนหลังของศิษย์รัก
ซูมู่มู่ขมวดคิ้วมุ่น ยามที่ใบหน้ากลม ๆ นั้นจริงจังขึ้นมาก็นับว่าน่ากลัวอยู่ไม่น้อย “อาจารย์ ยันต์ที่ข้าทิ้งไว้ให้ที่สำนักเพียงพอให้พวกท่านอยู่รอดไปได้อีกครึ่งปี”
“แค่ครึ่งปีเองหรือ แล้วโอสถเล่า?” นักพรตเสวียนหลิงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“หลังจากครึ่งปีไป ข้าจะส่งกลับมาให้เดือนละครั้ง ในห้องปรุงยามีเหลืออยู่ชนิดละหนึ่งขวด พวกท่านก็ใช้กันอย่างประหยัดหน่อยแล้วกัน” หลังจากซูมู่มู่เอ่ยสั่งความเสร็จก็หันหลังเดินลงเขาไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมามองอีกเลย
“ศิษย์น้อง...”
“ศิษย์รัก เ้าทิ้งไว้ให้อีกหน่อยเถอะ หรือไม่เ้าก็พาท่านปรมาจารย์ไปด้วยเลยซี้!”
นางกำลังจะเดินทางไปยังเมืองหลวง เนื่องจากท่านอาจารย์ได้ตรวจดวงชะตาให้นางแล้วบอกว่าเส้นสายสัมพันธ์แห่งสายเืของนางอยู่ที่เมืองหลวง นางจึงต้องลงเขาเพื่อตามหาท่านพ่อ
ทว่าคำว่า 'พวกท่านพ่อ' น่าจะถูกกว่า เพราะนางเองก็ไม่รู้ว่าใครเป็บิดาบังเกิดเกล้าของตน
ส่วนของดูต่างหน้าที่ท่านแม่ทิ้งไว้ให้คือหยกห้อยเอวเก้าชิ้นที่มีลวดลายแตกต่างกัน พร้อมด้วยจดหมายเก้าฉบับที่เนื้อความเหมือนกันทุกประการ ภายในจดหมายล้วนเต็มไปด้วยถ้อยคำพร่ำเพ้อพรรณนาด้วยความรักและความคิดถึง โดยบนซองจดหมายแต่ละฉบับจะมีหมายเลขกำกับไว้เฉพาะเพื่อให้สอดรับกับหยกห้อยเอว ความใส่ใจในรายละเอียดเช่นนี้ย่อมต้องกุมใจคนได้อย่างแน่นอน
เมื่อเดินจนเหนื่อยล้า นางจึงเปิดห่อผ้าออกมา ตั้งใจจะกินขนมเปี๊ยะไส้เนื้อสักชิ้น ทว่ากลับพบว่าท่านปรมาจารย์นอนนิ่งอยู่ในห่อผ้าเสียอย่างนั้น
ซูมู่มู่โกรธจนหน้าดำหน้าแดง นางหยิบยันต์เหาะเหินออกมาฉบับหนึ่งแล้วแปะลงบนตัวของท่านปรมาจารย์ แต่ปรากฏว่ารูปปั้นกลับนิ่งสนิทไม่ขยับ นางจึงแปะยันต์เพิ่มเข้าไปอีกสามฉบับ ทว่าผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิม หรือว่าหลังจากลงเขามาแล้ว ยันต์ของนางจะเสื่อมลง?
นางจึงลองสะบัดยันต์เหาะเหินไปที่กระต่ายป่าตัวหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล เ้ากระต่ายป่าตื่นตระหนกจนลอยละลิ่วขึ้นฟ้าทันที ขาทั้งสี่ข้างตะกุยลมไปมาด้วยความหวาดกลัว นางรีบเข้าไปช่วยพยุงลูกกระต่ายลงมาอย่างปลอดภัย ยันต์เหาะเหินไม่ได้เสื่อมฤทธิ์ เช่นนั้นก็หมายความว่าท่านปรมาจารย์ตั้งใจจะเกาะติดนางไปใช่หรือไม่?
นางยื่นมือไปดึงหนวดของรูปปั้นท่านปรมาจารย์ พลางเอ่ยขู่ด้วยท่าทางดุดัน “ทองคำที่เคลือบตัวท่านโทรมเก่าจนหมดสิ้นไม่ใช่ฝีมือข้านะ หากยังรังแกกันอีก ข้าจะจุดไฟเผาท่านให้วอดวาย!”
รูปปั้นไม้ของท่านปรมาจารย์กะพริบตาปริบ ๆ จากนั้นแสงสีทองก็พลันสว่างวาบ พร้อมกับมีตำราเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าของซูมู่มู่
“‘ตำรับลับโอสถวิเศษ’ ที่แท้ตำราเล่มนี้ก็อยู่กับท่านมาโดยตลอด ข้ารับไว้แล้วนะ แล้วข้าจะพยายามหาเงินมาซ่อมแซมร่างทองคำให้ท่านก็แล้วกัน” ซูมู่มู่ประคองตำราพลางยิ้มหัวเราะชอบใจ
นางเคี้ยวขนมเปี๊ยะไส้เนื้ออย่างเอร็ดอร่อย ช่างหอมหวนยิ่งนัก!
ตอนที่ลงเขามา นางตั้งใจทำขนมเปี๊ยะไส้เนื้อชิ้นใหญ่มาถึงสิบชิ้น โดยไม่แบ่งให้อาจารย์และพวกศิษย์พี่เลยแม้แต่ชิ้นเดียว
เ้าลูกกระต่ายที่เพิ่งบินขึ้นฟ้าไปเมื่อครู่วิ่งกลับเข้ามาคลอเคลียที่ขาของนาง ซูมู่มู่จึงใช้เท้าสะกิดเบา ๆ จนเ้าลูกกระต่ายกลิ้งหลุน ๆ ไปสองตลบ “หากเข้ามาใกล้อีก ข้าจะจับเ้ากินเสีย” เ้าลูกกระต่ายหวาดกลัวจนรีบวิ่งแน่บหายไปทันที...
ทว่าในตอนนั้นเอง ลูกธนูดอกหนึ่งกลับพุ่งแหวกอากาศเข้ามา ซูมู่มู่ใช้สองนิ้วป้อม ๆ คีบจับลูกธนูไว้ได้อย่างรวดเร็ว ไม่นานนัก เด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่ขี่ม้าอยู่ก็โผล่พรวดออกมา
“นี่ เ้าเด็กนั่น เ้าแย่งกระต่ายของข้าไปใช่หรือไม่?” เด็กหนุ่มเอ่ยปากวาจาไม่รื่นหูทันทีที่พบหน้า
ซูมู่มู่จ้องมองเขา “เ้าหนู คิ้วของเ้ารูปทรงเหมือนไม้กวาด หัวคิ้วหนาชิด ปลายคิ้วกระจายแตก นิสัยเย่อหยิ่งดื้อรั้นและใจร้อน บ่งบอกว่ากำลังจะมีเคราะห์เืตกยางออก”
“เ้าบังอาจมาแช่งข้าหรือ เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะเอาชีวิตสุนัขของเ้าซะ” เด็กหนุ่มยกคันธนูขึ้นเล็งตรงมาที่ซูมู่มู่
ทว่าในพริบตานั้น กลับมีลูกธนูนับสิบดอกพุ่งเป้าตรงมาทางเขาแทน เด็กหนุ่มลนลานรีบปัดป้องอย่างทุลักทุเล เมื่อหลบหลีกระลอกแรกพ้น ในป่าก็มีชายชุดดำหลายคนพุ่งทะยานออกมา พร้อมกับตวัดดาบกระบี่เข้าฟันฟาดอย่างบ้าคลั่ง
ซูมู่มู่ยืนดูเหตุการณ์พลางเปิดห่อผ้าออก แล้วเริ่มะโขายของอยู่กับที่ทันที “ยันต์คุ้มภัยจ้า ยันต์คุ้มภัย มีเพียงฉบับเดียวในมือ รับรองแคล้วคลาดปลอดภัยครั้งหนึ่งแน่นอน”
“เ้าเณรน้อย รีบไสหัวไปเสีย! ไม่อย่างนั้นข้าจะฆ่าเ้าไปด้วยอีกคน!” ชายชุดดำเอ่ยขู่ด้วยน้ำเสียงดุดัน
“ตาบอดหรือไร? ข้าเห็น ๆ อยู่ว่าเป็นักพรตน้อยต่างหาก พวกเ้าจะฆ่ากันก็ฆ่าไป ส่วนข้าจะขายยันต์ของข้า ไม่เกี่ยวอะไรด้วย!” ซูมู่มู่ถลึงตาใส่
ชายหนุ่มผู้นี้ั้แ่หัวจรดเท้าล้วนเขียนคำว่า 'ข้าคือเศรษฐีผู้ร่ำรวย' แปะเอาไว้ หากนางไม่ขายยันต์ให้เศรษฐีแล้วจะไปขายให้ใครได้เล่า?
ชายชุดดำไม่ได้สนใจนางอีก รีบลงมือจัดการกับเด็กหนุ่มต่อ ไม่นานนักบนร่างของเด็กหนุ่มก็มีาแจากคมดาบเพิ่มขึ้นหลายแห่ง สถานการณ์ย่ำแย่ถึงขีดสุด
เด็กหนุ่มไม่อยากมาจบชีวิตลงที่นี่จึงะโลั่น “นักพรตน้อย ข้าซื้อยันต์คุ้มภัยของเ้า!” แม้นักพรตน้อยตรงหน้าจะดูไม่น่าเลื่อมใสเท่าใดนัก แต่ในยามคับขันเช่นนี้คงต้องลองรักษากันไปตามมีตามเกิด
“หนึ่งพันตำลึงทองขาดตัว” ซูมู่มู่เห็นเศรษฐีติดกับ จึงรีบขานราคาเก็งกำไรทันที
“ตกลง ข้าเอา!” เด็กหนุ่มรีบตอบรับทันควัน
พวกชายชุดดำถึงกับชะงักไปอึดใจ แทบจะกระอักเืออกมาด้วยความโมโห เพราะพวกตนยกพวกมาทำภารกิจตั้งมากมายขนาดนี้ยังได้ค่าจ้างเพียงสามพันตำลึงเงินเท่านั้น แต่นักพรตน้อยคนนี้ขายยันต์ใบเดียวราคาตั้งหนึ่งพันตำลึงทองคำ แล้วเ้าบ้าคนั้นก็ยังจะยอมจ่ายให้อีก
หากรู้เช่นนี้พวกตนคงหันมาทำมาค้าขายแทนแล้ว
ซูมู่มู่สะบัดยันต์คุ้มภัยตรงเข้าสู่ร่างของเด็กหนุ่มทันที เด็กหนุ่มที่ตกเป็รองอยู่เมื่อครู่ พลันราวกับมีกายทองคำคงกระพัน ทั้งดาบและกระบี่ไม่อาจระคายผิว วรยุทธ์ของเขาเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล เพียงไม่กี่กระบวนท่าก็ซัดพวกมันจนแตกพ่ายกระเจิดกระเจิง
หลังจากพวกชายชุดดำล่าถอยไป เด็กหนุ่มใช้กระบี่ยันกายไว้กับพื้น “นักพรตน้อย... หากอยากได้เงิน จงพาข้าไปส่งที่จวนเซียวเหยาอ๋อง...” พอเอ่ยจบ เขาก็หมดสติล้มพับไปทันที!
ซูมู่มู่ใช้เท้าเขี่ยเขาด้วยความนึกรังเกียจ เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้แสร้งทำนางจึงใช้สองนิ้วคีบหิ้วร่างของเขาขึ้นมาแล้วโยนลงบนหลังม้า ให้ม้าเดินนำทางไป ส่วนนางเดินตามอยู่ด้านหลัง ตลอดการเดินทางราบรื่นเป็อย่างยิ่ง
เด็กหนุ่มผู้นี้ก็คือทายาทอ๋องแห่งจวนเซียวเหยาอ๋อง นามว่าฉู่หนิงเยี่ยน ยามที่ซูมู่มู่นำตัวเขามาหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูจวนอ๋อง นางก็สังเกตเห็นกลุ่มไอสีดำลอยปกคลุมอยู่ใจกลางจวนพอดี