7 2-2
บทที่ 14 รับบทเป็แม่สาวชาเขียว (2)
อย่ากระนั้นเลย นี่ไม่ใช่เวลาเหมาะสมที่จะก่อความขัดแย้งโดยใช่เหตุ จางอวิ๋นม่านลูบหัวหลินเสี่ยวอวี่เบาๆหนึ่งที พร้อมกับพูดขึ้นว่า
“รอฉันประเดี๋ยวนะพี่สะใภ้ใหญ่ ขอเวลาฉันจัดของในห้องหน่อย เสร็จแล้วเราค่อยออกไปพร้อมกัน”
“ได้สิจ๊ะ งั้นฉันจะไปรอที่ลานบ้านนะ”
หวงอิงพยักหน้ารับคำและรีบตีฝีเท้าเร่งจากออกไป อนึ่งเพราะรสชาติหอมกรุ่นของโจ๊กขี้ไก่ที่ยังติดตาตรึงใจไม่จางหาย เธอจึงไม่อยากได้ยินใครพูดถึงเื่นี้อีกแล้ว
จางอวิ๋นม่านหันไปบอกกับลูกสาวทั้งสองว่า
“เสี่ยวจือ เสี่ยวเย่ วันนี้แม่จะพาเสี่ยวอวี่ออกไปข้างนอกนะจ๊ะ ลูกสองคนอยู่เฝ้าบ้านดูแลกันเองไปก่อนนะ แล้วจำเอาไว้ให้ดีล่ะ ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเองเป็หลัก ถ้าเกิดเหตุการณ์ผิดปกติอะไร อย่าสู้กับใครตรงๆ เลี่ยงได้ควรเลี่ยงเข้าใจมั้ยจ๊ะ?”
“เข้าใจแล้วค่ะแม่”
สองพี่น้องพยักหน้าตอบอย่างว่าง่าย
ภายหลังแต่งตัวให้ทั้งตัวเองและลูกสาวคนเล็กเสร็จแล้ว จางอวิ๋นม่านจึงค่อยเก็บเงินจำนวน 300 หยวนใส่ลงไปในกระเป๋าเสื้อด้านในอย่างมิดชิด ก่อนจะจูงมือกันเดินออกไป
ในหมู่บ้าน หากจะเดินทางเข้าออกตัวเมือง ส่วนใหญ่นิยมใช้เกวียนลากวัว หรือหากมีเวลาหน่อยก็เดินเท้าเอา จะมีก็แค่กรณีฉุกเฉินจริงๆเท่านั้นจึงจะใช้รถแทรกเตอร์
เมื่อหลินเสี่ยวอวี่และทุกคนเดินมาถึงหน้าทางเข้าหมู่บ้าน ทุกสายตาบนเกวียนลากวัวล้วนจับจ้องมาที่พวกเธอด้วยความสนอกสนใจ
“เสี่ยวอวี่ มานี่สิ มานั่งตรงนี้เร็วเข้า ยังเหลือที่ว่างอยู่สองที่พอดี เบียดกันหน่อยแต่ก็พอจะนั่งได้นะ”
ป้ากุ้ยอิงในหมู่บ้านยิ้มแย้มทักทายอย่างเป็กันเอง
“ขอบคุณมากค่ะคุณป้ากุ้ยอิง ป้าใจดีที่สุดในโลกเลย! แม่คะรีบมานั่งตรงนี้สิคะ ยังว่างอยู่นะ!”
“อ๊ะ อ๊ะ โอ๊ย...แม่คะ จู่ๆหนูก็รู้สึกเวียนหัวขึ้นมาอีกแล้ว เจ็บแผลมากด้วย แม่ช่วยอุ้มหนูหน่อยสิคะ”
ระหว่างที่หย่อนก้นลงนั่งในตำแหน่งนั้น เด็กน้อยก็ยกมือขึ้นกุมศีรษะเล็กๆไว้ พร้อมทำท่าทำทางคล้ายคนจะเป็ลม มิหนำซ้ำยังจงใจเน้นคำว่า ‘เจ็บแผล’ หวังเพื่อ้าได้รับการดูแลจากผู้เป็แม่
จางอวิ๋นม่านจึงถือโอกาสนี้นั่งลงข้างลูกสาว ซึ่งเป็ที่นั่งตำแหน่งสุดท้ายที่ว่างอยู่ทันที ทุกอย่างดูสมเหตุสมผลมาก พวกชาวบ้านเองต่างก็เข้าใจเช่นกัน
ส่วนพี่สะใภ้ใหญ่อย่างหวงอิงน่ะรึ? โตเป็ควายขนาดนี้แล้ว ยังจะมีหน้าแย่งที่นั่งเด็กน้อยอีกเหรอ?
แล้วจะให้เธอเดินทางไปยังไงล่ะ? แน่นอน..ต้องเดินไปเองน่ะสิ! สำหรับชาวบ้านชนบทอย่างพวกเธอ ระยะทางเท่านี้นับว่าไม่ใช่เื่ใหญ่โตอะไรเลย
เมื่อตระหนักเช่นนั้น หวงอิงก็พลันกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บแค้น เธอรู้สึกเกลียดชังนังเด็กบ้าหลินเสี่ยวอวี่มากที่สุด! แต่ต่อหน้าต่อตาคนอื่นๆเช่นนี้ เธอก็จำใจต้องรักษาภาพลักษณ์ของตนเอง
เธอฝืนยิ้มพร้อมพยักหน้าเบาๆ
“่นี้เสี่ยวอวี่พบเจอแต่เคราะห์หนักๆทั้งนั้น ยังไงก็ฝากน้องสะใภ้ดูแลให้ดีด้วยนะ ส่วนฉันเดินไปเองได้สบายมากจ้ะ”
[สมน้ำหน้า บังอาจด่าฉันในใจดีนัก! ฮ่าๆ เชิญเดินตากแดดไปเลยไป!]
[วันนี้อากาศยิ่งร้อนๆอยู่ด้วย เดินให้เป็ลมเป็แล้งไปเลยยิ่งดี เอาให้แดดเผาจนแสบผิวไปเลย!]
“คนครบแล้วใช่มั้ย? งั้นเตรียมตัวออกเดินทางได้”
คุณลุงกระตุกเชือกเบาๆควบเกวียนขับออกไป เ้าวัวเริ่มย่างเท้าเคลื่อนขยับไปข้างหน้าอย่างแช่มช้า
“อวิ๋นม่าน นี่พวกเธอกำลังจะออกไปไหนกันเหรอจ๊ะ?”
ป้ากุ้ยอิงเปิดประเด็นถามขึ้นด้วยสนใจ สีหน้าท่าทางเปี่ยมไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น และคำถามนี้ก็ทำเอาทุกคนในหมู่บ้านที่นั่งมาด้วย ต่างก็เริ่มมีความสนอกสนใจขึ้นมาเช่นกัน แต่ละคนเริ่มเงี่ยหูตั้งใจแอบฟังอย่างเงียบๆ
“เื่มันเป็แบบนี้ค่ะคุณป้า ฉันกับพี่สะใภ้ใหญ่ตั้งใจจะไปเยี่ยมแม่สามี ถึงคุณแม่จะทำผิดยังไง แต่อีกฝ่ายก็เป็ผู้หลักผู้ใหญ่ แล้วก็เป็แม่แท้ๆของสามีฉันด้วย ที่ตั้งใจออกมากันแต่เช้าก็เพราะกลัวว่าคุณแม่จะเป็อะไรไป...”
สิ้นเสียงพูดจบ จางอวิ๋นม่าก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง สีหน้าฉายประกายความทุกข์ใจอย่างชัดเจน
ทุกคนในที่นี้รวมถึงลุงคนขับเกวียน ต่างก็พากันเหลียวมองจางอวิ๋นม่านด้วยแววตาเห็นใจ ประหนึ่งว่าเธอเป็เหยื่อผู้น่าสงสารที่สุดในโลก ทั้งที่ตลอดมาเธอเป็ผู้ถูกรังแกข่มเหงสารพัดขนาดนั้น แต่กลับมีใจคิดเมตตากรุณาต่อแม่สามีผู้ร้ายกาจไม่เคยเปลี่ยนแปลง
[แม่นี่เ้าเล่ห์เ้าแผนการซะจริงเชียว วางหมากแบบนี้ ต่อให้นังจิ้งจอกเฒ่านั่นกลับหมู่บ้านมาได้ วันข้างหน้าคงไม่วายถูกคนนินทาลับหลัง แถมจะให้ร้องโวยวายกล่าวหาว่าถูกลูกสะใภ้ไล่เตะออกจากบ้านก็คงไม่ได้อีกแล้ว เพราะพูดไปใครที่ไหนจะเชื่อล่ะ!]
[ก็ลองคิดดูสิ ลูกสะใภ้ที่แสนอ่อนแอแถมยังดูเป็เหยื่อแบบนี้ จะกล้าลงไม้ลงมือทำร้ายแม่สามีของตัวเองได้ยังไงกัน?]
[คราวนี้ป้าขาเม้าส์ทั้งหลายในหมู่บ้าน คงเอาเื่แม่ไปพูดคุยกันอย่างสงสารเห็นใจแน่ๆ คงจะเข้าใจกันไปหมดว่า การที่แม่ถึงขั้นต้องแจ้งความ ก็เป็เพราะถูกแม่สามีใจร้ายบีบคั้นกลั่นแกล้งอย่างหนักจนสิ้นไร้ไม้ตอก ใครที่ไหนก็ต้องรู้ว่า ในฐานะที่เป็แม่ ลูกเปรียบเสมือนสมบัติล้ำค่าที่สุดแล้ว!]
ป้ากุ้ยอิงถอนหายใจออกมาเสียงยืดยาว
“ลูกสะใภ้ประเสริฐแบบนี้ ทำไมบ้านฉันถึงไม่มีบ้างนะ? นังเฒ่าโจวซื่อนั่นก็อีกคน วันๆสร้างแต่ปัญหาทำตัวไร้สาระ อุตส่าห์ได้ลูกสะใภ้ดีๆอย่างเธอ แต่ดันไม่เห็นค่าซะนี่! น่าเสียดายจริงๆ!”
ยิ่งคิดไปในทางนี้ สายตาการแสดงออกของป้ากุ้ยอิงที่มีต่อจางอวิ๋นม่าน ก็ยิ่งเปี่ยมล้นไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู คราวนี้เธอตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่า กลับถึงหมู่บ้านเมื่อไหร่ จะรีบคาบข่าวไปเล่าให้บรรดาเพื่อนๆที่เป็แม่บ้านในกลุ่มฟังกัน เธอจะพรรณนาถึงความดีเลิศประเสริฐศรีของจางอวิ๋นม่าน ในฐานะสุดยอดลูกสะใภ้ดีเด่น!
เื้ัปรากฏว่า หวงอิงที่กำลังเร่งฝีเท้าเดินสับตามเกวียนวัวลากมาติดๆ เมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้ของจางอวิ๋นม่านเข้า ก็ถึงกับแสยะยิ้มเยาะผ่านมุมปากด้วยความขบขัน เหตุเพราะคิดว่าตนเองอยู่ท้ายแถวเช่นนี้ย่อมไม่มีใครสังเกตเห็นเช่นกัน
‘หึ! ปากเก่งไปก่อนเถอะนังอวิ๋นม่าน! ฉันเองก็อยากจะรู้นักว่า ตอนไปถึงสถานีตำรวจแล้ว แกยังจะแสร้งทำตัวเรียบร้อยเป็กุลสตรีแบบนี้ได้อีกมั้ย! ยิ่งจังหวะที่ต้องเผชิญหน้ากับคุณแม่ คนตอแหลแบบแกจะแถต่อไปได้สักกี่น้ำ!’
ในใจของหวงอิงเต็มไปด้วยเสียงเย้ยหยันดูแคลน เธอแทบอดใจรอไม่ไหวแล้วเช่นกัน อยากจะเห็นภาพฉากตอนที่จางอวิ๋นม่านเปิดเผยธาตุแท้ของตัวเองต่อหน้าทุกคนเต็มทีแล้ว!