ย้อนอดีตกลับมารักเธอ

    ตอนที่11 ทดสอบรสชาติหมูปิ้ง

    “นอกซะจากว่า...ซื้อปลาในหมู่บ้าน” บาสแนะนำ มันเป็นไปไม่ได้ตั้งแต่แรกอยู่แล้วที่จะหาปลามาขายเองคนเดียว ทุกอย่างย่อมมีขีดจำกัดและวีธีการง่ายๆเลยคือซื้อปลาของคนอื่นซะ ปัญหานั้นก็จะหมดไปอีกทั้งยังมีเวลาพักผ่อนและทำปลามาจากบ้าน เมื่อถึงตลาดก็แค่ตั้งไฟย่างขายเท่านั้น
    “ซื้อปลากับคนในหมูบ้านงั้นเหรอ...อืมม์ มันจะดีเหรอลูก แล้วเราจะได้กำไรมั้ย” พ่อรุ้งดูกังวลไม่น้อย แกกลัวว่าจะได้เงินน้อยกว่าจับมาขายเอง ซึ่งก็ไม่ผิดที่จะคิดงั้น
    “นี่พ่อครับ พ่อบอกบาสเองไม่ใช่เหรอว่าปลาดุกโลละห้าสิบบาท! เราขายไม้ละสามสิบยังไงยังไงก็ได้กำไรอยู่แล้ว พ่อจะกังวลไปทำไม?” บาสไม่เข้าใจพ่อรุ้งเลย ถึงแม้การจับปลาเองจะได้กำไรกว่าก็เถอะแต่อย่างที่บอกไป ทุกอย่างย่อมมีขีดจำกัด เราขายของไม่จำเป็นต้องเลี้ยงของนั้นหรือหามาเอง มันก็เหมือนกับหมูปิ้ง จำเป็นด้วยหรือที่คนขายหมูปิ้งต้องเลี้ยงหมู? มันฟังดูไร้สาระชะมัด
    “อื้ม..นั่นสินะ บางทีพ่ออาจจะคิดมากไป” เมื่อคิดดูแล้วมันก็เป็นอย่างลูกชายว่า ใช่เราควรที่จะซื้อปลามาขายมันจะประหยัดเวลาและสิ่งต่างๆ จะง่ายขึ้น
    “แล้วพ่อมีคนในใจหรือยัง”“คนในใจเหรอ ก็แม่ของลูกไง ลูกจะถามทำไม?” พ่อรุ้งมองลูกชายแปลกๆ คิดว่าพ่อมีกิ๊กหรือไงกันฮะหรือจะหาเรื่องให้พ่อหัวแตก
    บาสต้องรีบห้ามก่อนที่พ่อรุ้งจะคิดไปไกล “บาสไม่ได้หมายความอย่างนั้น ที่บาสหมายถึงคือ คนที่พ่อจะซื้อปลาน่ะ มีคนในใจแล้วหรือยัง”
    “แล้วก็ไม่พูดให้หมดเปลือกตั้งแต่แรก ใครจะไปรู้ล่ะว่าคนในใจของลูกคือคนขายปลา” พ่อรุ้งถอนหายใจอย่างโล่งอก
    “แอ๊ะๆ ทำไมต้องถอนหายใจด้วย หรือว่าพ่อจะแอบ...”
    “ไอ้ลูกบ้า รีบเก็บของกลับบ้านได้แล้ว ถ้ายังพูดมากกว่านี้ล่ะก็ พ่อจะเอาเรื่องที่ลูกคุยกับหนูบีสไปบอกคนที่บ้าน!” พ่อรุ้งพูดจาขึงขัง
    “เข้าใจแล้วครับ” บาสลอบหัวเราะในใจ เพราะเขารู้ดีว่าพ่อรุ้งรักแม่หน่อยเพียงใด ถึงแม้แม่จะตายแต่แกก็ไม่แต่งงานใหม่ เป็นผู้ชายที่บาสทั้งเคารพและนับถือ
    เก็บของเสร็จก็ปาไปหกโมงเย็น บาสปาดเหงื่อบนหน้าผาก วันนี้เหนื่อยกว่าทุกวันเพราะต้องย่างปลาดุกด้วย ในระหว่างนั้นนึกไงไม่รู้เดินไปร้านขนมไทย
    พ่อรุ้งไม่ได้ห้าม ถึงแม้บาสจะมีอายุ 15 แต่สักวันคนเราก็ต้องโตเป็นผู้ใหญ่มีครอบครัว ปลูกสร้างบ้านใครบ้านมัน เมื่อถึงเวลานั้นพ่อรุ้งและแม่หน่อยคงหมดห่วงกับลูกชายคนเล็ก
    “อ้าวบาส ยังไม่กลับอีกเหรอ” พี่บีสทัก เธอยังขายขนมไทยกับแม่ และดูเหมือนว่าเหลืออีกไม่กี่กล่องก็จะหมดแล้ว หากเขามาช้ากว่านี้ก้าวเดียวคงไม่เจอเธอ
    “กำลังกลับ แต่...พอดีหิวขนมเลยแวะมาซื้อสักหน่อย ” เขาโกหก เพราะความจริงแล้วแค่ต้องการเห็นหน้าเธอเท่านั้น
    คุณป้าที่อยู่ข้างหลังรู้จักบาสดี เพราะเขามักจะมาซื้อขนมบ่อยๆ จึงไม่แปลกใจที่จะเห็นวันนี้อีก และเช่นเคยเขาคุยกับลูกสาว คุณป้าเห็นสายตาที่มองมา ก็พอเข้าใจได้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้มาเพราะอะไร
    “งั้นวันนี้เอาอะไรดี แต่..ก็เหลือไม่กี่อย่างแล้ว” พี่บีสอยากแนะนำขนมแต่มันเหลือไม่กี่กล่องเท่านั้น
    “ก็นะ ขนมร้านพี่มีแต่อร่อยๆนี่นาแปบเดียวก็ขายหมดแล้ว แล้วไหนจะมีพี่เป็นคนขายอีก รู้มั้ยว่าบาสชอบมากเลยแหละ...” ในมือจับกล่องขนมหวาน แต่ดวงตากำลังจับจ้องเธอ
    “ชอบ...? ชอบอะไรเหรอ” เธอม้วนอายอย่างเก้อเขิน สำหรับบีสนี่เป็นครั้งที่มีคนพูดต่อหน้า ปกติเมื่ออยู่โรงเรียนมักจะได้รับจดหมายฝากมาให้จากเพื่อนๆ เธอไม่ได้สนใจผู้ชายเหล่านั้นเลย สำหรับเธอแล้วพวกเขาเป็นแค่คนขี้ขลาด ถ้าหากชอบก็มาบอกต่อหน้าสิ ไม่ใช่ฝากจดหมายให้เพื่อนเอามาให้
    “ก็ชอบขนมและ...”“ชอบป้าใช่มั้ยจ้ะ” ก่อนที่เขาจะเกินเลยไปกว่านี้ป้าแจ่มก็เข้ามาขัดซะก่อน
    บีสหัวเราะ ใช่เเละเขาเองก็เช่นกัน “ใช่ครับป้า ผมชอบขนมป้ามากเลย เอาอันนี้สองกล่องนะครับ”“จ้าเดี๋ยวป้าจัดการให้เอง” ป้าแจ่มเข้ามาจัดการให้ ก่อนจะมองลูกสาวตัวดี
    บาสไม่เเปลกใจที่แกจะหวงลูกสาว ถึงยังไงบีสก็เป็นลูกสาวคนเดียวของบ้าน นั่นยิ่งเป็นอะไรที่ซับซ้อน ท่านคงไม่ยอมให้เธอมีแฟนแน่ และอนาคตที่จากมาเองก็เช่นกัน มันเป็นอย่างนั้น
    “ขอบคุณครับป้า” บาสโบกมือ “งั้นไว้เจอกันพรุ่งนี้นะพี่”“จ้า อย่าลืมหมูปิ้งของพี่นะ” “ไม่ลืมอยู่แล้ว แต่พี่ต้องกินให้หมดด้วยนะ” การสนทนาจบลงเพียงเท่านี้ ก็แน่ล่ะคุณป้าแจ่มกำลังมองอยู่นี่ จะให้คุยต่อก็ยังไงอยู่ อีกอย่างก็เกะกะลูกค้าคนอื่น บาสจำต้องถอยออกไป
    “นี่ลูกชอบเด็กคนนั้นเหรอ” เมื่อบาสไปแล้วก็หันไปถามลูกสาว
    บีสส่ายหน้า “เปล่าซะหน่อยแม่ เราเพิ่งรู้จักกันเท่านั้นเอง”
    “แต่ที่แม่เห็นลูกสนิทกับเขามากเลยนะ อย่างกับเคยรู้จักกันมาก่อน”
    “ก็เพิ่งรู้จักนี่แหละค่ะ บาสขายอึ่งแล้วหนูก็อยากกิน แม่เองก็รู้ไม่ใช่เหรอ” เธอปฏิเสธ แต่ในใจลึกๆกลับรู้สึกแปลกๆ ใช่เป็นอย่างที่แม่ว่า คำพูดทุกอย่างดูสนิทกันเกินไป มันแปลกที่คนเรารู้จักกันแค่สองวันจะสนิทกันขนาดนี้ เกิดอะไรขึ้นกันนะ?
    “แม่ไม่ได้ว่าอะไรหรอกนะ แต่...ลูกต้องเรียนให้จบก่อนที่จะมีแฟนรู้มั้ย” นี่คือความรู้สึกจริงของแม่แจ่ม คงไม่มีใครอยากเห็นลูกสาวท้องตอนเรียนหรอกจริงมั้ย“เข้าใจแล้วค่ะ” บีสให้คำมั่น....เมื่อกลับมาถึงบ้านก็เป็นเวลาหนึ่งทุ่มตรง แม่หน่อยเตรียมเตาปิ้งย่างที่บาสซื้อไว้ให้แล้ว ดูเหมือนแกอยากจะรู้รสหมูปิ้งเต็มแก่แล้ว “นี่บาส ทำไมวันนี้กลับมาซะดึกล่ะ” พี่เมย์ถาม วันนี้เธอสวมเสื้อคอกลมสีน้ำเงิน พร้อมด้วยกางเกงสีขาว “ก็ทำปลาด้วยไหนจะตั้งเตาก่อไฟ ย่างปลาก็เป็นอย่างที่เห็นนั่นแหละ ไม่ใช่ง่ายๆแบบขายอึ่ง” พูดไปแล้วก็เหนื่อยไม่น้อย นี่แหละคือความจริงของมนุษย์ ทำงานเพื่อแลกเงินแม้มันจะน้อยนิด แต่ทุกคนจำต้องดิ้นรนแม้แต่ตัวเขาที่ย้อนเวลากลับมาเองก็เช่นกัน“ดูยุ่งยากจังนะ แล้วมันจะคุ้มเหรอกับแรงที่เราเสียไป” พี่น้ำถาม เธอดูกังวลไม่น้อย
    “ไม่มีเงินใดที่เราไม่เสียแรงได้มา แม้แต่พนักงานออฟฟิศเองก็ตาม พวกเขาเองก็ต้องใช้สมองเพื่อทำงานไม่ให้หัวหน้าด่า”
    “คำพูดคมคาย” พี่เมย์ปรบมือให้ เธอรู้สึกว่าคำนี้มันลึ้กซึ้งเกินกว่าที่เด็กม. 3 จะคิดได้
    บาสรู้สึกภูมิใจไม่น้อย ถึงแม้เขาจะไม่เคยทำงานออฟฟิศแต่เคยอ่านผ่านอินเตอร์เน็ตมาบ้าง
    ทำงานออฟฟิศนั้นโก้หรู แต่งตัวดูดีไปไหนมาไหนคนต่างชื่นชมไม่น้อย แต่หารู้ไม่ว่าภายใต้ความดูดีนั้นแลกมาด้วยเงินเดือนน้อยนิด แถมยังเป็นที่ระบายอารมณ์ของหัวหน้างาน เงินเดือนมีไม่พอจะกินแต่ยังกระเเดะซื้อรถมาผ่อน นั่นเป็นเพราะอะไร? เขาเรียกว่าหน้าตาทางสังคมไงล่ะ สังคมเรามันก็เป็นแบบนี้ ถ้าใครไม่มีรถก็จะถูกมองเหยียดๆ ส่วนคนที่มีรถก็จะอยู่อีกระดับหนึ่ง ขับไปรับสาวโก้ๆ แต่กินมาม่าแทบทุกวัน ไม่มีตังค์เติมน้ำมันซื้อมาจอดไว้ให้ฝุ่นเกาะเล่น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น นี่คือสิ่งที่บาสเคยอ่านจากอินเตอร์เน็ต มันจะเป็นเรื่องจริงมั้ยไม่รู้ แต่ที่รู้คือ...มันก็เป็นความจริงอยู่ส่วนหนึ่งเพราะเขาเคยเห็นคนแบบนั้นแล้ว
    “นี่พี่น้ำ พรุ่งนี้กลับบ้านพร้อมพ่อมั้ย” พี่เมย์หันไปถามพี่น้ำ“ทำไมล่ะ? รถรับส่งก็มี” พี่น้ำทำหน้างงๆ
    “นั่นสิลูก รถรับส่งก็มี” แม่หน่อยเองก็แปลกใจไม่น้อย
    “ก็ดูแล้วงานย่างปลาน่ะเหนื่อยไม่ใช่เล่นเลย จะให้พ่อกับบาสย่างคนเดียวก็ยังไงอยู่ ถ้ายังไงเราไปช่วยหน่อยมั้ย เพราะถึงยังไงก็กลับบ้านทางเดียวกันอยู่แล้ว” พี่เมย์บอก
    “นั่นสินะ เอางั้นก็ได้” พี่น้ำเห็นด้วย
    “แต่ว่า...ลูกเลิกเรียนแล้วควรที่จะกลับบ้านมาทบทวนหนังสือนะ ถ้าไปช่วยพ่อย่างปลาล่ะก็...” แม่หน่อยกังวล เธอกลัวว่าลูกเหนื่อยกับโรงเรียนแล้วยังต้องมารับภาระของพ่อแม่อีก
    “ไม่เป็นไรหรอกค่ะแม่ เรียนไม่ได้เหนื่อยขนาดนั้นทั้งวันก็นั่งเรียนแต่ในห้อง และหนูกับพี่น้ำเองก็อยากช่วยพ่อแม่บ้าง จริงมั้ยพี่น้ำ” พี่เมย์บอก เธอไม่ได้เหนื่อยกับโรงเรียนเลย ออกจะสบายด้วยซ้ำ ส่วนใครที่บอกเรียนแล้วเหนื่อยออกมาทำงานสิจะได้รู้
    “จริงจ้ะแม่” พี่น้ำเห็นด้วย ปกติไม่ใช่สายลุย แต่เป็นเพราะความจนทำให้อยากช่วยที่บ้านแบ่งเบาภาระ
    “ถ้าอย่างนั้นแม่ก็ไม่ได้ว่าอะไร” แม่หน่อยอนุญาตแล้ว ทั้งสองลอบมองกันก่อนจะยิ้ม
    “แล้วนี่แม่กำลังทำอะไรอยู่เหรอ...?” พ่อรุ้งที่ยืนอยู่นานถาม เพราะเห็นว่าเตาก่อไฟแล้วแต่ทำไมถึงไม่มีใครเอาอะไรมาย่างสักที
    “ว้ายตายแล้ว ลืมไปได้ไงเนี่ยว่าจะย่างหมู ถ่านเกือบดับแล้วสิ” แม่หน่อยเสียดายถ่านที่กำลังมอดดับ
    “แม่ครับ ปล่อยๆ ไปบ้างก็ได้น่านี่แค่ถ่านเองนะ เราใส่เข้าไปสักสี่ห้าก้อนมันก็ติดแล้ว” แม่หน่อยค่อนข้างขี้งก เรื่องนี้บาสรู้ดีและถ่านนี่ก็ไม่ได้ซื้อมาแต่อย่างใด เพราะมันเป็นถ่านที่ที่บ้านทำเผาเอง
    “นั่นสินะ ดูเหมือนแม่จะกังวลเกินไป” แม่หน่อยเอามือทาบอกก่อนจะถอนหายใจ
    “เอาล่ะเดี๋ยวบาสจะเข้าไปเอากล่องใส่หมูปิ้งนะ” บาสบอกก่อนจะเข้าไปในครัว พ่อรุ้งช่วยแม่หน่อยใส่ถ่านใหม่
    “แล้วจะไปปิ้งหมูขายที่ไหนล่ะบาส อย่าบอกนะว่าตลาดตอนเย็น...” พี่เมย์ถาม “เปล่า” เขาส่ายหน้า “บาสจะปิ้งขายที่หน้าโรงเรียนดอนมด!”
    “อะไรนะ!” ทั้งสี่คนดูตกใจไม่น้อย“เดี๋ยวๆ ลูกบอกว่าลูกจะขายที่โรงเรียนดอนมดงั้นเหรอ?”“ใช่ครับ มีปัญหาอะไรเหรอ?”