หนิงเทียน ราชันจักรพรรดิ ฉบับรีไรท์ จบแล้ว

    เล่มที่ 2 บทที่51 นักโอสถ

    เพียงไม่นานนักเอี้ยเซียวได้เดินตรงมายังหนิงเทียน มันโค้งศีรษะก่อนจะกล่าวออก“คุณชายหนิงเทียน นี้คือสมบัติที่ท่านประมูลมา

    ทั้งหมด 32ชิ้นเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 150หยกนิลและคฤหาสน์ซื่อจิ้งอีก500หยกนิลรวมเป็นเงินทั้งสิ้น750หยกนิลทางเราหักออกจากบัญชีของคุณชายแล้ว และอีก7วันข้างหน้าทางเราจะนำ1แสนหยกนิลไปให้ท่านถึงคฤหาสน์ซื่อจิ้ง”

    เมื่อเอี้ยเซียวกล่าวจบมันได้มอบแหวนมิติสีทองคืนแก่หนิงเทียนและแจกจ่ายแหวนมิติสีขาวได้เสี่ยวซวงและจินเหล่าต้าคนละวง

    หลวนคุนได้เอ่ยต่อ “นี้คือคฤหาสน์ซื่อจิ้งของคุณชาย เพียงแค่หยดเลือดลงไปท่านก็เป็นเจ้าของมันอย่างสมบูรณ์แล้ว”

    จากนั้นหลวนคุนได้นำของตราประทับขนาดสองข้อนิ้วออกมาให้หนิงเทียนหยดโลหิตทำสัญญาพร้อมกล่าวต่อไปอีกว่า

    “ข้านั้นจะให้หยูหยูนำทางพวกท่านไปยังคฤหาสน์ซื่อจิ้ง”

    หนิงเทียนพยักหน้าพร้อมกล่าวตอบ “ขอบคุณผู้อาวุโส เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” จากนั้นพวกมันทั้งสี่ได้เดินทางออกจากสมาคมการค้าจ้าวสมุทร แค่เพียงก้าวเดียวที่ออกมานั้นมันปรากฎร่างของชายชราผมขาวยืนรออยู่ที่หน้าประตู

    “ท่านปู่” จินเหล่าต้าตะโกนเรียกเสียงดัง

    “ลำบากท่านแล้วผู้อาวุโสจิน”หนิงเทียนกล่าวด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม

    “เรื่องเล็กน้อย เมื่อเทียบกับโอสถเลือดกระเรียนที่สหายน้อยจะปรุงให้แก่เรา พวกเราจะกลับตระกูลจินกันเลยหรือไม่”จินเหยาจางกล่าวออกด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกอ่อนโยน

    “ยังไม่ใช่ตอนนี้ท่านปู่ พวกเราจะเดินทางไปยังคฤหาสน์ซื่อจิ้งกันก่อน”จินเหล่าต้าไม่ได้บอกเรื่องราวทั้งหมด มันต้องการเห็นดวงตาเบิกกว้างของปู่มันในยามที่ล่วงรู้ความจริงด้วยตัวเอง คงจะเป็นภาพที่ตลกไม่น้อย

    “ไปคฤหาสน์ซื่อจิ้ง!!!?? เจ้าเด็กน้อยเจ้าจะเล่นเรื่องใดก็ได้ แต่การแอบเข้าไปเล่นในคฤหาสน์ซื่อจิ้งนั้น เท่ากับวิ่งไปหาความตาย” จินเหยาจางกล่าวดุบุตรหลานของมันด้วยสีหน้าจริงจัง

    “ฮี่ฮี่ มันไม่สามารถทำอะไรพวกเราได้แม้แต่แผลเดียวหรอก จริงหรือไม่ หยูหยูที่รัก”จินเหล่าต้าหันไปกล่าวกับหยูหยูด้วยน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวมัน

    “ใครเป็นที่รักของท่าน”น้ำเสียงของหยูหยูเต็มไปด้วยความระอาใจ พร้อมกล่าวต่อ

    “ท่านจิน คุณชายหนิงเทียนเป็นผู้ประมูลคฤหาสน์ซื่อจิ้งได้ ฉะนั้นตราบใดที่คุณชายหนิงเทียนอนุญาต จะไม่มีอันตรายใดๆที่เกิดจากค่ายกล7ทิศ4ผนึกอย่างแน่นอน”

    “คฤหาสน์ซื่อจิ้ง? ประมูลได้? เป็นเจ้าของ? คุณชายหนิงเทียน?” เมื่อจินเหยาจางได้ยินคำกล่าวของหยูหยู ใบหน้าของมันซีดลง สองตาเบิกกว้างมันไม่สามารถปะติปะต่อคำกล่าวพวกนี้ให้เป็นประโยคที่เข้าใจได้เลย

    “ฮี่ๆๆ”จินเหล่าต้าหัวเราะออกอย่างสนุกสนานพร้อมกล่าวขึ้นว่า หยูหยูน้อยรีบนำทางเถอะ”

    จินเจียงหยานั้นใช้เวลาเกือบค่อนระยะทางเดินเพื่อที่จะทำความเข้าใจในเรื่องคฤหาสน์ซื่อจิ้ง แม้ระหว่างทางนั้นมันจะได้ถามหลานชายมันออกอยู่หลายเรื่องและได้ฟังถึงเรื่องราวทั้งหมดจากปากของจินเหล่าต้า

    แต่สิ่งที่มันได้ยินมานั้นยากที่จะเชื่อเกินไป มันพยามถามซ้ำอยู่อีกหลายรอบเพราะกลัวว่านี้จะเป็นเรื่องตลกที่หลานของมันแกล้งหยอกเล่น แต่ไม่ว่าจะถามออกสักกี่ครั้งมันก็ยังคงได้คำตอบเดิมออกมาเสมอ

    หยูหยูเดินนำกลุ่มของหนิงเทียนไปอีกราวๆหนึ่งชั่วยาม จนบัดนี้พวกมันทั้ง5มาถึงสะพานขนาดใหญ่ที่ทอดยาวลงไปกลางแม่น้ำฉางยี่ ถ้ามองดูจากลักษณะภายนอกนั้น มันคล้ายจะเป็นสะพานไม้เก่าๆที่ไม่มีคนใช้มานับร้อยปีๆแล้ว

    นางก้าวเดินขึ้นไปหยุดอยู่กลางสะพานไม้ที่ปรากฎเป็นช่องว่างขนาดสองข้อนิ้ว จากนั้นนางนำตราประทับที่ได้ทำสัญญาโลหิตกับหนิงเทียนไว้ก่อนแล้ว ผลักเข้าไปในช่องว่างนั้น

    เป็นที่น่าอัศจรรย์รอยต่อของช่องกับตราประทับนั้นเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์

    เพียงไม่นานนักน้ำทะเลเบื้องหน้าพวกมันค่อยๆลดระดับลงเผยให้เป็นถนนสายใหญ่ที่ทอดยาวออกไป

    หนิงเทียนเดินไปบนถนนสายใหญ่ มันรู้สึกเหมือนว่าบรรยากาศรอบๆพลันสว่างขึ้น ดวงตาของมันหรี่แคบลงเมื่อทะเลสาบและภูเขาเข้ามาอยู่ในทิศทางการมองเบื้องหน้าของมัน

    ในขณะที่จินเหล่าต้าและจินเจียงหยาที่เดินตามหลังมานั้น ดวงตาของพวกมัน2ปู่หลานแทบจะโผล่ออกมาจากเบ้าและปากของพวกมันก็เปิดกว้างด้วยความตกใจ

    เวลานี้ต่อให้สัตว์อสูรบินเข้าไปในปากของพวกมัน เกรงว่าพวกมันยังไม่สามารถหุบลงได้

    หยูหยูเห็นท่าทีเช่นนั้นนางหัวเราะเอามาเล็กน้อยก่อนจะอธิบาย “คฤหาสน์ซื่อจิ้งนั้นแม้มันจะได้ชื่อว่าเป็นคฤหาสน์ก็จริง

    แต่ภายในจากรัศมีสะพานที่พวกเราได้เดินข้ามมาจนถึงตัวคฤหาสน์จะประกอบไปด้วยเทือกเขาใหญ่และแอ่งทะเลสาบรายล้อมอยู่

    ท่านราชันจ้าวสมุทรได้ก่อสร้างคฤหาสน์ซื่อจิ้งขึ้นที่ตีนเขาที่ปกคลุมไปด้วยใบไม้นาๆพันธุ์ ที่มีรูปร่างคล้ายสัตว์ขนาดมหึมา” หยูหยูยังคงกล่าวย้ำแก่หนิงเทียน

    “คุณชายหนิง ในพื้นที่ข้างหน้านั้น ถ้าคุณชายคิดว่าพวกเราเป็นศัตรูเมื่อไร อาคม7ทิศ4ผนึกจะทำงานทันที และถึงเวลานั้นนอกจากตัวคุณชายแล้ว พวกเราทั้ง4จะตกตายในทันที”

    ถึงแม้ว่าพวกมันจะเป็นมิตรกันก็ตามที แต่จินเหล่าต้าก็ยังอดหัวรุกขึ้นมาไม่ได้เมื่อได้ยินหยูหยูอธิบายออก

    หลังจากที่หยูหยูอธิบายเสร็จแล้ว นางเดินเท้าต่อไปไม่นานนักปรากฎคฤหาสน์ขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางระหว่างเทือกเขาเขียวขจีและทะเลสาบมรกต ราวกับว่าทั้งสองนั้นเป็นบริวารที่โอบล้อมคฤหาสน์แห่งนี้ไว้

    ด้วยลักษณะของทิวทัศน์ตามธรรมชาติอันงดงามที่อยู่ขนาบข้างทำให้ผู้ที่ได้มองไปบังเกิดความสงบขึ้นมาภายในจิตใจอย่างบอกไม่ถูกและด้วยเหตุนี้มันจึงถูกเรียกว่า ความสงบไม่หลงลืม

    เพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้นที่พวกมันเหยียบลงบนพื้นหญ้าที่เขียวขจี พลังปราณบริสุทธิ์มากมายไหลเข้าสู่ร่างของพวกมันทั้ง5อย่างรวดเร็ว

    “นี้....นี้มัน!!!”จินเจียงหยาพึมพำออกมาด้วยความประหลาดใจ

    “ที่นี้ตั้งอยู่ภายใต้เส้นเลือดมังกรฟ้า ความบริสุทธิ์ของลมปราณจึงมากกว่าพื้นที่ภายนอกถึง10เท่า”หยูหยูกล่าวอธิบาย

    “แดนสุขาวดี” จินเหล่าต้าอธิบายภาพตรงหน้าของมันออกมาได้เพียง3คำเท่านั้นและแม้แต่เสียวซวงเองยังบังเกิดรอยยิ้มจางๆบนใบหน้าของนางเมื่อได้พบกับทัศนียภาพโดยรอบเช่นนี้

    แม้จะไม่เทียบเท่าแต่คฤหาสน์ซื่อจิ้งนั้นให้ความรู้ที่คุ้นเคยและคล้ายคลึงกับแดนภูตเร้นลับที่มันจากมาอยู่ถึง3ใน10ส่วน หนิงเทียนจึงอดกล่าวถามออกไม่ได้ “เหตุใดที่แห่งนี้ถึงมีราคาเพียง500หยกนิลเท่านั้น”

    “ในคร่าแรกที่หยูหยูมาถึงที่แห่งนี้ ได้เคยกล่าวคำถามแก่ผู้อาวุโสหลวนคุนเช่นที่คุณชายหนิงถามมา แต่หยูหยูก็ได้รับคำตอบเพียงแค่ คำว่าโชคชะตา เท่านั้นเจ้าค่ะ”

    “โชคชะตา? หมายถึงอะไร”จินเหล่าต้ารีบกล่าวถามด้วยความสงสัย

    หยูหยูได้แต่ส่ายหน้าไปมาอย่างเชื่องช้า “ในเรื่องนี้หยูหยูเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”นางยังคงกล่าวต่อ “คุณชายหนิงนับแต่นี้ไปท่านเป็นเจ้าของมันโดยสมบูรณ์แล้วผู้ใดจะออกหรือเข้าล้วนอยู่ภายใต้ห้วงความคิดของคุณชายเท่านั้น”

    เมื่อจบเรื่องแล้วจินเหล่าต้ารีบกล่าวออกทันที “พี่ชายหนิงคืนนี้ท่านจะกลับไปพักที่หมู่ตึกตระกูลจินหรือว่าจะพักภายในคฤหาสน์ซื่อจิ้งเลย”

    หนิงเทียนครุ่นคิดอยู่ชั่วครูก่อนจะกล่าวออกมา “คงจะไม่ดี ถ้าข้าออกมาโดยไม่ได้ลาเจ้าของบ้าน อีกทั้งพรุ่งนี้ยังมีเรื่องที่ต้องทำในหมู่ตึกตระกูลจินอยู่ ข้าคงต้องรบกวนตระกูลจินอีกสักวันแล้ว”กล่าวจบเช่นนั้นหนิงเทียนหันไปกำชับแก่หยูหยู

    “อย่าได้ลืม อีก7วัน ให้คนนำ1แสนหยกนิลมาให้ข้า” หยูหยูโค้งศีรษะรับคำก่อนที่จะแยกย้ายจากไป

    ....

    .......

    ภายในห้องโถงตระกูลจิน เมื่อจินเจียงหยาได้ฟังข้อความของบุตรชายมันผ่านหยกสื่อสาร ทำให้เวลานี้มันเดินงุ่นงานด้วยความกระวายใจอย่างนั่งไม่ติดอยู่ภายในห้อง

    เวลานี้มันได้แต่พึมพำกับตัวเองเท่านั้น “ท่านพ่อก็ไปรับแล้วจะต้องไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้นแน่”

    ไม่นานนักมันสัมผัสได้ถึงพลังปราณอ่อนๆในแดนวีรชน ทำให้มันระบายลมหายใจออกอย่างโล่งอก

    “ท่านพ่อพวกเรากลับมาแล้ว” เสียงของจินเหล่าต้าดังขึ้นก่อนที่ร่างของมันจะปรากฎถึงเสียอีก

    จินเจียงหยายิ้มออกด้วยใบหน้าที่อบอุ่น “ให้พ่อรอเสียตั้งนาน พ่อเป็นห่วงว่าจะเกิดเรื่องร้ายขึ้น และเป็นอย่างไรบ้าง ได้อะไรติดไม้ติดมือมาจากสมาคมการค้าจ้าวสมุทรหรือไม่?”

    จินเหล่าต้าเอ่ยตอบบิดาของมันด้วยท่าทีเป็นปกติ “พี่ชายหนิงได้มา สามสี่สิบชิ้นและท่านพ่อ”

    “เจ้านี่นะ ยังชอบพูดเล่นจนเป็นนิสัยไม่รู้ว่าเวลาไหนควรเล่นเวลาไหนควรจริง” จินเจียงหยากล่าวตำหนิและไม่ได้สนใจในคำตอบของบุตรชายมันอีก

    ขณะที่จินเหยาจางมองไปยังบุตรชาย มันไม่ยอมเล่าเรื่องที่เกิดในสมาคมการค้าจ้าวสมุทรออกมาเพราะกลัวว่าบุตรชายของมันที่เป็นถึงหัวหน้าตระกูลจินจะตกใจจนแข็งขาสั่นให้เป็นที่อับอายของคนในตระกูลเปล่าๆ

    มันจึงเว้นเรื่องคฤหาสน์ซื่อจิ้งไป และกล่าวเรื่องสำคัญออกทันที “สหายน้อย ข้าได้ยินจากเหล่าต้าบอกว่า ท่านสามารถปรุงโอสถเลือดกระเรียนได้”

    “ถูกต้องแม้มันจะยากไปเสียหน่อยในเวลานี้ แต่โอกาสำเร็จมันมากกว่า2ใน3ส่วน ดังนั้นข้าจึงต้องการสมุนไพรสำหรับมัน 2ชุดเพื่อป้องกันความผิดพลาดใดๆ”หนิงเทียนกล่าวออกด้วยใบหน้าที่นิ่งสงบ

    “น้องชายท่านทำมันได้จริงๆ” จินเจียงหยากล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นแต่สายตาที่มันมองมานั้นยังเกิดเค้ารางแห่งความสงสัยอยู่ไม่น้อย

    หนิงเทียนแย้มยิ้มออกมา มันไม่ได้โกรธอันใดถึงคำถามเช่นนี้ ตัวมันนั้นรู้ดี เรื่องที่เด็กอายุ16ปีเช่นมัน อยู่ในระดับเทพโอสถปฐพีจะเป็นเรื่องที่กล่าวออกไปคงไม่มีผู้ใดทั่วแดนสวรรค์เชื่อถือเป็นอันขาด

    และยิ่งถ้ามันบอกว่าอีกเพียงครึ่งก้าวเท่านั้นมันจะเข้าสู่เส้นทางปรุงโอสถระดับสวรรค์กลายเป็นจ้าวโอสถสวรรค์แล้วละก็ ผู้ที่ได้ยินได้ฟังเรื่องนี้คงจะต้องตกใจจนตายเป็นแน่

    ขนาดบิดารองที่เป็นผู้สั่งสอนมันยังคงประหลาดใจจนถึงทุกวันนี้ หนิงเทียนใช้เวลาเพียง1ปีครึ่งเท่านั้นในการก้าวข้ามระดับเซียนโอสถปฐพีมาสู่ระดับเทพโอสถปฐพี

    คิดได้เช่นนั้นมันจึงกล่าวออกด้วยเสียงเป็นปกติ “แน่นอนข้าไม่จำเป็นต้องโกหกท่านแต่เนื่องจากข้าไม่สามารถใช้พลังลมปราณออกจากร่างได้แม้แต่น้อย

    ข้าจึงต้องการแกนแท้ของอสูรธาตุอัคคีในการจุดไฟหลอมโอสถขึ้นมา จำเป็นต้องใช้แกนอสูรขั้น3 2ก้อนหรือจะเป็นของแกนอสูรขั้นที่2 ก็ได้แต่ตามที่ท่านจะสะดวกในการจัดหาแต่ถ้าเป็นอสูรขั้นที่2ละก็ข้าต้องใช้มันถึง200ก้อน ”

    “สหายน้อยการใช้ไฟจากแกนแท้อสูร จะต้องเป็นผู้ที่บรรลุ10ขั้นโลกไปแล้วเท่านั้นถึงจะสามารถทำมันได้” จินเหยาจางอุทานด้วยสายตาเบิกกว้าง

    จินเหล่าต้าเองคร้านที่จะตกใจในเรื่องราวของหนิงเทียนอีกต่อไปแล้ว เพียงแค่ไม่ถึง3วัน ดวงตาของมันถล่นออกมาจากเบ้านับสิบครั้งได้แล้ว

    มันระบายลมหายใจออกเมื่อมองไปยังพ่อและปู่ของมันที่กำลังจะมีอาการคล้ายกับมัน จากนั้นมันจึงกล่าวออกด้วยน้ำเสียงเป็นปกติ “พี่ชายหนิง พรุ่งนี้ท่านจะเริ่มปรุงโอสถเลือดกระเรียนเลยหรือไม่”

    หนิงเทียนพยักหน้าอย่างเชื่องช้าแทนคำตอบตกลง

    “สหายน้อย ท่านต้องการให้ข้าเตรียมวัตถุดิบอะไรบ้าง” จินเหยาจางกล่าวด้วยความรู้สึกมีหวังและตื่นเต้นเป็นที่สุด

    แต่สำหรับจินเจียงหยานั้น มันรู้สึกเชื่อเพียง6ใน10ส่วนเท่านั้น การที่เด็กอายุไม่เกิน20ปีเป็นถึงระดับจ้าวโอสถปฐพีนั้นแน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

    การที่จะใช้แกนอสูรในการควบคุมเปลวไฟแทนลมปราณนั้น เด็กคนนี้อาจจะมีทักษะหรือวิชาที่สืบทอดกันมา โดยไม่จำเป็นต้องบรรลุ10ขั้นโลกก็ได้

    และถึงแม้เด็กนี้จะมีความสามารถสูงส่งและลึกลับ แต่นั้นเป็นเพียงการได้ยินจากปากผู้อื่นเท่านั้น

    เรื่องในจวนผู้พิทักษ์ฟ้าเอง มันก็ไม่ได้เห็นกับตาแต่อย่างใด กระทั่งเรื่องราวในสมาคมการค้าจ้าวสมุทร มันเองก็ไม่ได้รู้เรื่องใดเลยแม้แต่น้อย

    แต่ถึงอย่างไร มันก็ไม่ได้กล่าวคำพูดอะไรออกเพียงเพราะแค่ความรู้สึกที่หนิงเทียนต้องการช่วยเหลือนั้น ก็สามารถรับไว้ด้วยใจแล้ว

    “ไม่ต้องห่วงผู้อาวุโสจิน ท่านสามารถใช้สมุนไพรที่ท่านจินเคยปรุงอยู่ก่อนหน้าได้เลย ในเส้นทางการสรรสร้างออกมาเป็นโอสถเลือดกระเรียนนั้นมีทั้งหมด 48วิธี ข้าสามารถใช้มันออกได้ทุกวิธี ไม่มีข้อจำกัดในตัวสมุนไพร”

    ได้ยินเช่นนั้น จินเจียงหยากล่าวออกด้วยน้ำเสียตะกุกตะกัก“น้องงชาย..ท่าน..ท่านบรรลุหลักหลอมรวมสมุนไพร เป็นเป็นไปไม่ได้ มีแต่เทพโอสถปฐพีขึ้นไปเท่านั้นที่สามารถหลอมรวมเส้นทางสรรสร้างโอสถได้”

    ด้วยตัวตนของเทพโอสถปฐพีนั้นมันมีความสำคัญมากกว่า ผู้ฝึกตนในชนชั้นราชันทรราชด้วยซ้ำไป

    มันจึงเป็นคำกล่าวที่พูดกันในอาณาจักรฟ้าสวรรค์ว่า ‘ตราบใดที่ไร้เทพโอสถก็เลิกฝันที่จะก้าวข้ามดินแดนราชันทรราช’ และด้วยเหตุนี้เองจินเจียงหยา ยากที่จะสามารถทำใจให้เชื่อได้

    หนิงเทียนยิ้มออก “ข้านั้นไม่มีความคิดที่จะหลอกลวงตระกูลจินเลยแม้แต่น้อย ท่านจินอย่าได้กังวลใจไป ถ้าข้าสร้างมันได้ให้คิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญเท่านั้น แต่ถ้าข้าทำไม่ได้ ข้าจะจ่ายค่าสมุนไพรที่เสียไปให้เอง”

    “ไม่ใช่เช่นนั้นน้องชาย เจ้าอย่าได้เข้าใจข้าผิด ข้าเพียงคิดว่ามันเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดที่สุดตั้งแต่ข้าเกิดมาก็เท่านั้น และถึงอย่างไรท่านเองก็เป็นผู้มีพระบุญของเหล่าต้า

    ข้าไม่กล้าให้ท่านต้องจ่ายค่าสมุนไพรเด็ดขาด เอาเช่นนั้นถ้าท่านหลอมโอสถเลือดกระเรียนได้ ตระกูลจินของเราจะยอมทำทุกอย่างที่ท่านร้องขอ

    แค่มันไม่เป็นเพียงเรื่องที่ผิดศีลธรรมเท่านั้น ไม่ว่าจะบุกน้ำลุยไฟพวกเราพร้อม

    แต่ถ้าท่านไม่สามารถปรุงมันได้ ก็ขอให้ท่านอย่าได้โทษตัวเองเลย ข้าจินเจียงหยานั้นขอรับน้ำใจของน้องชายด้วยความยินดี”

    ได้ยินเช่นนั้นจินเหยาจางและจินเหล่าต้ามองไปยังผู้ที่เป็นพ่อและบุตรชายของพวกมันพร้อมทั้งระบายลมหายใจออกมาพร้อมกัน ภายในใจของพวกมันทั้งคู่คิดในเรื่องเดียวกันว่า

    ผิดที่ตัวมันเองที่ไม่ได้เล่าเรื่องราวของหนิงเทียนโดยละเอียด

    เมื่อคิดออกเช่นนั้นจินเหล่าต้ารีบกล่าวออกมา “ท่านพ่อถ้าเช่นนั้นข้าจะไปจัดเตรียมของที่พี่ชายหนิงเทียนต้องการโดยเร็ว”

    แทบจะพร้อมกับจินเหล่าต้าที่พูด ในเวลาเดียวกันจินเหยาจางรีบเอ่ยออก “เจียงหยา สหายน้อยเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ให้เขาได้ไปพักเถอะ” กล่าวจบมันตะโกนสั่งให้คนรับใช้พาหนิงเทียนและเสี่ยวซวงไปพัก

    เมื่อทั้งคู่เดินจากไป ใบหน้าของจินเจียงหยาเกิดอาการประหลาดใจในท่าทีของทั้งสองมันรีบกล่าวออกมา “ท่านพ่อหรือว่าข้าพูดอะไรผิด มีคำพูดใดที่ไม่ได้ให้เกียรติน้องชายหนิงเทียนหรือไม่”….

     

    ภายในห้องพักของหนิงเทียน มันยังคงทำเหมือนเช่นทุกๆวัน หินลมปราณระดับสูงนับสิบก้อนเรียงรายอยู่ที่ด้านหน้าของมัน แต่ครั้งนี้มันไม่ได้วิตกเหมือนครั้งก่อนๆอีกต่อไป

    เนื่องจากภายในคฤหาสน์ซื่อจิ้งนั้น เพียงพอที่จะทำให้มันเติมเต็มดวงตะวันทั้ง8ในร่างก่อนที่งานประลองเลือกคู่ของตระกูลมู่จะเริ่มขึ้น

    ‘เมื่อข้าได้พลังกลับคืนมาสิ่งที่ต้องคิดเป็นเรื่องต่อไปคือพลังธาตุที่ต้องชักนำเข้าสู่ร่าง’ด้วยพื้นฐานทักษะวิชาที่มันได้ฝึกฝนมานั้น

    ภายในร่างของมันสามารถใช้ออกได้ถึง3ธาตุแล้วเวลานี้คือไฟ น้ำแข็งและความมืด ไฟที่ใช้ในการจู่โจม น้ำแข็งที่ใช้ในการป้องกัน และความมืดที่ใช้ในการกลืนกิน

    ข้าคงต้องเลือกระหว่างธาตุลมที่ส่งเสริมทักษะท่าร่างหรือธาตุน้ำที่ช่วยในการฟื้นฟูทักษะกายา’ หนิงเทียนค่อยๆครุ่นคิดอย่างช้าๆพร้อมกับปิดตาดูดซับพลังงานของหินลมปราณต่อไป

    เช้าวันรุ่งขึ้น หนิงเทียนยังคงทำทุกอย่างเหมือนเช่นปกติ มันเดินออกมาจากห้องอย่างเชื่องช้าและคงมีเสี่ยวซวงที่เดินตามหลังอยู่ไม่ห่าง

    ไม่นานนักมันเดินเข้าไปภายในห้องโถงใหญ่ตระกูลจิน ที่เวลานี้จินเจียงหยาและจินเหยาจางกำลังนั่งรอมันอยู่ก่อนแล้ว

    “สหายน้อยเจ้ามาแล้ว”จินเจียงหยามองไปยังหนิงเทียนด้วยสายตาเป็นประกาย

    “น้องชายหนิง ข้าต้องขอโทษแทนฮูหยินข้าด้วย เนื่องจากเวลานี้นางถือกลับศีลอยู่ที่วัดหว่านอันเหอในแดนเทวะ ไม่เช่นนั้นนางจะต้องออกมาขอบคุณน้ำใจของน้องชายด้วยตัวเองเป็นแน่” จินเจียงหยากล่าวออกด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก

    หนิงเทียนพยักหน้าพร้อมกล่าวออกด้วยรอยยิ้ม“ท่านจินอย่าได้คิดเรื่องเล็กน้อยเช่นนั้น ข้าเองก็มีเรื่องที่ต้องให้ท่านจินช่วยเช่นกัน”

    “ขอแค่น้องชายกล่าวออกมาเท่านั้น”จินเจียงหยาตบปากรับคำในทันที

    ..

    ผ่านไปสักพัก จินเหล่าต้าวิ่งเข้ามาในห้อง ด้วยท่าทีเหนื่อยล้าบนใบหน้า มันหอบหายใจเข้าลึกพร้อมกล่าวออก “ทุกอย่างพร้อมแล้ว”

    จินเหล่าต้านั้นใช้เวลาทั้งคืนในการตามหาแกนอสูรขั้น3และแกนอสูรขั้น2 แม้ตระกูลจินจะมีความมั่งคั่งเป็นอย่างมากแต่พวกมันก็ไม่ได้มีแกนอสูรมากมายขนาดนั้นเก็บไว้ภายในคลังสมบัติ

    หนิงเทียนมองไปยังจินเหล่าต้าพร้อมกล่าวออก “นำของที่ข้าสั่งมาหรือไม่”

    “พี่ชายหนิง ท่านต้องการสิ่งใด มันต้องได้สิ่งนั้นแน่นอน ข้านั้นตามหามันยากยิ่งกว่าแกนแท้อสูรอัคคีนับร้อยชิ้นเสียอีก”จากนั้นจินเหล่าต้าวางกระสอบขนาดเท่าตัวคนที่ภายในอัดแน่นไปด้วยหิมะสามฤดูลงกับพื้น

    “พี่ชายหนิงท่านจะเริ่มมันเลยหรือไม่?”จินเหล่าต้ามองไปด้วยสายตาเป็นประกาย ถ้าการปรุงโอสถครั้งนี้ผ่านไปด้วยดี มารดาของมันจะมีอายุที่ยืนยาวมากขึ้นนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดีกว่าสิ่งใดในโลกนี้แล้ว

    “ข้าต้องการรอคนผู้หนึ่ง” ยังไม่ทันสิ้นเสียงของหนิงเทียนดีนัก

    จู่ๆเสียงกระทบกันของห่วงคล้องประตูใหญ่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ขาดช่วง

    “มีแขกมาเยือน!!??”จินเจียงหยารีบกล่าวออกแก่คนรับใช้ที่ยืนอยู่หน้าประตู “รีบไปดู ผู้ใดมาเยือนตระกูลจิน”

    เพียงไม่นาน คนรับใช้รีบวิ่งเข้ามาพร้อมกล่าวรายงาน “นายท่าน ผู้ที่มาเป็นขอทาน มันอ้างว่าเป็นสหายเก่าของนายผู้เฒ่า นามว่า *จั่วเหลา ขอรับ”

    *จั่วเหลา ผู้เฒ่าแซ่จั่ว

    จินเหยาจางกล่าวออกด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ“หืมม์ จั่วเหลา หรือว่าจะเป็นพยัคฆ์แดง จั่วจิงหนาน เร็ว!!รีบไปเชิญเข้ามา”

    “ท่านพ่อพยัคฆ์แดงหรือว่าจะเป็นอดีตผู้นำกลุ่มสามอสูร จั่วจิงหนานที่เข่นฆ่าผู้คนราวผักปลา?”จินเจียงหยารีบกล่าวถามบิดาของมัน

    “ถูกต้อง ฉายาพยัคฆ์แดงของมันนั้นได้มาจากร่างกายที่ชุ่มไปด้วยโลหิต แต่เจ้าไม่ต้องห่วงทั้งมันและพ่อต่างนับถือกันจนเรียกพี่เรียกน้องกันได้อย่างสนิทปาก”

    “ท่านปู่หรือว่าท่านจะเป็น1ใน3อสูรที่ว่านั้น”จินเหล่าต้ารีบกล่าวถามด้วยความสงสัย

    “ฮ่าๆๆ เจ้าคาดได้ดูต้อง ฉายาอินทรีขาวของปู่ก็มาจากตอนที่ยังอยู่ในกลุ่มสามอสูร”จินเหยาจางกล่าวด้วยสีหน้าแย้มยิ้มเมื่อหวนคิดถึงอดีต

    ไม่นานนักชายชราที่มีลักษณะคล้ายขอทานได้เดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า มันเป็นชายชราคนเดียวกับที่หนิงเทียนและจินเหล่าต้าได้พบในสมาคมการค้าจ้าวสมุทร

    ด้านข้างของมันปรากฎเด็กชายอายุไม่น่าจะเกิน5ปี เดินตามมาด้วยสียิ้มแย้ม

    “หืมม์ตาแก่นั้นมีฉายาที่เกรี้ยวกราดเช่นนี้แตกต่างจากภายนอกน่าดู?”หนิงเทียนมองไปยังชายชราด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก

    จากนั้นมันเปลี่ยนสายตาไปมองที่เด็กหนุ่มที่มากับมัน “เด็กคนนี้สินะที่ป่วยเป็นโรคเลือดผสมปราณ”

    “พี่จิงหนาน ไม่เจอกันนาน ท่านนั้นเปลี่ยนไปจากก่อนมากจนข้าเกือบจะจำ พยัคฆ์แดงไม่ได้เลยจริงๆ”จินเหยาจางกล่าวออกพร้อมรอยยิ้ม

    “น้องเหยาจาง ข้านั้นละทิ้งชื่อแซ่นั้นไปหมดแล้ว ตอนนี้ข้าเป็นเพียงขอทานธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นและที่มาเยือนตระกูลจินในวันนี้เพียงเพราะมาตามคำบอกของสหายตัวน้อยที่ยืนๆข้างเจ้าเท่านั้น”จั่วจิงหนานกล่าวออกด้วยสีหน้าเป็นปกติในขณะที่มือของมันยังจูงมือเด็กชายตัวน้อยอยู่ตลอด

    “ข้าจะไม่ถามอะไรเพราะท่านเองคงมีเหตุผลของท่าน แต่ถ้าพี่จิงหนานต้องการความช่วยเหลือจากน้องชายคนนี้ละก็ขอให้ท่านได้เอ่ยออกมา

    ข้าพร้อมที่จะช่วยเหลือทุกเมื่อ” จินเหยาจางกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น บุคคลที่ทำให้จินเหยาจางยอมรับนั้นมีน้อยเสียยิ่งน้อยซะอีก

    หนิงเทียนจับจ้องไปยังจั่วจิงหนานราวกับว่ากำลังมองลึกให้ถึงก้นบึ้งของจิตใจก่อนจะกล่าวออก “ข้าสามารถปรุงมันออกมาได้ แต่โอสถเลือดกระเรียนมันเป็นถึงโอสถระดับปฐพี แน่นอนว่าเจ้าต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนให้กับข้า”

    จินเจียงหยาได้ยินดังนี้ มันจึงรีบกล่าวออกเป็นคนแรก “แน่นอน พวกเราต้องตอบแทน น้องชายเจ้าต้องการสิ่งใดขอเพียงแค่บอกมา”

    หนิงเทียนพยักช้าๆให้แก่จินเจียงเหยาพร้อมกับหันหน้าไปยังทิศทางของจั่วจิงหนานและกล่าวออกด้วยน้ำเสียงปกติ “แล้วเจ้า?”

    เมื่อมันได้ยินถึงโอสถเลือดกระเรียนภายในใจของจั่วจิงหนานตื่นเต้นจนแทบคลั่ง มันเริ่มพินิจถึงองค์ประกอบโดยรอบก่อนจะกล่าวออก “สหายตัวน้อย ถ้าเจ้าสามารถปรุงมันได้จริงๆ ข้าจะขอซื้อมันด้วยราคา15หยกนิล”

    “ฮาฮาๆ ไม่เลวเป็นขอทานที่ร่ำรวยจริงๆแต่สำหรับข้าหยกนิลนั้นไม่ใช่เรื่องที่น่าสนใจ”หนิงเทียนหัวเราะก่อนจะกล่าวปฎิเสธ

    จั่วจิงหนานหรี่ตาแคบพร้อมกล่าวอย่างระวังตัว “เจ้าต้องการสิ่งใดแลกเปลี่ยนกับโอสถเลือดกระเรียน?”

    หนิงเทียนยิ้มและกล่าว“ข้านั้นไม่ใช่คนใจดำอันใดที่จะเห็นเด็กน้อยใกล้ตายแล้วไม่ช่วย”

    ได้ยินเช่นนั้นหัวใจของมันเต้นระส่ำอย่างบ้าคลั่ง มันพยามเก็บความรู้สึกด้วยอย่างยากลำบาก มันไม่ต้องการที่จะแสดงออกทางสีหน้าให้ผู้อื่นเห็นก่อนจะกล่าวออก

    “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นเด็กคนนี้?” โรคเลือดผสมปราณนั้นมันไม่ใช่โรคที่เพียงแต่มองแล้วจะบอกได้ว่าผู้ใดป่วยเป็นอย่างน้อยที่สุดมันต้องใช้สัมผัสในการตรวจหา

    แต่สำหรับหนิงเทียนแล้วมันอาศัยกลิ่นไอของสมุนไพรที่ติดตัวเด็กน้อยผู้นี้เท่านั้น

    “ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด ข้านั้นเป็นแพทย์ ถ้าไม่รู้อาการของผู้ป่วยนั้นถึงเรียกว่าเรื่องแปลก”หนิงเทียนกล่าวด้วยสีหน้าสบายๆ มันยังคงกล่าวต่อ

    “ตระกูลจินกับตัวข้านั้นนับว่ามีบุญคุณกันอยู่บ้าง ข้าจึงต้องการให้ ตระกูลจินทำงานให้ข้าสองเรื่อง

    ในเรื่องแรกข้าต้องการให้ตระกูลจินเป็นผู้ออกหน้าในการกว้านซื้อทาสทั้งหมดมาให้ข้า พวกเจ้าไม่ต้องห่วง ค่าใช้จ่ายทั้งหมดข้าจะเป็นผู้ออกเอง ส่วนเรื่องที่สองข้าจะบอกแก่เจ้าเมื่อทำงานเรื่องแรกสำเร็จ”

    กล่าวจบตรงนี้หนิงเทียนเปลี่ยนสายตามองไปยังจั่วจิงหนาน “เจ้าชื่อ จั่วจิงหนานสินะ ข้ากับเจ้าไม่เคยมีบุญคุณความแค้นใดต่อกัน การที่จะให้เจ้าทำงานสักเรื่องสองเรื่องเห็นทีจะไม่พอ

    แต่ว่าข้ากำลังจะสร้างตระกูลขึ้นมา และ แน่นอนข้าต้องสร้างกองกำลังของตัวเอง ถ้าเจ้ายินยอมที่จะเป็นผู้ฝึกสอนทหารของตระกูลซือหม่าแล้วละก็นับว่าโอสถเลือดกระเรียนนั้นเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ

    ข้ายังจะมอบเงินเดือนให้แก่เจ้า และถ้าเจ้ายินยอมเป็นคนของตระกูลซือหม่า ทั้งเจ้าและเด็กคนนี่ไม่จำเป็นตัวกลัวหรือซ่อนตัวจากศัตรูของอีกต่อไป ข้านั้นมีพลังมากพอที่จะปกป้องทุกคนในตระกูลของข้าได้”

    แม้หนิงเทียนจะกล่าวออกด้วยน้ำเสียงอันเป็นปกติแต่สำหรับผู้ที่ได้ฟังนั้น มันกลับสร้างความเชื่อถือในตัวหนิงเทียนได้อย่างประหลาดใจ

    เมื่อหนิงเทียนกล่าวจบ เสียงของจินเหล่าต้าตอบกลับโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด “ตกลง ข้าตกลง”

    “ต่อไปตาเจ้าแล้ว”หนิงเทียนกล่าวออกอีกครั้ง

    “ระยะเวลา? ข้าต้องเป็นครูฝึกให้ทหารของเจ้านานเพียงใด” จั่วจิงหนานกล่าวถามอย่างระวังตัว

    หนิงเทียนยกยิ้มและกล่าวออก“1ปีก็เพียงพอแล้ว”

    มันครุ่นคิดอยู่ไม่นานนัก ก่อนจะตอบรับหนักแน่น“ตกลง ถ้าเจ้าสามารถช่วยบุตรชายข้าได้ ข้าจะยอมเป็นข้ารับใช้ของเจ้าหนึ่งปี ไม่มีบิดพลิ้ว”

    หนิงเทียนพยักหน้าพร้อมกล่าวออก “ดีเมื่อพวกเจ้าตกลง ข้าจะเริ่มปรุงยา จำเอาไว้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอย่าได้ส่งเสียงรบกวนข้าเด็ดขาด” หนิงเทียนกล่าวออกพร้อมสะบัดมือ

    ปรากฎเตาโอสถสีเขียวอ่อนประดับประดาไปด้วยลวดลายอสรพิษนับสิบตัว ถ้าเพียงมองในครั้งแรกนั้น มันดูคล้ายกับว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่กำลังเลื้อยคลานอยู่รอบเตาโอสถ

    จากนั้นหนิงเทียนหยิบแกนของสัตว์อสูรธาตุไฟนับร้อยชิ้นโปรยลงไปเตาปรุงยา ก่อนที่เปลวไฟสีแดงฉาน จะโหมกระหน่ำขึ้นมา หนิงเทียนใช้มือขวา วาดลงอย่างอ่อนช้อยและมือซ้ายสะบัดขึ้นลงอย่าแข็งกร้าว

    มันบังคับให้เปลวไฟที่โหมกระหน่ำถูกจำกัดบริเวณให้อยู่ภายในเตาปรุงยาเท่านั้น

    ในขั้นตอนนี้ จินเจียงหยามองไปด้วยปากที่อ้ากว้าง ในคร่าแรกที่มันเห็นหนิงเทียนโยนแกนอสูรนับน้อยชิ้นลงไปในเตาปรุงยานั้น หัวใจของมันแทบหล่นลงไปอยู่กับพื้นเบื้องล่าง

    เพียงเพราะถ้าหนิงเทียนไม่สามารถควบคุมเปลวไฟได้แล้วละก็ มันจะระเบิดออกให้ตระกูลจินกลายเป็นทะเลเพลิงในทันที

    หนิงเทียนใช้เวลาอยู่ราวๆ2เค่อในการปรับสมดุลเปลวไฟที่เกิดจากแกนของอสูรต่างชนิดกันให้ผสานผสานเข้ากันจนลงตัว จากนั้นมันจึงกล่าวออก

    “เสี่ยวซวง ใส่หิมะสามฤดูลงไป” เมื่อใส่หิมะสามฤดูลงไปนั้นมันช่วยเจือจางความร้อนของไฟในเตาโอสถลงเล็กน้อยจากนั้นหนิงเทียน นำ หลินจือดำ เห็ดโลกันต์ ขนนกกระเรียน และใบละลายแดด โยนลงไปพร้อมกัน

    จากมุมมองของคนภายนอกนั้นดูคล้ายว่าหนิงเทียนจะโยนวัตถุดิบลงอย่างมั่วๆ

    เวลานี้อุณหภูมิภายในเตาปรุงโอสถนั้นทวีมากขึ้น มันร้อนแรงเกินกว่าการจุดไฟด้วยลมปราณของผู้ฝึกตัวในแดนวีรชนด้วยซ้ำ ถ้าเปลวเพลิงนั้นทะลักออกจากการควบคุมของหนิงเทียนแล้วละก็ ไม่พ้นว่าหมู่ตึกตระกูลจิน คงหายกลายเป็นขี้เถา

    ทั้ง4มองไปยังภาพข้างหน้าด้วยสายตาที่เหลือเชื่อ "นั้นๆ เขาใช้หิมะสามฤดูแทนน้ำทิพย์เพื่อเจือจางความเป็นพิษของสมุนไพรลง

    ไม่น่าเชื่อ!!สมุนไพรระดับโลกที่5 สามารถเจือจางวัตถุดิบพิษระดับโลกที่9ได้" จินเจียงหยาเรียกสติกลับมาพร้อมกล่าวด้วยความประหลาดใจ

    จั่วจิงหนานเองก็ไม่แพ้กันดวงตาของมันค้างกว้าง มันนั้นติดอยู่ในขั้นตอนการเจืองจางพิษมานับสิบๆครั้ง

    ถึงขนาดที่มันต้องเดินทางไปสมาคมการค้าจ้าวสมุทรเพื่อหาน้ำทิพย์มาเจื่อจางพิษ แต่ภาพตรงหน้าที่มันเห็นในเหนือภูมิความรู้ของมันไปมากเกินบรรยายออกได้

    เวลาผ่านไปอีก1เค่อ หนิงเทียนปาดเหงื่อเม็ดใหญ่ที่เกาะอยู่บนหน้าผากมันด้วยใบหน้าอ่อนล้า

    “มาถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว” จินเจียงหยาอุทานออกมาทันที

    ในขั้นสุดท้ายของการปรุงโอสถคือการควบรวมก่อร่าง ผู้ปรุงโอสถจะต้องใช้ลมปราณในการปั่นแต่งรูปร่างไม่ให้เม็ดยาสูญเสียสรรพคุณและความเข้มข้นของมัน

    สำหรับโอสถนั้น ความเข้มข้นของมันจะมีมากกี่ส่วน ขึ้นอยู่กับขั้นตอนการควบแน่นก่อร่าง

    ในยามปกตินั้นหนิงเทียนสามารถหลับตาควบแน่นมันได้อย่างง่ายดาย แต่ในยามที่ปราศจากลมปราณแล้ว มันจึงเหลือเพียงวิธีเดียวคือการใช้สองมือของมันสรรสร้างออกมาและที่สำคัญ

    ความเข้มข้นที่ได้นั้นต้องมีมากกว่า7ใน10ส่วนขึ้นไป โอสถเลือดกระเรียนจึงจะสามารถแยกเส้นเลือดและเส้นปราณออกจากกันได้

    หนิงเทียนสูดหายใจเข้าลึก ไม่บ่อยครั้งนักที่หนิงเทียนจะแสดงสีหน้าเคร่งเครียดออกมา จากนั้นมันใช้สองมือของมันที่ปราศจากการปกป้องด้วยลมปราณควบแน่นโอสถที่กำลังร้อนระอุ

    หนิงเทียนกัดฟันแน่น มันทนความเจ็บปวดจากความร้อนที่เม็ดยาส่งผ่านไปยังมือของมันด้วยความยากลำบาก

    เมื่อภาพเช่นนี้ปรากฏต่อสายตา มันสร้างความซาบซึ้งตื้นตันแก่บุคคลทั้งสามของตระกูลจินและจั่วจิงหนาน อย่างมาก พวกมันนับว่ารู้จักกันได้เพียง2-3วันเท่านั้น จะกล่าวว่ารู้จักเพียงผิวเผินก็ไม่ผิดอันใดนัก

    ส่วนของจั่วจิงหนานมันไม่อาจจะใช้คำว่ารู้จักได้ด้วยซ้ำไป

    เวลาผ่านไปไม่นานสมุนไพรที่เดิมเป็นเพียงของเหลวไร้รูปร่างกลับควบแน่นกลายเป็นเม็ดยาสีแดงโลหิต หนิงเทียนระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก

    “โชคดีจริงๆ มันมีความเข้มข้น8ใน10ส่วน แต่น่าเสียดายในขั้นตอนสุดท้ายข้าทำมันพลาดไป1เม็ด” หนิงเทียนกล่าวออกพร้อมคลายมือ เผยให้เห็น โอสถปฐพีเลือดกระเรียน สองเม็ดบนฝ่ามือของมัน

    “โชคดี? เจ้าเด็กนี้บอกว่าโชคดี” จินเหยาจางอุทานออกพร้อมทั้งถอยหลังล้มลงไปนั่งกับพำนักเก้าอี้ ด้วยดวงตาที่เลื่อนลอยไร้สติ

    จั่วจิงหนานกล่าวออกอย่างไม่เต็มเสียงนัก “เจ้า....เจ้าอายุเท่าใดกันแน่?”….

    คล้ายกับเรื่องหนิงเทียน ราชันจักรพรรดิ ฉบับรีไรท์ จบแล้ว ที่คุณอ่าน

    ระบบเซียนหมื่นวิถี (นิยายแปล)

    ระบบเซียนหมื่นวิถี (นิยายแปล)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    271K 1043
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    นิยาย แฟนตาซี
    106K 139
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    เคล็ดกายานวดารา

    เคล็ดกายานวดารา

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    11.12M 7294
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    นิยาย แฟนตาซี
    81K 280
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    Cosmic God System ข้านี่ล่ะผู้ยิ่งใหญ่ (จบ)

    Cosmic God System ข้านี่ล่ะผู้ยิ่งใหญ่ (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    401K 613