ปู้มั่วเสวียนใช้เวลาศึกษาตำราในยุคสมัยแห่งนี้ตลอดหลายวัน เพราะนางก็ไม่อยากให้ตัวเองไม่รู้เื่รู้ราวสิ่งใดในฐานะเช่นนี้ ตลอดมาจึงได้เห็นท่าทีของสาวใช้และบ่าวไพร่ในจวนล้วนมองนางอย่างดูแคลนไม่คล้ายมองเ้านายคนหนึ่งเพียงเพราะนางดูโง่เขลา ไม่เป็ที่รักใคร่ของบิดา และนางก็ไม่เป็ที่โดดเด่น ดูจากเสื้อผ้าที่นางสวมใส่ดูจะเป็เนื้อผ้าที่ไม่ดีเท่าปู้ฮุยฮุยเสียด้วยซ้ำ แต่ปู้มั่วเสวียนไม่ได้สนใจสิ่งนั้นมากเท่าใด สตรีที่มองเพียงแต่เื่ความอิจฉาในจวนคงจะมีชีวิตได้แค่นั้น ส่วนนางยามนี้สนใจเพียงอย่างเดียวว่าชีวิตนี้ของปู้มั่วเสวียนจะตกต่ำได้อย่างที่มีผู้วาดหวังจริงได้อีกหรือ
ครั้งนี้นางได้มาอยู่ในร่างกายนี้ที่ไม่ได้แย่เท่าชาติเดิมของนาง ชาตินี้ดูไปแล้วยามนี้มีเพียงเื่ราวของสตรีที่แกร่งแย่งกันและเื่ราวของครอบครัวในตระกูลสูงศักดิ์ แม้จะมาอยู่โลกนี้ได้สักพักหนึ่งแล้วแต่นิสัยเดิมของปู้มั่วเสวียนก็ยังคงติดตามตัวนางมา นางไม่ได้อ่อนแอเช่นสตรีในยุคนี้แต่นางนั้นมีความมุ่งมั่น ชีวิตภพชาติก่อนดูจะเสียเปล่าไปเพราะปล่อยให้ใจตนเองไปหลงรักผู้หญิงเช่นหวังอี้อ้าย จนต้องตายลง ไม่รู้ว่าความรักที่ตนให้สตรีผู้นั้นไป นางผู้นั้นจะเคยให้ความจริงใจกับตนกลับมาบ้างหรือไม่ คิดได้เช่นนี้ก็รู้สึกว่าไร้สาระนักเหลือเกิน
ปู้มั่วเสวียนเป็คนที่สุขุมรอบคอบมาโดยตลอดแต่นั้นล่ะคนเช่นนางก็มีเื่ต้องพลาดท่าเสียทีไปบ้าง ความรักเป็สิ่งที่น่ากลัวสำหรับนางเหลือเกิน
ปู้มั่วเสวียนอ่านหนังสือเล่มที่เท่าใดจบไปแล้วก็ไม่ทราบ ยามนี้ปู้มั่วเสวียนนั่งอยู่บนโต๊ะหนังสือในห้องของตนด้วยท่าทีสุขุม ใบหน้าเรียบเฉยเวลาอ่านหนังสือทำให้ ขงปาที่มองอยู่ห่างๆ รู้สึกว่าคุณหนูตนยามนี้ดูคล้ายนักปราชญ์ผู้หนึ่งที่คงแก่เรียนยิ่งนัก ภาพนี้ปรากฏขึ้นในสายตานางแทบทุกวันหลังจากคุณหนูได้หาหนังสือมาอ่าน หากให้นายท่านใหญ่ได้มาพบเห็นภาพนี้ ไม่รู้ว่าจะภูมิใจหรือเฉยชา ขงปาคิดแล้วก็ถอนหายใจเองเฮือกหนึ่ง ดึงความสนใจของปู้มั่วเสวียนให้หันมามองนางทันที
"เ้าเป็อะไรไปหรือ"
"บ่าวไม่ได้เป็อันใดเ้าค่ะ "
ปู้มั่วเสวียนเห็นว่าขงปาไม่ยอมเล่านางก็ไม่ซักไซ้สิ่งใดอีก ปู้มั่วเสวียนลุกขึ้นยืนแล้วหยิบหนังสือที่อ่านจบสามเล่มใหม่ที่ไปหยิบมาเมื่อวันก่อนขึ้น ขงปารีบเดิมมาช่วยปู้มั่วเสวียนถือหนังสือทันที
"คุณหนูจะไปหาหนังสือมาอ่านอีกแล้วหรือเ้าคะ "
"อืม"
ขงปาอยากอาสาไปนำหนังสือมาให้ปู้มั่วเสวียนเองเพราะนั้นสมควรเป็หน้าที่ของนาง วันก่อนนางนำหนังสือไปคืนแล้วหวังจะเอาหนังสือใหม่มาให้คุณหนู แต่คุณชายดันให้บ่าวข้างกายเขาจัดการส่งนางออกไปทันที หาว่านางไปรบกวนเวลาท่องตำราของคุณชายเสียอย่างนั้น ตอนนั้นนางแทบจะร้องไห้ที่ตนเองทำภารกิจไม่สำเร็จ ได้แต่น้ำตาซึมวิ่งกลับมาฟ้องคุณหนูเท่านั้น พอคุณหนูได้รับฟังก็ปลอบใจนางไม่ให้ถือสาเด็กคนนั้น แล้วคุณหนูก็ไปนำหนังสือนั้นที่เรือนคุณชายด้วยตนเอง คุณหนูช่างใจดีเหลือเกินจนนางรู้สึกทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอ ความรู้สึกเช่นนี้เกิดขึ้นกับนางจริงๆ นี่
ปู้มั่วเสวียนออกจากเรือนตรงไปยังเรือนของมารดาตนแล้วก็มุ่งเข้าไปเยี่ยมมารดาก่อน
"คารวะท่านแม่"
"มั่วเสวียนวันนี้มาทานข้าวกับแม่หรือ"
มารดาของปู้มั่วเสวียนเอ่ยอย่างดีใจที่เห็นบุตรสาวแวะเวียนมาหาตนเองบ่อยนัก รู้สึกมีความสุข
"ลูกต้องอยากมาทานอาหารกับท่านแม่ให้บ่อย แต่ติดที่่นี้ลูกอยากศึกษาตำราให้มากเพราะตี้ซูกำลังจะเปิดเรียนแล้ว จึงอยากใช้เวลาให้เต็มที่เสียหน่อย ท่านแม่อย่าได้กล่าวโทษที่ลูกละเลยท่านแม่เลย"
"เ้าพูดสิ่งใดกัน แม่จะกล่าวโทษเ้าได้อย่างไร เ้ามีจิตใจมุ่งมั่นเล่าเรียน แม่ยิ่งสนับสนุนเ้าอยู่แล้ว เด็กดี"
"ลูกดีใจนักที่ท่านแม่สนับสนุนลูกเช่นนี้ แต่..."
ปู้มั่วเสวียนเอ่ยได้เพียงเท่านั้นแล้วจึงหยุดไปครู่หนึ่งให้ มารดาตนสงสัยขึ้นมา
"แต่สิ่งใดหรือ"
"ลูกไม่ค่อยมีหนังสือให้ได้ทบทวนเล่าเรียนจึงต้องแวะไปเยือนเรือนของน้องชายเสมอ เพียงลูกอยากมาขออนุญาตท่านแม่ ถ้าลูกจะนำหนังสือในห้องของเฉินต่งไปอ่านตามความสะดวกของตน ท่านแม่จะอนุญาตลูกได้หรือไม่"
"เ้านี่ เ้าจะเอาหนังสือเล่มใดไปอ่านแม่ก็อนุญาตทั้งนั้น เ้าจะหยิบหนังสือเล่มใดในเรือนแม่ไปตามแต่ใจเ้า แม่อนุญาต "
"ข้ารู้สึกดียิ่งที่ท่านแม่กล่าวคำนี้ออกมา เช่นนั้นลูกขอให้ ขงซิ่ว ช่วยเป็คนพาลูกไปห้องหนังสือของเฉินต่งได้หรือไม่"
"ได้สิ หากเ้าไม่เข้าใจเื่ใดที่อ่านก็สามารถถามเฉินต่งได้นะลูกแม่"
"ขอบคุณท่านแม่ที่แนะนำข้า "
ฮูหยินใหญ่ยิ้มให้ปู้มั่วเสวียนอย่างใจดี บุตรสาวคนนี้นับวันยิ่งทำให้นางรู้สึกรักใคร่ จากที่รักอยู่แล้วก็รักยิ่งกว่าเดิม
ขงซิ่วนำทางปู้มั่วเสวียนไปยังเรือนห้องด้านตะวันตกของคุณชาย สิ่งที่นางเห็นยามนี้คือประตูห้องหนังสือปิดแน่นสนิทแล้วยังมีบ่าวชายของคุณชายเฝ้าอยู่ไม่ห่าง
"เ้าทำอะไรน่ะ"
ขงซิ่วเอ่ยถามบ่าวชายผู้นั้น
"เอ่อ...คุณชายไม่้าให้ผู้ใดรบกวนเวลาอ่านหนังสือขอรับ"
บ่าวผู้นั้นเอ่ยออกมาด้วยท่าทีหวาดกลัวว่าเหตุผลที่แท้จริงจะหลุดออกจากปากเขาว่า คุณชายไม่ต้อนรับคุณหนูใหญ่
ขงซิ่วถลึงตาให้ บ่าวชายผู้นั้นทันที ที่เลือกจะพูดสิ่งนั้นออกมาทั้งที่คุณหนูใหญ่ยืนอยู่ที่นี่ด้วย
"ชูเล่อ เ้ารีบไปแจ้งคุณชายเสีย อย่าได้เสียมารยาทต่อหน้าคุณหนูใหญ่"
"ขอรับ"
ชูเล่อเห็นขงซิ่วที่เป็สาวใช้ข้างกายของฮูหยินใหญ่ก็รู้แล้วว่าคนละรุ่น นางนั้นเป็คนสนิทของฮูหยินใหญ่และาุโที่สุดในบรรดาบ่าวไพร่ในเรือนแห่งนี้ แม้แต่คุณหนูและคุณชายก็ถูกนางเลี้ยงมากับมือ จะไม่ให้เขาไม่เชื่อฟังได้อย่างไร เขาเลือกจะขัดคำสั่งคุณชายทันทีแล้วเข้าไปรายงาน ไม่นานประตูห้องหนังสือก็เปิดออก
ขงปามองเหตุการณ์ด้วยสายตาสุขใจยิ่ง คุณหนูช่างรอบคอบนัก นางยังคิดเื่เช่นนี้ไม่ได้เลย ดูไปแล้วตนก็มีนิสัยคล้ายกับคุณหนูสมัยก่อนอยู่ไม่น้อยเลย ขงปาเคาะหัวตัวเองเบาๆ รู้สึกว่าเมื่อก่อนคิดอะไรไม่เก่งจนต้องให้คุณหนูในตอนนี้ลงมือ ขงปายิ้มออกส่งไปให้ปู้มั่วเสวียนที่มองประตูห้องหนังสือด้วยสีหน้าปกติ
สุดท้ายชูเล่อก็ออกมาเชิญปู้มั่วเสวียนเข้าไป ปู้มั่วเสวียนเดินเข้าไปแล้วก็พบว่าปู้เฉินต่งอ่านหนังสืออย่างตั้งใจไม่คิดสนใจผู้มาใหม่สักคน คล้ายว่ายามนี้เขาอยู่ในภวังค์การอ่านอย่างเข้มข้น
"บ่าวต้องขออนุญาตคุณชายด้วยนะเ้าคะ ฮูหยินใหญ่ให้บ่าวพาคุณหนูใหญ่มาหยิบยืมหนังสือที่ห้องหนังสือแห่งนี้ได้ตามสะดวกเ้าค่ะ "
"อืม"
ปู้เฉินต่งหลุดตอบออกมาเพราะหากทำเป็ไม่สนใจขงซิ่วเดี๋ยวนางเอาเื่นี้ไปเล่าต่อมารดา เขาก็กลายเป็คนผิดเสียเอง ทั้งที่เขาก็ผิดอยู่แล้ว
ปู้มั่วเสวียนไม่ใส่ใจท่าทีของปู้เฉินต่งนางรู้อยู่แล้วว่าเขาต้องแสดงเช่นนี้เพราะครั้งก่อน ท่าทีต่อต้านของเขาเริ่มมากขึ้นครั้งนี้คงวางแผนไม่ให้นางมาหยิบหนังสือไปได้ง่ายๆ แต่เื่เพียงแค่นี้มีหรือปู้มั่วเสวียนจะดูไม่ออก จึงไม่อยากจะปะทะกับเขาให้เปลืองแรงให้มันจบลงที่มารดาเป็ผู้อนุญาตเองนั้นดีที่สุดแล้ว
ปู้เฉินต่งสะสมความไม่พอใจในพี่สาวของเขามากขึ้นทุกวัน แต่ไม่กล้าแสดงออกให้ผู้ใดเห็นยกเว้น ชูเล่อ เท่านั้น