บทที่ 24 ผมจะอยู่เคียงข้างคุณเสมอ
“ผมทำให้คุณแปลกใจมากเหรอ?”
ฉีอวี้ส่งยิ้มและเดินมาที่โต๊ะทำงานของลู่จั่นเหยียน แต่เมื่อได้เห็นดวงตาแดงก่ำของเธอ เขากลับรู้สึกเ็ปในใจอย่างบอกไม่ถูก
“เมื่อเช้าผมบังเอิญผ่านมาแถวอะพาร์ตเมนต์ของคุณพอดี เลยอยากลองชิมฝีมือการทำอาหารเช้าที่แม่บ้านเฉินทำ แต่ก็ไม่คิดว่าคุณจะทำงานล่วงเวลาที่บริษัทและไม่ได้กลับไปทั้งคืน”
“อืม…ฉันต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการฟื้นตัวของบริษัทลู่ค่ะ”
เมื่อวานนี้ฉีอวี้ไม่ได้ไปเข้าร่วมการประชุมผู้ถือหุ้นของตระกูลฉีเพราะเหตุผลด้านตัวตน แต่เธอเชื่อว่าทั้งเขาและคนในตระกูลฉีคนอื่น ๆ ต่างได้รับข่าวนั้นอย่างแน่นอน
“ผมเข้าใจครับ แต่แค่รู้สึกว่าการที่คุณทำแบบนี้ มันจะลำบากและเหนื่อยเกินไป”
คำพูดนั้นของชายหนุ่มกลับทำให้รอยยิ้มที่มุมปากของลู่จั่นเหยียนชะงักไป เธอรีบหลบสายตาที่อ่อนโยนและเป็ห่วงเป็ใยคู่นั้นโดยไม่รู้ตัว
ฉีอวี้เห็นเธอหลบตาเช่นกัน เขาจึงไอแก้เก้ออย่างอึดอัด และวางกระติกเก็บความร้อนที่ถือมาไว้บนโต๊ะทำงาน
“แม่บ้านเฉินบอกให้ผมเอามาให้คุณดื่มตอนร้อน ๆ เพื่อเติมพลังสักหน่อย คุณจะได้เตรียมตัวสำหรับการฟื้นตัวที่จะมาถึง”
เขาพูดพลางเปิดฝาและเทซุปออกมาหนึ่งถ้วย ลู่จั่นเหยียนจึงรีบลุกขึ้นรับถ้วยซุปร้อน ๆ ทว่าบนแขนเสื้อนั้นมีรอยน้ำลายเปื้อนเป็วง ๆ อย่างชัดเจน เธอจึงยิ้มแหย ๆ และรีบพูดขึ้นมาทันที
“ฉันจะไปล้างหน้า แปรงฟัน เปลี่ยนชุดก่อนนะคะ”
จากนั้นก็รีบวิ่งไปทางห้องน้ำอย่างรวดเร็วทันทีที่พูดจบ ฉีอวี้มองตามหลังของหญิงสาวไปก็อดไม่ได้ที่ยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู
แต่ท่าทางเช่นนี้กลับทำให้เขารู้สึกว่าเธอดูน่ารักและจริงใจอย่างน่าประหลาด
หลังจากลู่จั่นเหยียนล้างหน้าแปรงฟันและทำอะไรเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอจึงรีบเปลี่ยนเป็ชุดสำรองที่เก็บไว้มาโดยตลอด ก่อนจะเดินออกมาจากห้องน้ำแล้วเห็นฉีอวี้กำลังนั่งอยู่ที่เก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานและอ่านนิตยสารเก่า ๆ อย่างตั้งใจ
แต่ด้วยท่าทางแบบผู้าุโนั้นทำให้เธออดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา เพราะประโยคเมื่อครู่อาจเป็เพียงความห่วงใยแบบผู้าุโของเขาเท่านั้น
ลู่จั่นเหยียนละความสนใจจากทุกเื่และมองเวลาบนนาฬิกาข้อมือ ก่อนจะรีบเปิดโน้ตบุ๊กที่อยู่ข้าง ๆ ก็พบว่าเนื้อของข่าวได้เปลี่ยนไปแล้ว
ทว่าเพียง่เวลาแค่สิบกว่านาทีกลับสร้างยอดคลิกดูที่น่าใ เธอค่อย ๆ เลื่อนเมาส์ไปด้านล่างเพื่อดูความคิดเห็นที่รีเฟรชอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับตัวเอง
แน่นอนว่าตอนนี้เธอกลายเป็หญิงหย่าร้างที่มีเล่ห์เหลี่ยมมากที่สุด เพราะไม่เพียงทำให้สามีต้องออกจากบ้านมือเปล่าเท่านั้น แต่ยังฮุบทรัพย์สินมหาศาลของครอบครัวสามีอีกด้วย
แม้แต่ชาวเน็ตบางคนยังแนะนำด้วยความหวังดีว่าให้เธอนั้นแต่งงานใหม่และหย่าร้างอีกครั้ง หากว่าทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาสองสามรอบก็จะร่ำรวยเทียบเท่ากับประเทศได้อย่างง่ายดาย
“ถ้าไม่รีบกินซุป มันจะเย็นหมดแล้วนะ”
ฉีอวี้เงยหน้าขึ้นจากนิตยสารและเอ่ยเตือนพร้อมกับค่อย ๆ ดันถ้วยซุปให้ไปอยู่ข้างเธอ
“ขอบคุณค่ะ”
ลู่จั่นเหยียนก็หยิบถ้วยซุปขึ้นมา ส่วนมืออีกข้างก็ปิดหน้าเว็บข่าวแล้วเปิดแอปพลิเคชันหุ้น เพราะอีกไม่กี่นาทีจะถึงเวลาเปิดตลาด
แม้ในใจจะรู้ว่าชัยชนะอยู่ในกำมือแล้ว แต่จะรอดูจนกว่าจะเห็นผลลัพธ์ที่แท้จริง อย่างไรแล้วก็ยังไม่สามารถวางใจได้เต็มที่
ทว่าความกังวลที่เธอมีนั้นกลับมากไปจนทำให้ถ้วยซุปในมือเอียงไปด้านหนึ่ง และในที่สุดซุปร้อน ๆ ก็หกออกมาใส่มือครึ่งหนึ่ง
“โดนลวกมือหรือเปล่า?”
แต่ยังไม่ทันให้ลู่จั่นเหยียนขยับตัว ฉีอวี้ก็ฉวยถ้วยในมือเธอไป จากนั้นร่างสูงใหญ่ก้าวขายาวอ้อมโต๊ะและจูงมือเธอเข้าห้องน้ำอย่างรวดเร็ว
เขารีบเปิดก๊อกน้ำและปรับเป็น้ำเย็นให้ไหลผ่านนิ้วที่โดนลวกด้วยน้ำร้อนซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนความเ็ปก็ถูกบรรเทาลงไปมาก ลู่จั่นเหยียนจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
โชคยังดีที่น้ำซุปถูกเทพักและถ่ายความร้อนเอาไว้่หนึ่งแล้ว ไม่งั้นคงไม่ใช่แค่ผิวแดงแบบตอนนี้อย่างแน่นอน
หญิงสาวคิดจะชักมือของตัวเองกลับ แต่ฉีอวี้ก็ยังคงกุมมือแน่นและไม่ยอมปล่อย จนเธอเริ่มรู้สึกเขินอายขึ้นมา
“เอ่อ…ไม่เจ็บนิ้วแล้วค่ะ”
“คราวหน้าอย่าประมาทแบบนี้อีก แผลโดนน้ำร้อนลวกมันหายยากนะ รู้ไหม?”
ฉีอวี้รีบดึงมือกลับอย่างเก้อเขินเมื่อเขารู้ตัว แต่สายตากลับยังคงจดจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าแบบเดียวกันกับครั้งแรกที่เจอเธอริมแม่น้ำ
เขาเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าก่อนหน้านี้หญิงสาวคนนี้ยังพอมีเนื้อมีหนังบนใบหน้าอยู่บ้าง แต่ดูเหมือนตอนนี้แก้มของเธอตอบลงไปมากราวกับทั้งชีวิตถูกยึดเหนี่ยวไว้ด้วยความหวังที่ยังคงฉายชัดในแววตา
ลู่จั่นเหยียนรู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นมาเมื่อถูกจ้องมอง เพราะอย่างไรแล้วชายหนุ่มตรงหน้าก็ยังมีความคล้ายคลึงกับฉีส่าวฉิงอยู่ดี
แต่เมื่อได้สติว่าเธอกำลังนึกถึงฉีส่าวฉิง กลับรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาในใจ และขณะเดียวกันก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“คุณหนูลู่คะ อีกสักครู่ก็จะ…”
เลขาก้าวเข้ามาในห้องด้วยเสียงรองเท้าส้นสูงอย่างตื่นเต้นโดยที่ไม่ได้รอให้เ้านายตอบรับแต่อย่างใด ทว่าประโยคที่พูดค้างไว้กลางคันกลับชะงักลงและสมองตื้อไปชั่วคราวเมื่อได้เห็นฉีอวี้อยู่ในห้องน้ำเช่นกัน
ห้องน้ำในห้องทำงานของประธานบริษัทเป็สถานที่ที่มีความเป็ส่วนตัวมาก…
แล้วทำไมคุณฉีอวี้ถึงได้มาอยู่ข้างในนี้ด้วย?
ลู่จั่นเหยียนก็เป็ห่วงและกลัวว่าจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดที่ไม่จำเป็ เธอจึงรีบเดินออกมาอธิบายทันที
“เมื่อกี้ฉันโดนน้ำร้อนลวกมือนิดหน่อย เขาเลยพามาล้างมือด้วยน้ำเย็น”
“อ๋อ งั้นตอนนี้ไม่เป็อะไรแล้วใช่ไหมคะ?”
เลขาสาวจึงค่อย ๆ ใช้สายตามองโต๊ะที่มีไอร้อนลอยออกมาจากซุปและฉีอวี้ที่อยู่ในห้องน้ำขณะนี้ จากนั้นเธอก็เริ่มปะติดปะต่อเื่ราวทั้งหมดได้ทันที และดูเหมือนว่าตนเองจะเข้ามาผิดจังหวะพอดี
“ดูเหมือนว่าพวกคุณมีเื่งานต้องคุยกัน งั้นผมไม่ขอรบกวนแล้วดีกว่า…”
“อ้อ ลู่จั่นเหยียน สุดสัปดาห์นี้ผมอยากพาคุณไปพักผ่อนที่แห่งหนึ่งแล้วก็มีเื่อยากจะคุยกับคุณด้วย คุณว่างใช่ไหม?”
ลู่จั่นเหยียนเงยหน้ามองชายหนุ่มที่เดินออกมาจากห้องน้ำและอยากจะปฏิเสธออกไป แต่เลขาที่อยู่ข้าง ๆ กลับพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“คุณหนูลู่ของเราว่างค่ะ!”
“งั้นดีเลยครับ งั้นถ้าถึงตอนนั้นผมจะไปรับคุณที่อะพาร์ตเมนต์ แล้วเดี๋ยวจะโทรหานะครับ”
เมื่อร่างสูงใหญ่เดินออกจากออฟฟิศไปแล้ว ลู่จั่นเหยียนจึงขมวดคิ้วและเหลือบมองเลขาที่ช่างพูด
“ใครให้เธอตอบตกลงแทนฉัน?”
“ทำไมจะตกลงไม่ได้ล่ะคะ? คุณหนู ฉันว่าฉีอวี้เก่งกว่าฉีส่าวฉิงเยอะเลย เพราะอย่างน้อยเขาก็เป็ผู้ชายที่เคร่งครัดในกฎระเบียบนะคะ”
แม้จะรู้ว่าไม่ควรพูดบางอย่างออกไป เพราะอย่างไรแล้วเธอก็ยังเป็แค่พนักงานคนหนึ่งอยู่ดี แต่เมื่อนึกถึงท่าทีอวดดีของฉีส่าวฉิงกับผู้หญิงคนนั้นในลานจอดรถเมื่อวานนี้ ทำให้เลขาอดไม่ได้ที่จะออกโรงแทนท่านประธาน
“พูดอะไรของเธอ? ฉันกับเขาเป็แค่เพื่อนกัน”
ลู่จั่นเหยียนเอ่ยออกมาด้วยความร้อนรุ่มที่อยู่ภายในใจ และยิ่งไม่อยากจะคิดถึงเื่ที่ฉีอวี้อยากจะคุยกับเธอในวันสุดสัปดาห์นี้
เพราะลำพังแค่ฉีส่าวฉิงที่เป็ผู้ชายตระกูลฉี ก็ทำให้เธอต้องจ่ายค่าเสียหายอย่างแสนสาหัสแล้ว!
ตอนนี้เธอจะรอจนกว่าบริษัทลู่เข้าที่เข้าทางและไม่ต้องพึ่งพาตระกูลฉีอีก แล้วหลังจากนั้นเธอจะอยู่ห่างจากคนตระกูลฉีให้ไกลที่สุด
“แต่ฉันว่า…ฉีอวี้ไม่ได้คิดแบบนั้นหรอกนะคะ หากดูจากสายตาของเขามันดูมากกว่า…เพื่อนนะคะ”
เลขาเอียงหัวไปมาพลางเอ่ยด้วยความเคลือบแคลงในใจ แต่ลู่จั่นเหยียนไม่อยากจะยุ่งกับเื่นี้อีกต่อไป เธอจึงหันหลังกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานทันที
“ตลาดเปิดแล้ว!”
ขณะเดียวกันตลาดหุ้นเปิดได้จังหวะพอดี ลู่จั่นเหยียนจึงมองดูเส้นตรงสูง ๆ ในโซนประมูลที่ไม่มีทีท่าว่าจะตกลงเลยแม้แต่น้อย ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะยกยิ้มมุมปากขึ้นมา
เพราะการต่อสู้เพื่อฟื้นฟูบริษัทลู่ในครั้งนี้เริ่มต้นได้อย่างสวยงาม
…
บริษัทฉี
ฉีส่าวฉิงจ้องมองเส้นตรงที่ยืดออกไปเรื่อย ๆ บนหน้าจอ จากนั้นริมฝีปากบางก็เหยียดยิ้มอย่างพึงพอใจจนเลขาที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มองแล้วรู้สึกงงงวย
“ท่านประธาน ท่านคิดยังไงกันแน่ครับ?”
วันนั้นที่ท่านประธานให้สื่อนอกเหนือจากเครือของบริษัทลู่ รายงานข่าวซุบซิบเื่ความสัมพันธ์ของเขากับคุณหนูเซี่ยงหว่านก็เพื่อที่จะทำให้ลู่จั่นเหยียนอับอาย
แต่วันต่อมาในที่ประชุมของผู้ถือหุ้น เขากลับยอมรับเธอในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทลู่
ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าการกระทำเช่นนี้กำลังขัดแย้งกันอยู่ จึงได้แต่คาดเดาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
“หรือว่า...ท่านประธานอยากจะช่วยบริษัทลู่เหรอครับ?”
เขาจงใจสร้างโอกาสให้ลู่จั่นเหยียนได้ประกาศต่อสาธารณะว่าเป็ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของบริษัทฉี เพื่อช่วยให้เธอผ่านพ้นวิกฤตของบริษัทลู่ใช่หรือไม่?
ฉีส่าวฉิงก็ไม่มีท่าทีจะตอบอะไรออกไป แต่กลับใช้นิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะเบา ๆ อย่างเลื่อนลอย
เขาไม่ได้้าช่วยบริษัทลู่ให้พ้นวิกฤติครั้งนี้ แต่แค่อยากจะชดเชยเื่ที่ผ่านมาเท่านั้น
เพราะถึงแม้ว่าเหตุการณ์เครื่องบินตกจะไม่ใช่ฝีมือเขาโดยตรง แต่ถึงอย่างไรแล้วฉีส่าวฉิงก็ถือว่ามีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ดี