ถึงเฟิงหลี่เฉียงจะไม่ค่อยได้เข้าเรียนในโรงเรียนเพื่อเตรียมสอบแต่เขาก็ยังมีเพื่อนอยู่ 2-3 คนที่ชอบพอนิสัยใจคอกัน และวันนี้พวกเขาก็มีนัดเพื่อฉลองผลสอบ เพราะทั้ง 4 คนสามารถผ่านการสอบในระดับประเทศนี้และกำลังรอเข้าสอบต่อหน้าพระที่นั่งในเดือนหน้า อินเฉิน ซึ่งเป็ลูกชายของข้าราชการกรมการคลัง เป็คนจองภัตตาคารชื่อดังประจำเมืองหลวงเอาไว้ เพื่อดื่มกินกันให้เต็มที่หลังจากที่เหนื่อยยากมานาน
เฟิงหลี่เฉียงแต่งตัวด้วยชุดสีเขียวอ่อนขอบแขนเสื้อเป็สีน้ำตาลเข้ม ขับผิวให้สว่างมากขึ้นเขาเดินจากบ้านไปยังภัตตาคารอี้เทียนเหลา เพราะบ้านของเขาอยู่ไม่ไกลนัก เมื่อไปถึงเขาแจ้งชื่อคนจอง พนักงานพาเขาเดินขึ้นไปบนชั้นสอง ไปยังห้องส่วนตัวที่เรียงรายติดกันห้องที่พวกเขาจองไว้อยู่ค่อนไปตรงกลาง ในนั้น อินเฉิน ซุยเฉินเหยาและเทียนมู่อวี้นั่งรอเขาอยู่แล้ว บนโต๊ะมีอาหาร 3-4 อย่างวางเอาไว้เมื่อเห็นเด็กหนุ่มเดินเข้ามา ทุกคนส่งเสียงทักทายและบอกให้เขาสั่งอาหารตามชอบได้เลย
อินเฉินอายุ 29 ปี ซึ่งเป็คนที่มีฐานะดีที่สุด ยกจอกเหล้าขึ้นสูงและพูดขึ้นว่า“มาพวกเรา! มาดื่มฉลองให้ตัวเองที่สอบผ่านเป็กงเซิง เอ้า ดื่ม!”
ทุกคนยกแก้วขึ้นและดื่มจนหมดจอกรวดเดียวและส่งเสียงหัวเราะอย่างดีใจและโล่งใจ ไม่ว่าพวกเขาจะสอบหน้าพระที่นั่งผ่านหรือไม่ก็ตามในตอนนี้ขาข้างหนึ่งของพวกเขา ก็เหยียบอยู่บนตำแหน่งข้าราชการชั้นกลางเอาไว้แล้ว
ซุยเฉินเหยาอายุ 28 ปี ซึ่งเป็ลูกพ่อค้าจากเมืองเสฉวน ก็เติมเหล้าให้ทุกคนและบอกว่า“คราวนี้เรามาแสดงความยินดีให้เสี่ยวเฉียง ที่สอบได้เป็ฮุ่ยหยวนของปีนี้ ดื่ม!”
เฟิงหลี่เฉียงหัวเราะเขาอายุน้อยที่สุดในกลุ่มนี้ เด็กหนุ่มยกจอกเหล้าขึ้นสูงและพูดอย่างจริงใจว่า“ข้าขอบคุณทุกท่านที่ช่วยเหลือข้ามาตลอด่ที่มาเรียนที่นี่และขอแสดงความยินดีกับทุกท่านด้วยครับ!”
ทุกคนหัวเราะเสียงดังและดื่มจนหมดจอกอีกรอบเทียนมู่อวี้ซึ่งเป็ชาวบ้านธรรมดา อายุ 30 ปี เขามาจากครอบครัวชาวนาที่ขยันขันแข็งและสู้ชีวิตมาตลอดก็หันมาถามเฟิงหลี่เฉียงว่า “เ้าเตรียมตัวสอบเตี่ยนซื่อ[1]แล้วรึยัง”
เด็กหนุ่มตอบตามจริง“ข้ากำลังอ่านหนังสืออยู่ครับ แล้วท่านล่ะ”
เทียนมู่อวี้ตอบด้วยสีหน้าไม่มั่นใจนัก“ข้าก็พยายามเตรียมอยู่ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็อย่างไร”
แล้วทุกคนก็นิ่งไปพวกเขาต่างก็คาดหวังกับการสอบวัดระดับครั้งสุดท้ายนี้ หลายคนใช้เวลานานเกินสิบปีกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ต้องเสียทั้งเวลา เงินทอง และชีวิต เพื่อยกระดับสถานะด้วยการเป็ขุนนางหรือข้าราชการให้ได้
เฟิงหลี่เฉียงพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบว่า“แต่ตอนนี้เราทุกคนก็เป็กงซื่อกันแล้ว สามารถเป็ข้าราชการได้แล้วนี่ครับ”
ทุกคนเห็นด้วยแต่อินเฉินซึ่งปกติจะร่าเริงและดูเป็คนสบายๆที่สุด กลับพูดขึ้นว่า “แต่ที่บ้านหวังจะให้ข้าสอบผ่านระดับราชสำนักเพื่อจะได้เป็จินซื่อ เหมือนท่านพ่อกับน้องชายของข้า ข้าเองก็ไม่หวังถึงขั้นได้เป็จินชื่อจี๋ตี้หรอกนะ”
ใช่แล้วอินเฉินมีพ่อเป็ข้าราชการชั้นสูง และยังมีน้องชายต่างมารดาชื่อ อินเหยาที่เก่งจนสอบเป็จินซื่อได้ั้แ่อายุ 25-26 ปี ตอนนี้เขารับราชการอยู่ที่กรมยุติธรรมและทำให้อินเฉิน ซึ่งเป็ลูกของภรรยาหลวงรู้สึกอับอาย ถึงเขาจะมีสถานะสูงกว่าแต่พ่อของเขากลับรักภรรยารองและน้องชายต่างแม่มากกว่า
ซุยเฉินเหยาพูดอย่างจริงจังว่า“เสี่ยวเฉียง เ้าช่วยสรุปสาระสำคัญของวิชาให้พวกเราได้หรือไม่ ถึงจะมีเวลาเหลืออีกแค่สองอาทิตย์ก็ตาม”
ทุกคนส่งเสียงสนับสนุนแต่เฟิงหลี่เฉียงรีบห้ามปราม “เดี๋ยวก่อนๆ พวกท่านไม่ไปเรียนที่โรงเรียนแล้วหรืออาจารย์น่าจะมีความรู้มีประสบการณ์มากกว่าข้านะ”
เขาไม่ได้หวงวิชาแต่ไม่อยากให้เพื่อนเสียโอกาส แต่ซุยเฉินเหยากลับปฏิเสธและพูดหน้าตาเฉยว่า“ข้าเชื่อถือเ้ามากกว่า” และอีกสองคนก็เห็นด้วย
เด็กหนุ่มจึงประนีประนอมว่า“เอาอย่างนี้ ทุกท่านไปเรียนในโรงเรียนนั่นละ แต่ในตอนเย็น เรามาเรียนด้วยกันจะได้ไม่เสียโอกาส และอีกอย่างหนึ่ง ข้าไม่อยากให้คนคิดว่าข้ายกหางตัวเองเห็นว่าตัวเองเก่งกว่าอาจารย์”
อีกสามคนจึงเห็นด้วยในขณะที่ซุยเฉินเหยารีบพูดว่า “ขอโทษนะ ข้าลืมไปว่าผลเสียจะตกมาอยู่ที่เ้า”
เด็กหนุ่มจึงหัวเราะออกมาและพูดทีเล่นทีจริงว่า “นี่คือบทเรียนแรกของการเป็ข้าราชการ ต้องมองซ้ายมองขวาให้ดีก่อน”ทุกคนจึงเรียนรู้ขั้นแรกของการเป็ข้าราชการจากเหตุการณ์ในวันนี้
หลังจากสังสรรค์จนพอใจแล้วก็ได้เวลากลับ พวกเขาจ่ายเงินและเดินออกจากห้องพวกเขาพบกับบัณฑิตบางคนที่มาฉลองด้วยเช่นกัน บางคนยังให้มีหญิงสาวมานั่งบริการในระหว่างการกินดื่มด้วยแต่กลุ่มของเฟิงหลี่เฉียงไม่สนใจเื่แบบนี้พวกเขาจึงสามารถเป็เพื่อนเรียนกลุ่มเดียวกันได้ และคาดหวังว่าจะเป็เครือข่ายการทำงานในอนาคตต่อไปด้วย
ในระหว่างที่เดินลงมาชั้นล่างพวกเขาได้ยินเสียงโต้เถียงดังมาจากด้านหลังร้าน ซึ่งเป็ห้องน้ำและสวน พวกเขาไม่ใส่ใจและเดินออกไปเพราะคิดว่าเป็การทะเลาะกันของคนเมา แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งะโขึ้นมาว่า“พวกเ้าจะมากล่าวหาว่าข้าเป็ฆาตกรแบบนี้ไม่ได้นะ ข้าไม่ได้ฆ่าชายคนนี้!”
แล้วเฟิงหลี่เฉียงก็เกือบจะล้มลงเมื่อมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งวิ่งมาด้วยความรวดเร็ว และชนเขาอย่างแรง โชคดีที่เพื่อนๆ รีบช่วยจับตัวเขาเอาไว้ทันชายวัยกลางคนที่วิ่งตามมารีบะโเสียงดังว่า “จับเ้าหนุ่มนั่นไว้ มันเป็ฆาตกร!”
พวกเขาชุลมุนกันอยู่ตรงนั้นคนหนึ่งต่อสู้ดิ้นรนไม่ให้ถูกจับ อีก 2-3 คนที่วิ่งตามมา พยายามจะจับเด็กหนุ่มคนนี้เอาไว้ในที่สุดเฟิงหลี่เฉียงซึ่งยืนอยู่ตรงกลาง โดยมีเด็กหนุ่มซ่อนตัวอยู่ด้านหลังก็ะโด้วยความโมโหว่า“ทุกคนหยุดเดี๋ยวนี้!”
ใครจะเชื่อว่าเด็กหนุ่มร่างสูงผอมท่าทางสุภาพจะมีเสียงที่ทรงพลังเช่นนี้ แต่ชายอีก 3 คนกลับไม่ยอมหยุดเขาทำท่าจะกระชากตัวเฟิงหลี่เฉียงออกไป เพื่อจับตัวเด็กหนุ่มที่หลบอยู่ข้างหลังเขาเฟิงหลี่เฉียงซึ่งโมโหอยู่แล้ว จึงดึงคอเสื้อของชายคนหนึ่งแล้วจับเหวี่ยงออกไปด้านข้างจนกระแทกกับผนัง และใช้ฝ่ามือกระแทกไปที่ไหล่ของชายอีกคนหนึ่งจนหงายหลังไปชนชายอีกคนหนึ่ง และล้มลงไปทั้งคู่
“นี่เ้าช่วยมันรึ!เ้าเป็พวกเดียวกันกับไอ้เด็กคนนี้ใช่ไหม!” ชายวัยกลางคนที่ยืนออกคำสั่ง ก็ะโขึ้นเสียงดัง
เมื่อถูกกล่าวหาโดยไม่มีเหตุผลเฟิงหลี่เฉียงหน้าแดงด้วยความโมโห เขายกขาขึ้นถีบโต๊ะตัวใหญ่ที่ตั้งอยู่ข้างๆจนปลิวไปติดผนังเสียงดังโครม! ทำให้คนที่กำลังโวยวาย พากันสะดุ้งและหุบปากด้วยความใ
อินเฉินซุยเฉินเหยา เทียนมู่อวี้อ้าปากค้าง พวกเขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่า เด็กหนุ่มที่พวกเขารู้จักมานานและดูไม่มีพิษไม่มีภัยคนนี้จะสามารถเตะโต๊ะตัวใหญ่จนปลิวไปกระแทกผนังได้อย่างง่ายดาย!
“เ้าจะกล่าวหาอะไรก็ดูให้ดีก่อนข้ามากินข้าวที่นี่ เด็กหนุ่มคนนี้วิ่งมาชนพวกข้าเอง แล้วพวกท่านก็ไล่จับเขา จนมาชุลมุนกันอยู่ตรงนี้อย่ามากล่าวหาพวกข้าไปเรื่อย!” เสียงเ็าของเฟิงหลี่เฉียงดังก้องขึ้นเพื่อนของเขาต่างส่งเสียงสนับสนุน
อินเฉินพูดขึ้นด้วยความไม่พอใจ“พวกท่านมีเื่อะไรกัน ค่อยพูดค่อยจากันก่อนไม่ได้หรือ!”
ชายวัยกลางคนที่เป็หัวหน้ากลุ่มจ้องหน้าพวกเขาด้วยความโกรธ ก่อนจะตวาดว่า “พวกเ้าเป็ใคร!”
ถึงตอนนี้หลายคนเริ่มเข้ามามุงเพราะเสียงที่ดังไปทั่วชั้นล่าง เสี่ยวเอ้อรีบวิ่งไปตามผู้จัดการร้าน
อินเฉินตอบอย่างไม่พอใจว่า“พวกเราคือบัณฑิตกงเซิงของปีนี้!”
ที่จริงแล้วพวกเขาไม่อยากจะแสดงตัวว่าเป็ใคร แต่ครั้งนี้ เื่ราวดูจะไม่ธรรมดาเพราะพวกเขาอาจจะถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของชายวัยกลางคนจึงเปลี่ยนไปเขาลดท่าทีที่แข็งกร้าวลง ก่อนจะพูดว่า “ใต้เท้าทั้งหลาย ข้าชื่อหวังเฉิงเป็พ่อค้าขายข้าวสารในเมืองนี้ ข้ามากินข้าวกับเพื่อน คือ หลี่เจียนเขาขอตัวไปเข้าห้องน้ำ แต่ก็หายไปนาน พวกเราจึงลงมาตามตัว แล้วก็พบว่าเขานอนตายอยู่หน้าห้องน้ำโดยมีเ้าหนุ่มคนนี้กำลังค้นตัวของเขาอยู่!” เมื่อพูดจบ หวังเฉิงก็หันไปชี้หน้าเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่หลังเฟิงหลี่เฉียงทันที
แต่เด็กหนุ่มกลับะโขึ้นว่า“ไม่จริง ข้าไม่ได้ฆ่าเขา ข้าแค่ไปจับตัวเขาเท่านั้น เ้าอย่ามากล่าวหาข้านะ!”
ผู้จัดการร้านที่มาถึงแล้วก็ขมวดคิ้ว เขารู้ว่าเื่นี้จะต้องเป็การฆาตกรรมอย่างแน่นอน เขาจึงสั่งเสี่ยวเอ้อว่า“เ้าไปแจ้งความที่อำเภอ แล้วพาเ้าหน้าที่มาที่นี่”
เฟิงหลี่เฉียงที่ได้ยินก็หันไปบอกเพิ่มเติมว่า “อย่าเพิ่งให้ใครออกไปจากร้านด้วยครับ”
ผู้จัดการร้านเข้าใจทันทีตอนนี้คนร้ายอาจจะปะปนอยู่ในนี้ด้วย เขาจึงยกมือขึ้นขอโทษแขกหลายคนที่มายืนดูเหตุการณ์และพูดเสียงดังขึ้นว่า “เรียนแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ข้า ซูเว่ย ผู้จัดการภัตตาคารอี้เทียนเหลาต้องขออภัยพวกท่านเป็อย่างมาก ขณะนี้เกิดเหตุฆาตกรรมขึ้นในร้านพวกเราจำเป็จะต้องกักตัวทุกท่านเอาไว้ก่อน เพื่อให้เ้าหน้าที่มาสอบสวนและถ้าคดีคลี่คลายแล้ว ข้าขอเชิญพวกท่านมาที่ร้านอีกอีกครั้งข้าจะลดราคาให้เป็พิเศษครับ”
เมื่อประกาศจบเสียงพูดด้วยความไม่พอใจก็ดังขึ้นมาทันที หลายคนไม่ยินยอม หลายคนขู่ว่าตนเองเป็ข้าราชการหรือมีญาติที่มีอำนาจ พวกเขาไม่อยากเสียเวลา และไม่้าถูกกักตัว แต่ผู้จัดการกลับไม่สนใจเขาหันไปสั่งให้ชายร่างกำยำหลายคนมาปิดทางเข้าออกไว้
เฟิงหลี่เฉียงมองสถานการณ์ด้วยความสนใจในขณะที่อินเฉินกระซิบบอกทุกคนในกลุ่มว่า“ข้าได้ยินว่าเ้าของภัตตาคารอี้เทียนเหลาไม่ใช่คนธรรมดา” และน่าจะเป็จริงเพราะหลายคนที่รู้ข้อมูลนี้ ต่างก็ยอมให้ความร่วมมือมีเพียงบางคนเท่านั้นที่ทำท่าไม่พอใจ
หลังจากนั้นเฟิงหลี่เฉียงก็หันไปพูดกับเด็กหนุ่มที่อายุน้อยกว่าเขา 2-3 ปีว่า“พาข้าไปดูสถานที่เกิดเหตุหน่อย”
ซูเว่ยผู้จัดการภัตตาคารอี้เทียนเหลาหันมามองเขา เฟิงหลี่เฉียงจึงพูดว่า“ข้าเรียนการแพทย์และเชี่ยวชาญด้านการชันสูตรศพในเมื่อตอนนี้พวกเรากลายเป็ผู้ต้องสงสัยกันหมด ข้าก็จะช่วยหาร่องรอยบางอย่างให้ถ้าพวกท่านไม่ไว้ใจ ก็เชิญตามข้ามา!”
[1] การสอบต่อหน้าพระที่นั่งหรือการสอบในพระราชสำนักซึ่งเป็ระดับสูงสุดของการสอบเค่อจวี่