ในขณะที่ผมกำลังตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวของผมนั้นหญิงสาวคนหนึ่งก็เปิดประตูห้องเข้ามา
แอ๊ด!
หญิงสาวเดินเข้ามาภายในห้องพร้อมกับถือของบางอย่างเข้ามาด้วย ขณะที่เธอกำลังมีอาการที่โศกเศร้าหยาดน้ำตาของเธอไหลออกมาแต่ว่าหญิงสาวคนนั้นเดินเข้ามาจนกระทั่งถึงจุดที่เตียงอยู่พร้อมกับมองไปที่เตียงก็ไม่เห็นใครก่อนที่จะมองไปยังหน้าต่างอาการโศกเศร้าของเธอหายไปทั้งหมดก่อนที่จะพูดขึ้นมาทั้งน้ำตา
“นาย...นายใช่ไหมโรเบิร์ต”
น้ำเสียงที่คุ้นเคยทำให้ผมหันหน้ากลับไปก็พบกับหญิงสาวคนหนึ่งเธอคนนั้นก็คือไอวี่ แต่เธอเปลี่ยนไปมากชนิดที่ว่าผมเกือบจะจดจำแทบไม่ได้แล้วถ้าไม่มีสายเลือดของแวมไพร์ผมคงคิดไปว่าเป็นผู้หญิงคนอื่นไปแล้ว รูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปนั้นคือสีผมของเธอตอนนี้มีสีดำ ดวงตาสีแดง กลิ่นอายทั้งหมดที่บ่งบอกว่าเป็นไอรีนหรือไอวี่ได้หายไปราวกับว่ามันได้กลายเป็นคนอื่นไปแล้ว
“ไอวี่เหรอ?”
ไอวี่ที่ยืนอยู่นั้นพุ่งเข้ามาโอบกอดผมเอาไว้ ก่อนที่หยาดน้ำตาไหลออกมาไม่หยุดอีกครั้ง ผมไม่ได้พูดอะไรขึ้นมาในจังหวะนั้นแต่ปล่อยให้เธอร้องออกมาต่อไปเพราะผมก็ไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงได้ร้องไห้ออกมาแบบนั้นมันไม่เหมือนกับไอวี่เมื่อก่อนเลย ราวกับว่าเธอโศกเศร้ามาเป็นเวลานานมากและก็แสดงอาการที่ไม่มีชีวิตชีวาออกมาตั้งแต่แรกเห็นจนกระทั่งผ่านไปกว่าสิบนาทีเธอจึงหยุดร้องไห้ออกมา
“นายตื่นขึ้นมาได้สักทีนะโรเบิร์ต ฉันคิดว่านายจะเป็นอะไรไปแล้วซะอีก”
“ผมไม่เป็นอะไรแล้ว ว่าแต่ทำไมคุณถึงได้ร้องไห้ออกมาแบบนั้น”
ผมมีความรู้สึกราวกับไม่คุ้นเคยสถานที่ที่ผมอยู่ในปัจจุบันเอามากๆราวกับว่ามันคืออีกที่และไม่ใช่โลกเดิมของผม ความรู้สึกที่เข้าไปในความทรงจำมันแค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นทำไมกลับให้ความรู้สึกแบบนี้ได้นะ
จากนั้นไอวี่ก็ถามคำถามที่ผมคาดไม่ถึงมาก่อน
“นายรู้ไหมว่ามันผ่านมานานขนาดไหนแล้วหลังจากที่นายหลับไป”
“คงจะเป็นสองชั่วโมงสินะที่ผมหลับไป”
“ไม่ใช่ ตั้งใจฟังที่ฉันจะพูดต่อไปนี้ให้ดีๆนะโรเบิร์ต ตอนนี้...มันผ่านมากว่าหนึ่งร้อยปีแล้ว”
“หืม! ในเวลาแบบนี้คุณยังกล้าล้อผมเล่นอีกเหรอ”
“นั่นสินะ นายที่หลับไปนานขนาดนั้นอาจกำลังสับสน นี่น่าจะเป็นข้อพิสูจน์ได้และก็น่าจะให้คำตอบเรื่องของการหายไปของพวกเธอทั้งหมดด้วย”
ไอวี่หยิบอุปกรณ์บางอย่างขึ้นมาภาพบางอย่างก็ถูกฉายขึ้น มันคือภาพที่โลกกำลังอยู่ในช่วงสงบสุขแต่ว่าผ่านไปไม่นานก็มีหอกขนาดใหญ่พุ่งลงมาปักที่พื้นดินก่อนที่พื้นดินจะเกิดรอยร้าวไปทั่วทั้งโลกจากนั้นเองมิติทั้งหมดก็เกิดพังทลายลงไปช่องว่างมิติมากมายถูกเปิดออกมาดูดสิ่งมีชีวิตมากมายเข้าไปภายในแต่ละจุดที่เกิดช่องมิติ
กฎเกณฑ์ของโลกก็พังทลายลงไปแผ่นดินก็เกิดการสั่นไหวก่อนที่จะค่อยๆสลายหายไปเพราะไม่มีกฎเกณฑ์คอยค้ำชูเอาไว้ เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นได้ประมาณห้าชั่วโมงโลกที่เคยสงบสุขก็กลายเป็นความว่างเปล่าในความมืดไปในทันที ดวงตาของผมจับจ้องไปที่ตำแหน่งหลังการหายไปของโลกนั่นก็คือกลุ่มคนที่ผมเคยพบเจอมาแล้วกลุ่มพวกนั้นก็คือกลุ่มที่ปรากฏในความทรงจำของผมพวกนั้นก็คือกลุ่มที่สวมชุดสีดำที่มีเอกลักษณ์พร้อมกับมีสัญลักษณ์แปลกๆที่บ่งบอกฐานะของพวกเขา
ในขณะที่โลกได้หายไปแล้วและได้กลายเป็นความว่างเปล่า กลุ่มคนพวกนั้นก็หายตัวไปในทันที ผมที่มองเห็นแบบนั้นถึงกับเกิดความคิดมากมายขึ้นในหัวตกลงแล้วกลุ่มพวกนั้นเป็นใครมาจากไหนกันแน่
“เหตุการณ์นี้ก็คือหลังจากที่นายหลับไปได้เพียงแค่สิบนาที ยังดีที่ตอนนั้นฉันเกิดความรู้สึกไม่สบายใจก็เลยได้ย้อนกลับมาเพื่อมาดูอาการของนาย แต่ไม่คิดว่านั่นจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง”
“แสดงว่านี่ก็ผ่านมาหนึ่งร้อยปีแล้วจริงๆเหรอ”
“ใช่แล้ว ส่วนเรื่องของพี่สาว ชาร์ลอตต์ เซล่า และเพย์ตัน ฉันเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเธอทั้งหมดเป็นตายร้ายดียังไง หลังจากที่โลกกลายเป็นแบบนั้นไปพวกเราสองคนก็ถูกพัดผ่านมิติแปลกประหลาดจนหลุดมายังโลกใบนี้ที่อยู่ในโลกชนชั้นที่สี่แห่งนี้และฉันก็ได้เฝ้ารอการตื่นของนายมาโดยตลอดไม่คิดเลยว่าวันนี้ที่ครบหนึ่งร้อยปีนายจะฟื้นขึ้นมา”
“ในตอนแรกฉันตัดสินใจแล้วว่าถ้านายไม่ตื่นขึ้นมาในวันนี้จริงๆฉันคงไม่มีทางเลือกนอกจากฝืนขึ้นไปบนโลกชนชั้นที่หนึ่งที่ที่เป็นแดนต้นกำเนิดของแวมไพร์เพื่อที่จะไปหาวิธีที่จะปลุกนายให้ตื่นขึ้นมา”
ตกลงแล้วความทรงจำพวกนั้นที่ผมได้เจอมันคืออะไรกันแน่ มันทั้งเหมือนจริงและราวกับว่าตัวผมเคยผ่านพ้นมันมาแล้ว ที่สำคัญทำไมผมต้องตื่นขึ้นมาในอีกร้อยปีข้างหน้าด้วย ทั้งหมดนั่น... หรือว่าเจ้าพลังต้นกำเนิดแห่งความมืดมันจะอยู่เบื้องหลังเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด ต้องใช่แน่ๆ คงนึกถึงอะไรอย่างอื่นนอกจากมันไม่ได้อีกแล้ว
จากที่ฟังเรื่องที่ไอวี่เล่ามาแล้วและได้เห็นการสิ้นสุดของโลกแห่งนั้นผมก็เข้าใจในทันทีถึงความเป็นจริง ตอนนี้ผมได้มายืนอยู่บนโลกชนชั้นที่สี่ซึ่งเป็นโลกที่ผมข้ามผ่านมิติในตอนที่มิติได้พังทลายลงไปของโลกก่อน
“เอาละ เรื่องอื่นเอาไว้ทีหลังก่อนเพราะตอนนี้ดูเหมือนกำลังจะมีเรื่องสำคัญที่ต้องอธิบายให้นายฟังก่อน ในตอนนี้พวกเราทั้งสองกำลังถูกตามล่าตัวอยู่"
“ถูกตามล่าหมายความว่ายังไง”
“พวกโลกชนชั้นที่สามทำรางวัลนำจับพวกเราสองคนเอาไว้มหาศาลขนาดที่ว่าโลกชนชั้นที่สองยังสนใจไปกับเรื่องนี้ด้วย เหตุผลที่พวกมันจับตัวพวกเราก็คงเนื่องมากจากโลกสายธารแห่งความฝันอันเป็นนิรันดร์ได้หายไปหลังจากทำลายโลกของพวกเราไปแล้วจากกลุ่มคนปริศนาพวกนั้นทำให้คนที่สืบเรื่องนี้รู้ถึงตัวตนของพวกเรา และพวกมันพยายามที่จะค้นหาพวกเราให้เจอเพราะคิดว่าโลกแห่งนั้นต้องเป็นพวกเรานำมันมาด้วยแน่ๆ เพราะฉะนั้นตอนนี้.....”
ในขณะที่ไอวี่กำลังจะพูดต่อไปอีกก็มีเสียงระเบิดของพื้นดินแถวบริเวณใกล้เคียงขึ้น
ตูม!
“เจอร่องรอยของพวกมันอยู่ทางนี้ มาเร็วเข้าพวกมันต้องอยู่ไม่ไกลอย่างแน่นอน”
เสียงร้องตระโกนของชายคนหนึ่งก็ดังขึ้นก่อนที่เสียงฝีเท้ามากมายพร้อมกับกระแสเวทมนตร์แถวนั้นที่เริ่มปั่นป่วน ผมกับไอวี่รีบเก็บของที่สำคัญเพื่อย้ายที่อยู่ต่อไป
“โรเบิร์ตมีเรื่องหนึ่งที่ฉันลืมบอกนายไป ระวังเรื่องการใช้พลังด้วยเพราะมันไม่เหมือนกับโลกชนชั้นที่ห้าของพวกเรา ที่โลกชนชั้นที่สี่แห่งนี้พลังความสามารถมันใช้ได้จำกัดและใช้ได้ยากกว่าโลกเบื้องล่าง ยกตัวอย่างง่ายๆเลย”
ไอวี่ใช้เส้นใยปกติของเธอพุ่งตรงไปยังกำแพงของบ้านเพื่อสาธิตให้ผมดูในขณะที่เส้นใยกระทบเข้ากับกำแพงไปนั้นทำให้เกิดรอยขีดข่วนเล็กๆขึ้นมาซึ่งถ้าเป็นโลกก่อนที่ยังอยู่กันนั้นแค่สัมผัสผ่านเบาๆก็แตกสลายไปแล้วแต่นี่มันแทบไม่มีผลอะไรเกิดขึ้นเลย
“เข้าใจแล้ว ผมจะทำตามที่คุณแนะนำมา”
ไอวี่ดึงเคียวยักษ์สีดำที่มีรัศมีพลังงานสีดำอันเข้มข้นรายล้อมออกมาจากอากาศธาตุก่อนที่จะสะบั้นมิติตรงหน้าและพาผมกระโดดเข้าไปในนั้นพอดีกับที่พวกที่ตามหาผมกับไอวี่ตามมาถึงกันพอดี พวกเขาเปิดประตูเข้าไปในห้องที่ผมกับไอวี่เดินทางข้ามผ่านมิติไป ชายคนหนึ่งก็พุ่งเข้ามาภายในห้องก่อนที่ตรวจสอบโดยรอบจากนั้นก็สื่อสารระยะไกลผ่านทักษะไปหาหัวหน้าของเขา
“หัวหน้าครับ พวกมันหนีไปแล้วครับเมื่อไม่นานมานี้เพราะจากที่ตรวจดูนั้นกลิ่นอายมันเข้นข้นตรงจุดนี้มากที่สุด”
หัวหน้าของเขาพูดกลับมา
“ตามต่อไปไม่ว่ายังไงก็ต้องหาพวกมันให้เจอ พวกเราต้องเอาโลกสายธารแห่งความฝันอันเป็นนิรันดร์มาให้ได้ไม่ว่าต้องใช้วิธีไหนก็ตาม”
“รับทราบครับหัวหน้า”
……….
มุมมอง จัสมิน เฟราซ์ โมโนเวียร์
ฉันคือคนที่โดดเดี่ยวอ้างว้างที่สุดเป็นคนที่ไม่ต้องการมีชีวิตอยู่และอยากตายอยู่ตลอดเวลาเพราะตั้งแต่ที่ฉันเกิดมาก็ถูกกักขังไว้ในกรงขนาดใหญ่ที่ทำมาจากแร่ที่แข็งแกร่งที่สุดจากโลกชนชั้นที่หนึ่งและยังผนึกไว้ในม่านพลังป้องกันที่สร้างจากเลือดของสัตว์ในตำนานระดับจักรพรรดิกว่าสิบสองตัวรวมถึงสัตว์เวทมนตร์ระดับเทวะอีกกว่ายี่สิบตัว
ส่วนใครที่ไหนมากักขังฉันไว้แบบนี้นั่นก็คือตระกูลโมโนเวียร์ของฉันเอง พวกเขาที่เป็นตระกูลที่ทรงอิทธิพลบนโลกชนชั้นที่สามและยังมีเครือญาติอยู่โลกชนชั้นที่สองอีกนับว่าเป็นตระกูลหนึ่งที่ไม่มีใครอยากหาเรื่องด้วย ถ้าจะถามว่าพวกเขาทำไมถึงขังเธอเอาไว้แบบนี้นั้นก็เป็นเพราะตระกูลโมโนเวียร์ขึ้นชื่อว่าเป็นตระกูลแห่งแสงแต่แม่ของฉันที่เป็นหัวหน้าตระกูลคนปัจจุบันกลับให้กำเนิดฉันที่มีพลังแห่งความมืดขึ้นมา
แค่พลังแห่งความมืดมันก็พอมีโอกาสยับยั้งหรือเปลี่ยนแปลงได้แต่ว่าพลังของฉันนั้นเป็นพลังที่มีความพิเศษในตัวของตนเองสูงมากยังไม่หมดแค่นั้นพลังทำลายที่ปล่อยออกมามันร้ายแรงจนขนาดที่ว่ามันปล่อยออกมาด้วยตัวของมันเองหรือจะเรียกว่าฉันไม่สามารถควบคุมมันได้เลยก็ได้ทำให้เกิดการสูญเสียครั้งใหญ่ขึ้นในวัยเด็กของฉัน ฉันได้ฆ่าคนบริสุทธิ์ไปมากกว่าหลายแสนคนจนถึงหลายล้านคนเพราะพลังที่ควบคุมไม่ได้ของฉันและยิ่งนับวันยิ่งมีคนตายไปเรื่อยๆ
ถึงแม้แม่ของฉันจะรักฉันมากขนาดไหนแต่ก็ไม่สามารถทนดูฉันที่ฆ่าคนไม่ต่างจากผักปลาแบบนี้ไปได้จึงได้ลงความเห็นกับนักเวทย์ในตระกูลมากมายสร้างกรงนี้ขึ้นมาแล้วจับฉันมาขังเอาไว้ที่โลกชนชั้นที่สี่แห่งนี้แล้วตามด้วยคนเฝ้าควบคุมตลอดระยะสี่ร้อยถึงหนึ่งพันกิโลเมตร แน่นอนว่าแม่ของฉันมาเยี่ยมดูฉันทุกๆเดือนเพราะความเป็นห่วงฉันแต่คนอื่นๆล้วนลืมเลื่อนฉันที่เป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของหัวหน้าตระกูลไปแล้ว
ทำให้แต่ละวันล้วนผ่านเลยไปอย่างโดดเดี่ยวเต็มไปด้วยความว่างเปล่าและยิ่งเวลาผ่านพ้นเลยมาจนฉันอายุได้สี่สิบปีความหิวโหยในอาหารก็ได้หายไป รวมทั้งความรู้สึกทั้งหมดก็ไม่หลงเหลืออยู่เช่นเดียวกันตัวฉันในกระจกก็แผ่รัศมีพลังสีดำอ่อนๆออกมา ตัวฉันที่ไม่เคยฝึกพลังเวทมนตร์มาก่อนระดับความสามารถก็พุ่งขึ้นไปจนถึงขอบเขตกำเนิดเวทย์ขั้นสูง
เวลาต่อจากนั้นฉันอายุได้สองร้อยห้าสิบปีพลังแห่งความมืดในตัวของฉันก็เริ่มที่จะแข็งแกร่งขึ้นมาเรื่อยๆจนตัวฉันมีระดับความสามารถไปถึงขอบเขตนักเวทย์ฝึกหัดขั้นกลางทั้งที่ไม่ได้ฝึกฝนมันเลยมันมาพร้อมกับอาการแปลกประหลาดบางอย่างทุกครั้งที่ฉันหลับไปนั้น ฉันก็จะฝันเห็นชายคนหนึ่งในความฝันฉันกับเขาอยู่ด้วยกันอย่างยาวนานเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างที่ฉันไม่เคยรู้จักมาก่อนแต่ฉันก็ได้รู้จักมันผ่านความฝันในเวลาต่อมาสิ่งที่เกิดขึ้นมันเรียกว่า “ความรัก”
ส่วนมากแล้วฉันกับเขาจะชอบออกไปยังสวนที่มีต้นไม้ที่ใบของมันเป็นสีฟ้าเปล่งประกายอ่อนๆพร้อมกับแสงอรุณที่สาดส่องลงมาแบบเบาบาง ลักษณะพื้นดินก็เต็มไปด้วยหญ้าสีเขียวขจีอากาศรอบตัวบริสุทธิ์ และเขาก็ชอบที่จะนอนหลับบนตักของเธอเสมอ เขามักจะพูดกับเธอประมาณว่า “ผมหลงใหลคุณมาก ไม่ว่าจะมองคุณสักกี่ครั้งผมก็ไม่สามารถละสายตาจากคุณไปได้เลย” และก็เป็นทุกครั้งที่ฉันรู้สึกดีใจกับมัน
แต่พออายุของเธอล่วงเลยมาถึงเจ็ดร้อยปีผิวกายของฉันก็เริ่มกลายเป็นสีดำจนทั้งร่ายกายของฉันไม่หลงเหลืออะไรให้เรียกว่ามนุษย์อีกต่อไปรัศมีพลังที่แผ่ออกมาก็เข้มข้นขึ้นระยะของมันก็เริ่มที่จะออกไปไกลถึงห้าสิบเมตรทำให้มีพวกสาวใช้ที่โดนลูกหลงเข้าไปต้องจบชีวิตไปกว่าหลายพันคนและคนงานอีกจำนวนมาก สุดท้ายก็ไม่มีใครเข้ามาใกล้ฉันได้อีกต่อไปความโดดเดี่ยวและความเหงาก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆแต่ก็มีสิ่งที่พอที่จะทำให้ฉันยังคงอยู่ต่อไปได้ก็คือการรอที่จะได้พบกับเขาคนนั้น
ฉันพยายามหาตัวของเขามาโดยตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมาในโลกแห่งความเป็นจริงว่าเขาจะมีตัวตนจริงๆอยู่ไหมจนกระทั่งในตอนที่ฉันกำลังจะตัดใจในการค้นหาเขาลงไป เขากลับปรากฏออกมายังโลกเบื้องล่างฉันตัดสินใจสั่งให้สาวใช้ที่มีความสามารถลงไปเก็บภาพฉายของเขากลับมาเพื่อเป็นของดูต่างหน้าของฉันที่ไม่มีสิ่งใดที่จะยึดเหนี่ยวอยู่บนโลกใบนี้แล้วเมื่อได้มันมาฉันก็เปิดมันดูภาพฉายบ่อยมากๆ และทุกครั้งยามตื่นเช้าขึ้นมากับยามก่อนนอนหลับฝันไป
วันนี้เองก็เป็นค่ำคืนที่ฉันจะต้องนอนหลับแล้วฝันถึงเขาอีกฉันก็หยิบมันขึ้นมาดูอีกครั้ง
“ท่านหญิงจัสมิน ท่านยังไม่นอนอีกเหรอค่ะ”
คนที่ถามฉันไปนั้นเธอก็คือ ลอนดิน ลูโอวา เป็นคนใช้ของฉันเองเธอมีหน้าที่จัดการเรื่องต่างๆของฉันได้โดยที่ไม่ต้องฟังความเห็นจากฉันนอกจากคำสั่งของเบื้องบนเท่านั้น แน่นอนว่าเธอยืนห่างออกไปไกลและไม่เข้ามาใกล้ฉันมากจนเกินไป
“ฉันกำลังมองดูเขาอยู่”
“อ้อ คงเป็นภาพฉายที่ได้มาเมื่อไม่กี่ร้อยปีก่อนนั่นสินะคะ ทางที่ดีท่านลืมเขาไปเถอะเพราะตอนนี้เขากำลังถูกตามล่าจากคนพวกน่ารังเกียจพวกนั้นแล้วคาดว่าคงอีกไม่นานก็คงถูกจับไปนั่นแหละ”
“ลอนดินเธอหมายความว่ายังไง”
“เฮ้อ สิ่งที่ดิฉันพูดไปเมื่อสักครู่เป็นความจริงตามที่ท่านได้ยินนั่นแหละ เห็นแก่ท่านหญิงจัสมินผู้น่าสงสารที่ไม่มีใครเข้ามาหากว่าร้อยปีแล้ว ดิฉันจะฝากคำพูดอำลาครั้งสุดท้ายไปให้ท่านจะกล่าวอะไรไหมคะ”
“พา...ฉันไปหาเขา”
“ท่านหญิงจัสมินท่านพูดว่าอะไรนะคะ”
“พาฉันไปหาเขาไม่ได้ยินหรือยังไง”
“ฮ่า ฮ่า นี่ท่านยังไม่รู้สถานะของตนเองรึยังไง ดิฉันก็ไม่อยากพูดมากความหรอกนะ ถึงพาเขามาได้เขาก็จะตายเหมือนกับพวกสาวใช้และคนบริสุทธิ์พวกนั้นยังไงละ”
สีหน้าของฉันหม่นหมองลงไปถึงจะมองไม่เห็นว่าแสดงสีหน้าอะไรก็ตามเพราะผิวของฉันที่กลายเป็นสีดำไปหมดแล้ว หยาดน้ำตาสีดำก็ไหลออกมาอย่างช้าๆ
ลอนดินทนดูอาการของฉันต่อไปไม่ไหวก็พูดออกมา
“เอาเถอะ ดิฉันจะไปกล่าวอำลาให้หน่อยก็ได้และบันทึกภาพฉายครั้งสุดท้ายของเขามาให้ก็แล้วกัน”
พูดจบร่างกายของลอนดินก็เลือนหายไปในอากาศธาตุทันทีปล่อยให้ฉันโศกเศร้าต่อไปแบบนั้น
. . .