มหาวิทยาลัยนราวิชญ์
“สวัสดีครับอาจารย์หลิน วันนี้มาแต่เช้าเหมือนเดิมเลยนะครับ” พอเดินมาถึงทางเข้าหลักหน้ามหา’ ลัยก็มีเสียงพูดทักทายดังขึ้นเหมือนทุกครั้ง แม้จะได้ยินบ่อย แต่ก็ไม่เคยรู้สึกรำคาญเลย
“สวัสดีค่ะลุงเต่า หลินซื้อน้ำเต้าหูกับซาลาเปามาฝากด้วยนะคะ เ้าเดิมค่ะ” ฉันยิ้มให้กับชายมีอายุตรงหน้าพร้อมยกแขนข้างที่ถือถุงน้ำเต้าหูและซาลาเปาขึ้นมา
“โธ่อาจารย์ ผมบอกแล้วไงครับว่าไม่ต้องซื้อมาเปลืองเงินเปล่า ๆ”
“หลินไม่ได้ซื้อมาให้ลุงสักหน่อย แต่ซื้อมาให้หลานลุงต่างหากค่ะ”
“ครับ ๆ ต่อให้ผมปฏิเสธยังไงก็คงสู้ความดื้อของอาจารย์ไม่ได้อยู่ดี”
“...” ฉันส่งยิ้มให้คนตรงหน้าก่อนจะมองไปด้านหลังที่มีเด็กชายตัวเล็กกำลังนอนหลับอยู่ คงจะรอให้ทางโรงเรียนมารับเหมือนเดิมสินะ ดีที่ฉันมาทันก่อนที่เ้าหนูจะไปโรงเรียนอย่างน้อยวันนี้เขาน่าจะมีอะไรรองท้องก่อนไป
“งั้นหลินขอตัวก่อนนะคะ” ไม่ใช่เพราะลุงเต่าดูแลเด็กไม่ดีหรอก แต่เพราะลุงเขามีภาระมากมายที่ต้องใช้เงิน บางทีมันเลยไม่พอที่จะใช้ชีวิตแบบอิ่มท้องได้ แต่การที่จะให้ฉันเข้าไปช่วยแบบตรง ๆ เลยก็คงไม่ได้ เพราะอย่างที่เห็น ลุงแกเป็คนขี้เกรงใจมาก
“คงต้องหาโอกาสสอนพิเศษให้เด็กคนนั้นแบบเนียน ๆ ซะแล้วสิ” ระหว่างทางเดินไปคณะ ฉันก็พูดกับตัวเองพลางมองบรรยากาศรอบตัวที่มีนักศึกษาไม่คุ้นหน้ามากมาย เป็เพราะมันคือ่ที่เด็กปีหนึ่งพึ่งเริ่มเรียนกันวันแรก แม้จะเป็การเรียนซัมเมอร์เตรียมตัวก่อนเปิดเทอมแรกก็ตาม
“คนเยอะไม่เปลี่ยน” มหา’ ลัยที่ฉันทำงานอยู่ค่อนข้างมีชื่อเสียงรอบด้าน และมีเด็กหัวกะทิ หรือลูกผู้มีอิทธิพลรวมถึงลูกดาราอยู่เยอะมาก เพราะงั้นการเรียนวันแรกเลยสำคัญ ถ้าหากพลาดแน่นอนว่าจะเรียนตามเพื่อนไม่ทัน
ฉันเองก็จบจากที่นี่เหมือนกัน ตอนแรกที่มาสอนใหม่ ๆ ก็แอบรู้สึกแปลกอยู่นิดหน่อย แต่พอปรับตัวได้ก็ค่อยสบายใจขึ้นมาบ้างแล้ว ถึงแม้จะยังคงมีเื่ราวเดิม ๆ เกิดขึ้นอยู่ก็ตาม
“สวัสดีค่ะอาจารย์หลิน!” เสียงทักทายดังขึ้นขณะที่ฉันกำลังยืนรอลิฟต์อยู่ใต้ตึกคณะ
“เสียงดังแบบนี้แสดงว่าดีขึ้นแล้วใช่ไหมจ๊ะ”
“ก็...ไม่ดีขึ้นหรอกค่ะแต่หนูจะไม่ยอมแพ้ตามคำแนะนำของอาจารย์นะคะ” เด็กตรงหน้าพูดด้วยความมุมานะผิดกับเมื่อเทอมที่แล้วที่เคยมีสีหน้าเ็ปอยู่
ฉันแค่บังเอิญไปเจอเด็กคนนี้แอบร้องไห้อยู่คนเดียวหลังตึกเก่า เพราะถูกเพื่อนร่วมห้องแกล้งจนตัวเองต้องกลับมาเรียนซ้ำในวิชาหลัก จะให้มองข้าม หรือทำเป็ไม่เห็นก็ไม่ได้ สุดท้ายก็เลยให้คำแนะนำไป แต่ไม่คิดเลยว่าเด็กคนนี้จะกลับมามีไฟถึงขนาดนี้
“ดีแล้วจ้ะ”
“ถ้าอาจารย์ไม่ตามมาปลอบหนู ป่านนี้คิดไม่ออกเลยค่ะว่าตัวเองจะเป็ไงต่อ” เธอเล่าถึงอดีตไปก็หัวเราะไป
“...” ฉันได้แต่ฟังเงียบ ๆ และยิ้มให้เท่านั้นโดยไม่พูดอะไรถึงแม้ความจริงที่ว่าฉันไม่ได้ตั้งใจตามเธอไปก็ตาม เพราะที่จริงสถานที่นั้นมันไร้ผู้คน ฉันเลยชอบไปนั่งเล่นต่างหาก
ห้องทำงานรวมของเหล่าอาจารย์คณะศิลปศาสตร์
“ว่าแต่วันนี้อาจารย์หลินยังไม่มาอีกเหรอคะ ทุกทีเห็นมาก่อนใครเพื่อนเสมอ” จังหวะที่ฉันกำลังจะผลักประตูเข้าไปก็ดันเกิดมีเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นมาเสียก่อน อันที่จริงฉันควรจะเดินเข้าไปเลยก็ได้ แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไรถึงได้ยืนนิ่งแทน
“แหม ต่อให้มาสายขนาดไหนก็คงไม่มีใครกล้าพูดอะไรหรอกค่ะ ลูกสาวของรองคณบดีฝ่ายวิชาการเชียวนะคะ แถมแม่อาจารย์หลินยังเป็เพื่อนสนิทกับคณบดีคณะศิลปศาสตร์อีก”
“นั่นสินะ พวกเราเองก็คงต้องระวังคำพูดมากกว่านี้ เพราะไม่รู้ว่าถ้าเกิดมีใครมาได้ยินเข้าจะเกิดเป็เื่ใหญ่มากแค่ไหน”
“โห ~ น่ากลัวจริง ๆ”
“ไม่นานมานี้เหมือนเบื้องบนจะคุยกันถึงเื่การเปลี่ยนหัวหน้าสาขา แถมยังมีการเสนอชื่ออาจารย์หลินไปด้วย ไม่รู้ว่าหัวหน้าคนปัจจุบันจะว่ายังไงต่อเลยค่ะ”
“สมัยเรียนอาจารย์หลินก็เป็แบบนี้เสมอเหรอคะ การที่ได้อะไรมาง่าย ๆ เพราะได้แม่ช่วยเนี่ย”
“ถ้าจะพูดให้ถูก อาจารย์หลินไม่เคยปฏิเสธอะไรเลยค่ะ ก็รับสิ่งต่าง ๆ ที่แม่ตัวเองประเคนให้ง่ายดายเหมือนกับรอเวลาเ่าั้อยู่แล้ว”
“แล้วก็นะ...สำหรับพวกเรา การที่จะเข้ามาเป็อาจารย์ของที่นี่ได้ก็ต้องพากันแข่งขันเืตาแทบกระเด็น แต่กับอาจารย์หลินคงเป็เื่ง่ายน่าดู”
“เรียนจบโทปุ๊บก็มาเป็อาจารย์ปั๊ป อิจฉาชีวิตแบบนั้นจริงค่ะ”
“อาจารย์หลินไม่มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีบ้างเลยเหรอคะอย่างกับตุ๊กตาที่ดูสง่างาม ภายนอกใครเห็นก็ชื่นชอบชื่นชม แต่ภายในกลับมีนุ่นยัดไว้แค่ให้เป็ทรงคงความสวยงาทอย่างเดียว”
“ช่างเปรียบนะคะ แต่ก็เหมาะแล้วค่ะ เพราะตุ๊กตาไม่มีชีวิตนี่คะ ถ้างั้นจะให้มารู้สึกผิดชอบชั่วดีเห็นทีคงเป็เื่ยาก”
ปึก ~
“อุ๊ยตาย!” เสียงที่ดูใแบบแสร้งทำ ฉันเจอมาจนชินแล้ว ก็ไม่ได้อยากเข้ามาขัดเื่ซุบซิบหรอก ถ้าหากเวลามันหยุดเดินได้ ฉันคงเลือกรอให้พวกเธอพูดให้จบก่อนค่อยเดินเข้ามา
แต่เมื่อมีหน้าที่ที่ต้องทำ ฉันเลยเลือกที่จะเดินไปห้องทำงานของตัวเอง โดยไม่พูดอะไรเหมือนทุกครั้งที่มักจะชอบทำ ไม่ว่าจะเป็ตอนนี้ หรือแม้แต่ตอนที่เรียนอยู่ก็ตาม
เื่พวกนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ต้องมาเจอหรอก
หนึ่งคนในกลุ่มบทสนทนาพวกคนเมื่อกี้จะมีคนเดียวที่รู้จักฉันดี และเธอเองก็เกลียดฉันมาก ‘พี่มิ้ง’ รุ่นพี่ที่ฉันเคยไปแย่งหน้าที่หลายอย่างมาจากเธอแบบไม่ได้ตั้งใจ จนท้ายที่สุดมันจบลงด้วยการที่เธอเกลียดฉันมากนั่นเอง
ฉันเข้าใจความรู้สึกเธอดี เพราะงั้นเลยไม่ได้โกรธเธอเลยั้แ่ตอนนั้นมา
ห้องทำงานของหลิน
“ชีวิตแบบนี้เหรอที่น่าอิจฉา” เมื่อเดินเข้ามาถึงในห้องฉันก็ล้มตัวนั่งลงบนเก้าอี้ทำงานหนังสีดำ พร้อมเอนตัวมองเพดานย้อนคิดถึงสิ่งที่คนกลุ่มนั้นพูด
ทุกคำพูดที่ออกมาไม่มีเื่ไหนที่ไม่จริง ฉันได้ทุกอย่างมาแบบง่ายดาย เพราะแม่จัดวางและปูทางไว้หมดแล้ว และฉันก็ปฏิเสธสิ่งเ่าั้ไม่ได้เลยสักนิด
แต่...
ทำไมกันนะถึงไม่มีใครคิดบ้างเลยว่าฉันอยากทำให้ตัวเองเป็ประเด็น เพื่อเป็หัวข้อให้ต้องถูกพูดอย่างนี้งั้นเหรอ
ฉันไม่เคยอยากได้อะไรพวกนั้นเลยสักนิดเดียว
แต่เพราะ...
เพราะไม่สามารถปฏิเสธแม่ได้ ฉันเลยจำเป็ต้องทำตามท่าน และมันก็เป็แบบนี้มาตลอด อันที่จริงฉันควรชินได้แล้ว
ถึงจะคิดแบบนั้น แต่ก็ไม่เคยชินเลย มีแต่อึดอัดมากกว่าเดิม
————— ꧁༻・ॐ・༺꧂ —————
ฝากกดติดตามกันด้วยน้า : เพจ Sunisayok - นักเขียนนิยาย
(https://www.facebook.com/SunisayokWriter)
—————— ༻・ॐ・༺ ——————