ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมา
ในหัวของอวิ๋นหวง ยังคงมีภาพเหตุการณ์นั้นปรากฏซ้ำไปซ้ำมาไม่หยุด
ลานด้านหน้าของวิหารฉงเซิ่งในวัดกูหลง กองทัพศัตรูเข้าปิดล้อมโจมตี ด้วยน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ เสด็จพ่อและเสด็จแม่ของนางค่อย ๆ ล้มลงจมกองเืทีละพระองค์
ทั้งยังถูกเหล่านักฆ่าจ้วงแทงเป็รูพรุน หมดหนทางรอด…
เหนือลานปะา สตรีในชุดแดงใช้มือกวัดแกว่งอาวุธ ดวงตาเฉียบคมดูเ็าน่าเกรงขาม และทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหวเปี่ยมล้นไปด้วยพลังอำนาจ…
อวิ๋นหวงมุ่นคิ้ว “ข้ามองไม่ผิดแน่ ไม่มีทางที่ข้าจะจำเสด็จแม่ของตัวเองไม่ได้ ทว่าเสด็จแม่ไม่รู้วรยุทธ์ ทั้งยังถูกซูอวี้เจ๋อสังหารไปแล้ว ข้าเห็นกับตาตัวเอง!”
หลงไท่จื่อนิ่งเงียบไม่เอ่ยอันใด
ปลาหมึกั์รู้สึกงุนงง “เ้าก็ไปถามกระจกเกล็ดัต่อมิได้หรือ? หลงไท่จื่อทรงผ่านประสบการณ์มาทุกยุคทุกสมัย ในพระทัยมีทั้ง์และโลกมนุษย์ แผ่นเกล็ดบาง ๆ แต่ละอันล้วนมีจิติญญา ซึ่งสามารถแสดงทุกสิ่งในโลกนี้ได้”
“ข้าถามแล้ว ข้าเพิ่งจะเรียกชื่อของเสด็จแม่สามครั้ง แล้วเขียนวันประสูติของพระองค์ จากนั้นภาพก่อนหน้าก็จางหายไปจนไม่เหลืออะไรเลย”
อวิ๋นหวงรู้สึกงุนงงอย่างที่สุด “จากนั้นข้าจึงเรียกชื่อฉู่เซียวอีกครั้ง ทั้งยังเขียนวันเดือนปีเกิดของเขา ทว่ากระจกเกล็ดัก็ยังไม่ปรากฏภาพ”
“นั่นเป็เพราะเ้าเขียนวันประสูติของเสด็จแม่ของเ้าไม่ถูกต้องน่ะสิ สำหรับฉู่เซียว เขาคงหมดสติและสูญเสียพละกำลังไปชั่วคราว” เต่ากระกล่าวอย่างมั่นใจ
“ถูกต้อง กระจกเกล็ดัสามารถแสดงภาพทั้งคนเป็และคนตาย แต่ไม่สามารถแสดงภาพคนที่อยู่ในอาการหมดสติได้” หลงไท่จื่อกล่าว
“ที่ไม่เห็นฉู่เซียวก็นับว่าสมเหตุสมผล ทว่าข้าจำวันประสูติของเสด็จพ่อและสด็จแม่ได้อย่างแม่นยำ! สมัยที่ทั้งสองพระองค์ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ ก็ทรงฉลองวันพระราชสมภพทุกปี ข้าจะจำผิดได้อย่างไร?”
อวิ๋นหวงรู้สึกร้อนใจ
ฉลามแสดงความคิดเห็น “นั่นอาจเป็เพราะ นางบอกเ้าผิดมาั้แ่แรก”
ไห่เซี่ยงกล่าวเสริม “ถูกต้อง หากสิ่งที่เ้าเขียนนั้นถูกต้อง ไม่ว่าเสด็จแม่ของเ้าจะยังมีชีวิตอยู่ หรือหมดลมหายใจไปแล้ว กระจกเกล็ดัไม่มีทางไม่แสดงภาพ ไม่นางก็อาจจะไม่ใช่เสด็จแม่ของเ้า หรือบางทีนางอาจจะจงใจบอกเวลาประสูติแก่เ้าผิด”
“จะเป็ไปได้อย่างไร?” อวิ๋นหวงตกตะลึง
หลงไท่จื่อยังคงนิ่งเงียบไม่พูดอะไร
“ไอ้หยา เผ่าพันธุ์ของพวกเ้าช่างซับซ้อนยิ่งนัก บิดามารดาแท้ ๆ และลูกอย่างเ้า ต่างไม่พูดความจริงกัน”
งูทะเลชูหัวรูปสามเหลี่ยมขึ้น แล้วเอ่ยโดยไม่รอให้มองเห็นหน้า
“ข้าเองก็คิดอย่างนั้นเช่นกัน เ้าตัวน้อย ในเมื่อเ้าถูกองค์รัชทายาทัช่วยเอาไว้ อีกทั้งความสามารถของเ้าก็มีไม่มาก หากเ้าออกไป ไม่รู้ว่าเ้าจะตกตายอีกสักกี่ครั้ง เ้าก็อยู่เล่นกับพวกเราที่นี่เสียเลย เป็อย่างไร?”
ไห่ถุนก็เขยิบเข้ามาใกล้ แล้วถูไถมืออวิ๋นหวงด้วยเช่นกัน
“ใช่แล้ว เราทุกคนชอบเ้าอย่างยิ่ง มันช่างบังเอิญนักที่เ้าอยู่ใต้น้ำแล้วยังไม่ตาย”
ปลาหมึกั์ปรบหนวดทั้งแปดของมันอย่างชอบใจ
ทันใดนั้น ความรู้สึกอบอุ่นก็เติมเต็มในใจนาง อวิ๋นหวงอดทอดถอนใจด้วยความะเือารมณ์ไม่ได้
ซูอวี้เจ๋อ คนรักในวัยเด็กของนาง สร้างาแยับเยินให้แก่นาง เพื่อเอาชีวิตรอด บรรดาพี่ชายพี่สาวต่างผลักนางไปสู่ความตาย และแม้แต่พระมารดาผู้ให้กำเนิด ก็ยังปิดบังเื่ราวบางอย่างกับนาง นอกเหนือจากฉู่เซียวแล้ว ผู้ที่ทำให้นางรู้สึกอบอุ่นใจ กลับเป็สัตว์เทพที่พบกันโดยบังเอิญพวกนี้
ดวงตาของอวิ๋นหวงร้อนผ่าว “ขอบคุณนะ ข้ารู้สึกซาบซึ้งใจจริง ๆ ที่พวกท่านช่วยชีวิตข้า และให้ที่พักพิงแก่ข้า...”
“อย่าร้องไห้! บอกแล้วว่าข้าทนเห็นเ้าร้องไห้ไม่ได้!” หลงไท่จื่อผู้ซึ่งนิ่งเงียบมาตลอด ได้ก้าวเข้าไปสวมกอดอวิ๋นหวง “พวกเขาทุกคนล้วนเชื่อฟังคำสั่งข้า ดังนั้นเ้าไม่จำเป็ต้องขอบคุณพวกเขา แค่ขอบคุณข้าคนเดียวก็พอแล้ว”
พอกล่าวจบ หลงไท่จื่อก็ดึงมืออวิ๋นหวง แล้วเหวี่ยงนางขึ้นไปบนหลังของตนเอง ก่อนจะกระโจนขึ้นสู่ผิวน้ำราวกับสายฟ้าฟาด
“เอ่อ...การที่หลงไท่จื่อพูดตรง ๆ เช่นนี้ มันช่างเจ็บกระดองใจจริง ๆ...”
ปลาหมึกั์ยกหนวดขึ้นแตะกระดองแข็ง ๆ ของเต่ากระ “เ้าเจ็บตรงนี้หรือ?”
เต่ากระพยักหน้า “เจ็บสิ ทีแรกหลงไท่จื่อก็ทรงส่งเ้าตัวยุ่งน้อยมาให้เรา และตอนนี้พระองค์ก็ทรงฉกสหายตัวน้อยของเราไปแล้ว”
แม่ทัพเทพทั้งหลายพากันบ่นอุบ แต่ก็จำใจต้องมองหาความสนุกอันใหม่
“ท่านจะพาข้าไปไหนหรือ?”
อวิ๋นหวงจับตัวเขาไว้แน่น แล้วถามขึ้นในขณะที่เกาะหลังของหลงไท่จื่อ
“ข้าจะพาเ้าเหินเวหาเก้าชั้นฟ้า ท่องสี่มหาสมุทร ให้เ้าลืมความกังวล”
ขณะที่หลงไท่จื่อกล่าว ก็พลันพุ่งตัวลงไปด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น จนทะลุลงผืนน้ำ ก่อนจะพุ่งทะยานขึ้นไปในอากาศ!
ละอองน้ำที่สาดกระเซ็นจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ส่องประกายระยิบระยับเป็ห้าสีเมื่อต้องแสงพระอาทิตย์ ทุกสรรพสิ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับสลายหายไป
ชั่วขณะนั้น ผิวน้ำทะเลก็ราวกับดอกไม้บานขนาดมหึมา ครั้นหลงไท่จื่อเหาะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจากตรงกลาง จึงทำให้ดูคล้ายเกสรตัวผู้ของดอกไม้!
ภาพนั้นงดงามเจิดจรัสและน่าตื่นตา อวิ๋นหวงอดกรีดร้องอย่างตื่นเต้นไม่ได้ ลืมสิ้นทั้งความอัปยศและความรุ่งโรจน์!
ในที่สุดข้าก็ได้เห็นทะเลสีเขียว ท้องฟ้าสีคราม แสงแดด ูเาและแม่น้ำอีกครั้ง...ทุกอย่างยังคงดูงดงามเช่นนั้นเสมอ
แม้ว่าาแในใจจะยังคงเ็ปอยู่ลึก ๆ แต่มันก็คุ้มค่าที่จะยินดี
อย่างน้อยนางก็โชคดี ที่ยังมีชีวิตอยู่!
เสียงลมหวีดหวิวพัดผ่านหู เมฆรวมตัวและกระจายออกไปโดยรอบ เมื่อมองลงมาจากที่สูง สายตาของนางกว้างไกล และมองเห็นได้ไกลนับพันลี้
อวิ๋นหวงมองดูอย่างหลงใหล มองดูด้วยความตื่นเต้น จนลืมตัวไปชั่วขณะ และร้องะโเสียงดังออกมา “ข้ากลับมาแล้ว! ข้าฟื้นคืนชีพจากความตายแล้ว!”
เสียงก้องกังวานจากที่สูง เสียงะโของอวิ๋นหวงถูกส่งผ่านไปได้ไกลยิ่งนัก
เสียงสะท้อนพลันดังกึกก้องครั้งแล้วครั้งเล่า
“ข้าฟื้นคืนชีพจากความตายแล้ว—”
“ข้ายังไม่ตาย—”
“ซูอวี้เจ๋อ เ้ารอข้าก่อน!—”
“ซูอวี้เจ๋อ! เ้ารอข้าเสียดี ๆ—”
…
ค่ายทหารของต้าโจว ในกระโจมของผู้บัญชาการทหารสูงสุด
ซูอวี้เจ๋อผู้ซึ่งกำลังนอนหมดสติอยู่บนเตียง จู่ ๆ ก็ผวาตัวตื่นขึ้น ก่อนกวาดตามองไปรอบ ๆ ด้วยความใและงุนงงสงสัยอย่างที่สุด
“องค์ไท่จื่อ?”
ซ่งจื้อิ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่กำลังเฝ้าอารักขาอยู่หน้ากระโจมมาตลอด เมื่อได้ยินเสียงเขาจึงเดินเข้ามา เมื่อเห็นซูอวี้เจ๋อมีสีหน้าเปลี่ยนไป ทว่าเขาก็ไม่เข้าใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
“อวิ๋นหวงะโเรียกข้า!”
ซูอวี้เจ๋อรีบร้อนลุกลงจากเตียง วิ่งออกไปนอกกระโจมโดยไม่สวมถุงเท้าหรือรองเท้าแต่อย่างใด
“องค์ไท่จื่อ! องค์หญิงเก้าแคว้นต้าเฉินสิ้นพระชนม์ไปตั้งนานแล้ว เหตุใดพระนางจะทรงะโเรียกพระองค์ได้เล่า? พระองค์ย่อมกำลังฝันอยู่ ไอ้หยา…”
ซ่งจื้อิรีบวิ่งไล่ตามออกมา
“ไม่ ข้าได้ยิน เมื่อครู่นางะโเรียกข้า ข้าได้ยินจริง ๆ...”
ซูอวี้เจ๋อสวมเสื้อชั้นเดียว วิ่งไปยังพื้นที่โล่งกว้างโดยไม่สนใจสิ่งใด จากนั้นจึงกวาดตามองไปรอบ ๆ ทุกหนแห่ง
เท่าที่ตาเห็น ล้วนเป็กระโจมหลายหลัง และยังมีเหล่าทหารที่มีสีหน้าประหลาดใจและเคารพยำเกรง
ซูอวี้เจ๋อไม่สนใจที่จะอธิบายให้พวกเขาฟัง ชายหนุ่มเที่ยวค้นกระโจมไปทีละหลังด้วยใจเต้นไม่เป็ส่ำและว้าวุ่น
ไม่มีอวิ๋นหวง
ทว่าเมื่อครู่นี้ เขาได้ยินนางะโเรียกเขาจริง ๆ นางบอกให้เขารอ ให้เขารอนางดี ๆ...
“ได้ อวิ๋นหวง หากเ้าบอกให้ข้ารอ ข้าก็จะรอ...”
“อวิ๋นหวง ข้าได้ยินเ้าร้องเรียกข้า เ้ารีบออกมาเร็วเข้า ความจริงแล้วข้าไม่อยากรอเลยสักวัน”
ด้านหนึ่งซูอวี้เจ๋อพูดกับตัวเอง อีกด้านหนึ่งก็เที่ยวค้นหาไปทั่วทุกที่อย่างกระวนกระวายใจ
ไม่มี ไม่มี ไม่มีเลย!
“ไอ้หยา องค์ไท่จื่อ พระองค์ทรงทำแบบนี้จะดูคล้ายคนบ้าเสียสติเอานะพ่ะย่ะค่ะ ทรงอย่าก่อกวนขวัญกำลังใจของกองทัพเลย!”
ซ่งจื้อิเอาแต่พร่ำบ่นไม่เลิก ขณะที่เดินตามติดซูอวี้เจ๋อไปทุกก้าวย่าง ด้วยเกรงว่าจะเกิดเื่ไม่คาดคิดกับอีกฝ่าย
“หุบปาก! ข้าได้ยินคนเรียกข้าจริง ๆ!”
ซูอวี้เจ๋อทำหน้าจริงจัง กำลังปีนขึ้นไปยังจุดสูงสุดของค่ายทหารด้วยมือและเท้าเปล่า ดวงตาคู่นั้นเร่าร้อนดั่งไฟ สีหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวัง
“โอ้ แม่เ้า ข้าจะทำอย่างไรดี...”
เมื่อซ่งจื้อิเห็นซูอวี้เจ๋อมีท่าทางเหมือนคนโดนผีสิง เขาพลันเงยหน้าขึ้น กุมขมับด้วยความปวดหัว พลางถอนหายใจ
ทันทีที่ปล่อยมือลง เขาก็เหลือบมองท้องฟ้าโดยไม่ได้ตั้งใจ ทันใดนั้น ผู้บัญชาการทหารสูงสุดก็เบิกตากว้าง แล้วขยี้ตามองอีกครั้ง ก่อนร้องอุทานออกมาด้วยความใ “เทพัปรากฏ! เทพัปรากฏตัวแล้ว! โอ้ ์! เป็เทพัจริง ๆ ด้วย!”
เสียงของซ่งจื้อิดังก้องราวกับฟ้าร้อง เขายืนนิ่งอยู่อย่างนั้นราวกับถูกฟ้าผ่าแยกเป็สองเสี่ยง พลางชี้นิ้วไปบนท้องฟ้าและร้องะโโหวกเหวก
เมื่อได้ยินเสียงร้องะโลั่น ทหารมากมายก็บังเกิดความประหลาดใจ ทุกคนจึงวิ่งออกจากกระโจม แล้วแหงนหน้ามองท้องฟ้า—
ภายใต้แสงแดดเจิดจ้า ท่ามกลางทะเลเมฆ ัสีขาวเงินตัวหนึ่งกำลังเหาะเหินอยู่กลางอากาศ พร้อมโบกสะบัดเกล็ดและกรงเล็บ แหวกว่ายต้านสายลมอย่างองอาจน่าเกรงขาม เขย่า์และโลกมนุษย์!
มองเห็นได้ชัดเจน จนไร้ข้อกังขา!
ช่างเป็ภาพเหตุการณ์ที่น่าตกตะลึงเสียจนหลายคนแข็งเป็หินไปในทันที
“โอ้ ์ นี่มันเทพัจริง ๆ!”
“เทพัปรากฏ เป็ลางดีที่หล่นลงมาจาก์!”
เมื่อพวกเขาได้สติกลับคืนมา ทหารทั้งหลายต่างส่งเสียงโห่ร้อง น้ำตาคลอเบ้า บางคนถึงกับร้องไห้ออกมาด้วยความตื้นตัน
.
.
.