ทันทีที่อวี้เทียนก้าวเข้าสู่ "ป่าชั้นใน" บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ต้นไม้ที่นี่ไม่ได้เติบโตขึ้นสู่ท้องฟ้าแต่กลับบิดเบี้ยวขดเกี้ยวราวกับกำลังเ็ป หมอกที่เคยจางกลับกลายเป็สีม่วงคล้ำที่แฝงไปด้วยไอพิษ อวี้เทียนโคจรลมปราณพื้นฐานพยุงร่างกายไว้ ประสาทััที่แหลมคมของเขาดีดตัวขึ้นถึงขีดสุด
ฟู่..
เสียงขู่ที่แฝงไปด้วยอำนาจบางอย่างดังมาจากพุ่ม ทำให้อวี้เทียนหยุดชะงัก ทันใดนั้น เงาร่างสีนิลสายหนึ่งก็พุ่งทะยานออกมาจากเงามืด !
มันคือ "งูนิลเนตรั" ลำตัวของมันหนาเท่ามนุษย์ตัวใหญ่คนหนึ่ง เกล็ดสีดำสนิทสะท้อนแสงแวววาวประดุจเหล็กกล้า ที่กลางหัวมีโหนกนูนคล้ายกับเขาที่กำลังจะงอกออกมา สัตว์อสูรตัวนี้มีสายเืของัไหลเวียนอยู่ แม้จะเพียงน้อยนิดแต่ก็ทรงพลังมหาศาล
ทว่าสภาพของมันกลับดูสะบักสะบอม เกล็ดบางส่วนหลุดลอกและมีรอยกรงเล็บขนาดใหญ่ฝังลึกจนเห็นเนื้อใน ดูเหมือนว่ามันเพิ่งจะผ่านการต่อสู้อย่างเอาเป็เอาตายกับสัตว์อสูรอีกตัวมา และในยามนี้ มัน้าพลังงานมาฟื้นฟูร่างกาย
งูพิษพุ่งเข้าใส่อวี้เทียนด้วยความเร็ว ทว่าดวงตาสีดำของเขากลับยังคงนิ่งสงบ
“ช้าไป..”
อวี้เทียนเอียงกายหลบเพียงเล็กน้อย ท่วงท่าของเขาลื่นไหลราวกับภูตพราย เขาไม่ได้ตื่นตระหนก แต่กลับใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางรวบรวมลมปราณที่ขัดเกลามา 3 ปี ทะลวงเข้าใส่รอยแผลเดิมที่มันาเ็อยู่ก่อนแล้วอย่างแม่นยำ !
ฉึก!
งูั์ดิ้นพล่านด้วยความเ็ป แต่มันก็สายเกินไป แรงกระแทกจากพลังอนธการทำลายอวัยวะภายในที่เสียหายอยู่แล้วของมันจนสิ้นใจลงในเวลาไม่นาน อวี้เทียนยืนมองซากอสูรตรงหน้าด้วยแววตาเรียบเฉย ก่อนจะสังเกตเห็นบางอย่างที่ส่องแสงเรืองรองอยู่ภายในช่องท้องของมันที่ฉีกขาด
มันคือไข่มุกสีม่วงเข้มที่มีลายเส้นสีทองรูปัวนเวียนอยู่ภายใน โอสถนี้เกิดจากการบ่มเพาะพลังของงูพิษสายเืัมานับร้อยปี และสิ่งที่พิเศษที่สุดคือมันขัง "หยดโลหิตั" ไว้ใจกลางไข่มุก
วาสนาครั้งนี้ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่อวี้เทียนคาดคิด เพราะโอสถนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มพูนลมปราณ แต่มันยังมีคุณสมบัติในการ "เปลี่ยนถ่ายไขกระดูก" ให้มีความแข็งแกร่งและทรงอำนาจดุจเผ่าพันธุ์ั
อวี้เทียนมองโอสถในมือพลางนึกถึงแผนที่ฉบับที่สอง.. บางทีนี่อาจไม่ใช่เื่บังเอิญ แต่เป็ส่วนหนึ่งของโชคชะตาที่ท่านตาเล็งเห็นไว้แล้ว
เขาทรุดตัวลงนั่งข้างซากงูั์ เตรียมตัวที่จะดูดซับพลังจากโอสถันี้ทันที ท่ามกลางป่าชั้นในที่เต็มไปด้วยภยันตราย บัดนี้เขากำลังจะก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ไปอีกขั้นหนึ่ง
พริบตาที่โอสถอสูรเนตรััักับลิ้น อวี้เทียนรู้สึกเหมือนกลืนถ่านร้อนจัดลงไปในลำคอ พลังงานจากสายเืัพวยพุ่งเข้าสู่เส้นชีพจรประดุจเข็มนับหมื่นเล่มที่ทิ่มแทงจากภายใน
ความเ็ปแห่งการผลัดกระดูก
ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ เหงื่อไหลชะโลมใบหน้าหล่อเหลาที่บัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความทรมาน เสียงกระดูกลั่น กร๊อบแกร๊บ อย่างน่าสยดสยอง พลังจากโอสถกำลัง "บดทำลาย" ไขกระดูกเดิมของมนุษย์ และแทนที่ด้วย "รากฐานแห่งั" ที่ทรงอำนาจกว่าหลายเท่า
อวี้เทียนคำรามลั่นในใจ เขาไม่ได้ใช้เพียงลมปราณต้านทาน แต่เขาใช้ สภาวะอนัตตาลิขิต เพื่อดึงจิตออกจากความรู้สึกทางกายภาพ เขาเฝ้ามองความเ็ปนั้นราวกับเป็คนนอกที่กำลังสังเกตการณ์ การฝึกฝนร่างกายอย่างหนักตลอด 5 ปีที่ผ่านมาส่งผลลัพธ์อย่างเห็นได้ชัด กล้ามเนื้อที่แกร่งดุจเหล็กช่วยยึดโยงร่างของเขาไม่ให้แตกสลายไปก่อนที่กระบวนการจะเสร็จสิ้น
ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงกำลังถึงขีดสุด กลิ่นอายัในโอสถเริ่มปะทะกับ พลังอนธการ ที่ซ่อนเร้นอยู่ในก้นบึ้งิญญาของเขา แทนที่พลังทั้งสองจะหักล้างกัน แต่มันกลับเริ่ม "หลอมรวม" อย่างประหลาด พลังงานสีม่วงทองจากัถูกย้อมด้วยสีดำสนิทของอนธการ จนกลายเป็กระแสพลังใหม่ที่เยือกเย็นและดุดันยิ่งกว่าเดิม
ในขณะที่กระบวนการผลัดกระดูกใกล้จะเสร็จสิ้น และร่างกายของอวี้เทียนกำลังอยู่ในสภาวะอ่อนล้าที่สุดจากความเ็ป
เงาขนาดมหึมาทอดทับลงมา บดบังแสงที่เหลืออยู่น้อยนิดในป่าชั้นใน มันคือเ้าแห่งเวหาที่มีขนเป็เข็มเหล็ก แววตาของมันอาฆาตและเต็มไปด้วยรอยแผลจากการต่อสู้กับงูนิลเนตรัก่อนหน้านี้ มันตามมาเพื่อ "ทวง" โอสถที่มันควรจะได้เป็รางวัลจากการชนะศึก !
อวี้เทียนลืมตาขึ้นช้า ๆ ััได้ถึงความแข็งแกร่งใหม่ที่ไหลเวียนอยู่ในทุกอนูของร่างกาย แม้จะยังเหนื่อยหอบแต่ดวงตาของเขากลับเป็ประกายเย็นเหยียบ
"เ้ามาได้จังหวะพอดี ข้ากำลังอยากลองดูว่า 'กระดูกั' นี้จะแข็งแกร่งมากแค่ไหน"
"อินทรีเหล็ก" มันคือจ้าวเวหาผู้มีอายุขัยยืนยาวเกือบหนึ่งศตวรรษ แต่ในยามนี้ ร่างกายของมันเต็มไปด้วยรอยกัดจากงูนิลเนตรัและรอยแผลเหวอะหวะที่ชุ่มไปด้วยเืสีเข้ม ขนเหล็กของมันหลุดร่วงไปตามอายุขัยที่โรยรา แต่นั่นไม่ได้ลดทอนความดุร้ายในดวงตาที่เป็ประกายเพลิงของมันเลย
อวี้เทียนพุ่งตัวออกไปด้วยความลำพองในพลังใหม่ ทว่าความจริงกลับไม่เป็อย่างที่คิด ทันทีที่อินทรีเฒ่าสะบัดปีก ลมพายุขนาดย่อมที่แฝงไปด้วยความคมของขนเหล็กก็ซัดร่างของอวี้เทียนจนกระเด็นไปกระแทกกับโขดหินอย่างแรง !
โครม !
อวี้เทียนกระอักเืออกมาคำโต เสื้อผ้าสีหม่นฉีกขาดจนเผยให้เห็นรอยถลอกลึกไปทั่วร่าง แม้เขาจะมี "ไขกระดูกั" และร่างกายที่แข็งแกร่งจากการฝึก 5 ปี แต่เขากลับ ไร้ซึ่งวิชาการต่อสู้ เขาเป็เพียงคนที่มีพละกำลังมหาศาลทว่าใช้ออกไปอย่างไร้ระเบียบประดุจเด็กทารกที่กวัดแกว่งดาบั์
อินทรีเหล็กไม่ปล่อยให้เหยื่อได้พัก มันพุ่งลงมาจากฟ้า ใช้กรงเล็บที่แหลมคมดุจศัตราวุธตะปบเข้าที่ไหล่ของอวี้เทียน ความเ็ปพุ่งปรี๊ดขึ้นสมอง แต่ในวินาทีที่ความตายคืบคลานเข้ามา สัญชาตญาณอนธการในตัวเขาก็ปะทุขึ้น !
อวี้เทียนไม่ได้หลบหลีก แต่กลับใช้แขนที่อาบไปด้วยพลังปราณสีดำเข้มยกขึ้นรับกรงเล็บนั้นไว้ตรง ๆ เสียงโลหะปะทะกับกระดูกัดังก้องไปทั่วหุบเขา อวี้เทียนคำรามลั่นด้วยความเ็ปขณะที่กรงเล็บจมลึกเข้าไปในเนื้อ แต่เขากลับอาศัยจังหวะนี้ใช้มืออีกข้างคว้าคอของมันไว้แน่น
เขาไม่ได้ใช้ท่าร่างพิสดารใด ๆ มีเพียงแรงบีบมหาศาลจากการหลอมรวมลมปราณเข้ากับกล้ามเนื้อที่ถูกขัดเกลามาอย่างหนัก อวี้เทียนทุ่มน้ำหนักทั้งหมดกดร่างของอินทรีเหล็กลงกับพื้นดิน จนปีกที่ชราภาพของมันหักสะบั้น
อินทรีเหล็กเนตรอัคคีแผดเสียงร้องก้องกังวานจนป่าสั่นสะท้าน มันไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ตุ่์ตัวจ้อย มันสะบัดปีกอีกข้างกระแทกร่างอวี้เทียนจนลอยไปชนกับต้นไม้ใหญ่จนหักโค่น อวี้เทียนกัดฟันกรอด ความเ็ปจากกระดูกที่เกือบหักกระตุ้นให้สัญชาตญาณัในตัวเขาพลุ่งพล่าน
เขายันตัวขึ้นจากพื้นดิน ทะยานเข้าใส่ด้วยแรงดิบเพียวๆ อินทรีเฒ่าใช้จะงอยปากเหล็กจิกเข้าที่ไหล่ของเขาจนเนื้อหลุดติดออกมา แต่อวี้เทียนกลับไม่ถอยหนี เขาใช้หัวโหม่งเข้าที่ขมับของมันอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง ปึก ! ราวกับหินสองก้อนกระทบกัน
ทั้งคนทั้งนกั์นัวเนียกันอยู่บนพื้นดินที่เต็มไปด้วยคาวเืและเศษขนเหล็ก อวี้เทียนถูกกรงเล็บตะปบเข้าที่สีข้างจนเือาบ แต่เขาก็อาศัยจังหวะที่มันอ่อนแรงจากการเสียเืข้ามขย่มหลังของมัน มือทั้งสองข้างกุมรอบลำคอหนาแล้วออกแรงบีบสุดกำลัง ลมปราณอนธการสีดำสนิทไหลออกจากฝ่ามือเข้าไปอุดตันทางเดินหายใจของมัน
อินทรีเหล็กพยายามสะบัดร่างขว้างเขาออกไป แต่มือของอวี้เทียนในยามนี้เปรียบเสมือนคีมเหล็กที่สลักลงบนเนื้อ กระดูกัที่เพิ่งผลัดเปลี่ยนมาส่งพละกำลังมหาศาลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
“จบกันที !” อวี้เทียนคำรามพร้อมกับกระชากลำคอของมันลงกับพื้นดินด้วยแรงทั้งหมดที่มี
เสียงกระดูกคอของจ้าวเวหาหักดัง กร๊อบ แ่เบาท่ามกลางเสียงหอบหายใจอย่างหนักของอวี้เทียน ร่างกายที่าเ็หนักอยู่ก่อนหน้าบวกกับอายุขัยที่หมดลงเต็มทีทำให้อินทรีเฒ่าไม่อาจต้านทาน "แรงดิบ" ของมนุษย์ตรงหน้าได้อีกต่อไป แสงจากดวงตาเนตรอัคคีค่อย ๆ มอดดับลง เหลือเพียงความเงียบงันที่ปกคลุมซากอสุรา
อวี้เทียนพลิกตัวลงนอนแผ่หลากลางดงเื สภาพของเขาสะบักสะบอมจนแทบไม่มีชิ้นดี เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ผิวพรรณที่เคยขาวสะอาดบัดนี้เต็มไปด้วยรอยแผลเหวอะหวะและคราบเื
หลังจากชัยชนะที่แลกมาด้วยความบอบช้ำ อวี้เทียนพยุงร่างกายที่หนักอึ้งไปซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้ สภาพของเขาในยามนี้ดูไม่ต่างจากเศษซากที่เพิ่งผ่านพายุคลั่ง แต่ดวงตาของเขากลับเป็ประกายลุ่มลึกอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
อวี้เทียนนั่งขัดสมาธิ ก่อนที่จะเริ่มปล่อยให้ "พลังการฟื้นฟูของั" ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่
ตลอดทั้งวันทั้งคืน ร่างกายของอวี้เทียนถูกห่อหุ้มด้วยไอแห่งชีวิตสีม่วงเข้มปนดำพวยพุ่งออกมาจากรูขุมขน ราวกับพญาักำลังถักทอิัใหม่ให้แก่ทายาทของมัน คราบเืแห้งกรังเริ่มหลุดลอกออก เผยให้เห็นเนื้อเยื่อใหม่ที่ ถักทอประสานกันอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่มนุษย์ทั่วไปจะจินตนาการได้ พลังจากโอสถที่ยังหลงเหลืออยู่ในกระดูกเริ่มไหลเวียนเข้าสู่เส้นชีพจรที่ฉีกขาด ช่วยซ่อมแซมและขยายความกว้างของทางเดินลมปราณให้มั่นคงยิ่งขึ้น
เมื่อก้าวเข้าสู่วันที่สอง แผลภายนอกของเขาเกือบจะหายสนิท ทิ้งไว้เพียงรอยแผลเป็จางๆ ที่ดูเหมือนลวดลายเกล็ดับางเบาเหนือไหล่และสีข้าง อวี้เทียนััได้ว่าลมปราณอนธการในร่างกายของเขาเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ความเหนื่อยล้าถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกสดชื่นและพละกำลังที่เอ่อล้น ประสาทััของเขาขยายขอบเขตออกไปไกลกว่าเดิม แม้แต่เสียงการเคลื่อนไหวของแมลงตัวเล็กจิ๋วเขาก็รับรู้ได้อย่างชัดเจน
เมื่อผ่านไป 5 วัน อวี้เทียนก็ลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ แสงสว่างสีม่วงทองวาบผ่านดวงตาของเขาก่อนจะกลับกลายเป็สีดำสนิทดุจเดิม เขาลุกขึ้นยืนและขยับกายเพียงเล็กน้อย เสียงกระดูกลั่นเบาๆ ดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นอายกดดันที่แผ่ออกมาอย่างทรงพลัง
เขามองดูซากสัตว์อสูรทั้งสองที่นอนทอดร่างอยู่ตรงหน้า แม้ใจหนึ่งจะเสียดาย แต่การปะทะด้วยแรงดิบที่ผ่านมาทำให้อวัยวะและส่วนสำคัญส่วนใหญ่ถูกบดขยี้จนเสียหายเกินกว่าจะนำมาสร้างเกราะหรืออาวุธได้
“คงเหลือเพียงเท่านี้ที่พอจะใช้ประโยชน์ได้”
อวี้เทียนตัดสินใจเลือกเฉพาะส่วนเนื้อที่ยังไม่ถูกทำลายจากงูนิลเนตรัและอินทรีเหล็ก กลิ่นเนื้อย่างอสูรที่อุดมไปด้วยพลังปราณหอมอบอวลไปทั่วบริเวณ แม้รสชาติจะค่อนข้างหยาบกระด้างและเผ็ดร้อนตามสัญชาตญาณสัตว์ร้าย แต่สำหรับร่างกายที่้าสารอาหารเพื่อเสริมสร้างรากฐานั เนื้อเหล่านี้เปรียบเสมือนโอสถชั้นเลิศ
เขาจัดการย่างและกินจนอิ่มหนำ พลังงานความร้อนไหลเวียนไปทั่วร่าง ช่วยเติมเต็มความว่างเปล่าในมหาสมุทรปราณที่สูญเสียไปจากการต่อสู้
“ถึงเวลาเดินทางต่อ”
อวี้เทียนดับกองไฟและหยิบแผนที่ฉบับที่สองขึ้นมา กางออกภายใต้แสงรำไรที่ลอดผ่านยอดไม้บิดเบี้ยวของป่าชั้นใน เขาไล่นิ้วไปตามเส้นทางที่ท่านตาวาดไว้ด้วยลายมือที่เขาเข้าใจเพียงคนเดียว "กรุสมบัติของตาแก่"
เขารู้ดีว่าลำพังเพียงร่างกายที่แข็งแกร่งยังไม่พอที่จะพาเขาไปถึงใจกลางป่าชั้นในได้ สิ่งที่เขา้าที่สุดในตอนนี้คือ "ตำรายุทธ" ที่จะเปลี่ยนแรงดิบให้กลายเป็คมดาบที่สังหารศัตรูได้ในพริบตา และตามแผนที่ระบุไว้ เขาต้องฝ่าฟันลึกเข้าไปในเขตที่กฎเกณฑ์ธรรมชาติที่เริ่มผิดเพี้ยนมากยิ่งขึ้น
อวี้เทียนกระชับย่ามใบเก่ง ออกเดินมุ่งหน้าเข้าสู่ส่วนลึกของป่าชั้นในตามแผนที่กำหนดไว้ทันที ทุกก้าวเดินเต็มไปด้วยความระมัดระวัง ประสาทััที่ไวขึ้นทำให้เขาหลบเลี่ยงอันตรายจุกจิกได้มากขึ้น เพื่อเก็บพลังไว้สำหรับการค้นหาตำรายุทธที่รออยู่เบื้องหน้า
…
หลังจากการพักฟื้นและอิ่มหนำกับเนื้อย่างอสูร อวี้เทียนออกเดินทางมุ่งหน้าลึกเข้าไปในป่าชั้นในตามลายเส้นบนแผนที่ฉบับที่สอง บรรยากาศรอบตัวเริ่มวิปริตขึ้นทุกขณะ ต้นไม้โบราณบางต้นมีใบเป็สีโลหะขยับเสียดสีกันดังเก้งก้างราวกับอาวุธ จนกระทั่งเขามาถึงจุดที่แผนที่ระบุรหัสลับเป็รูป "ดวงตาที่ปิดสนิท"
ตรงหน้าของเขาคือ "ทุ่งหญ้าหยกคราม" ที่ดูสงบเงียบผิดกับความขัดแย้งของป่าชั้นในที่ผ่านมา หญ้าแต่ละเส้นส่องประกายระยิบระยับราวกับอัญมณี แต่นี่คือ ปริศนาแรก ที่ท่านตาทิ้งไว้ให้
อวี้เทียนหยุดยืนอยู่หน้าทุ่งหญ้า เขาพยายามจะก้าวเท้าเข้าไป แต่ทันทีที่ฝ่าเท้าััยอดหญ้า ภาพตรงหน้าพลันบิดเบี้ยว ทุ่งหญ้าที่ดูสวยงามกลับกลายเป็เหวลึกนับหมื่นลี้ที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง เขารีบชักเท้ากลับด้วยความตระหนก หัวใจเต้นรัวอย่างรุนแรง
อวี้เทียนหลับตาลงช้า ๆ ตัดขาดจากการรับรู้ทางจักษุที่คอยหลอกหลอน เขาเริ่มโคจรพลังที่เขาสั่งสมมาตลอด 3 ปี ซึ่งบัดนี้มันไม่ใช่แค่ลมปราณธรรมดา แต่มันคือ "พลังอนัตตาลิขิต" พลังที่ท่านตาเคยบอกว่ามันคือการเข้าถึงสภาวะที่ไร้ตัวตน แต่กลับสามารถกำหนดโชคชะตาของสรรพสิ่งรอบกายได้
ในความมืดมิดหลังเปลือกตา พลังอนัตตาลิขิตแผ่ซ่านออกมาจากจุดศูนย์กลางกาย ราวกับคลื่นน้ำที่ไร้เสียง มันซึมลึกไปในอากาศ ตรวจจับทุกความบิดเบี้ยวของค่ายกลลวงตา อวี้เทียนไม่ได้มองเห็นด้วยตา แต่เขา "รับรู้" ด้วยจิต ทุ่งหญ้าหยกครามที่ดูสวยงามในคราแรก บัดนี้ในมโนจิตของเขามันคือ "ดงเข็มทิพย์" ที่แหลมคมนับหมื่นเล่ม หากก้าวพลาดแม้เพียงเิเเดียว ต่อให้เป็ร่างกายของเขาตอนนี้ก็ไม่อาจต้านทานพิษร้ายได้
เขาเริ่มก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าลื่นไหลประดุจสายลมที่พัดผ่านช่องเขา
ผ่านไปหลายชั่วยาม อวี้เทียนก็มาหยุดยืนอยู่หน้า "ศิลาจารึกสีดำ" ที่ตั้งตระหง่านอยู่โคนต้นไม้ใหญ่ที่ตายซาก บนศิลานั้นมีรอยแกะสลักเป็รูป "กำปั้นที่แบออก" และที่ใต้แท่นศิลานั้นเอง มีกล่องเหล็กกล้าที่ขึ้นสนิมเขรอะวางอยู่อย่างจงใจ อวี้เทียนยื่นมือที่ยังคงสั่นน้อยๆ ไปเปิดมันออก ภายในนั้นคือสิ่งที่เขาตามหา