หญิงสาวในชุดผ้าต่วนสีครามอ่อนหวานดุจดอกไม้ ทุกการก้าวย่างพาให้เนื้อผ้าพลิ้วไหวไปกับเรือนร่างที่เต็มไปด้วยส่วนเว้าส่วนโค้ง นางดูภูมิใจกับชุดสวยที่ได้สวมและคอยดูว่าเสื้อผ้าจะเลอะเทอะเพราะความซุ่มซ่ามของตน เป็ครั้งแรกที่ได้รับอนุญาตให้แต่งกายด้วยอาภรณ์งดงามเช่นนี้มือเรียวกระชับห่อผ้าที่คล้องไหล่ไว้แน่นแต่สายตากลับมองเบื้องหน้าอย่างตื่นตาตื่นใจ แต่กระนั้นก็มิรู้ตัวว่าตัวเองเป็เป้าสายตาของผู้อื่นเช่นกัน
หลิวเข่อซิงออกจากหุบเขาจื่อเซ่อเป็ครั้งแรก และนี่เป็ครั้งแรกที่นางได้เห็นสิ่งที่เรียกว่า ‘ตลาด’ นางเคยเห็นมนุษย์อยู่บ้างก็เฉพาะเวลาที่มนุษย์เ่าั้หลงเข้าไปในหุบเขา ซึ่งส่วนใหญ่จะกลายเป็ ‘อาหาร’ของนางและบรรดาศิษย์พี่
ถูกแล้ว ‘มนุษย์’ สำหรับศิษย์พี่และท่านแม่นั้น ล้วนเป็ได้แค่ ‘อาหาร’เท่านั้น
หญิงสาวจำไม่ได้แล้วว่าตนเองมาอยู่หุบเขาจื่อเซ่อั้แ่เมื่อใดหรือก่อนหน้านี้นางเคยเป็สิ่งใดมาก่อน รู้แค่ว่าตนเป็ปีศาจจิ้งจอกแดงนางต้องได้พลังชีวิตจากมนุษย์เพื่อต่ออายุขัยของตนแต่นางยังไม่เคยออกล่าอาหารด้วยตนเอง ได้แต่คอยรับเศษพลังชีวิตที่บรรดาศิษย์พี่มอบให้ด้วยความสงสาร
นางไม่ใช่แค่ปีศาจจิ้งจอกแดงฝึกหัดเท่านั้นแถมยังเป็ขั้นต่ำที่บรรดาปีศาจตนอื่นๆ มองด้วยหางตาอย่างดูแคลน นางจึงเป็เสมือนหญิงรับใช้คอยรับใช้ปีศาจตนอื่นในหุบเขาแต่ปีศาจทุกตนนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของ ‘ท่านแม่’ บรรดาศิษย์พี่น้องล้วนถูกท่านแม่เลี้ยงดูมาทั้งสิ้น เพียงแค่ต่างที่มาแต่อยู่ร่วมกันที่หุบเขาจื่อเซ่อ นางเคยได้ยินศิษย์พี่พูดคุยกันว่าแท้จริงแล้วพวกเราควรเรียก ‘อาจารย์’แต่ท่านแม่ไม่ชอบใจให้พวกเราเรียกนางว่าท่านแม่ ท่านแม่ใจดีมาก เรียกนางมาใช้งานก็จริงแต่ก็แบ่งปัน (เศษ)พลังชีวิตให้ นางยังไม่ประสีประสาได้แต่คอยศึกษาแอบดูศิษย์พี่ดูดพลังชีวิตจากมนุษย์
“เข่อซิง!เ้านี่เสียชื่อปีศาจหมด”
“ทำไมหรือศิษย์พี่” นางเอียงคอถามอย่างงุนงงแต่กระนั้นทำหน้าที่กวาดลานตำหนักจื่อเซ่ออย่างขยันขันแข็ง
“เ้าไม่รู้จักยั่วยวนบุรุษหรือไรอยู่มาเป็ร้อยปียังหากินเองไม่ได้ต้องคอยกินเศษพลังชีวิตของผู้อื่นอยู่ร่ำไป!”
“ข้า... ศึก...ศึกษาอยู่”
นางพยายามแล้วจริงๆ แอบดูบรรดาศิษย์จัดการกับมนุษย์ที่จับมาเป็อาหารแต่เสียงร้องโหยหวนนั้นทำให้นางหวาดกลัวจนต้องปิดตาทุกครั้งไป ก็มันน่ากลัวจริงๆนี่ ให้มนุษย์ผู้ชายมานอนทับบนร่างแบบนั้นไหนจะเสียงครวญครางเ็ปนั้นอีก แค่คิดนางก็ยกมือปิดหูแล้ว
“แต่ข้าก็พยายามแล้วนะ” นางยังอดเถียงไม่ได้ แม้น้ำเสียงแ่เบายิ่งกว่าเสียงยุง
“พยายามแล้ว?เ้าช่างกล้าพูดคำนี้”
หญิงสาวหน้าหงายเพราะถูกนิ้วเรียวจิ้มหน้าผากอย่างแรง นางเสียหลักถอยหลังแล้วล้มลงก้นกระแทกพื้นดวงหน้าเล็กทำหน้าเศร้าพลางลูบหน้าผากตัวเองป้อยๆ แต่กระนั้นก็ไม่กล้าสบตากับศิษย์พี่ที่ยืนจ้องมองนางเหมือนนางเป็ยิ่งกว่าหนูสกปรกเสียอีก
“ขืนเ้าทำตัวเช่นนี้ต้องอดตายแน่”
“ไม่หรอก ถ้าพวกศิษย์แบ่งเศษพลังชีวิตของมนุษย์ให้ข้ากินบ้าง” นางฉีกยิ้มกว้าง “อีกอย่าง...ข้ากินไม่จุหรอก”
“ไม่ได้!!” เหล่าปีศาจจิ้งจอกแดงประสานเสียงโดยมิได้นัดหมายซ้ำยังถลึงตาใส่อย่างไร้เมตตา
ถูกตวาดเสียงดังหลิวเข่อซิงได้แต่หดคอเหมือนเต่าแต่นางไม่มีกระดองให้หลบ
“แล้ว...แล้วข้าต้องทำอย่างไร”
บรรดาศิษย์พี่ต่างมองหน้ากันแล้วหันมาปรึกษา หลิวเข่อซิงได้ยินเพียงเสียงงึมงำนางลุกขึ้นแล้วปัดฝุ่นดินออกจากประโปรงผ้าฝ้ายเนื้อหยาบ พลันสายตาของนางก็เห็น 'ท่านแม่'ก้าวเดินอย่างงามสง่าจนนางเผลอจ้องมองอ้าปากค้าง กว่าจะรู้ตัวก็ถูกศิษย์พี่ตบคางที่ค้างอยู่ให้หุบปากสนิทแล้วก้มหน้าหลบสายตาที่นางไม่อาจบรรยายถึงความงามและน่าสะพรึงกลัวในคราวเดียวกันได้
“ถ้าเช่นนั้นก็ส่งนางไปอยู่หอชมบุหลันไปอยู่รับใช้หลิวชิงเซียง และคอยเรียนรู้งานก็แล้วกัน”
“หอชมบุหลันหอนางโลมอันดับหนึ่งของผิงเหยาใช่ไหมเ้าคะ” หลิวเข่อซิงเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น ั้แ่นางจำความได้ก็อยู่แค่ในหุบเขาแห่งนี้มาตลอด
“ให้ชิงเซียงช่วยอบรมน่าจะดี” เสียงสนับสนุนดังขึ้นหลายเสียงทำให้หลิวเข่อซิงไม่อาจเก็บอาการดีใจราวกับได้ออกไปท่องเที่ยวได้เลย
“เอาตามนี้ เ้าก็เตรียมตัวเสียอีกสองวันเดินทางออกจากหุบเขาเข้าเมืองผิงเหยา ครั้งนี้เ้าต้องเดินทางเพียงลำพังไม่มีใครช่วยดูแลเ้าอีกแล้ว”
“ข้าทราบแล้วท่านแม่” นางพยักหน้ารับ“ข้าจะเรียนรู้จากพี่ชิงเซียงและจะเป็ปีศาจจิ้งจอกแดงที่เก่งกาจน่าเกรงขามเช่นเดียวศิษย์พี่”
คำพูดของนางทำเอาบรรดาศิษย์พี่ที่ได้ยินถึงกับหัวเราะตัวงอ ‘ท่านแม่’ ได้แต่ยกมุมปากยิ้มเล็กน้อยก่อนหมุนตัวจากไปพร้อมเรียกปีศาจตนอื่นให้ไปรับใช้นาง
เพราะเป็เพียงปีศาจชั้นต่ำสุดและถูกละเลยมาโดยตลอด แต่ก่อนออกเดินทางนางยังได้รับห่อผ้าใส่ของสำคัญและอาภรณ์ชุดงาม นางไม่เคยออกจากหุบเขาแต่เส้นทางไปเมืองผิงเหยาไม่ยากเย็นเพียงแต่เดินตามเส้นทางที่มนุษย์ใช้กันประจำ นางใช้เวลาค่อนวันมาถึงเมืองผิงเหยาได้สำเร็จ
ปีศาจจิ้งจอกแดงในร่างของหญิงสาวสอบถามกับชาวบ้านถึงเส้นทางไปหอชมบุหลันว่าไม่ไกลนัก เพราะนางกินเพียงแค่เศษพลังชีวิตการเดินทางเพียงแค่นี้จึงอ่อนแรง ยามนี้ท้องฟ้าเริ่มอ่อนแสงเต็มที นางมองเห็นสะพานข้ามคลองเบื้องหน้าแม้ไม่ไกลนัก แต่ร่างกายที่แทบไร้แรงเดินทำให้ทุกข์ท้อในใจ
“แค่ข้ามสะพานนี้ไปเดินต่อไปอีกนิดก็จะถึงหอชมบุหลันแล้ว”
หลิวเข่อซิงบอกตัวเองรวบรวมเรี่ยวแรงอันน้อยนิดเพื่อก้าวเดินต่อไป เคยได้ยินเหล่าศิษย์พี่มักพูดถึงหลิวชิงเซียงในความเก่งกาจมากด้วยพลังในการควบคุมผู้อื่น หอชมบุหลันเป็หอนางโลมเลื่องชื่อ มีปีศาจหลายตนอาศัยสถานที่แห่งนี้เสพพลังิญญาของเหล่ามนุษย์
เพราะไม่เคยพบหลิวชิงเซียงมาก่อน นางได้แต่หวังว่าหลิวชิงเซียงจะเมตตาแบ่งปันพลังชีวิตมนุษย์ให้นางบ้าง จนกว่านางจะเก่งกล้าในการกินพลังชีวิตจากมนุษย์ได้ด้วยตนเองปีศาจจิ้งจอกแดงก้าวเดินอย่างยากลำบาก มือข้างหนึ่งยังกระชับห่อผ้าแน่น อีกข้างจับบนราวสะพานเพื่อทรงตัวมิให้ล้มลงไป แล้วดวงตาของนางก็เบิกตากว้างเมื่อเห็นบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่บนสะพาน ดวงตามองเหม่อไปที่ผืนน้ำเบื้องหน้า
แววตาแบบนี้ นางเคยเห็น แววตาที่ไร้อาลัยอาวรณ์ต่อการมีชีวิตอยู่
์!คนผู้นั้นกำลังจะฆ่าตัวตาย!
หลิวเข่อซิงเห็นเขาเอนตัวไปด้านหน้านอกราวสะพาน นางรวบรวมเรี่ยวแรงพุ่งเข้าใส่กอดรั้งร่างใหญ่ไว้ไม่ให้เขาะโลงแม่น้ำไป
ไม่ใช่ว่าไม่รู้ว่ามีคนเข้ามาใกล้ แต่หานหรงเหยาหาได้ใส่ใจไม่ จนกระทั้งจู่ๆก็มีมือเล็กสอดเข้ามากอดเอวเขาแน่น เขาเอี้ยวตัวหันไปมองก็เห็นหญิงสาวร่างเล็กในชุดผ้าต่วนสีครามเงยหน้าขึ้นมาพอดี
“เ้าจะฆ่าตัวตายหรือ?”
แม้รู้ตัวว่ามีคนโผเข้าแต่หานหรงเหยาไม่คิดว่าจะถูกกอดจากด้านหลังเช่นนี้เมื่อเอี้ยวตัวหันกลับไปมองจึงเห็นเพียงหญิงสาวท่าทางไร้เดียงสาเขาถูกเข้าใจผิดจนชาชิน กำลังจะอ้าปากปฏิเสธแต่อีกฝ่ายกลับแสดงท่าทียินดีเสียเต็มประดา
“เช่นนั้นเ้าจงรีบฆ่าตัวตายเสียเถิดแต่ดวงจิตของเ้า ข้าขอเถอะนะ ข้าหิวมาก”
ดวงตาที่เคยสงบนิ่งของหานหรงเหยามีแววไหวระริกร้อยทั้งร้อยมีแต่คนห้ามมิให้คนฆ่าตัวตาย มีนางเป็คนแรกที่มีสีหน้าดีอกดีใจซ้ำอยากกินดวงจิตบ้าบออะไรอีก
“แม่นาง...เ้า...”
ยังไม่ทันทีเขาจะเอ่ยอะไรได้จบประโยค ร่างของหญิงสาวก็อ่อนยวบทรุดลงไปเขารีบประคองนางไว้ แต่ดวงตาของนางก็ปิดสนิทลง เหลือเพียงรอยยิ้มดีใจไว้บนใบหน้า
“แม่นาง” หานหรงเหยาเรียกหญิงสาวแปลกหน้าอีกหลายครั้งไม่วี่แววว่านางจะฟื้นได้สติ เขาจึงช้อนตัวนางอุ้มขึ้นอย่างไม่มีหนทางอื่นในเสี้ยววินาทีนั้นเขาเห็นละอองสีขาวโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า
หิมะแรกแห่งปีมาแล้ว
เขาก้มมองร่างเล็กในวงแขน ชายหนุ่มถอนหายใจหนักหน่วงไม่อาจทิ้งนางไว้ที่นี่ได้ และไม่รู้นางเป็ใครจึงไม่อาจพานางไปส่งได้จำเป็ต้องอุ้มนางขึ้นหลังม้ากลับมาจวนแม่ทัพซุน หวังเพียงให้นางตื่นฟื้นแล้วส่งตัวนางไปในที่ของนาง
ทว่าแววตาดีอกดีใจที่เห็นเข้าใจผิดคิดว่าเขาจะฆ่าตัวตายนั้น ทำให้บุรุษน้ำแข็งพันปีอย่างเขาเผลอยิ้มอย่างไม่รู้ตัว.