การแข่งขันทำอาหารระดับตำบลดำเนินมาถึงรอบรองชนะเลิศความกดดันแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณโรงเรียนประจำตำบลสำราญ อากาศยามบ่ายที่ควรจะร้อนอบอ้าวกลับเย็นะเืด้วยบรรยากาศการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นไทก้าวเข้ามาในพื้นที่ประลองด้วยสีหน้าเรียบเฉยเฉกเช่นทุกครั้งแต่สายตาของคู่แข่งที่จ้องมองมานั้นกลับเต็มไปด้วยความอิจฉาและความไม่พอใจ
“ดูมันสิ! ไอ้เด็กหน้าซื่อ! ทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้” เสียงเจ๊น้อยดังขึ้นจากข้างเวทีเธอจ้องมองไทด้วยสายตาอาฆาต “คราวนี้แกไม่มีทางรอดหรอก!”
“ใช่แล้ว! รอบนี้คงไม่ฟลุ๊กไปถึงรอบชิงหรอกมั้ง!” เสียงคู่แข่งอีกคนะโเสริมไทได้ยินเสียงเยาะเย้ยเหล่านี้จนคุ้นชิน เขากำมือแน่นแต่ยังคงเก็บงำอารมณ์ไว้ภายใน
วันนี้มีผู้ชมมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาเพราะชื่อเสียงของไทที่พลิกโผชนะมาได้หลายรอบ เริ่มแพร่กระจายไปทั่วผู้คนต่างอยากเห็นว่าเด็กบ้านนอกคนนี้จะไปได้ไกลแค่ไหน
พิธีกรปรากฏตัวบนเวทีด้วยรอยยิ้มกว้าง“และเมนูสำหรับรอบรองชนะเลิศในวันนี้คือ... ‘ต้มยำกุ้งน้ำข้น’ และเรามีเวลาให้ทุกท่าน 80 นาที!”
เสียงฮือฮาดังขึ้นต้มยำกุ้งน้ำข้นเป็เมนูยอดนิยมที่ดูเหมือนง่ายแต่การจะปรุงให้อร่อยล้ำนั้นต้องอาศัยฝีมือและประสบการณ์สูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งการรักษาสมดุลของรสชาติ เปรี้ยว เค็ม เผ็ด มันและการจัดการกับกุ้งให้ได้เนื้อััที่สมบูรณ์แบบ
ไทมองไปยังวัตถุดิบที่วางเรียงรายอยู่ตรงหน้าอย่างพิจารณากุ้งแม่น้ำตัวโต เห็ดฟาง มะเขือเทศ พริกขี้หนูสด ตะไคร้ ข่า ใบมะกรูดและน้ำพริกเผา ไทสูดหายใจเข้าลึกๆกลิ่นของวัตถุดิบสดใหม่กระตุ้นความทรงจำเกี่ยวกับพ่ออีกครั้ง พ่อเคยสอนเขาว่า "ต้มยำที่ดีที่สุดคือต้มยำที่บอกเล่าเื่ราวของความสดใหม่และภูมิปัญญา"
คู่แข่งคนอื่นๆโดยเฉพาะเชฟภูมิ เต็งหนึ่งประจำการแข่งขัน เริ่มลงมือทำอาหารอย่างคล่องแคล่วเสียงฉับๆ ของมีดที่หั่นตะไคร้ เสียงโขลกพริก ดังไปทั่วบริเวณ
ไทไม่รีบร้อนเขาค่อยๆ คัดเลือกกุ้งตัวที่ดีที่สุดอย่างพิถีพิถันเขาสังเกตเห็นว่ากุ้งที่จัดเตรียมไว้บางตัวมีลักษณะแปลกๆ คล้ายจะเน่าเสียเล็กน้อยไทเหลือบไปเห็นเชฟภูมิที่ยืนอยู่ไม่ไกล ยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัยแต่ไทก็ยังคงนิ่งเฉย เขาจัดการกับกุ้งเ่าั้อย่างรวดเร็วโดยเลือกใช้เฉพาะส่วนที่ยังสดใหม่ที่สุด
"มันต้องจัดการกุ้งแบบไหนถึงจะเอาชนะเชฟภูมิได้วะ?" เสียงคนดูคนหนึ่งกระซิบกัน
“ไอ้เด็กนี่มันไม่มีทางสู้เชฟภูมิได้หรอก! เชฟภูมิมีเส้นสายรู้จักคนใหญ่คนโต!” อีกคนเสริม
ไทเริ่มเตรียมเครื่องต้มยำอย่างประณีตเขาทุบตะไคร้ซอย ข่า และพริกขี้หนูอย่างเบามือ ให้กลิ่นหอมระเหยออกมาอย่างเต็มที่จากนั้นเขาตั้งหม้อใส่น้ำสะอาดเมื่อน้ำเดือดได้ที่ก็ใส่เครื่องต้มยำที่เตรียมไว้ลงไปไทเลือกที่จะใช้ไฟกลางค่อนข้างอ่อนในการต้มเพื่อให้รสชาติของสมุนไพรซึมซับเข้าสู่น้ำซุปอย่างช้าๆทำให้ได้น้ำสต็อกที่หอมกลมกล่อม
ในขณะที่ไทกำลังก้มหน้าก้มตาปรุงอาหารอยู่นั้นจู่ๆ ก็มีเสียงดัง “ปัง!” ดังขึ้นจากด้านหลังทำให้ไทสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อหันไปมอง เขาก็พบว่าหม้อน้ำซุปของเขาถูกชนจนเอียงน้ำซุปในหม้อเกือบจะหกออกมาโชคดีที่ไทตั้งสติได้ทันและเอื้อมมือไปจับหม้อไว้ได้ทันเวลาแต่ก็มีน้ำซุปกระเด็นออกมาเล็กน้อย
“อุ๊ย! ขอโทษค่ะ ไม่ได้ตั้งใจเลยจริงๆ”เจ๊น้อยที่ยืนอยู่ข้างหลังไทเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเสแสร้ง “มือไม้เกะกะจริงๆเลยฉันเนี่ย!” ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยรอยยิ้มสะใจ
เสียงหัวเราะคิกคักจากกลุ่มของเจ๊น้อยดังขึ้นไทมองไปที่หม้อน้ำซุปที่กำลังเดือดปุดๆ ก่อนจะหันกลับมามองเจ๊น้อยด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นแต่ไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกมาจากปากของเขา
"มันไม่ได้ผลหรอกเจ๊!แค่นี้ทำอะไรผมไม่ได้หรอก!" ไทคิดในใจ เขาเร่งดำเนินการปรุงต่ออย่างใจเย็นใส่กุ้งที่เตรียมไว้ลงไปในน้ำซุปที่กำลังเดือดพล่านเขาสังเกตเห็นว่าเนื้อกุ้งเริ่มเปลี่ยนสีจากใสเป็สีส้มอมชมพูอย่างรวดเร็ว
จากนั้นเขาจึงใส่เห็ดฟางมะเขือเทศ และพริกเผาที่ปรุงรสแล้วลงไปปรุงรสด้วยน้ำปลาและน้ำมะนาวสดอย่างพิถีพิถัน พ่อเคยสอนว่า "ต้มยำที่ดีที่สุดคือต้มยำที่เปรี้ยวโดดเผ็ดร้อน เค็มกลมกล่อม และมีกลิ่นหอมของมะนาวสด"
ไทใช้ช้อนตักน้ำซุปขึ้นมาชิมเล็กน้อยเขาขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกว่ารสชาติยังขาดอะไรไปบางอย่างเขาเหลือบไปเห็นกระปุกน้ำพริกเผาที่วางอยู่ข้างๆมันเป็น้ำพริกเผาที่ทางผู้จัดเตรียมไว้ให้ แต่กลับมีกลิ่นหอมที่ผิดปกติเล็กน้อย
"นี่มันน้ำพริกเผาที่ผสมสารบางอย่างมานี่นา!้าให้ต้มยำของฉันเสียรสชาติสินะ!" ไทคิดในใจเขาเดาได้ทันทีว่านี่คือฝีมือของคู่แข่งบางคนที่พยายามเล่นงานเขาแต่เขาก็ไม่แสดงอาการใ
ไทตัดสินใจที่จะไม่ใช้น้ำพริกเผาที่ถูกเตรียมไว้แต่เขาพลิกแพลงด้วยการใช้ มันกุ้ง ที่ติดมากับหัวกุ้งบางตัว มาคลุกเคล้ากับพริกขี้หนูทอดและน้ำมะนาวเล็กน้อยเพื่อสร้างน้ำพริกเผาสูตรเฉพาะของเขาเองซึ่งให้รสชาติหอมมันและเผ็ดร้อนอย่างเป็ธรรมชาติ
“ดูมันสิ! ทำอะไรพิเรนทร์ๆ!” เสียงซุบซิบดังขึ้นจากผู้ชม“จะเอามันกุ้งมาทำน้ำพริกเผาได้ไงกัน?”
แต่เมื่อกลิ่นหอมของต้มยำกุ้งจากกระทะของไทเริ่มโชยออกมามันเป็กลิ่นที่แตกต่างจากคู่แข่งคนอื่นๆ อย่างสิ้นเชิงกลิ่นหอมของน้ำซุปที่เข้มข้น ผสมผสานกับกลิ่นหอมของมันกุ้งที่คั่วกับพริกทำให้ทุกคนที่ได้กลิ่นต่างพากันสูดหายใจเข้าลึกๆ
"กลิ่นอะไรน่ะ...ทำไมมันหอมยั่วยวนขนาดนี้?" กรรมการคนแรกถึงกับเงยหน้าขึ้นจากจานที่กำลังชิมอยู่
“มันเป็กลิ่นหอมที่แปลก...แต่ก็น่าสนใจ”กรรมการคนที่สองกล่าว
เชฟภูมิเองก็หันมามองไทด้วยแววตาที่จับจ้องเขาััได้ถึงความไม่ธรรมดาของไทอีกครั้ง"เด็กคนนี้...มันพลิกแพลงได้ขนาดนี้เลยเหรอวะ?"
เมื่อใกล้หมดเวลาไทโรยหน้าต้มยำกุ้งด้วยผักชีฝรั่ง และใบโหระพา และจัดวางกุ้งตัวโตบนชามอย่างสวยงามสีสันของต้มยำกุ้งน้ำข้นของไทดูน่ารับประทานอย่างไม่น่าเชื่อสีส้มนวลของน้ำซุปที่เข้มข้น ผสมผสานกับสีแดงของกุ้ง และสีเขียวของผักชีฝรั่ง
เสียงระฆังดังขึ้นหมดเวลาไทส่งชามต้มยำกุ้งของเขาให้กรรมการด้วยรอยยิ้มบางๆ เป็รอยยิ้มแรกที่ปรากฏบนใบหน้าของเขานับั้แ่พ่อจากไป
กรรมการเริ่มชิมอาหารทีละจานจนกระทั่งมาถึงจานของไท
กรรมการคนแรกตักน้ำซุปเข้าปากดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นทันที “รสชาติ...เข้มข้นมาก!” เขาเอ่ยขึ้นเสียงดัง “กลมกล่อมหอมมัน เปรี้ยวเผ็ดลงตัว และมีกลิ่นหอมพิเศษจากมันกุ้ง!”
“อร่อยมาก!” กรรมการคนที่สองเสริม“นี่คือต้มยำกุ้งที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยลิ้มลองมา!”
กรรมการคนที่สามผู้เฒ่าผู้แก่หลับตาพริ้มอีกครั้ง เขาชิมอย่างพินิจพิเคราะห์นานกว่าทุกครั้ง ก่อนจะลืมตาขึ้นมาใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความทึ่งอย่างที่สุด “นี่ไม่ใช่แค่ต้มยำกุ้งธรรมดา...นี่คือ ต้มยำกุ้งที่มีจิติญญา! รสชาติของมันบอกเล่าถึงความพยายามความฉลาด และความเข้าใจในวัตถุดิบอย่างแท้จริง!”
คำชมของกรรมการดังไปทั่วบริเวณทำให้ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ รวมทั้งเจ๊น้อยและเชฟภูมิต่างอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจและไม่อยากเชื่อสายตา
เมื่อถึงเวลาประกาศผลไทถูกประกาศชื่อเป็คนแรกที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศด้วยคะแนนที่ทิ้งห่างคู่แข่งคนอื่นๆอย่างขาดลอย เสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหว คราวนี้ไม่มีเสียงซุบซิบดูถูกอีกต่อไปมีแต่เสียงชื่นชมและเสียงประหลาดใจ
ไทก้าวลงจากเวทีด้วยสีหน้าสงบนิ่งเหมือนเดิมเขาไม่แสดงอาการดีใจจนออกนอกหน้า แต่ในใจเขารับรู้ได้ถึงชัยชนะเล็กๆที่กำลังจะนำพาเขาไปสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่า
ขณะที่ไทกำลังเดินกลับไปที่พักหลังเวทีเพื่อเตรียมตัวสำหรับรอบชิงชนะเลิศ จู่ๆ ก็มีชายในชุดดำคนหนึ่งเดินสวนทางกับเขาชายคนนั้นเดินเร็วมาก จนทำให้ไทต้องเบี่ยงตัวหลบ และในจังหวะนั้นเองชายคนนั้นก็แอบยัดบางสิ่งบางอย่างใส่ลงในกระเป๋าเสื้อของไทอย่างรวดเร็วก่อนจะเดินจากไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ไทชะงักเขาััได้ถึงบางอย่างที่ผิดปกติ จึงเอื้อมมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อและหยิบสิ่งนั้นออกมา มันคือ เหรียญโลหะสีดำสนิท ที่มีสัญลักษณ์ประหลาดสลักอยู่บนนั้นสัญลักษณ์เดียวกันกับที่เขาเห็นข้างศพพ่อของเขา!
หัวใจของไทเต้นระรัวเขาเงยหน้าขึ้นมองหาชายคนนั้น แต่ชายคนนั้นก็หายไปจากสายตาแล้วทิ้งไว้เพียงความงุนงงและปริศนาที่ยิ่งซับซ้อนขึ้น
“มันหมายความว่ายังไง?” ไทพึมพำกับตัวเองใบหน้าของเขาตอนนี้ไม่ได้สงบนิ่งอีกต่อไปแต่เต็มไปด้วยความสงสัยและมุ่งมั่นที่จะค้นหาความจริง
เส้นทางแห่งการแก้แค้นของไทกำลังจะก้าวไปสู่จุดที่อันตรายและซับซ้อนกว่าที่เขาเคยจินตนาการไว้มากนักและเหรียญโลหะในมือของเขานี่เอง ที่จะเป็กุญแจไขไปสู่ความลับที่ซ่อนอยู่เื้ัการตายของพ่อของเขา