ตอนที่ 11
โชคชะตา และสิ่งที่คุณอารัญทำ
· • —– ٠ ✤ ٠ —– • ·
วันพระจันทร์เต็มดวง ที่คุณอารัญต้องไปพบราชินี ล่วงเลยมาถึงในที่สุด วันนี้ฉันนั่งทานอาหารคนเดียว ภาคินไม่ได้มาทานอาหารค่ำด้วย คงติดงาน ติดธุระ อะไรซักอย่าง แต่หวังว่าคืนนี้เขาจะจำนัดของเราได้
ตกกลางดึก ฉันรีบรุดไปที่ห้องของเขาตามที่นัดกันไว้ เขารออยู่แล้ว และเมื่อฉันไปถึง เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง เปิดประตูมิติ และเราสองคนก็มายืนอยู่ตรงนี้
ต้นไม้ใหญ่รายล้อม แสงจันทร์ในคืนวันพระจันทร์เต็มดวงสาดแสง ลอดลำแมกไม้ลงมา น้ำตกและเสียงที่ดังก้องของมัน อยู่เบื้องหน้า ป่าแห่งนี้ดูมีชีวิต เงียบสงบ และศักดิ์สิทธิ์
ภาคินพาฉันเดินไปตามทางเดินเล็กๆ ที่ขนานไปกับแนวลำธาร ที่ไหลออกมาจากน้ำตก เราเดินกันไปเงียบๆ ไม่มีใครพูดกับใคร จนเรามาถึงกระท่อมไม้หลังหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ข้างๆ น้ำตก เรายืนอยู่หน้าประตูกระท่อม
“เรารอ...” ภาคินบอกฉัน
ฉันประหม่าและตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก เพราะคนในกระท่อมหลังนี้อาจจะช่วยให้ฉันได้กลับบ้าน เรายืนรออยู่อย่างนั้นนานสองนาน จนกระทั่ง สายลม ซึ่งมาจากไหนก็ไม่รู้พัดผ่านไปวูบใหญ่ และผืนป่าที่พลิ้วไหวจากแรงลมก็ดูเหมือนจะแผ่กิ่งก้านสาขามากขึ้นกว่าเดิม และแล้วสายลมก็พัดประตูให้เปิดออก
ในขณะที่เราเดินเข้าไปข้างใน ฉันไม่รู้หรอกฉันว่าควรคาดหวังกับอะไร ระหว่าง การยอมรับว่าใจหายถ้าจะต้องจากที่นี่ไปแล้วไม่ได้กลับมาอีก กับการที่จะได้กลับบ้านและใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ต่อไปเฉกเช่นมนุษย์ธรรมดาคนนึง
คงเป็เพราะเวทมนตร์ ที่ทำให้ข้างในนั้นกว้างใหญ่เกินกว่าที่จะเป็กระท่อมเล็กๆ ที่เห็นข้างนอกได้ เราเดินผ่านห้องทรงกลม ที่มีประตูหลายบานรายล้อมอยู่รอบห้อง มีบ่อน้ำหินอยู่กลางห้อง ประตูห้องห้องหนึ่งทางขวามือเหวี่ยงเปิดออกด้วยตัวของมันเอง ฉันเดินตามภาคินเข้าไปในห้องนั้น
เบื้องบนมีดาราจักรมากมาย กระจุกตัว ลอยอยู่เหนือหัว ในจักรวาลกว้าง เบื้องล่างเป็เพียงห้องสลัวๆ ห้องหนึ่ง โต๊ะอ่านหนังสือที่เต็มไปด้วยตำรากองโต ตั้งอยู่หน้าตู้โบราณใบใหญ่ ในตู้มีหนังสือและวัตถุประหลาดวางอยู่ตามชั้นต่างๆ ท่านนักพรตยืนหันหลังให้เรา มือไขว้หลัง มองออกไปนอกหน้าต่าง ย้อนกับแสงของพระจันทร์เต็มดวงที่สาดส่องเข้ามา ทำให้เรามองเห็นท่านเพียงเงา
“ไม่เจอกันนานเลยนะภาคิน” ท่านนักพรตหมุนตัวกลับมา ท่านสูง ผอม และแก่ชรามาก ผม และหนวดของท่านขาวโพลน ตัดกับผิวที่ดำขลับ ท่านนักพรตมองฉัน ที่ทำตัวเล็กลีบ หลบอยู่ข้างหลังภาคิน อย่างพินิจพิเคราะห์ “มนุษย์หญิงผู้นี้เองสินะ...”
“ท่านคงรู้อยู่แล้วว่าพวกเรามาด้วยเื่อะไร” ภาคินเอ่ยปาก
ท่านนักพรตพยักหน้า ท่านดูสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด
ภาคินพูดต่อไม่รอช้า “งั้น ท่านช่วยชี้แนะเราที”
ส่วนฉันรอฟังอย่างใจจดใจจ่อ
“ที่นี่คือที่ของเธอ ชะตาของเธอผูกติดอยู่ที่นี่... มิใช่โดยใคร แต่โดยโชคชะตาของเธอเอง… เธอไม่สามารถตัดขาดจากที่นี่ได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม...”
ทั้งสับสน ทั้งงง ฉันหันไปมองภาคิน ที่ตอนนี้ดูเหมือนเขาจะเข้าใจในสิ่งที่ท่านนักพรตพูดได้เป็อย่างดี และไม่ได้โต้แย้งใดๆ และเมื่อนั่นคือคำตอบ พวกเราก็ไม่มีอะไรจะถามอีก พวกเราจึงขอตัวกลับ
……..
หลังจากแช่น้ำอยู่นาน คิดทบทวนเื่ราว และสิ่งที่ท่านนักพรตพูด ไปมาหลายตลบ แต่ฉันก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี รู้แต่เพียงว่า ฉันคงไม่มีหวังที่จะได้กลับบ้านแล้วจริงๆ ฉันออกมาจากห้องน้ำ ก็มีเสียงเคาะประตู และเมื่อฉันเปิดประตู ฉันก็เจอกับภาคิน เขามากับช็อกโกแลตร้อนสองแก้วอยู่ในมือ เขาส่งแก้วนึงมาให้ฉัน
“ขอบใจ” ฉันรับแก้วอุ่นมากุมไว้
ภาคินมองเข้ามาในห้อง “ใจคอจะไม่ให้ฉันเข้าไปหน่อยเหรอ”
“โทษที เข้ามาสิ”
ภาคินนั่งลงที่โต๊ะ ตรงกลางห้อง วางแก้วช็อกโกแลตร้อนลงบนโต๊ะ “ทีแรก ฉันอยากจะให้เธอกลับไป เพราะห่วงความปลอดภัยของเธอและอาณาจักร แต่พอท่านนักพรตบอกว่าที่นี่คือที่ของเธอ มันก็คงต้องเป็แบบนั้น”
“นายเชื่อท่านนักพรตสนิทใจ ง่ายๆ อย่างนี้เลยเหรอ”
“ท่านมีญาณหยั่งรู้ที่มนุษย์อย่างเธอไม่เข้าใจ และมันไม่เคยผิด...”
“แล้วถ้าราชินีรู้เื่ฉันเข้าล่ะ”
“นั่นไม่ใช่เื่ที่เธอต้องกังวลอีกต่อไป ปล่อยให้เป็หน้าที่ของฉันกับอารัญเถอะ”
“แต่เื่นี้มันเกี่ยวกับฉันนะ”
“ยิ่งรู้น้อย ก็ยิ่งดีกับตัวเธอเอง...”
“ฉันอยากกลับไป ฉันเป็ห่วงพี่น้องของฉัน”
“พี่น้องของเธอสุขสบายดี สบายเกินไปซะด้วยซ้ำ”
“จริงเหรอ! นายไม่ได้โกหกฉันใช่มั้ย?”
เขาพยักหน้า “ฉันจะโกหกเธอทำไม”
“จริงเหรอ!! ก่อนหน้านี้คุณอารัญก็เคยบอกฉัน แต่ฉันไม่แน่ใจว่าเขาเชื่อถือได้แค่ไหน”
“อารัญเชื่อถือได้ล้านเปอร์เซ็นต์! ฉันเอาหัวเป็ประกันเลย” เขาเป็เดือดเป็ร้อนแทนคุณอารัญ
ฉันพยักพเยิด “ฉันเชื่อนายก็ได้....” พลางนึกถึงคุณอารัญ และเหตุการณ์ในห้องสมุดในวันนั้น แล้วก็รู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาในใจอีกแล้ว ฉันรีบเตือนตัวเองในใจว่าให้หยุดคิด หยิบช็อกโกแลตร้อนขึ้นมาดื่ม เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ “ช็อกโกแลตร้อนตอนดึกๆ นี่มันเยียวยาจิตใจได้ดีจริงๆ เลยนะว่ามั้ย”
“ฉันไม่ได้เอามาเพื่อเยียวยานะ ฉันเอามาเพื่อฉลองต่างหาก ฉันดีใจนะที่ไม่ต้องส่งเธอกลับไปแล้ว” เขาคิ้วขมวด มองเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง “ที่ชายแดน… ฉันเ็ปทุกครั้งที่ต้องส่งคนกลับไป แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับเธอ เอวา”
“นายเป็ห่วงฉันมากขนาดนั้นเลยเหรอ สำหรับนายความจนของฉันมันคงน่าสงสารมากเลยสินะ มากกว่าการส่งคนกลับไปถูกสาปเสียอีก”
เขามองฉันอยู่นาน เหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ไม่พูด แต่เขากลับยืนขึ้น “ฉันง่วงแล้ว กู๊ดไนท์นะยัยเตี้ย” เอามือมายีหัวฉันซะจนยุ่ง
ฉันปัดมือของเขาออก แลบลิ้นไล่หลังตอนที่เขาเดินออกจากห้องไป
……..
ฉันไปถึงห้องอาหาร ในเวลาอาหารค่ำของวันที่คุณอารัญกลับมา ทั้งคุณอารัญและภาคินนั่งอยู่ก่อนแล้ว ฉันนั่งลงตรงที่ประจำของตัวเอง และชำเลือง มองภาคินเป็เป็การทักทาย ภาคินยักคิ้วกลับ และยิ้มมุมปากให้ เป็นัยว่าเรารู้กัน คุณอารัญซึ่งมองอยู่กระแอมขึ้นมาขัดจังหวะ ยกแก้วไวน์ขึ้นมาจิบ ก่อนที่จะหันหน้าไปพูดกับภาคิน “ฉันได้ยินมาว่า นายไปเยี่ยมท่านนักพรตมา น่าเสียดายจริงๆ ที่ฉันไม่ได้ไปด้วย” น้ำเสียงขรึมแกมประชด แล้วหันหน้ามาที่ฉัน “เอวาที่รัก มีอะไรจะเล่าให้ผมฟังมั้ย”
ฉันกลืนอาหารอย่างหวั่นใจ หยิบน้ำขึ้นมาดื่ม แก้เก้อ “ฉัน....”
ส่วนภาคินขยับยุกยิกเล็กน้อยอยู่บนเก้าอี้ของตัวเอง “ใครบอกนาย...”
“นายคงลืมไปแล้วว่า ฉันเป็เ้าอาณาจักร มีหูมีตาอยู่เต็มไปหมด” คุณอารัญวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะ “แล้วท่านว่ายังไงบ้างล่ะ มีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้ฉันยอมส่งเอวากลับไป... ฮึ?” เห็นได้ชัดว่าเขารู้ทุกอย่างจริงๆ
“ไม่มี... คุณชนะ...” ฉันตอบอย่างเสียไม่ได้ ไม่มีประโยชน์ที่จะโกหก
“ถ้าอย่างนั้นผมก็สบายใจ...” น้ำเสียงของคุณอารัญนิ่งสงบ ดุดัน
ฉันก้มหน้า และเริ่มกินอาหารต่อ เพื่อจะได้รีบกินแล้วรีบออกไปจากตรงนี้
“คุณคงรักครอบครัวมากเลยสินะ ถึงได้เป็ห่วงพวกเขามากขนาดที่ยอมทิ้งทุกอย่างที่ผมปรนเปรอให้ที่นี่ไป...” คุณอารัญพูดขึ้นมาลอยๆ เขาไม่ได้โกรธ แต่เขาพูดเหมือนเขาผิดหวัง “ผมสงสัยจริงๆ เลยว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเขารับรู้บ้างรึเปล่า ว่าคุณทำเพื่อพวกเขาขนาดไหน”
ฉันพูดอะไรไม่ออก เพราะพี่น้องของฉันไม่เคยขอบคุณ หรือแม้แต่แสดงความใส่ใจ เลยซักครั้ง ฉันหันหน้าไปหาคุณอารัญ ตาสบตา ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าั์ตาของเขาทั้งสวย และน่ายำเกรง
“คุณเสียสละเพื่อพวกเขามากเกินไป...” ท่าที และน้ำเสียงของคุณอารัญดูอ่อนลง
ฉันลุกขึ้นอย่างไม่พอใจ และกำลังจะเสียมารยาทเดินหนีออกไป แต่คุณอารัญจับข้อมือฉันเอาไว้ ััของเขาส่งผ่านความรู้สึกอะไรบางอย่าง และมันทำให้ฉันก้าวขาไม่ออก
“พี่น้องของคุณ… ไม่ได้คิดว่าคุณหายไปไหน พวกเขารู้ว่า คุณแค่ไปอยู่ต่างประเทศ หลังจากที่คุณจากมา ผมได้จัดการทำให้มีการรื้อคดีของพ่อแม่คุณขึ้นมาพิพากษาใหม่ พวกคุณชนะคดี ได้เงินชดเชยค่าเสียหายมหาศาล และยังได้ธุรกิจคืนมาด้วย พี่น้องของคุณมีเงินกองทุนที่ใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด พี่สาวของคุณกลับไปเรียนต่อแล้ว และน้องสาวของคุณก็กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ตอนนี้พวกเขาไม่ได้อยู่ที่บ้านเช่าหลังเล็กๆ นั่นแล้ว”
ความอื้ออึงเข้าครอบงำ ภาคินบอกว่าคุณอารัญเชื่อถือได้ ฉันอาจจะไม่เชื่อใจคุณอารัญเท่าไหร่นัก แต่ฉันเชื่อภาคิน สิ่งที่คุณอารัญทำให้ มันมากเกินกว่าที่ฉันจะมีปัญญาทำได้ พี่อันดากับมีนาจะได้ใช้ชีวิตสุขสบาย บนกองเงินกองทอง แล้วฉันยังจะต้องกังวลอะไรอีก ฉันนั่งกลับลงไปบนเก้าอี้อย่างช้าๆ ยกสองมือขึ้นมาปิดหน้า และปล่อยให้น้ำตาพรั่งพรูออกมาอย่างไม่อาย “ขอบคุณ... ขอบคุณมาก... ขอบคุณมากจริงๆ” ฉันร้องไห้สะอึกสะอื้น
“เพื่อคุณ… ผมยินดี...” คำพูดของคุณอารัญอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
เงยหน้าเปียกปอนขึ้นมา ภาคินยื่นกระดาษทิชชูมาให้ ฉันรับมา และแล้วรอยยิ้มของฉันก็แย้มออกมา “ฉันยังได้รับอนุญาต ให้เข้าไปอ่านหนังสือได้อยู่หรือเปล่าคะ” ฉันถามปนเสียงหัวเราะ พลางเช็ดน้ำตาไปด้วย
คุณอารัญยิ้มกว้าง เขาดูใจดี “ได้สิ ผมยกห้องสมุดให้คุณแล้วนี่” รอยยิ้มเดิมๆ เหมือนครั้งก่อนๆ แต่มันเป็ครั้งแรกที่ฉันเห็นความจริงใจอยู่ในนั้น เพราะก่อนหน้านี้ฉันปิดกั้นเขามาตลอด
……..
หลังจากวันนั้น บรรยากาศในบ้านก็ผ่อนคลายลง ฉันร่าเริง รู้สึกเป็ปรกติ มีความสุขอย่างที่มันควรจะเป็ เข้าไปอ่านหนังสือในห้องสมุดได้อย่างสบายใจ
· • —– ٠ ✤ ٠ —– • ·
????อ่านมาถึงตรงนี้แล้วเป็ยังไงบ้างคะ ฝากคอมเมนต์ ติ ชม เป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยน้า จะได้มีกำลังใจเขียนต่อไป ขอบคุณมากค่าา????