ตำนานยอดหญิงซูเจิน

    สู่แคว้นโจว 2


    “นั่นๆ ลงมาแล้ว...” เสียงชายผู้หนึ่งดังขึ้นอย่างตื่นเต้น ในเมืองเล็กๆนี่จะไปพบเห็นผู้คนเช่นนั้นได้ที่ไหน ผู้คนได้ยินก็เงียบเสียงตั้งใจมองไปยังม่านที่กำลังเปิดออก เพียงได้เห็นทุกคนก็พากันสูดหายใจเข้าเสียงดังหูย...มือเรียวขาวผ่องที่ยื่นออกมาจับแขนของชายผู้หล่อเหลานั้นเรียกได้ว่าไร้ที่ติ ผู้ที่ออกมาเป็นสตรีดังคาด ทุกการขยับตัวหรือการก้าวย่างนั้นงดงามราวกำลังร่ายรำ แม้จะสวมหมวกปิดบังใบหน้าที่ยาวลงมาคลุมทั้งช่วงอกไว้ก็ยังดูออกว่าต้องงดงามเป็นเอก ความงามแทบจะทะลุออกมาอยู่แล้วซูด~ เสียงสูดหายใจดังขึ้นอีกหนเมื่อสังเกตเห็นอาภรณ์บนเรือนร่างนั้นถนัดตาลวดลายงดงามที่ทอจากไหมอย่างดี ทั้งยังปักดิ้นเงินแม้จะมีเงินก็ใช่ว่าจะสวมใส่ได้ บุตรีขุนนางก็ไม่แน่ว่าจะมีวาสนาได้ใส่ คงมีเพียงเหล่าเชื้อพระวงศ์หญิงในวังเท่านั้นแหละถึงจะได้สวมใส่ นางไม่สนใจชาวบ้านที่ยืนล้อมอยู่แม้แต่น้อย เดินหายลับไปพร้อมกับผู้ติดตามเข้าไปในโรงเตี้ยมหรือว่าสตรีผู้นี้เป็นองค์หญิงสักพระองค์จากสักแคว้นออกมาเที่ยวเล่นกัน แน่นอนว่าต้องมาจากแคว้นอื่นเพราะว่าที่แคว้นโจวแห่งนี้นั้นต้องคำสาป นอกจากกษัตริย์แล้วก็มีเพียงอ๋องจากเชื้อสายห่างไกลเพียงองค์เดียวเท่านั้น ไม่มีทายาทองค์ใดอีก“หรือจะเป็นเพราะการประกาศนั่น” ชายผู้หนึ่งหันไปกระซิบกระซาบกับสหายของตน หลายวันมานี้มีผู้คนจากที่อื่นเดินทางมายังแคว้นโจวมากจนผิดวิสัย ทั้งยังมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวง มาทราบทีหลังว่าทางวังหลวงนั้นมีประกาศตามหาหมอมีชื่อจากทั่วทุกสารทิศ เพื่อรักษาอาการป่วยขององค์กษัตริย์ครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว เพราะในรัชสมัยนี้ฮ่องเต้ยังอายุไม่มากทั้งยังมิมีทายาทเลยสักองค์ แม้แต่องค์หญิงก็มิมี มีเพียงอ๋องที่สายพระโลหิตห่างไกลเท่านั้นที่สามารถสืบทอดบัลลังก์ได้ แต่อ๋องผู้นี้ก็เป็นผู้ที่มีบุคลิกแปลกยิ่งนักทั้งยังมีข่าวลือไม่ค่อยดีหากสิ้นทั้งสองพระองค์นี้แล้ว ราชวงศ์โจวคงล่มสลายดังคำสาปของพระนางซูเจินเป็นแน่“แล้วจะมีประโยชน์อันใด ผู้ใดก็รู้ว่ามิใช่การป่วยไข้ธรรมดา”“ก็นั่นน่ะสิ ต่อให้หมอเก่งกาจเพียงใดก็มิมีประโยชน์หรอก” ผู้ใดก็รู้ว่านี่เป็นเพราะคำสาป เรียกหมอมาก็มิมีอันใดดีขึ้น ชาวบ้านนั้นแทบจะสิ้นหวังแล้ว“ข้าได้ยินมาว่ามีคำทำนายจากในวังหลวงว่าฮ่องเต้องค์ปัจจุบันมีบุญวาสนานัก วัยเยาว์พระมารดาพาไปแสวงบุญหลายปี ระหว่างนั้นเกิดมีบุพเพเกื้อหนุนป่วยหนักครานี้จะว่าเคราะห์ร้ายก็เคราะห์ร้าย จะว่าเคราะห์ดีก็เคราะห์ดี” มีชายอีกร่วมสนทนา“จริงหรือ? หากเคราะห์ดีก็แปลว่าจะหาย หากหายไม่แน่ว่าคำสาปก็หายไปด้วยใช่หรือไม่?!” ชายอีกคนพูดขึ้นด้วยเสียงที่ไม่เบานักชาวบ้านต่างได้ยินกันทั่ว ใบหน้าแต่ละคนแสดงออกแตกต่างกันไป บ้างก็ยินดี บ้างก็ซีดเซียวเหตุผลที่ซีดเซียวน่ะหรือ “นี่มิใช่ว่า...” ชายคนแรกนั้นเอ่ยไม่ทันจบก็ถูกสหายปิดปากอย่างไว เรื่องบางเรื่องมิต้องเอ่ยออกมาก็เข้าใจได้หากคำสาปหายไปก็แปลว่าพระนางกลับมาแล้วน่ะสิ!“เรียบร้อยหรือไม่?”“เรียบร้อยขอรับ” จือเหลียงที่ติดต่อเรื่องห้องพักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เดินกลับมายืนหน้าโต๊ะ“นั่งสิ” ซูเจินบอก แต่ไหนแต่ไรก็นั่งด้วยกันอยู่แล้ว ไฉนวันนี้ถึงได้ยืน?“ไม่เหมาะขอรับ...” จือเหลียงแย้ง ตอนนี้มิได้อยู่ในหมู่บ้านไม่มีบ่าวที่ไหนนั่งโต๊ะเดียวกันกับเจ้านาย ทว่าซูเจินนั้นไม่ถือเรื่องพวกนี้แม้แต่น้อย สถานะของจือเหลียงนับว่าสูงมากในใจของนาง“นั่งเถอะ”จือเหลียงอึกอักเล็กน้อยแต่ก็ยอมนั่งลงแต่โดยดี ซูเจินก็เข้าประเด็นทันที “เป็นเมืองเล็กๆแถบชายแดนแท้ๆ เหตุใดจึงได้มีคนเยอะนักเล่า?”“ข้าเลียบๆเคียงๆถามเถ้าแก่มาแล้วขอรับ เห็นว่ามีประกาศจากวังหลวงตามหาหมอไปถวายการรักษาฮ่องเต้ รางวัลนับว่าล่อตาล่อใจนัก จึงมีหมอเลื่องชื่อเดินทางเข้ามามากในช่วงไม่กี่วันมานี้ขอรับ”ซูเจินพยักหน้า มิน่าเล่าคนจึงเยอะเช่นนี้ แต่ละคนพกดาบพกอาวุธหลังตรงขึงขังดูอย่างไรก็มิคล้ายชาวบ้าน พวกหมอนั้นเป็นผู้ใช้เวทน้อยนักที่เดินทางคนเดียว หากไม่มีพลังสูงส่งพอก็ไม่มีใครอยากจะเสี่ยง คนพวกนั้นคงเป็นผู้ติดตามกระมัง“...แล้วเรื่องประกาศ” เพียงนางเอ่ยถึง จือเหลียงก็ล้วงหยิบเอาใบประกาศที่ขอจากเถ้าแก่เมื่อสักครู่ยื่นให้ นับว่านางคิดถูกแล้วที่เลือกจือเหลียงให้ติดตามข้างกาย จือเหลียงนั้นแต่เดิมก็เป็นคนฉลาดรอบคอบ ยิ่งได้รับความไว้วางใจก็สามารถทำสิ่งต่างๆได้อย่างมั่นใจ จัดการทุกสิ่งได้อยู่มือแทบจะไม่ต้องสั่งการสิ่งใดเป็นพิเศษ นับว่าเป็นมือเป็นเท้าได้ดีทีเดียวซูเจินกวาดตาอ่านข้อความในใบประกาศ คิดในใจว่าช่างเหมาะเจาะอะไรเช่นนี้ เดิมทีนางคิดว่าต้องหาวิธีเข้าไปในวังหลวงซึ่งมันก็เสี่ยงเป็นอย่างมาก แต่ตอนนี้กลับสามารถเข้าไปพบฮ่องเต้ได้ง่ายๆโดยไม่ต้องวางแผนอะไรมากมาย “นับว่าเรามาได้เวลา...”“ขอรับ ถ้าเช่นนั้นขึ้นไปพักบนห้องเลยหรือไม่ขอรับ?” อะไรก็ดีแต่เจ้ากี้เจ้าการ ซูเจินโยนใบประกาศคืนให้ จือเหลียงรับเอาใบประกาศมาเก็บไว้ ใบหน้าก็ยิ้มแย้มให้เจ้านายที่ทำท่ารำคาญตน“จะรีบขึ้นไปทำไม ข้าสั่งอาหารไว้แล้วกินกันก่อนเถอะ” พูดแล้วก็เบือนหน้าหนี เห็นเสี่ยวเอ้อร์หลายนางกำลังยกอาหารใกล้เข้ามาก็ตาลุกวาว หนึ่งในสิ่งที่อยากทำในชีวิตนี้ก็คือการกินนี่แหละ“ขอรับๆ” จือเหลียงเอ่ยรับ ก่อนจะหุบปากฉับเมื่อเจอสายตาที่ตวัดมามองทิ่มแทงเขาจนทะลุผ้า“อาหารเจ้าค่ะ” เสี่ยวเอ้อร์วางอาหารลงหลายต่อหลายจาน ก่อนไปก็ชายตาส่งให้จือเหลียงตาละห้อย จือเหลียงนั้นรู้อยู่แล้วว่านายของตนกินจุจึงมิได้ตกใจกับอาหารหลายจานตรงหน้า แต่ไม่ใช่กับผู้อื่น เห็นอาหารทยอยมาวางลงจานแล้วจานเล่า ตอนแรกก็แค่สนใจ สักพักก็หันไปกระซิบกระซาบกัน นั่งกันอยู่สองคนแต่กลับสั่งอาหารเสียเต็มโต๊ะ ดูการแต่งกายแล้วคงจะเป็นคุณหนูคุณชายร่ำรวยที่อยากจะลิ้มลองอาหารหลายๆจานซูเจินนั้นอยากจะกินอาหารเร็วๆ กำลังจะปลดหมวดที่สวมอยู่ออกกลับต้องชะงักเมื่อมีแขกไม่ได้รับเชิญมายืนอยู่ข้างโต๊ะ จือเหลียงที่กำลังจะเอ่ยปากห้ามก็ชะงักไปด้วย“ขออภัยเจ้าค่ะ” ผู้ที่เข้ามาขัดจังหวะนั้นเป็นสตรีชุดขาวผู้หนึ่ง สวมหมวกใบโตเช่นเดียวกันด้านหลังมีชายสองคนยืนคุ้มกันท่าทางวรยุทธ์มิธรรมดา นางย่อกายให้อย่างงดงาม “ข้าทราบว่าเสียมารยาทที่ขัดจังหวะทานอาหารของพวกท่าน แต่ว่าโต๊ะในโรงเตี้ยมเต็มหมดแล้ว ข้าจึงขอนั่งร่วมโต๊ะกับท่านจะได้หรือไม่เจ้าคะคุณชาย”ตอนแรกก็หันมาพูดกับนางดีอยู่หรอก แต่หลังๆก็หันไปพูดกับจือเหลียงซะอย่างนั้น ไม่รู้ว่ากลัวจะไม่อนุญาตหรืออย่างไร นางจึงได้ถอดหมวกออกแล้วหลุบตาลงอย่างน่าสงสารให้เดิมทีโต๊ะนี้ก็เป็นที่สนใจอยู่แล้วพอเห็นเหตุการณ์ก็ต่างพากันเงียบรอชม ยิ่งเห็นผู้ที่มาใหม่ถอดหมวกออกแล้วเป็นโฉมสะคราญ หน้าตาผิวพรรณงดงามทั้งยังดูพิสุทธิ์ปานดอกบัวก็ยิ่งตกตะลึง ก่อนจะกลายเป็นเสียงพูดคุยดังสนั่นว่างามปานเทพธิดา