พอกลับมาถึงบ้านแม้จะพยายามทำงานบ้านทุกอย่างเพื่อลืมเื่ที่เกิดขึ้นแต่หัวก็คอยวกไปนึกถึงกองเืและศพนั้นอยู่เรื่อยๆจากที่บอกก้านธูปอย่างเข้มแข็งว่าเธอไม่เป็อะไรมาตอนนี้รู้สึกเสียใจที่น่าจะยอมไปค้างบ้านของก้านธูปซะ
“เฮ้อ กินอะไรไม่ลงเลย... แต่แบบนี้ถือว่าเป็การลดความอ้วนแล้วกัน”
แม้แต่ข้าวไข่เจียวราดซอสก็ยังกลืนไม่ลง พอเห็นอะไรที่เป็สีแดงๆ แล้วท้องไส้ก็บิดมวนเป็คลื่น แม้จะไม่ถึงขั้นอาเจียนออกมาแต่มันก็เป็ความรู้สึกที่ไม่ค่อยดีนัก
ไม่อยากให้ก้านธูปเห็นว่าเธออ่อนแอ
ไม่อยากถูกยูกิต่อว่าที่ไม่พยายามทำตัวเข้มแข็ง
พิมพ์ไหมกดมือถือค้างที่หมายเลขของก้านธูปอยู่นาน เธอควรจะโทรหาอีกฝ่ายไหมนะ...
แต่ว่าเธอกลัวนี่
การอยู่บ้านคนเดียวทำให้ฟุ้งซ่านง่ายกว่าปกติจะเปิดทีวีตอนนี้ข่าวใหญ่ๆ คงหนีไม่พ้นเื่ฆาตกรรายนี้ ซึ่งเธอยังไม่พร้อมที่จะฟังพิมพ์ไหมอยากฟังเสียงของก้านธูป ให้เป็กำลังใจสำหรับเธอหน่อยก็ยังดี
ตู๊ด... ตู๊ด...
พิมพ์ไหมตัดสินใจโทรหา เพียงไม่นานก็ได้ยินเสียงกริ๊กเธอกำลังพูดฮัลโหล แต่กลับกลายเป็ว่าเป็เสียงตอบรับอัตโนมัติแทน
“เลขหมายที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้...”
ปิ๊บ!
พิมพ์ไหมปิดเครื่องทันที มือกำโทรศัพท์แน่นจนสั่นสะกดกลั้นความผิดหวังรุนแรงที่ถาโถมอยู่ในใจ
ไหนบอกว่าโทรหาได้ตลอดไง ทำไมถึงปิดเครื่องล่ะ...
พิมพ์ไหมยืนนิ่งอย่างนั้นอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเห็นว่าเริ่มเย็นแล้วควรจะเก็บผ้าที่ตากไว้ เธอเดินไปหยิบผ้าอย่างเหม่อลอย แต่แล้วลมก็พัดมาวูบใหญ่เสื้อของเธอปลิวหลุดจากราวไปตามลม
“อ๊ะ! เดี๋ยวสิ!”
เอื้อมมือไปแต่คว้าไว้ไม่ทันเสื้อนักศึกษาของพิมพ์ไหมปลิวผ่านเขตรั้วไปปะหน้าคนที่เดินผ่านมาพอดีเธอถึงกับหน้าซีด รีบวิ่งเข้าไปหา
“ขะ ขอโทษด้วยนะคะ ลมมันแรงฉันก็เลยจับไว้ไม่อยู่น่ะค่ะ...”
เสียงของพิมพ์ไหมขาดหายไปทันทีที่ได้สบตากับหญิงสาวที่เปี่ยมด้วยความลึกลับคนนั้น