หยางเจาปิดหน้าต่างสถานะลง เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าซึ่งแปรเปลี่ยนเป็ยามค่ำคืนแล้ว
ในตอนนั้นเอง หลินผู่ก็เดินเข้ามาอีกครั้ง
“หยางจวินโฮ่ว ได้ยินว่าเ้าช่วยชีวิตท่านหลูจงหลางเอาไว้หรือ?” หลินผู่เอ่ยถามเื่นี้เป็อย่างแรก
หยางเจาพยักหน้ารับ “ข้าเห็นคนกำลังลอบโจมตีท่านหลูจงหลางพอดี จึงพุ่งเข้าไปสกัดศัตรูไว้ นับว่ายังทันเวลาขอรับ”
หลินผู่เอ่ยด้วยความอิจฉาว่า “ท่านผู้ตรวจการและท่านตูเว่ยแนะนำเ้าให้แก่ท่านหลูจงหลาง ประกอบกับการที่เ้าช่วยชีวิตท่านหลูจงหลางไว้ ไม่แน่ว่าอาจจะได้เข้าร่วมกับทัพเหนือห้าค่าย ยินดีด้วยนะหยางจวินโฮ่ว”
ตัวเขาทำได้เพียงอิจฉา เพราะตนเองไม่ได้มีความสามารถอย่างหยางเจา ต่อให้มีโอกาสมาวางอยู่ตรงหน้า ก็ยากที่จะไขว่คว้าไว้ได้
“เป็เพราะท่านซือหม่าช่วยผลักดันข้าขึ้นมา ข้ามีวันนี้ได้ก็เพราะความดีความชอบของท่านซือหม่าขอรับ” หยางเจาประสานมือคารวะพลางกล่าว “ขอบคุณท่านซือหม่ามากขอรับ!”
หลินผู่โบกมือปฏิเสธ “หยางจวินโฮ่วเกรงใจไปแล้ว หลังจากนี้อย่าเพิ่งเดินไปไหนไกล ไม่แน่ว่าท่านหลูจงหลางอาจจะเรียกพบเ้าได้ทุกเมื่อ”
หลังร่ำลาหลินผู่แล้ว หยางเจาก็กลับมายังค่ายทหารของตน แต่เพิ่งจะนั่งลงได้ไม่นานก็ถึงเวลาอาหารเย็น
เมื่อเช้าพวกเขากินอาหารไปนิดเดียว แล้วออกไปสู้ศึกในสนามรบเรื่อยมาจนถึงเมื่อครู่นี้ ระหว่างนั้นไม่ได้ดื่มน้ำเลยแม้แต่อึกเดียว จึงหิวจนไส้กิ่ว พอได้รับอาหารเย็นก็พากันยัดลงคออย่างหิวโหย
หยางเจายังไม่ทันได้ย่อยอาหาร ก็มีคนมาแจ้งว่าท่านหลูจงหลาง้าพบตัว ให้รีบเดินทางไปยังที่ทำการเมืองเยี่ยเฉิงโดยด่วน
ภายในที่ทำการเมือง ไฟส่องสว่างโชติ่
เอกสารราชการต่าง ๆ ถูกยกวางไว้ด้านข้างก่อน โลติดและหวังเฟินนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน กำลังรอให้หยางเจามาถึง
“ผู้น้อยหยางเจา คารวะท่านหลูจงหลาง คารวะท่านผู้ตรวจการ” หยางเจาประสานมือโค้งกายคารวะอย่างนอบน้อม
“นั่งลงเถิด!” โลติดเอ่ย
ตรงหน้าของพวกเขามีเบาะนั่งวางอยู่ หยางเจาถอดรองเท้าแล้วนั่งลงบนเบาะ รอคอยให้พวกเขาเปิดประเด็น
โลติดเอ่ยต่อว่า “หากไม่ใช่เพราะเ้า ข้าคงถูกโจรขบถผู้นั้นแทงตายด้วยหอกไปแล้ว เมืองเยี่ยเฉิงรักษาไว้ได้แล้ว เ้าคิดจะทำสิ่งใดต่อ?”
หยางเจาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะประสานมือกล่าวว่า “ผู้น้อยอยากติดตามท่านหลูจงหลางไปปราบปรามพวกโจรโพกผ้าเหลืองต่อขอรับ”
“เพราะเหตุใด?”
“แผ่นดินจะรุ่งเรืองหรือล่มสลาย สามัญชนทุกคนล้วนมีหน้าที่รับผิดชอบขอรับ!”
“กล่าวได้ดี!” โลติดใช้มือตบลงบนโต๊ะเบา ๆ
คำพูดประโยคนี้แทงใจดำของเขาโดยตรง ทำให้ความรู้สึกที่มีต่อหยางเจาเปลี่ยนไปอีกขั้น
หากราษฎรชาวฮั่นทุกคนคิดได้เช่นหยางเจา ก็คงไม่เกิดฏโพกผ้าเหลืองขึ้น และแผ่นดินคงสงบสุขไปแล้ว
เขาเอ่ยถามอีกว่า “สนามรบอันตรายยิ่งนัก อาจสิ้นชีพได้ทุกเมื่อ เ้ายินดีจะติดตามข้าไปปราบปรามพวกโจรขบถจริง ๆ หรือ?”
“ผู้น้อยยินดีขอรับ!”
หยางเจายัง้าสั่งสมประสบการณ์จากการสังหารศัตรูเพื่อแข็งแกร่งขึ้น ทหารโพกผ้าเหลืองมีมากมายมหาศาล เท่ากับเป็แหล่งฟาร์มค่าประสบการณ์ชั้นดีให้แก่เขา มีหรือจะไม่ยินดีติดตามไปปราบโจร
“เื่ของเ้า ท่านผู้ตรวจการหวังได้บอกข้าทั้งหมดแล้ว ด้วยกำลังคนเพียงคนเดียว สามารถรักษาประตูเมืองทิศใต้ของเมืองเยี่ยเฉิงเอาไว้ได้ ทั้งยังนำทหารห้าร้อยนายไปตัดศีรษะของเตียวเหลียง หัวหน้าโจร สยบขวัญพวกโจรขบถ ความสามารถในการคุมทัพไม่ธรรมดา การรักษาเมืองเยี่ยเฉิงไว้ได้ เ้ามีความดีความชอบไม่น้อย”
“ส่วนเื่ที่ค่ายทหารภายนอก ยามที่ข้าตกอยู่ในอันตราย เ้าควบม้าเข้ามายิงธนูสามดอกเพื่อช่วยข้า แม่ทัพในค่ายเซ่อเชิงและค่ายถุนฉียังไม่อาจเทียบเ้าได้ ช่างกล้าหาญยิ่งนัก!”
“นับั้แ่นี้เป็ต้นไป เ้าจงมาเป็จั่วจวินซือหม่า*[1] ของข้า ใต้บังคับบัญชาข้ามีองครักษ์คนสนิทสี่ร้อยนาย ทั้งหมดให้ขึ้นตรงต่อเ้า”
“คิดว่าเป็อย่างไร?” โลติดทอดสายตามองหยางเจา
จั่วจวินซือหม่าก็คือขุนนางผู้ช่วยของหลูจงหลาง
่นี้หยางเจาทำความเข้าใจลำดับยศทหารมาบ้างแล้ว ดูออกว่าโลติด้าดึงตัวยอดฝีมืออย่างเขาไปไว้ใต้บังคับบัญชา จึงกล่าวว่า “ผู้น้อยฟังคำสั่งของท่านหลูจงหลางทุกประการ ขอบพระคุณท่านผู้ตรวจการที่ช่วยแนะนำและสนับสนุนขอรับ”
หวังเฟินยิ้มกล่าว “การแนะนำของข้าไม่ได้สำคัญอันใด หลัก ๆ เป็เพราะหยางซือหม่ามีความสามารถเอง”
“ข้าจะพักทัพปรับกำลังที่เมืองเยี่ยเฉิงเป็เวลาสามวัน จากนั้นจะยกทัพขึ้นเหนือไปยังเมืองกิลกกุ๋น หยางซือหม่าจงกลับไปตระเตรียมตัวให้พร้อม”
คำพูดของโลติดถือเป็การยืนยันสถานะของหยางเจาอย่างเป็ทางการ
นับแต่นี้เป็ต้นไป หยางเจาได้เป็ถึงจั่วจวินซือหม่า ตำแหน่งขยับสูงขึ้นอีกขั้น จึงเอ่ยเสียงดังว่า “ขอบคุณท่านหลูจงหลาง ขอบคุณท่านผู้ตรวจการหวังขอรับ!”
กล่าวจบ เขาก็ถอยออกจากที่ทำการเมือง
ยามกลับมาถึงค่ายทหาร ก็เป็เวลาดึกสงัดแล้ว
หยางเจานึกขึ้นได้ว่า ที่บ้านเหลือตัวเขาเพียงคนเดียว นอกจากกระท่อมซอมซ่อหลังหนึ่งในเมืองเยี่ยเฉิงแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดอีก
‘บิดามารดาเสียชีวิต ตัวคนเดียว สมเป็สูตรสำเร็จของผู้ข้ามมิติโดยแท้’
เขาสบถในใจ แต่ไม่คิดจะกลับไปบ้านหลังนั้นอีก หลังจากนี้สามวันก็จะออกจากเมืองเยี่ยเฉิง ก้าวสู่เส้นทางชีวิตสายใหม่ เมืองเยี่ยเฉิงจะกลายเป็เพียงอดีต
หากวันหน้าสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวยิ่งใหญ่ได้ หยางเจาคิดว่าตนเองอาจจะกลับมาเมืองเยี่ยเฉิงอีกครั้ง ในฐานะผู้พิชิตแคว้นจี้โจวทั้งแคว้น
“ได้ยินว่าท่านจงหลางเรียกจวินโฮ่วไปพบ เป็อย่างไรบ้างขอรับ?” ฟางรุ่ยเห็นหยางเจากลับมา ก็รีบเข้ามาถามด้วยความคาดหวัง
หยางเจากล่าวว่า “ข้าว่าจะติดตามท่านหลูจงหลางไปปราบปรามพวกโจรโพกผ้าเหลืองต่อ”
“ยินดีด้วยขอรับท่านจวินโฮ่ว!” ฟางรุ่ยตื่นเต้นยินดี ก่อนจะถามต่อ “ท่านจวินโฮ่วพอจะพาข้าไปด้วยได้หรือไม่ขอรับ? ข้าตัวคนเดียว ไร้พันธะผูกพัน อยากออกไปสังหารศัตรูสร้างผลงาน ข้าไม่กลัวตาย จะไม่เป็ตัวถ่วงของท่านจวินโฮ่วแน่นอนขอรับ”
หยางเจาตอบรับ “เช่นนั้นก็ไปด้วยกัน อีกอย่าง ข้าไม่ได้เป็จวินโฮ่วแล้ว ยามนี้เป็จั่วจวินซือหม่า”
...
เวลาสามวันผ่านพ้นไปในพริบตา
พวกฏโพกผ้าเหลืองรอบเมืองเยี่ยเฉิงถูกกวาดล้างจนเกือบหมดสิ้น
ส่วนในพื้นที่อื่น ๆ อย่างเมืองตองกุ๋นมีแม่ทัพคนอื่นรับผิดชอบ เป้าหมายของโลติดคือทางตอนเหนือของแคว้นจี้โจว แถบเมืองกิลกกุ๋นซึ่งเป็จุดเคลื่อนไหวของพวกฏ
เตียวเหลียงพ่ายแพ้สิ้นชีพที่เมืองเยี่ยเฉิง ส่วนเตียวโป้ที่เองฉวนก็ถูกฮองฮูสงบุกตีพังพินาศ กองทัพฏโพกผ้าเหลืองพ่ายแพ้ดุจูเาทลาย เตียวโป้จำต้องถอนกำลังออกจากเองฉวน นำทัพที่เหลือหลบหนีไปทางเมืองกิลกกุ๋นเพื่อสมทบกับเตียวก๊กผู้เป็พี่ชาย
กำลังหลักที่เหลืออยู่ของพวกฏมารวมตัวกันที่เมืองกิลกกุ๋น ซึ่งเป็ฐานที่มั่นการก่อฏของเตียวก๊ก การเดินทางไปครั้งนี้ของโลติด จึงเป็การบุกเผด็จศึกขั้นเด็ดขาดต่อพวกฏโพกผ้าเหลือง
หยางเจาเข้าร่วมกับกองทัพของโลติดอย่างเป็ทางการ และเข้าควบคุมกององครักษ์สนิทสี่ร้อยนายนั้น
จั่วจวินซือหม่าคนเดิมถูกจิวฉองใช้หอกแทงสังหารไปแล้ว ยามนี้หยางเจาจึงมาแทนที่ และเขายังจัดให้ฟางรุ่ยเข้ามาอยู่ในกลุ่มองครักษ์สนิทด้วย ติดตามกองทัพใหญ่เคลื่อนพลขึ้นเหนืออย่างเกรียงไกร
กลุ่มฏโพกผ้าเหลืองกลุ่มเล็ก ๆ ที่พบระหว่างทาง ล้วนถูกพวกเขากวาดล้างจนราบคาบ
เดินทางไปได้ราวหนึ่งวัน กองทัพที่มุ่งหน้าขึ้นเหนือก็เดินทางมาถึงแถบเมืองหานตาน ในตอนนั้นเอง กองทัพของราชสำนักอีกสายหนึ่งจำนวนราวหนึ่งหมื่นนาย ก็กำลังเร่งเดินทัพจากทางใต้ขึ้นมาทางเหนือ และได้พบกับโลติดพอดี
“คารวะท่านหลูจงหลาง!”
แม่ทัพผู้นำทัพหนึ่งหมื่นนายนี้ เป็ชายรูปงาม ร่างสูงเจ็ดฉื่อ*[2] ดวงตาเรียวเล็ก หนวดเครายาว ดูจากสายตาน่าจะอายุราวสามสิบปี
เมื่อรู้ว่านี่คือกองทัพของโลติด เขาจึงเดินเข้ามาทำความเคารพด้วยตนเอง
โลติดยิ้มเล็กน้อย พลางกล่าวว่า “ที่แท้ก็คือเมิ่งเต๋อนั่นเอง เ้าไม่ได้อยู่ที่เองฉวนใต้บังคับบัญชาของฮองฮูจงหลางหรอกหรือ เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ได้?”
โจโฉมีนามรองว่าเมิ่งเต๋อ
หยางเจาได้ยินคำพูดครึ่งแรกของโลติด สายตาก็หันไปมองสำรวจชายตรงหน้าทันที ที่แท้คนผู้นี้ก็คือ ‘บอสเฉา*[3]’ นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้พบกับบอสเฉาครั้งแรกในสถานการณ์เช่นนี้
ไม่รู้ว่าสามพี่น้องสวนท้อ*[4] ยามนี้อยู่ที่ใดกันแน่
โจโก๋ บิดาของโจโฉ ยามนี้ดำรงตำแหน่งต้าซือหนง*[5] แม้จะยังไม่ถึงยุคซื้อขายตำแหน่งที่สวนตะวันตก*[6] แต่ต้าซือหนงก็เป็หนึ่งในเก้าเสนาบดี โจโฉได้รับเสนอชื่อเป็เสี้ยวเหลียน*[7] ั้แ่อายุยี่สิบ ได้เข้ารับราชการในลั่วหยาง ยามนี้ดำรงตำแหน่งฉีตูเว่ย*[8]
พวกเขารู้จักกันมาก่อน
โจโฉอธิบายว่า “ฮองฮูจงหลางปราบปรามฏโพกผ้าเหลืองที่เองฉวนเรียบร้อยแล้ว จึงสั่งให้ข้านำทัพขึ้นเหนือมาช่วยท่านหลูจงหลางอีกแรง เพื่อบดขยี้เตียวก๊ก ประจวบเหมาะมาพบกันที่นี่พอดีขอรับ”
“เมิ่งเต๋อมาได้ประจวบเหมาะยิ่งนัก!”
โลติดรับตัวโจโฉไว้ ให้นำกำลังทหารหนึ่งหมื่นนายนั้นเข้ารวมกับกองทัพใหญ่
กองทัพหยุดพักผ่อนครู่หนึ่ง จากนั้นจึงมุ่งหน้าขึ้นเหนือต่อ
[1] จั่วจวินซือหม่า เป็ตำแหน่งนายทหารผู้ช่วยผู้บัญชาการทหาร ทำหน้าที่ช่วยจัดการงานการทหารและคุมกองกำลังองครักษ์ในกองทัพ
[2] 1 ฉื่อ เท่ากับประมาณ 33.3 เิเ (หรือราว ๆ 1 ฟุต)
[3] บอสเฉาเป็คำที่ชาวเน็ตจีนใช้เรียก เฉาเชา (โจโฉ) เชิงหยอกล้อ มีที่มาจากความสามารถในการเป็ท่านประธานผู้โดดเด่น มีพลังในการรวมใจเป็หนึ่งเดียวและความมั่งคั่งของตระกูล
[4] พี่น้องสวนท้อ หมายถึง เล่าปี่ (หลิวเป้ย) กวนอู (กวนอวี่) และเตียวหุย (จางเฟย) มีที่มาจากเหตุการณ์สำคัญในวรรณกรรมสามก๊กเื่คำสาบานในสวนท้อ
[5] ต้าซือหนง เป็ตำแหน่งเสนาบดีการเกษตร หนึ่งในเก้าเสนาบดี (จิ่วชิง) ผู้ดูแลการคลัง เสบียงอาหาร และคลังหลวงของราชสำนักฮั่น
[6] สวนตะวันตก ในยุคพระเ้าฮั่นหลิงตี้ ฮ่องเต้ผู้มัวเมาในกามคุณและโลภมาก ได้ทรงสร้างสวนตะวันตก หรือที่เรียกว่าซีหยวน (西园) ขึ้นในพระราชวังลั่วหยาง แล้วเปิดสำนักงานขายตำแหน่งขุนนางอย่างเปิดเผย ใครอยากเป็เ้าเมือง แม่ทัพ หรือเสนาบดี สามารถนำเงินมาซื้อตำแหน่งได้ที่สวนตะวันตกแห่งนี้
[7] เสี้ยวเหลียนคือระบบการคัดเลือก และเสนอชื่อบุคคลผู้มีความกตัญญูและซื่อสัตย์สุจริตเข้ารับราชการในยุคราชวงศ์ฮั่น
[8] ฉีตูเว่ย เป็ตำแหน่งผู้บังคับการทหารม้า มีหน้าที่นำกองกำลังทหารม้าในการรบ