หลังจากผมฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บ..
เอาจริง ๆ คือยังเดินเหินได้ไม่ปกติเลยด้วยซ้ำ แต่ทุกคนก็พากันลากผมกลับเมืองนพบุรีอย่างกับกลัวว่าผมจะโดนลมป่าพัดหายไป
ด้านหนานหงชุนและหนานหงเซียก็ตามมาด้วย เพราะเมืองนี้มันอยู่ติดกับชายแดนแคว้นหงสาเพลิงนิรันดร์แบบหวาดเสียวมากพอจะเรียกได้ว่า 'เป็นเพื่อนบ้านที่น่ารำคาญ' ของกันและกัน
พอถึงเมือง ผมก็ล่ำลาไอ้สองคนนั้นตามพิธี อยู่สักพักก่อนจะแยกตัวออกมา ปล่อยให้โหวหวังรับหน้าญาติ ๆ ของผมไปพลาง ๆ
เพรายังไงมันก็ต้องเตรียมของชดใช้ค่าเสียหายให้แคว้นหงสาฯ อยู่หลายเรื่อง
แต่เชื่อผมเถอะ..
ว่าสิ่งที่โหวหวังมอบให้ไปแทบจะเรียกได้ว่า 'สินสอด' ร้อยลี้
ด้านผมของผมนั้น ต้องรีบกลับก่อน เพราะท่านย่าผมน่ะ น่าจะเป็นห่วงผมจะแย่แล้วเพราะผมเล่นหายไปตั้งหลายอาทิตย์
ดังนั้นถ้าผมไม่รีบไปให้ท่านเห็นหน้าว่าผมยังไม่ตาย..
ท่านย่าก็อาจเอารูปของผมแขวนอยู่หน้าบ้านพร้อมมีธูปปักหน้ารูปแล้วก็เป็นไปได้
อีกอย่าง..
ผมต้องไปรับหลินซินกลับมาด้วย เพราะก่อนออกเดินทางผมมอบหมายให้เธอไปดูแลท่านย่าแทนผมในช่วงที่ไม่อยู่
แล้วพอท่านย่าเห็นหน้าผม..
โอ้โห!!
ความรู้สึกสารพัดพรั่งพรูออกมาเหมือนสายน้ำแตกเขื่อน ทั้งโกรธ ทั้งรัก ทั้งห่วง ทั้งน้ำตาจะไหลมาในคราวเดียวกัน
สรุปคือผมโดนทั้งกอด ทั้งเขก ทั้งบ่น แบบแพ็กเกจคอมโบ ไม่รู้จะยิ้มตอบหรือยกธงขาวก่อนดี
“หยกสื่อสารก็มี ยันต์สื่อสารก็พกไว้
อย่างน้อย ๆ เจ้าก็ควรติดต่อกลับมาหาย่าบ้าง ไม่ใช่ปล่อยให้ย่าต้องรู้จากคนอื่น..
หลานเข้าใจหรือไม่?”
น้ำเสียงของท่านย่าผมตอนนั้น..
อืม..
จะว่าไงดี..
มันเหมือนน้ำแกงที่เคี่ยวไว้ข้ามคืน หวานก็ไม่สุด เค็มก็ไม่เชิง แต่กลมกล่อมไปด้วยความห่วง ความโกรธ และความงอนในเวลาเดียวกัน
ท่านย่าไม่มองผมตรง ๆ ด้วยซ้ำ สายตานั่นเบี่ยงไปทางอื่นเหมือนเด็กที่งอนคนในบ้าน แล้วยังกลั้นใจไม่พูดว่า 'อยากให้มากอด' แค่นั้นเลย
“ยกเว้นแต่เจ้าจะไม่เห็นยายแก่คนนี้อยู่ในสายตาของเจ้าแล้ว”
“พูดไปนั่น!
ข้ายังคงคิดและระลึกถึงท่านอยู่เสมอท่านย่า..”
ผมใช้มือทั้งสองข้างนวดแขนให้ท่านย่าไปมาแบบคนที่รู้ว่า.. เอ่อ.. แม้เราจะไม่ผิดแต่จำเป็นต้องง้อ แถมยังต้องเอาใจสุดฤทธิ์เพราะถ้าไม่ง้อนี่มีหวังโดนถล่มอีกรอบแน่ ๆ
“จริง ๆ แล้วเจี้ยนเจี้ยนเอ๋อร์ก็อยากจะติดต่อมาหาท่านใจแทบขาด
แต่เผอิญเส้นปราณของข้าเกิดได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถใช้พลังปราณได้..”
“หลานบาดเจ็บรึ!!
ไหน.!!
บาดเจ็บตรงไหนขอย่าดูเจ้าก่อน!!
ใครก็ได้ไปตามหมอมาตรวจอาการของหลานข้าเร็ว!!!”
ทันทีที่ได้ยินประโยคนี้จากท่านย่า สายตาท่านก็ตวัดมาเหมือนสายฟ้าแลบใส่กลางอกผม
ไม่ใช่ว่าท่านโกรธนะ แต่เป็นสายตาแบบ 'ตกใจจนแทบหยุดหายใจ' มากกว่า
แล้วสองมือเล็ก ๆ (ที่จริงก็ไม่ได้เล็กหรอกครับ แต่มันดูอบอุ่นเวลาแตะตัว) ก็เริ่มไล่ลูบคลำหาบาดแผลบนร่างผมเหมือนแม่ไก่ตามหาลูกในพงหญ้า
ไม่ใช่เพราะสงสัยหรอก..
แต่เพราะเป็นห่วงจนมือไม่รู้จะหยุดตรงไหน..
“ข้าไม่เป็นอะไรแล้วท่านย่า..
และข้าก็ไม่ได้บาดเจ็บหนักถึงเพียงนั้น..
แต่ที่ข้าบาดเจ็บ เพราะข้าได้ประสบพบเจอกับสิ่งที่จะทำให้ข้าแข็งแกร่งขึ้นมา”
ผมพูดพลางรวบมือทั้งสองของท่านย่าไว้แน่น..
ก็เพื่อให้ท่านหยุดจับตัวผมเหมือนกำลังหาของหายสักที
และเหมือนคำพูดของผมจะทำให้ท่านย่าลืมเรื่องที่ผม 'หายจากบ้าน' ไปหลายวัน..
แล้วหันมาสนใจถึงเรื่องที่ทำให้ผมแข็งแกร่งขึ้นแทน
“แข็งแกร่งขึ้น?
ย่าไม่เห็นหลานมีอะไรเปลี่ยนไปเลย ระดับพลังของเจ้าก็ยังเหมือน ๆ เคย
ไหนบอกย่ามา ว่าเจ้าไปพบกับอะไรเข้า”
ผมกวาดตามองสาวใช้พวกนั้นที่เจ้าเมืองซุนส่งมารับใช้ท่านย่า..
ไม่ใช่ไม่ชอบนะ..
แต่บางเรื่องมันควรเป็นแค่เรื่องของ 'ครอบครัว'
โดยเฉพาะความลับเรื่องเจ้าสำนักรุ่นแรก
ท่านย่าก็เข้าใจโดยไม่ต้องพูดอะไร..
ท่านโบกมือเบา ๆ ไล่พวกสาวใช้ให้หายออกไปจากห้อง
พวกสาวใช้เองก็รู้งาน พวกนางพากันเดินออกไปทีละคน สองคน จนสุดท้ายเหลือแค่เราสองคน..
ผมกับท่านย่า..
ผมค่อย ๆ ถอนมือขวาออกจากมือท่าน แล้วก็ยกขึ้นมาชูนิ้ว
ใช่ครับ.. นิ้วชี้ นิ้วนาง และนิ้วกลาง เรียงกันเหมือนเด็กกำลังนับเลขหนึ่งถึงสาม..
แต่ของผมมันไม่ใช่เรื่องน่ารักขนาดนั้น
นิ้วชี้เปล่งแสงปราณสีฟ้าครามออกมา..
เย็นเฉียบจนแทบได้กลิ่นน้ำค้าง
นิ้วนางเปล่งแสงแดงชาด..
เหมือนไฟที่พร้อมเผาผลาญ
ส่วนนิ้วกลาง..
สีทองเรืองรอง แต่ดูอ่อนแรงจนน่าห่วง เหมือนเด็กที่เพิ่งหัดเดิน
เอาจริง ๆ ผมก็รู้แหละ ว่ามันยังไม่มั่นคง เพราะระหว่างพักรักษาตัวผมก็ไม่ได้ฝึกอะไรเลย พอกลับมาก็โดนประกบซ้ายขวาด้วยสองในเจ็ดมงกุฎอย่างเซ่อหวงกับเซ่อเตี้ยน
จะเอาเวลาที่ไหนไปฝึกปราณมาศ?
แววตาท่านย่าผมนี่สิ..
มาเต็มทั้งความสงสัย ความซับซ้อน แล้วก็อะไรอีกสักอย่างที่อธิบายยากหน่อย
เหมือนคนที่เห็นอะไรที่ไม่ควรจะเป็น แล้วยังต้องพยายามตีความอย่างมีเหตุผล
ก็ไม่แปลกหรอก..
เพราะต่อให้ท่านไม่เคยเห็นปราณสีทองมาก่อน ท่านก็ยังรู้ดีว่าไม่มีใครสามารถใช้ปราณชาดกับปราณครามพร้อมกันได้แน่นอน
แค่สองอย่างนั้นก็ทำให้ท่านมีคำถามมากมายแล้วล่ะ
“เหตุใดหลานถึงมีปราณสองสายนี้ในร่าง? แล้วปราณสีทองนั่นคืออะไร? อัตลักษณ์ของหลานรึ? เป็นไปไม่ได้.. หลานยังฝึกไม่ถึงช่วงชั้นเข้าถึงเลย ไม่มีทางที่จะแสดงอัตลักษณ์ออกมาได้..”
“จะว่าอย่างไรดี..
จะบอกว่าเป็นอัตลักษณ์ของพลังสถิตของข้าก็ได้
เพียงแต่..”
ผมพูดแค่นั้นก่อนจะค่อย ๆ เทเรื่องราวทั้งหมดออกมา ตั้งแต่ที่ไปถึงสถานที่ลับในป่าทางเหนือ ไปจนถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น
บางอย่างพูดยากหน่อย แต่ผมก็พยายามเล่าให้ท่านย่าฟังให้หมดเท่าที่ผมจะกล้าพูด
ยิ่งผมเล่า..
ท่านย่าก็ยิ่งเงียบ..
เงียบชนิดที่แม้แต่เสียงถอนหายใจก็ไม่ได้ยิน
แล้วผมก็รู้..
ว่ายิ่งผมพูดถึงเรื่องสงครามสองรอบที่ผมต้องเจอ
แววตาท่านย่าก็ยิ่งเศร้าหนักเข้าไปอีก
ราวกับหัวใจของท่านกำลังโดนถ่วงด้วยหินทีละก้อน
“จำเป็นต้องเป็นหลานด้วยรึ..
ที่ต้องจัดการเรื่องทั้งหมดนั่น?”
หลังจากผมเล่าจบ ท่านย่าก็นิ่งอยู่พักใหญ่..
ก่อนจะถามออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่เต็มไปด้วยน้ำหนัก
ซึ่งพอเอาไปชั่งก็เต็มไปด้วยความเป็นห่วง
ไม่ต้องเดาเลยว่าอะไรอยู่ในใจของท่าน..
ก็ระดับดวงจิตผู้ก่อตั้งสำนักสี่ขุนเขาเชียวนะ ที่มาฝากฝังภาระอะไรขนาดนี้ไว้กับหลานชายคนเดียวของท่าน
จะไม่ให้ท่านคิดมากได้ยังไง
แล้วยิ่งพูดเรื่องสงครามกับคนพรรคมารราตรีค้ำฟ้ารอบสอง..
ท่านย่าคงมองเห็นผมซ้อนทับกับอาป๊าอยู่กลาย ๆ
ท่านเคยเห็นลูกชายผ่านพ้นสงคราม แต่ก็ไม่เคยหนีพ้นความพยาบาทที่ติดตัวกลับมา
แล้วสุดท้ายมันก็มาตกที่ผมอีกคน..
ตอนนั้นผมรู้เลยว่า ท่านย่าคงกำลังถามตัวเองในใจว่า 'เอินซิงซิงคนนี้.. ยังพอเหลือหัวใจให้เสียได้อีกไหม?'
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจท่านย่า แต่ถึงขั้นบรรพบุรุษหลายรุ่นก่อนของพวกเราเตรียมเรื่องเช่นนี้ไว้ให้พวกข้าทั้งห้าคน..
ก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้..”
ผมพูดไปตามตรงนั้นแหละ ไม่เติมสี ไม่แต่งแต้ม เพราะรู้ว่าท่านย่าผมไม่ใช่คนที่จะถูกหลอกด้วยคำหวาน ๆ ได้ง่าย ๆ
แต่พอเห็นสีหน้าเศร้าหม่นแบบนั้นของท่านย่าเท่านั้นแหละ..
ใจผมมันก็สะดุ้งเฮือก! เหมือนโดนคว้านเข้าไปกลางอก
ตอนนั้นแหละ..
ผมก็เริ่มคิดแล้วว่าจะพูดอะไรดีสักอย่าง ที่จะทำให้รอยเศร้านั้นจางลง..
อย่างน้อยก็แค่ให้ท่านย่ารู้ว่า ผมยังยิ้มได้อยู่ตรงนี้
“ท่านบรรพบุรุษเตรียมการไว้ให้ขนาดนี้ ข้าไม่เป็นอะไรแน่ท่านย่า
อีกอย่าง..
ข้าเป็นถึงผู้สืบทอดปราณมาศและพลังสถิตราชันมังกรทองเลยนะ เป็นพลังระดับเดียวกันกับผู้ก่อตั้งสำนักสี่ขุนเขาด้วย
ดูอย่างท่านผู้ก่อตั้งสำนักฯ สิ
เขายังอยู่ได้จนแก่หง่อมขนาดนั้น ข้าเองก็คงจะอยู่ได้อายุยืนกว่าเขาแน่”
สายตาของท่านย่าแน่วนิ่งอยู่ที่ผม ราวกับพยายามจดจำทุกรายละเอียดบนใบหน้านี้ให้ได้มากที่สุด
มือขวาของท่านค่อย ๆ ยกขึ้นมาแตะแก้มผมเบา ๆ
เบาจนเหมือนกลัวว่าถ้าลูบแรงกว่านี้นิดเดียว หน้าเจ้าหลานตัวดีคนนี้จะร้าวจนแตกร่วงคามือ
ส่วนผมก็ได้แต่เงียบ..
เพราะรับรู้ได้เลยว่าในสายตาท่านย่า..
ผมไม่ใช่จอมยุทธ์..
ไม่ใช่ผู้สืบทอดตราราชันมังกรทอง..
แต่เป็นแค่ 'หลานชาย' ของท่าน
“ตั้งแต่เด็กต้องจำพราก.. จากไปต่างแดน..
โตมาได้ไม่เท่าไหร่ยังต้องหยิบเรื่องนั้นเรื่องนี้มาแบกไว้บนบ่า..
ย่ารู้สึกสงสารเจ้าจริง ๆ
เจี้ยนเจี้ยนเอ๋อร์ของย่า..”
“ข้าไม่เป็นอะไรหรอกท่านย่า..
ข้ายังหนุ่มยังแน่น ต่อให้ใครเอาโลกมาให้ข้าแบก..
ข้าก็แบกไหว..”
ผมพูดพลางยกมือขึ้นแตะหลังมือของท่านย่าที่แนบอยู่บนแก้มผม
ไม่ได้ปัดออกแต่แค่จับไว้..
เพราะอยากให้ความอบอุ่นนั้นอยู่กับผมอีกสักพักหนึ่ง
“ท่านอย่าได้เป็นห่วงเลย..”
“ห้ามเรื่องอื่นน่ะห้ามได้..
แต่ห้ามไม่ให้ย่าเป็นห่วงเจ้า..
ย่าทำไม่ได้หรอก..”
ท่านย่ามองผมด้วยสายตาแบบเดียวกับที่อาม้าเคยมอง..
สายตาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น อ่อนโยน และเหมือนกำลังจะบอกว่า 'ไม่ว่าเจ้าเติบโตไปแค่ไหน เจ้าก็ยังเป็นเด็กน้อยของข้าอยู่ดี'
แล้วหัวใจผมน่ะเหรอ? มันพองจนแทบทะลุอกออกมาอยู่แล้ว
“ก็มีแต่ความเป็นห่วงนี่แหละที่ทำให้ย่ายังมีกำลังใจตื่นขึ้นมาเพื่อดูว่าเจ้ายังปลอดภัยดีหรือไม่..
เจี้ยนเจี้ยนเอ๋อร์ของย่า”
“แก่เก่ออะไรกัน..
แม่นางตรงหน้าข้าออกจะสาวถึงเพียงนี้ ไม่แน่หากที่ผ่านมาท่านไม่เก็บตัวอยู่แต่ในบ้านตระกูล
คงมีแม่สื่อตามมาส่งชื่อและรูปเหมือนของบุรุษให้ท่านได้เลือกรายวันเลยก็เป็นไปได้”
“หลานคนนี้ปากหวานแต่กับย่านี่แหละ..”
ท่านย่าผมหัวเราะเบา ๆ ตามสไตล์คนรู้ทัน
แต่เพียงแค่อึดใจถัดมา..
แววตาของท่านที่เคยอบอุ่นอยู่เสมอกลับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว..
และเชื่อเถอะ..
ผมรู้ได้ทันทีว่าความเงียบหลังรอยยิ้มนั้นคือพายุที่กำลังตั้งเค้าอยู่ไม่ไกล
“แต่จะว่าไป..
หากตอนนี้มีเหลนตัวน้อย ๆ วิ่งเต็มบ้านเต็มเรือน ย่าคงจะมีแรงอยู่ต่ออีกสักยี่สิบปี..
อย่างไรเจี้ยนเจี้ยนเอ๋อร์..
ที่เมืองมังกรธาราไม่มีสตรีบ้านใดถูกใจหลานบ้างเลยรึ?”
ทันทีที่ท่านย่าพูดจบ..
ภาพของฮว่าผิงในชุดที่ไม่เรียบร้อยก็กระแทกเข้ามาในหัวผมแบบแทบจะทันที
ราวกับใครเอาพัดมาปลิวใส่หน้าตอนกลางคืน
เอาจริง ๆ นะ.. ถ้าหงเซียและหงชุนไม่ได้เข้ามาขัดเสียก่อน
ใครจะรู้..
ผมอาจกลายเป็น 'บุรุษเต็มตัว' ไปแล้วก็ได้
ใครจะไปคิดล่ะว่าคืนที่ดูจะราบรื่นแบบนั้นจะกลายเป็นคืนที่จวนจะสูญเสียทั้งพรหมจรรย์และชีวิตในเวลาไล่เลี่ยกัน
“หน้าเจ้าแดง..
อย่างไร..
แม่สาวนางนั้นเป็นลูกบ้านใด..? เพียงเจ้าเอ่ยปาก.. สินสอดและแม่สื่อจะเดินทางไปเยือนที่บ้านตระกูลนั้นในทันที”
ท่านย่าพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นชนิดที่ผมแทบเห็นแววตาวาววับในนั้น
ดวงตาของท่านวาวเหมือนคนที่กำลังจะได้อุ้มเหลนในฝันเลยก็ว่าได้
“มะ..ไม่มีอะไรทั้งนั้นท่านย่า ข้าไปทำภารกิจนะ ไม่มีเวลาไปมองสตรีบ้านไหนหรอก
แถมยังเสี่ยงตายและได้พบกับดวงจิตของท่านผู้ก่อตั้งสำนักสี่ขุนเขาดวงเป็น ๆ ที่มาฝากฝังเรื่องพวกนั้นกับข้าอีก..
ข้าไม่กล้าคิดเรื่องพวกนั้นในตอนนี้ท่านย่า”
ผมตอบกลับพร้อมยกมือนวดแขนท่านย่าไปมาอย่างเอาอกเอาใจ
เพราะรู้อยู่เต็มอก ว่าท่านย่าของผมน่ะ..
หวังอยากให้ผมมีลูกมีหลานไว้ต่อสายตระกูลแค่ไหน..
แล้วไอ้ใบหน้าแดงก่ำเมื่อครู่ มันก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเลยสักนิด
“แต่เขาก็ไม่ได้ห้ามหลานไม่ให้มีลูกมีเมียเสียหน่อย..
หรือต่อให้ห้าม!
หากย่าตายไป!
ดวงวิญญาณของยายแก่คนนี้จะตามไปด่าไอ้เซียนกระบี่ไร้นามอะไรนั่นถึงยมโลกเลยคอยดู”
“พูดเรื่องตายอีกแล้ว.. พอแล้ว..พอแล้วท่านย่า..
เอาเป็นถ้าหากข้าพบเจอคนที่ถูกใจจริง ๆ ข้าจะพานางมาพบท่านเป็นคนแรกเลยท่านย่า
แถมเหลนให้ท่านอุ้มอีกคนเลยเอ้า!”
ผมพยายามตอบท่านย่าให้ใจเย็นที่สุดเท่าที่จะทำได้
ก็รู้อยู่.. ว่าถ้าเผลอหลุดอะไรผิดไปสักคำ ผมคงได้โดนลากไปหาฤกษ์แต่งงานภายในสิ้นเดือนนี้แน่ ๆ
แต่ในจังหวะที่กำลังจะต่อคำกันอีกนิด..
ผมก็เผลอหันไปมองรอบ ๆ ห้องอย่างไม่ตั้งใจ
แล้วก็รู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมาทันที เหมือนอากาศมันเปลี่ยน เหมือนอะไรบางอย่างไม่เข้าที่เข้าทาง
“ว่าแต่หลินซินอยู่ที่ใดหรือท่านย่า เหตุใดข้าถึงไม่เห็นนางเลย”
“นางพอรู้ว่าหลานจะกลับมาวันนี้..
นางก็กลับไปทำความสะอาดเรือนของหลานที่สำนักตั้งแต่เช้ามืดแล้ว”
น้ำเสียงของท่านย่าที่ตอนแรกยังเคือง ๆ อยู่นิดหน่อย..
ก็ค่อย ๆ เบาลงเหมือนคลื่นทะเลที่เริ่มซา
ผมเห็นแววตาท่านเปลี่ยนไป ท่านเหล่มองผมด้วยสายตาที่ผสมกันระหว่าง 'อยากดุ' กับ 'อยากยิ้ม' จนผมต้องนั่งนิ่งรอฟังคำถามเด็ดที่จะตามมา
“หรือว่าถูกใจซินซินเอ๋อร์เข้าแล้ว? ถึงได้ถามหานาง?”
ผมกลอกตาวนไปรอบหนึ่งก่อนจะถอนใจเบา ๆ
ให้มันได้อย่างนี้ทุกทีสิน่า..
ตั้งแต่วันนั้นจนตอนนี้ ท่านก็ยังไม่เลิกหวังเรื่องระหว่างผมกับหลินซินสักที
“ไปกันใหญ่แล้วท่านย่า..
ข้าก็แค่ไม่เห็นนางจึงถามหาเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรเกินเลยไปกว่านั้นเลยจริง ๆ”
พูดก็พูดเถอะ..
ผมเองก็ไม่รู้จะรับมือกับท่านย่าตอนเข้าสู่โหมด 'แม่สื่อระดับอาวุโส' ยังไงดีเหมือนกัน
ก็ได้แต่คิดในใจว่า.. ถ้าสักวันผมมีเมียเป็นตัวเป็นตนจริง ๆ ท่านย่าคงเลิกจับคู่มั่วซั่วให้ผมได้เสียที..
หวังว่านะ..
ผมนั่งคุยกับท่านย่าอีกพักใหญ่ ๆ จนกระทั่งมื้อเที่ยงหมดเกลี้ยงทั้งจานและเรื่องในหัว ผมถึงได้ขอตัวกลับสำนัก
แน่นอนว่าโดนบ่นส่งท้ายอีกหลายชุด
แต่ก็ถือว่าเบาเทียบกับรอบก่อน ๆ
พอเดินกลับมาถึงบ้านในสำนัก
ผมก็ผลักประตูเข้าไปตามปกติ
แต่สิ่งที่เจอข้างใน..
เอ่อ..
มันดูไม่ปกติเลย
ในห้องรับแขกนอกจากหลินซิน..
ข้างในนั้นยังมีชายแปลกหน้าคนหนึ่งนั่งอยู่
หมอนั่นดูอายุราว ๆ ผม หรืออาจจะโตกว่านิดหน่อย ผิวขาวผ่องแบบที่ผู้หญิงหลายคนอาจอิจฉา ปากแบนยาว เสื้อผ้านี่สิ ตัดจากแพรไหมอย่างดีจนผมนึกว่าหลุดมาจากงานเดินแบบยุทธภพหรืออะไรแบบนั้น
“อ๊ะ..นายน้อย ยินดีต้อนรับกลับเจ้าค่ะ!”
ทันทีที่ผมก้าวเท้าเข้าไปในบ้าน สายตาหลินซินก็เหมือนจับจ้องมาเจอผมก่อนใคร
เธอรีบเดินเข้ามาหาผมแบบไม่ลังเลแม้แต่นิด ก่อนจะถอนสายบัวเคารพด้วยท่าทางเรียบร้อยจนผมอดคิดไม่ได้ว่าการส่งเธอกลับไปอยู่กับท่านย่านั้นคิดผิดคิดถูก
พิธีการหยุมหยิมแบบนั้นกลับมาอีกแล้ว..
แต่ช่างเถอะ..
เพราะตอนนี้ผมมีเรื่องอื่นที่ผมสนใจมากกว่า
“นั่นใครน่ะ?”
ผมไม่แน่ใจนักว่าไอ้หมอนั่นที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะรับแขกเป็นใคร หน้าเขาดูไม่คุ้นเลย
แต่เจ้าหมอนั่นดันแฝงความรู้สึกแปลก ๆ คล้ายเคยเจอที่ไหนมาก่อนจนผมอดถามออกไปไม่ได้
“เขาผู้นี้ไม่ได้บอกอะไรเลยเจ้าค่ะ! เขาเพียงกล่าวว่าต้องการพบกับนายน้อย”
หลินซินเหลือบตามองชายคนนั้นนิดหนึ่งก่อนตอบ
จากนั้นก็โน้มตัวมาหาผมแล้วกระซิบเสียงเบา
“เห็นพี่ ๆ นักการบอกว่าเขามายืนรอนายน้อยตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้ว
และเพราะเขามีป้ายแขกของสำนัก หลินซินกลัวว่าหากให้ยืนรอข้างนอกจะไม่งาม จึงถือวิสาสะเชิญเขาเข้ามารอในบ้านเจ้าค่ะ..”
“หืม? มารอข้าตั้งอาทิตย์หนึ่งแล้ว?”
ผมขมวดคิ้วทันที แล้วพยายามไล่รายชื่อในหัวแบบรวดเร็ว
ญาติ? คนรู้จัก? ศิษย์สำนักอื่น?
ไม่เลย!
ไม่มีแม้แต่เงาของชื่อไอ้หมอนี่ผุดขึ้นมาในความจำ
แหงะล่ะ..
เทียบแล้วผมมาถึงยุทธทวีปได้ยังไม่ถึงเดือนเลยจะไปรู้จักคนเยอะแยะได้ยังไง (ไม่นับที่ผมหายไปสามอาทิตย์ในสุสานนั้นนะ มันหลอกตา)
แต่เพื่อไม่ให้เสียมารยาท และเอาจริง ๆ ก็เริ่มอยากรู้ว่าหมอนี่มีธุระอะไรถึงได้มารอผมตั้งอาทิตย์
ผมเลยตัดสินใจเดินเข้าไปหาพร้อมเอ่ยออกไป
“ข้าหลิวเจี้ยน.. เจ้ามีธุระอะไรกับข้ารึ?”
เจ้าหน้าหยกปากยาวคนนั้นเหลือบมองมาทางผม..
สายตานี่แบบ.. เหมือนคนกำลังจะประเมินว่าผมคุ้มค่าจะฆ่าหรือปล่อยไว้ให้เดินต่อไปดี มันดูเหยียดแบบสุด ๆ
จังหวะต่อมามันก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้รับแขกอย่างเชื่องช้า ดูท่าทางไม่รีบร้อน เหมือนฉากเปิดตัวพระเอกซีรี่ย์เกาหลีที่ปากยาวกว่าคนปกติทั่วไป
สายตาเย็นเฉียบของเจ้าหมอนั่นเฉือนมองมาตรง ๆ เหมือนใบมีดโกนไร้ไมตรี
ผมไม่ต้องเดาก็รู้ว่า..
งานคงเข้าผมอีกแล้วแน่ ๆ แม้ว่าจะไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอะไรก็เถอะ
“เจ้าสินะ..หลิวเจี้ยน..! ที่ทำให้น้องชายของเราตงป๋ายซานต้องอับอายในนครหลวง..?”
สมองผมตอนนั้นหมุนจี๋ประมวลสิ่งที่มันพูด
พอคิดถึงเรื่องของตงป๋ายซานแล้ว ก็เหมือนผมจะนึกออกว่ากิ๊กเก่าของยี่ฟู่เคยพูดถึงชื่อคน..คนหนึ่ง
“หรือเจ้าคือ ตง เสวี่ยซาน พี่ชายของมัน?”
“ใช่แล้ว..เราตงเสวี่ยซาน”
สายตาของมันคมจัดจนน่าหวั่น เหมือนกำลังวัดจุดอ่อนของผมในเสี้ยววินาทีเดียว
ผมรู้สึกได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่แค่การมาเยี่ยมเยียนธรรมดาแน่ ๆ
ทันทีที่ผมแน่ใจว่าไอ้หมอนี่คือใคร มือขวาผมก็พุ่งไปคว้าหลินซินมาหลบไว้ด้านหลังโดยไม่ต้องคิดซ้ำ สมองอาจยังประมวลไม่เสร็จดี แต่สัญชาตญาณมันสั่งมาไวกว่า
ร่างกายผมมันตื่นตัวขึ้นทันทีทุกสัญชาตญาณเหมือนจะบอกว่า..
นี่มันอันตรายแบบที่ไม่ควรประมาทแม้แต่ก้าวเดียว
“อย่างไร..? หรือจะมาล้างแค้นแทนน้องชายไม่ได้เรื่องของเจ้า..?”
“หึ..!”
มุมปากหมอนั่นกระตุกขึ้นนิด ๆ แบบที่ผมไม่แน่ใจว่ากำลังยิ้มเยาะ หรือกำลังเบื่อโลกกันแน่
แล้วจู่ ๆ สายตาคมกริบเหมือนใบมีดโกนที่มองมานั่น..
ก็เปลี่ยนเป็นขบขันแบบชวนให้ขนลุก
เหมือนคนที่กำลังจะเชือดคุณ แล้วแอบหัวเราะว่าเลือดคุณคงไหลสวยดี
“ใช่แล้ว..
น้องชายเรามันไม่ได้เรื่อง..”
สายตาหมอนั่นเปลี่ยนฉับพลัน เหมือนมีใครมากดสวิตช์ลบรอยยิ้มแล้วแทนที่ด้วยความเคร่งเครียด
นัยน์ตาที่เมื่อครู่ยังเหมือนหัวเราะอยู่ในใจ บัดนี้กลับเย็นเฉียบจนสัมผัสได้ถึงแรงกดดันบางอย่างที่ค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาในห้อง
และแม้ท่าทางของมันจะยังดูสงบนิ่ง แต่ในน้ำเสียงที่พูดต่อมานั้น..
ผมได้ยินชัดเลยครับ..
ความโกรธที่คล้ายจะปะทุอยู่ใต้ผิวน้ำ
“แต่กระนั้นก็ยังเป็นคนไม่ได้เรื่องของตระกูลตง
คนนอกตระกูลไม่มีสิทธิ์ทำให้มันต้องอับอายถ้าไม่ใช่คนตระกูลตง..”