ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 53 แขก ?

            หลังจากผมฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บ..

            เอาจริง ๆ คือยังเดินเหินได้ไม่ปกติเลยด้วยซ้ำ แต่ทุกคนก็พากันลากผมกลับเมืองนพบุรีอย่างกับกลัวว่าผมจะโดนลมป่าพัดหายไป

            ด้านหนานหงชุนและหนานหงเซียก็ตามมาด้วย เพราะเมืองนี้มันอยู่ติดกับชายแดนแคว้นหงสาเพลิงนิรันดร์แบบหวาดเสียวมากพอจะเรียกได้ว่า 'เป็นเพื่อนบ้านที่น่ารำคาญ' ของกันและกัน

            พอถึงเมือง ผมก็ล่ำลาไอ้สองคนนั้นตามพิธี อยู่สักพักก่อนจะแยกตัวออกมา ปล่อยให้โหวหวังรับหน้าญาติ ๆ ของผมไปพลาง ๆ

            เพรายังไงมันก็ต้องเตรียมของชดใช้ค่าเสียหายให้แคว้นหงสาฯ อยู่หลายเรื่อง

            แต่เชื่อผมเถอะ..

            ว่าสิ่งที่โหวหวังมอบให้ไปแทบจะเรียกได้ว่า 'สินสอด' ร้อยลี้

             

            ด้านผมของผมนั้น ต้องรีบกลับก่อน เพราะท่านย่าผมน่ะ น่าจะเป็นห่วงผมจะแย่แล้วเพราะผมเล่นหายไปตั้งหลายอาทิตย์

            ดังนั้นถ้าผมไม่รีบไปให้ท่านเห็นหน้าว่าผมยังไม่ตาย..

            ท่านย่าก็อาจเอารูปของผมแขวนอยู่หน้าบ้านพร้อมมีธูปปักหน้ารูปแล้วก็เป็นไปได้

            อีกอย่าง..

            ผมต้องไปรับหลินซินกลับมาด้วย เพราะก่อนออกเดินทางผมมอบหมายให้เธอไปดูแลท่านย่าแทนผมในช่วงที่ไม่อยู่

             

            แล้วพอท่านย่าเห็นหน้าผม..

            โอ้โห!!

            ความรู้สึกสารพัดพรั่งพรูออกมาเหมือนสายน้ำแตกเขื่อน ทั้งโกรธ ทั้งรัก ทั้งห่วง ทั้งน้ำตาจะไหลมาในคราวเดียวกัน

            สรุปคือผมโดนทั้งกอด ทั้งเขก ทั้งบ่น แบบแพ็กเกจคอมโบ ไม่รู้จะยิ้มตอบหรือยกธงขาวก่อนดี

             

            “หยกสื่อสารก็มี ยันต์สื่อสารก็พกไว้

            อย่างน้อย ๆ เจ้าก็ควรติดต่อกลับมาหาย่าบ้าง ไม่ใช่ปล่อยให้ย่าต้องรู้จากคนอื่น..

            หลานเข้าใจหรือไม่?”

            น้ำเสียงของท่านย่าผมตอนนั้น..

            อืม..

            จะว่าไงดี..

            มันเหมือนน้ำแกงที่เคี่ยวไว้ข้ามคืน หวานก็ไม่สุด เค็มก็ไม่เชิง แต่กลมกล่อมไปด้วยความห่วง ความโกรธ และความงอนในเวลาเดียวกัน

            ท่านย่าไม่มองผมตรง ๆ ด้วยซ้ำ สายตานั่นเบี่ยงไปทางอื่นเหมือนเด็กที่งอนคนในบ้าน แล้วยังกลั้นใจไม่พูดว่า 'อยากให้มากอด' แค่นั้นเลย

            “ยกเว้นแต่เจ้าจะไม่เห็นยายแก่คนนี้อยู่ในสายตาของเจ้าแล้ว”

             

            “พูดไปนั่น!

            ข้ายังคงคิดและระลึกถึงท่านอยู่เสมอท่านย่า..”

            ผมใช้มือทั้งสองข้างนวดแขนให้ท่านย่าไปมาแบบคนที่รู้ว่า.. เอ่อ.. แม้เราจะไม่ผิดแต่จำเป็นต้องง้อ แถมยังต้องเอาใจสุดฤทธิ์เพราะถ้าไม่ง้อนี่มีหวังโดนถล่มอีกรอบแน่ ๆ

            “จริง ๆ แล้วเจี้ยนเจี้ยนเอ๋อร์ก็อยากจะติดต่อมาหาท่านใจแทบขาด

            แต่เผอิญเส้นปราณของข้าเกิดได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถใช้พลังปราณได้..”

             

            “หลานบาดเจ็บรึ!!

            ไหน.!!

            บาดเจ็บตรงไหนขอย่าดูเจ้าก่อน!!

            ใครก็ได้ไปตามหมอมาตรวจอาการของหลานข้าเร็ว!!!”

            ทันทีที่ได้ยินประโยคนี้จากท่านย่า สายตาท่านก็ตวัดมาเหมือนสายฟ้าแลบใส่กลางอกผม

            ไม่ใช่ว่าท่านโกรธนะ แต่เป็นสายตาแบบ 'ตกใจจนแทบหยุดหายใจ' มากกว่า

            แล้วสองมือเล็ก ๆ (ที่จริงก็ไม่ได้เล็กหรอกครับ แต่มันดูอบอุ่นเวลาแตะตัว) ก็เริ่มไล่ลูบคลำหาบาดแผลบนร่างผมเหมือนแม่ไก่ตามหาลูกในพงหญ้า

            ไม่ใช่เพราะสงสัยหรอก..

            แต่เพราะเป็นห่วงจนมือไม่รู้จะหยุดตรงไหน..

             

            “ข้าไม่เป็นอะไรแล้วท่านย่า..

            และข้าก็ไม่ได้บาดเจ็บหนักถึงเพียงนั้น..

            แต่ที่ข้าบาดเจ็บ เพราะข้าได้ประสบพบเจอกับสิ่งที่จะทำให้ข้าแข็งแกร่งขึ้นมา”

            ผมพูดพลางรวบมือทั้งสองของท่านย่าไว้แน่น..

            ก็เพื่อให้ท่านหยุดจับตัวผมเหมือนกำลังหาของหายสักที

            และเหมือนคำพูดของผมจะทำให้ท่านย่าลืมเรื่องที่ผม 'หายจากบ้าน' ไปหลายวัน..

            แล้วหันมาสนใจถึงเรื่องที่ทำให้ผมแข็งแกร่งขึ้นแทน

             

            “แข็งแกร่งขึ้น?

            ย่าไม่เห็นหลานมีอะไรเปลี่ยนไปเลย ระดับพลังของเจ้าก็ยังเหมือน ๆ เคย

            ไหนบอกย่ามา ว่าเจ้าไปพบกับอะไรเข้า”

            ผมกวาดตามองสาวใช้พวกนั้นที่เจ้าเมืองซุนส่งมารับใช้ท่านย่า..

            ไม่ใช่ไม่ชอบนะ..

            แต่บางเรื่องมันควรเป็นแค่เรื่องของ 'ครอบครัว'

            โดยเฉพาะความลับเรื่องเจ้าสำนักรุ่นแรก

             

            ท่านย่าก็เข้าใจโดยไม่ต้องพูดอะไร..

            ท่านโบกมือเบา ๆ ไล่พวกสาวใช้ให้หายออกไปจากห้อง

            พวกสาวใช้เองก็รู้งาน พวกนางพากันเดินออกไปทีละคน สองคน จนสุดท้ายเหลือแค่เราสองคน..

            ผมกับท่านย่า..

             

            ผมค่อย ๆ ถอนมือขวาออกจากมือท่าน แล้วก็ยกขึ้นมาชูนิ้ว

            ใช่ครับ.. นิ้วชี้ นิ้วนาง และนิ้วกลาง เรียงกันเหมือนเด็กกำลังนับเลขหนึ่งถึงสาม..

            แต่ของผมมันไม่ใช่เรื่องน่ารักขนาดนั้น

            นิ้วชี้เปล่งแสงปราณสีฟ้าครามออกมา..

            เย็นเฉียบจนแทบได้กลิ่นน้ำค้าง

            นิ้วนางเปล่งแสงแดงชาด..

            เหมือนไฟที่พร้อมเผาผลาญ

            ส่วนนิ้วกลาง..

            สีทองเรืองรอง แต่ดูอ่อนแรงจนน่าห่วง เหมือนเด็กที่เพิ่งหัดเดิน

            เอาจริง ๆ ผมก็รู้แหละ ว่ามันยังไม่มั่นคง เพราะระหว่างพักรักษาตัวผมก็ไม่ได้ฝึกอะไรเลย พอกลับมาก็โดนประกบซ้ายขวาด้วยสองในเจ็ดมงกุฎอย่างเซ่อหวงกับเซ่อเตี้ยน

            จะเอาเวลาที่ไหนไปฝึกปราณมาศ?

             

            แววตาท่านย่าผมนี่สิ..

            มาเต็มทั้งความสงสัย ความซับซ้อน แล้วก็อะไรอีกสักอย่างที่อธิบายยากหน่อย

            เหมือนคนที่เห็นอะไรที่ไม่ควรจะเป็น แล้วยังต้องพยายามตีความอย่างมีเหตุผล

            ก็ไม่แปลกหรอก..

            เพราะต่อให้ท่านไม่เคยเห็นปราณสีทองมาก่อน ท่านก็ยังรู้ดีว่าไม่มีใครสามารถใช้ปราณชาดกับปราณครามพร้อมกันได้แน่นอน

            แค่สองอย่างนั้นก็ทำให้ท่านมีคำถามมากมายแล้วล่ะ

             

            “เหตุใดหลานถึงมีปราณสองสายนี้ในร่าง? แล้วปราณสีทองนั่นคืออะไร? อัตลักษณ์ของหลานรึ? เป็นไปไม่ได้.. หลานยังฝึกไม่ถึงช่วงชั้นเข้าถึงเลย ไม่มีทางที่จะแสดงอัตลักษณ์ออกมาได้..”

             

            “จะว่าอย่างไรดี..

            จะบอกว่าเป็นอัตลักษณ์ของพลังสถิตของข้าก็ได้

            เพียงแต่..”

            ผมพูดแค่นั้นก่อนจะค่อย ๆ เทเรื่องราวทั้งหมดออกมา ตั้งแต่ที่ไปถึงสถานที่ลับในป่าทางเหนือ ไปจนถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น

            บางอย่างพูดยากหน่อย แต่ผมก็พยายามเล่าให้ท่านย่าฟังให้หมดเท่าที่ผมจะกล้าพูด

             

            ยิ่งผมเล่า..

            ท่านย่าก็ยิ่งเงียบ..

            เงียบชนิดที่แม้แต่เสียงถอนหายใจก็ไม่ได้ยิน

            แล้วผมก็รู้..

            ว่ายิ่งผมพูดถึงเรื่องสงครามสองรอบที่ผมต้องเจอ

            แววตาท่านย่าก็ยิ่งเศร้าหนักเข้าไปอีก

            ราวกับหัวใจของท่านกำลังโดนถ่วงด้วยหินทีละก้อน

             

            “จำเป็นต้องเป็นหลานด้วยรึ..

            ที่ต้องจัดการเรื่องทั้งหมดนั่น?”

            หลังจากผมเล่าจบ ท่านย่าก็นิ่งอยู่พักใหญ่..

            ก่อนจะถามออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่เต็มไปด้วยน้ำหนัก

            ซึ่งพอเอาไปชั่งก็เต็มไปด้วยความเป็นห่วง

            ไม่ต้องเดาเลยว่าอะไรอยู่ในใจของท่าน..

            ก็ระดับดวงจิตผู้ก่อตั้งสำนักสี่ขุนเขาเชียวนะ ที่มาฝากฝังภาระอะไรขนาดนี้ไว้กับหลานชายคนเดียวของท่าน

            จะไม่ให้ท่านคิดมากได้ยังไง

            แล้วยิ่งพูดเรื่องสงครามกับคนพรรคมารราตรีค้ำฟ้ารอบสอง..

            ท่านย่าคงมองเห็นผมซ้อนทับกับอาป๊าอยู่กลาย ๆ

            ท่านเคยเห็นลูกชายผ่านพ้นสงคราม แต่ก็ไม่เคยหนีพ้นความพยาบาทที่ติดตัวกลับมา

            แล้วสุดท้ายมันก็มาตกที่ผมอีกคน..

            ตอนนั้นผมรู้เลยว่า ท่านย่าคงกำลังถามตัวเองในใจว่า 'เอินซิงซิงคนนี้.. ยังพอเหลือหัวใจให้เสียได้อีกไหม?'

             

            “ข้าเองก็ไม่แน่ใจท่านย่า แต่ถึงขั้นบรรพบุรุษหลายรุ่นก่อนของพวกเราเตรียมเรื่องเช่นนี้ไว้ให้พวกข้าทั้งห้าคน..

            ก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้..”

            ผมพูดไปตามตรงนั้นแหละ ไม่เติมสี ไม่แต่งแต้ม เพราะรู้ว่าท่านย่าผมไม่ใช่คนที่จะถูกหลอกด้วยคำหวาน ๆ ได้ง่าย ๆ

            แต่พอเห็นสีหน้าเศร้าหม่นแบบนั้นของท่านย่าเท่านั้นแหละ..

            ใจผมมันก็สะดุ้งเฮือก! เหมือนโดนคว้านเข้าไปกลางอก

            ตอนนั้นแหละ..

            ผมก็เริ่มคิดแล้วว่าจะพูดอะไรดีสักอย่าง ที่จะทำให้รอยเศร้านั้นจางลง..

            อย่างน้อยก็แค่ให้ท่านย่ารู้ว่า ผมยังยิ้มได้อยู่ตรงนี้

            “ท่านบรรพบุรุษเตรียมการไว้ให้ขนาดนี้ ข้าไม่เป็นอะไรแน่ท่านย่า

            อีกอย่าง..

            ข้าเป็นถึงผู้สืบทอดปราณมาศและพลังสถิตราชันมังกรทองเลยนะ เป็นพลังระดับเดียวกันกับผู้ก่อตั้งสำนักสี่ขุนเขาด้วย

            ดูอย่างท่านผู้ก่อตั้งสำนักฯ สิ

            เขายังอยู่ได้จนแก่หง่อมขนาดนั้น ข้าเองก็คงจะอยู่ได้อายุยืนกว่าเขาแน่”

             

            สายตาของท่านย่าแน่วนิ่งอยู่ที่ผม ราวกับพยายามจดจำทุกรายละเอียดบนใบหน้านี้ให้ได้มากที่สุด

            มือขวาของท่านค่อย ๆ ยกขึ้นมาแตะแก้มผมเบา ๆ

            เบาจนเหมือนกลัวว่าถ้าลูบแรงกว่านี้นิดเดียว หน้าเจ้าหลานตัวดีคนนี้จะร้าวจนแตกร่วงคามือ

             

            ส่วนผมก็ได้แต่เงียบ..

            เพราะรับรู้ได้เลยว่าในสายตาท่านย่า..

            ผมไม่ใช่จอมยุทธ์..

            ไม่ใช่ผู้สืบทอดตราราชันมังกรทอง..

            แต่เป็นแค่ 'หลานชาย' ของท่าน

             

            “ตั้งแต่เด็กต้องจำพราก.. จากไปต่างแดน..

            โตมาได้ไม่เท่าไหร่ยังต้องหยิบเรื่องนั้นเรื่องนี้มาแบกไว้บนบ่า..

            ย่ารู้สึกสงสารเจ้าจริง ๆ

            เจี้ยนเจี้ยนเอ๋อร์ของย่า..”

             

            “ข้าไม่เป็นอะไรหรอกท่านย่า..

            ข้ายังหนุ่มยังแน่น ต่อให้ใครเอาโลกมาให้ข้าแบก..

            ข้าก็แบกไหว..”

            ผมพูดพลางยกมือขึ้นแตะหลังมือของท่านย่าที่แนบอยู่บนแก้มผม

            ไม่ได้ปัดออกแต่แค่จับไว้..

            เพราะอยากให้ความอบอุ่นนั้นอยู่กับผมอีกสักพักหนึ่ง

            “ท่านอย่าได้เป็นห่วงเลย..”

             

            “ห้ามเรื่องอื่นน่ะห้ามได้..

            แต่ห้ามไม่ให้ย่าเป็นห่วงเจ้า..

            ย่าทำไม่ได้หรอก..”

            ท่านย่ามองผมด้วยสายตาแบบเดียวกับที่อาม้าเคยมอง..

            สายตาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น อ่อนโยน และเหมือนกำลังจะบอกว่า 'ไม่ว่าเจ้าเติบโตไปแค่ไหน เจ้าก็ยังเป็นเด็กน้อยของข้าอยู่ดี'

            แล้วหัวใจผมน่ะเหรอ? มันพองจนแทบทะลุอกออกมาอยู่แล้ว

            “ก็มีแต่ความเป็นห่วงนี่แหละที่ทำให้ย่ายังมีกำลังใจตื่นขึ้นมาเพื่อดูว่าเจ้ายังปลอดภัยดีหรือไม่..

            เจี้ยนเจี้ยนเอ๋อร์ของย่า”

             

            “แก่เก่ออะไรกัน..

            แม่นางตรงหน้าข้าออกจะสาวถึงเพียงนี้ ไม่แน่หากที่ผ่านมาท่านไม่เก็บตัวอยู่แต่ในบ้านตระกูล

            คงมีแม่สื่อตามมาส่งชื่อและรูปเหมือนของบุรุษให้ท่านได้เลือกรายวันเลยก็เป็นไปได้”

             

            “หลานคนนี้ปากหวานแต่กับย่านี่แหละ..”

            ท่านย่าผมหัวเราะเบา ๆ ตามสไตล์คนรู้ทัน

            แต่เพียงแค่อึดใจถัดมา..

            แววตาของท่านที่เคยอบอุ่นอยู่เสมอกลับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว..

            และเชื่อเถอะ..

            ผมรู้ได้ทันทีว่าความเงียบหลังรอยยิ้มนั้นคือพายุที่กำลังตั้งเค้าอยู่ไม่ไกล

            “แต่จะว่าไป..

            หากตอนนี้มีเหลนตัวน้อย ๆ วิ่งเต็มบ้านเต็มเรือน ย่าคงจะมีแรงอยู่ต่ออีกสักยี่สิบปี..

            อย่างไรเจี้ยนเจี้ยนเอ๋อร์..

            ที่เมืองมังกรธาราไม่มีสตรีบ้านใดถูกใจหลานบ้างเลยรึ?”

            ทันทีที่ท่านย่าพูดจบ..

            ภาพของฮว่าผิงในชุดที่ไม่เรียบร้อยก็กระแทกเข้ามาในหัวผมแบบแทบจะทันที

            ราวกับใครเอาพัดมาปลิวใส่หน้าตอนกลางคืน

            เอาจริง ๆ นะ.. ถ้าหงเซียและหงชุนไม่ได้เข้ามาขัดเสียก่อน

            ใครจะรู้..

            ผมอาจกลายเป็น 'บุรุษเต็มตัว' ไปแล้วก็ได้

            ใครจะไปคิดล่ะว่าคืนที่ดูจะราบรื่นแบบนั้นจะกลายเป็นคืนที่จวนจะสูญเสียทั้งพรหมจรรย์และชีวิตในเวลาไล่เลี่ยกัน

             

            “หน้าเจ้าแดง..

            อย่างไร..

            แม่สาวนางนั้นเป็นลูกบ้านใด..? เพียงเจ้าเอ่ยปาก.. สินสอดและแม่สื่อจะเดินทางไปเยือนที่บ้านตระกูลนั้นในทันที”

            ท่านย่าพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นชนิดที่ผมแทบเห็นแววตาวาววับในนั้น

            ดวงตาของท่านวาวเหมือนคนที่กำลังจะได้อุ้มเหลนในฝันเลยก็ว่าได้

             

            “มะ..ไม่มีอะไรทั้งนั้นท่านย่า ข้าไปทำภารกิจนะ ไม่มีเวลาไปมองสตรีบ้านไหนหรอก

            แถมยังเสี่ยงตายและได้พบกับดวงจิตของท่านผู้ก่อตั้งสำนักสี่ขุนเขาดวงเป็น ๆ ที่มาฝากฝังเรื่องพวกนั้นกับข้าอีก..

            ข้าไม่กล้าคิดเรื่องพวกนั้นในตอนนี้ท่านย่า”

            ผมตอบกลับพร้อมยกมือนวดแขนท่านย่าไปมาอย่างเอาอกเอาใจ

            เพราะรู้อยู่เต็มอก ว่าท่านย่าของผมน่ะ..

            หวังอยากให้ผมมีลูกมีหลานไว้ต่อสายตระกูลแค่ไหน..

            แล้วไอ้ใบหน้าแดงก่ำเมื่อครู่ มันก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเลยสักนิด

             

            “แต่เขาก็ไม่ได้ห้ามหลานไม่ให้มีลูกมีเมียเสียหน่อย..

            หรือต่อให้ห้าม!

            หากย่าตายไป!

            ดวงวิญญาณของยายแก่คนนี้จะตามไปด่าไอ้เซียนกระบี่ไร้นามอะไรนั่นถึงยมโลกเลยคอยดู”

             

            “พูดเรื่องตายอีกแล้ว.. พอแล้ว..พอแล้วท่านย่า..

            เอาเป็นถ้าหากข้าพบเจอคนที่ถูกใจจริง ๆ ข้าจะพานางมาพบท่านเป็นคนแรกเลยท่านย่า

            แถมเหลนให้ท่านอุ้มอีกคนเลยเอ้า!”

            ผมพยายามตอบท่านย่าให้ใจเย็นที่สุดเท่าที่จะทำได้

            ก็รู้อยู่.. ว่าถ้าเผลอหลุดอะไรผิดไปสักคำ ผมคงได้โดนลากไปหาฤกษ์แต่งงานภายในสิ้นเดือนนี้แน่ ๆ

            แต่ในจังหวะที่กำลังจะต่อคำกันอีกนิด..

            ผมก็เผลอหันไปมองรอบ ๆ ห้องอย่างไม่ตั้งใจ

            แล้วก็รู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมาทันที เหมือนอากาศมันเปลี่ยน เหมือนอะไรบางอย่างไม่เข้าที่เข้าทาง

            “ว่าแต่หลินซินอยู่ที่ใดหรือท่านย่า เหตุใดข้าถึงไม่เห็นนางเลย”

             

            “นางพอรู้ว่าหลานจะกลับมาวันนี้..

            นางก็กลับไปทำความสะอาดเรือนของหลานที่สำนักตั้งแต่เช้ามืดแล้ว”

            น้ำเสียงของท่านย่าที่ตอนแรกยังเคือง ๆ อยู่นิดหน่อย..

            ก็ค่อย ๆ เบาลงเหมือนคลื่นทะเลที่เริ่มซา

            ผมเห็นแววตาท่านเปลี่ยนไป ท่านเหล่มองผมด้วยสายตาที่ผสมกันระหว่าง 'อยากดุ' กับ 'อยากยิ้ม' จนผมต้องนั่งนิ่งรอฟังคำถามเด็ดที่จะตามมา

            “หรือว่าถูกใจซินซินเอ๋อร์เข้าแล้ว? ถึงได้ถามหานาง?”

             

            ผมกลอกตาวนไปรอบหนึ่งก่อนจะถอนใจเบา ๆ

            ให้มันได้อย่างนี้ทุกทีสิน่า..

            ตั้งแต่วันนั้นจนตอนนี้ ท่านก็ยังไม่เลิกหวังเรื่องระหว่างผมกับหลินซินสักที

            “ไปกันใหญ่แล้วท่านย่า..

            ข้าก็แค่ไม่เห็นนางจึงถามหาเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรเกินเลยไปกว่านั้นเลยจริง ๆ”

            พูดก็พูดเถอะ..

            ผมเองก็ไม่รู้จะรับมือกับท่านย่าตอนเข้าสู่โหมด 'แม่สื่อระดับอาวุโส' ยังไงดีเหมือนกัน

            ก็ได้แต่คิดในใจว่า.. ถ้าสักวันผมมีเมียเป็นตัวเป็นตนจริง ๆ ท่านย่าคงเลิกจับคู่มั่วซั่วให้ผมได้เสียที..

            หวังว่านะ..

             

            ผมนั่งคุยกับท่านย่าอีกพักใหญ่ ๆ จนกระทั่งมื้อเที่ยงหมดเกลี้ยงทั้งจานและเรื่องในหัว ผมถึงได้ขอตัวกลับสำนัก

            แน่นอนว่าโดนบ่นส่งท้ายอีกหลายชุด

            แต่ก็ถือว่าเบาเทียบกับรอบก่อน ๆ

             

            พอเดินกลับมาถึงบ้านในสำนัก

            ผมก็ผลักประตูเข้าไปตามปกติ

            แต่สิ่งที่เจอข้างใน..

            เอ่อ..

            มันดูไม่ปกติเลย

             

            ในห้องรับแขกนอกจากหลินซิน..

            ข้างในนั้นยังมีชายแปลกหน้าคนหนึ่งนั่งอยู่

            หมอนั่นดูอายุราว ๆ ผม หรืออาจจะโตกว่านิดหน่อย ผิวขาวผ่องแบบที่ผู้หญิงหลายคนอาจอิจฉา ปากแบนยาว เสื้อผ้านี่สิ ตัดจากแพรไหมอย่างดีจนผมนึกว่าหลุดมาจากงานเดินแบบยุทธภพหรืออะไรแบบนั้น

             

            “อ๊ะ..นายน้อย ยินดีต้อนรับกลับเจ้าค่ะ!”

            ทันทีที่ผมก้าวเท้าเข้าไปในบ้าน สายตาหลินซินก็เหมือนจับจ้องมาเจอผมก่อนใคร

            เธอรีบเดินเข้ามาหาผมแบบไม่ลังเลแม้แต่นิด ก่อนจะถอนสายบัวเคารพด้วยท่าทางเรียบร้อยจนผมอดคิดไม่ได้ว่าการส่งเธอกลับไปอยู่กับท่านย่านั้นคิดผิดคิดถูก

            พิธีการหยุมหยิมแบบนั้นกลับมาอีกแล้ว..

             

            แต่ช่างเถอะ..

            เพราะตอนนี้ผมมีเรื่องอื่นที่ผมสนใจมากกว่า

             

            “นั่นใครน่ะ?”

            ผมไม่แน่ใจนักว่าไอ้หมอนั่นที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะรับแขกเป็นใคร หน้าเขาดูไม่คุ้นเลย

            แต่เจ้าหมอนั่นดันแฝงความรู้สึกแปลก ๆ คล้ายเคยเจอที่ไหนมาก่อนจนผมอดถามออกไปไม่ได้

             

            “เขาผู้นี้ไม่ได้บอกอะไรเลยเจ้าค่ะ! เขาเพียงกล่าวว่าต้องการพบกับนายน้อย”

            หลินซินเหลือบตามองชายคนนั้นนิดหนึ่งก่อนตอบ

            จากนั้นก็โน้มตัวมาหาผมแล้วกระซิบเสียงเบา

            “เห็นพี่ ๆ นักการบอกว่าเขามายืนรอนายน้อยตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้ว

            และเพราะเขามีป้ายแขกของสำนัก หลินซินกลัวว่าหากให้ยืนรอข้างนอกจะไม่งาม จึงถือวิสาสะเชิญเขาเข้ามารอในบ้านเจ้าค่ะ..”

             

            “หืม? มารอข้าตั้งอาทิตย์หนึ่งแล้ว?”

            ผมขมวดคิ้วทันที แล้วพยายามไล่รายชื่อในหัวแบบรวดเร็ว

            ญาติ? คนรู้จัก? ศิษย์สำนักอื่น?

            ไม่เลย!

            ไม่มีแม้แต่เงาของชื่อไอ้หมอนี่ผุดขึ้นมาในความจำ

            แหงะล่ะ..

            เทียบแล้วผมมาถึงยุทธทวีปได้ยังไม่ถึงเดือนเลยจะไปรู้จักคนเยอะแยะได้ยังไง (ไม่นับที่ผมหายไปสามอาทิตย์ในสุสานนั้นนะ มันหลอกตา)

             

            แต่เพื่อไม่ให้เสียมารยาท และเอาจริง ๆ ก็เริ่มอยากรู้ว่าหมอนี่มีธุระอะไรถึงได้มารอผมตั้งอาทิตย์

            ผมเลยตัดสินใจเดินเข้าไปหาพร้อมเอ่ยออกไป

            “ข้าหลิวเจี้ยน.. เจ้ามีธุระอะไรกับข้ารึ?”

             

            เจ้าหน้าหยกปากยาวคนนั้นเหลือบมองมาทางผม..

            สายตานี่แบบ.. เหมือนคนกำลังจะประเมินว่าผมคุ้มค่าจะฆ่าหรือปล่อยไว้ให้เดินต่อไปดี มันดูเหยียดแบบสุด ๆ

            จังหวะต่อมามันก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้รับแขกอย่างเชื่องช้า ดูท่าทางไม่รีบร้อน เหมือนฉากเปิดตัวพระเอกซีรี่ย์เกาหลีที่ปากยาวกว่าคนปกติทั่วไป

            สายตาเย็นเฉียบของเจ้าหมอนั่นเฉือนมองมาตรง ๆ เหมือนใบมีดโกนไร้ไมตรี

            ผมไม่ต้องเดาก็รู้ว่า..

            งานคงเข้าผมอีกแล้วแน่ ๆ แม้ว่าจะไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอะไรก็เถอะ

             

            “เจ้าสินะ..หลิวเจี้ยน..! ที่ทำให้น้องชายของเราตงป๋ายซานต้องอับอายในนครหลวง..?”

             

            สมองผมตอนนั้นหมุนจี๋ประมวลสิ่งที่มันพูด

            พอคิดถึงเรื่องของตงป๋ายซานแล้ว ก็เหมือนผมจะนึกออกว่ากิ๊กเก่าของยี่ฟู่เคยพูดถึงชื่อคน..คนหนึ่ง

            “หรือเจ้าคือ ตง เสวี่ยซาน พี่ชายของมัน?”

             

            “ใช่แล้ว..เราตงเสวี่ยซาน”

            สายตาของมันคมจัดจนน่าหวั่น เหมือนกำลังวัดจุดอ่อนของผมในเสี้ยววินาทีเดียว

            ผมรู้สึกได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่แค่การมาเยี่ยมเยียนธรรมดาแน่ ๆ

             

            ทันทีที่ผมแน่ใจว่าไอ้หมอนี่คือใคร มือขวาผมก็พุ่งไปคว้าหลินซินมาหลบไว้ด้านหลังโดยไม่ต้องคิดซ้ำ สมองอาจยังประมวลไม่เสร็จดี แต่สัญชาตญาณมันสั่งมาไวกว่า

            ร่างกายผมมันตื่นตัวขึ้นทันทีทุกสัญชาตญาณเหมือนจะบอกว่า..

            นี่มันอันตรายแบบที่ไม่ควรประมาทแม้แต่ก้าวเดียว

            “อย่างไร..? หรือจะมาล้างแค้นแทนน้องชายไม่ได้เรื่องของเจ้า..?”

             

            “หึ..!”

            มุมปากหมอนั่นกระตุกขึ้นนิด ๆ แบบที่ผมไม่แน่ใจว่ากำลังยิ้มเยาะ หรือกำลังเบื่อโลกกันแน่

            แล้วจู่ ๆ สายตาคมกริบเหมือนใบมีดโกนที่มองมานั่น..

            ก็เปลี่ยนเป็นขบขันแบบชวนให้ขนลุก

            เหมือนคนที่กำลังจะเชือดคุณ แล้วแอบหัวเราะว่าเลือดคุณคงไหลสวยดี

            “ใช่แล้ว..

            น้องชายเรามันไม่ได้เรื่อง..”

            สายตาหมอนั่นเปลี่ยนฉับพลัน เหมือนมีใครมากดสวิตช์ลบรอยยิ้มแล้วแทนที่ด้วยความเคร่งเครียด

            นัยน์ตาที่เมื่อครู่ยังเหมือนหัวเราะอยู่ในใจ บัดนี้กลับเย็นเฉียบจนสัมผัสได้ถึงแรงกดดันบางอย่างที่ค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาในห้อง

            และแม้ท่าทางของมันจะยังดูสงบนิ่ง แต่ในน้ำเสียงที่พูดต่อมานั้น..

            ผมได้ยินชัดเลยครับ..

            ความโกรธที่คล้ายจะปะทุอยู่ใต้ผิวน้ำ

            “แต่กระนั้นก็ยังเป็นคนไม่ได้เรื่องของตระกูลตง

            คนนอกตระกูลไม่มีสิทธิ์ทำให้มันต้องอับอายถ้าไม่ใช่คนตระกูลตง..”

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน