หลังกำแพงเมืองหลังข่าวการาเ็และอาการของชินอ๋องหลุดออกไปในวัดวาอารามและศาลเ้าของเมืองล้วนมีเสียงสวดมนต์ภาวนาของชาวบ้านดังไม่ขาดสาย ตามบ้านเรือนก็มิได้ขาดเสียงภาวนาวิงวอนขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์และเทพเซียนทั้งหลายโปรดเมตตาช่วยปกปักรักษาท่านอ๋องด้วยเถิดพวกเขาทั้งหลายล้วนเชื่อมั่นในความรักความเมตตาของสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลายปีที่สงบสุขมาได้นั้นเพราะบารมีของท่านอ๋องในด้านการศึกทำให้ศัตรูหวาดเกรงมิกล้าที่จะลุกล้ำเข้ามายามนี้หากสูญสิ้นท่านอ๋องไปพวกศัตรูต้องตีด่านนี้แตกได้แน่นอนพวกตนที่เป็ชาวบ้านล้วนต้องตายหรือทุกข์ยากแน่นอนเพราะเกิดที่นี่อยู่มาั้แ่รุ่นปู่รุ่นย่าไม่คิดจะอพยพย้ายไปตั้งรกรากที่อื่นคงได้แต่หวังให้ท่านอ๋องฟื้นขึ้นมา ในกองทัพเองก็เช่นกันเหล่าทหารต่างภาวนาในใจยามที่เดินเวรยามมักเหลียวไปมองที่พักของท่านอ๋อง
“นี่ข้าตายแล้วใช่หรือไม่.
ไป๋จินหลงย่ำเท้าเดินไปรอบตัวล้วนเป็สีขาวสุดลูกหูลูกตาในชีวิตข้าไม่เคยตั้งเป้าหมายไม่เคยมีปลายทางที่ต้องเดินไปให้ถึงมีเพียงการทำหน้าที่ของตนให้ดีที่็สุดพระราชบิดาไม่เคยรักใคร่ พระสนม(มารดา)ก็ไม่เป็ที่โปรดปรานไม่มีตระกูลสนับสนุนย่อมไม่สามารถช่วยเหลืออันใดแก่เขาคำว่าพี่น้องในราชวงศ์ล้วนเป็สิ่งจอมปลอมไม่มีสิ่งใดยึดเหนี่ยวหากต้องจากไปก็ไม่เสียใจใดๆ
“ท่านอ๋องชินอ๋อง….”
มีเสียงก้องสะท้อนไปมาเบาๆ
“ท่านอ๋อง ยังไม่ถึงเวลาของท่าน พวกเรายังพาท่านจากไปมิได้ยังมีสิ่งที่ท่านต้องจัดการอีกมากมาย ท่านฟังดูชาวบ้านของท่านทุกคนล้วน้าท่าน ท่านจะทิ้งทุกสิ่งไปได้อย่างไรจากนี้ทุกสิ่งจึงจะเป็การเริ่มต้นที่แท้จริงของท่าน กลับไป…”
สิ้นเสียงทุกสิ่งก็วูบไป
“าเ็หนัก ต้องพิษ… อืม แต่ยังหายใจ ชีพจรยังมีแต่เบาบาง”
ในที่พักของชินอ๋องมีที่ปรึกษา ขุนพลและนายกองหลายคนยืนร่วมกันด้านหนึ่งของห้องหมอทหารที่ติดตามมาจากเมืองหลวงและหมอทหารประจำค่ายรวมกันหลายคนยืนอีกฝั่ง ทั้งหมดเหลียวไปมองชายหนุ่มชุดน้ำเงินที่ทหารเปิดผ้าม่านให้เข้ามาพวกเขาไม่มั่นใจในความสามารถของอีกฝ่าย ทั้งสองคนเป็ผู้เยาว์ท่าทางบอบบางคล้ายคุณชายเ้าสำอางค์ไม่มีแรงแม้จะฆ่าไก่จึงพากันจ้องมองด้วยแววตาดูถูกดูแคลนไม่เชื่อถือเมื่อชายหนุ่มชุดขาวตรวจอาการและจับชีพจรเสร็จก็ลุกจากเก้าอี้เดินไปหาชายชุดน้ำเงินที่เข้ามาด้วยกันแต่หยุดยืนห่างออกไปเล็กน้อยพยักหน้าให้กับชายชุดน้ำเงินที่ยืนดูอยู่เงียบๆ อีกฝ่ายไม่มีอาการใดตอบกลับจึงเอ่ยถามออกมาอย่างอดใจไม่ไหว
“เป็อย่างไรบ้างอาการของคนผู้นี้”
“เวลาของเขาเกรงว่าจะเหลือไม่เกินสองราตรีแล้ว”
“เ้า..จะช่วยรักษาให้เขาไหม”
"…….."
เซิ่นหลางที่ได้รับโอกาสเข้ามาดูการรักษาเพราะหากผิดพลาดเขาต้องรับผิดชอบด้วยการตัดศรีษะพร้อมกับชายหนุ่มที่เขาพามารักษาท่านอ๋องเห็นท่าทางสงบนิ่งของท่านหมอชุดขาวก็รู้สึกว่าอาจมีความหวังในการรักษาก็ได้ตนที่เคยสูญเสียบิดายามนี้ รู้เพียงว่าท่านอ๋องคือแสงสว่างของชาวบ้านและทหารที่ด่านแห่งนี้ดังนั้นมิอาจปล่อยให้โอกาสในการรักษาหายไปได้เขาก้าวเข้าหาท่านหมอทั้งสองก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่าห่างจากท่านหมอเพียงสองฉื่อก่อนจะส่งเสียงร้องขอ
“ท่านเซียน ได้โปรดช่วยท่านอ๋องด้วยเถอะข้าขอร้องยามนี้มิอาจสูญเสียท่านอ๋องได้ขอรับ ได้โปรดรักษาให้ด้วยขอรับข้ายอมเป็ม้าเป็วัวรับใช้ท่าน"
“เ้าคุกเข่าให้ข้าทำไม ลุกขึ้น”
“ท่านเซียน กรุณาให้ความเมตตากับชาวบ้านและทหารในค่ายด้วยขอรับขอท่านได้โปรดรักษาท่านอ๋องด้วยขอรับ”
"ท่านหมอที่ผ่านมาข้าพูดจาเกินสมควรขออภัยด้วย ได้โปรดช่วยรักษาท่านอ๋องให้พวกเราด้วยขอรับไม่ว่าท่าน้าสิ่งใดล้วนตอบแทนให้ทั้งสองได้ทั้งนั้นหากหามาให้ท่านไม่ได้ข้ายินดีเป็ข้ารับใช้ให้ท่านขอรับ”
เป็เสียงท่านรองแม่ทัพไหวเซิงที่แทรกเข้ามากเวลานี้คุกเข่าลงแล้ว คนด้านหลังต่างพากันทรุดตัวตามลงไป พวกเขาเดิมไม่คาดหวังกับการมาของชายหนุ่มแต่เมื่อเซิ่นหลางคุกเข่าโดยไม่ลังเลทั้งยังร้องขอประหนึ่งญาติสนิทของตนป่วยไข้ทั้งสีหน้าและท่าทางของบุรุษในชุดขาวที่แสดงออกยามทหารหนุ่มคุกเข่าลงเบื้องหน้าเป็แววตาที่เมตตาหาได้เป็อย่างอื่นจึงพากันคาดหวังว่าอาจมีปาฏิหารย์ให้ท่านอ๋องสามารถรักษาจนหายได้
จิ่วเหมยฮวาพอจะทราบอาการของคนบนเตียงเมื่อผ่านการตรวจครั้งแรกแล้วแต่เมื่อััได้ว่าจิตของอีกฝ่ายดูเหมือนเ็าไม่สนใจต่อการมีชีวิตทั้งร่างกายก็ได้รับพิษทั้งยังมีธนูปักคาอกอยู่นับรวมแผลเก่าแผลใหม่บนกายแล้วจะเหนื่อยแรงไปเพื่อการใดสู่นางเก็บแรงไว้ช่วยคนที่ดิ้นรนอยากมีชีวิตอยู่ดีกว่าแต่เมื่อเห็นเซิ่นหลางก็ทำให้นางนึกถึงภาพชายชราที่จากไปเมื่อคราก่อนนางััได้ถึงความคาดหวังของชายหนุ่มเบื้องหน้าในเมื่อมีความเชื่อมั่นต่อนางเช่นนี้ก็จะช่วยเหลือสักคราแล้วกัน
ชายหนุ่มชุดขาวทำมือเป็สัญญาณให้พวกทหารลุกขึ้นยืนโดยไม่เอ่ยวาจาใดๆ ออกมา ก่อนที่ชายหนุ่มเดินเข้าไปข้างเตียงคนไข้ พลางก้มลงไปมอง
“หากคนเจ็บละทิ้งจิติญญาการมีชีวิตต่อ รักษาไปก็เท่านั้นหากเขา้าจะมีชีวิตอยู่ข้าย่อมช่วยแน่นอน”
ขนตาขยับเล็กน้อยคล้ายเป็การตอบรับคำพูดนั้นฮึ.. ตอนแรกนางตรวจสอบจิติญญาคล้ายไม่สนใจที่จะพยายามมีชีวิตอยู่สุดท้ายคนผู้นี้ยัง้ามีชีวิตดังนั้นนางจะช่วยเอาบุญอีกสักครั้งนางส่งสัญญาณกับเสี่ยวไป๋
(เ้าเตรียมตัวช่วยข้ายามรักษาคนคาดว่าคนผู้นี้้าพลังในการรักษาชีวิตและจิติญญาอย่างมากลำพังแค่เอาธนูสองลูกที่แท่งอยู่ออกจากหน้าอกอาจจะเ็ปจนทนไม่ไหวเสียชีวิตไปก่อนที่จะกำจัดพิษในร่างกาย)
“ขอรับ ท่านแม่"
เสียงตอบกลับที่ได้ยินกันเพียงสองคน
“พวกเ้าออกไปให้หมด หมอทหารเตรียมผ้าสะอาดๆ น้ำร้อนเหล้าอย่างแรงจำไว้ว่าต้องมีจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะเตรียมมาได้”
เพียงไม่นานจิ่วเอ๋อร์ก็บอกรายการสิ่งของที่้าใช้ในการรักษาให้กับไหวเซิงเขารีบสั่งให้หมอทหารจัดเตรียมและของต่างๆ ถูกนำเข้ามาอย่างรวดเร็ววางกองแยกจากกันบนโต๊ะไม่มีเสียงดังวุ่นวายเมื่อครบถ้วนทั้งหมดก็ถูกสั่งให้ออกไปรอด้านนอกนางกางชุดมีดผ่าตัดเข็มและด้ายออกมาวางเรียงบนโต๊ะรอเริ่มการรักษายามนี้ในกระโจมจึงมีเพียงชายหนุ่มสองคน จิ่วเหมยฮวาตัดสินใจเรียกเสี่ยวไป๋ออกมา เมื่อเื่ในวันนี้ผ่านไปเรียบร้อยก็จะเล่าเื่อย่างละเอียดให้จิ่วเอ๋อร์คราแรกที่จิ่วเอ๋อร์เห็นร่างเด็กน้อยน่ารักตรงหน้านางมองด้วยความสงสัยจู่ๆเด็กคนนี้โผล่มาได้อย่างไร
“เสี่ยวไป๋ เ้าออกมา”
“ท่านแม่ สวัสดีท่านน้า”
“เ้าเป็ใคร"
“เสี่ยวไป๋ คืองูขาว หรือัขาวที่ข้าได้มาตอนไปหาสมุนไพรบนเขาให้อาจารย์ไว้มีเวลาข้าค่อยเล่าให้ฟัง”
“เสี่ยวไป๋ ชายคนนี้มีาแจากลูกศร และมีพิษร้ายแรงอยู่ในกายยามข้านำลูกศรออกมา จำเป็ต้องใช้พลังของเ้าช่วยหล่อเลี้ยงรักษาจิติญญาไว้และเสริมพลังิญญาให้ข้า เ้าทำได้หรือไม่”
“ขอรับ ท่านวางใจได้ข้าจะต้องปกป้องท่านแม่และท่านพ่อได้แน่นอน”
นางหันไปอธิบายขั้นตอนการนำศรออกกับจิ่วเอ๋อร์จึงไม่ได้ยินตอนท้ายที่เสี่ยวไป๋เอ่ยออกมาเมื่อเข้าใจแล้วก็จำต้องเรียกหมอทหารเข้ามาเป็ผู้ช่วยยามที่หมอทหารเดินเข้ามาช่วย (สังเกตการณ์) พวกเขาแปลกใจว่าทำไมมีเด็กน้อยอยู่ด้วยแต่ด้วยความสนใจพุ่งไปที่การช่วยรักษาท่านอ๋องจึงไม่ได้สอบถามออกไปซึ่งเป็ที่้าพอดียามนี้นาง้าคนหยิบจับและซับเืขณะที่ผ่าเอาศรออกไม่้าคนปากมาก
“ระหว่างรักษาห้ามส่งเสียงรบกวน สั่งให้ทำสิ่งใดให้ทำเท่านั้นหากทำไม่ได้ให้ถอยออกไปั้แ่ยามนี้”
ชายหนุ่มตรงหน้ากล่าวเสียงเบาหากแต่หนักแน่นแววตาจ้องมองมาทำให้หมอทั้งสองใจสั่นพยักหน้าตอบรับทันที พวกเขาไม่กล้าออกไปจากที่นี่ ข้างนอกมีท่านรองแม่ทัพที่เวลานี้ใกล้จะควบคุมอารมณ์ไว้ไม่ได้พร้อมจะเอามีดฟันพวกเขาให้ขาดเป็สองท่อนทันทีที่ทำให้เกินขีดความอดทนขุนพลอีกหลายคนก็เช่นกันอยู่ในนี้ย่อมปลอดภัยมากกว่า
ตะเกียงถูกจุดทั่วทั้งกระโจมจนสว่างจ้าคนด้านนอกสามารถมองเห็นเงาของคนด้านในได้อย่างชัดเจนไม่ว่าจะเดินยืนหรือทำท่าทำทางอย่างไร เงาไหนของใครยังมองออกได้ง่ายด้านในยามนี้ชินอ๋องที่นอนอยู่บนโต๊ะไม้ปูด้วยผ้าขาวใบหน้าไร้สีเืผมดำยาวสยายบนหมอนยิ่งตัดกับสีผิวให้ขาวราวกระดาษ มีดทั้งหมดถูกวางเรียงกันบนผ้าเหล้าสองกาใหญ่ ผ้าขาวกองใหญ่
ชายหนุ่มผู้เป็หมอมีผ้าขาวผูกศรีษะพันรอบใบหน้าเห็นเพียงดวงตาสวมผ้าคลุมสีขาวแม้แต่หมอทหารก็ถูกสั่งให้ใส่เช่นเดียวกันหัวเตียงมีเด็กน้อยยืนตำแหน่งตรงกับศรีษะของชินอ๋อง มีดถูกส่งให้ชายชุดขาวมือเรียวรวบผมบนหมอนมัดด้วยผ้าสีแดง ใช้เหล้าราดบนหน้าอกรอบศรที่ปักอยู่เมื่อมีดถูกจรดลงบนิั รวดเร็ว เฉียบคม เืไหลออกมาจากรอยแยกของแผลเสียงหมอร้องออกมา
“อ๊า..”
เขาก็รีบเอามือปิดปากให้หุบลงทันทีเนื่องจากสายตาของชายหนุ่มที่ถือมีดเปื้อนเืมองมาช่างน่ากลัวยิ่งนัก
“ผ้า..ซับเื”
มีดกรีดกว้างออกไปมือเรียวยาวกำศร ออกแรงดึงเบาๆ เืไหลทะลักตามออกมาเต็มหน้าอกไปหมดหมอทั้งสองถูกสั่งให้รีบเช็ดเืแต่ขาเ้ากรรมกลับอ่อนแรงสั่นระริกไม่ยอมขยับเขยื้อนทรุดกายลงไปนั่งกับพื้นที่เต็มไปด้วยกองผ้าเปื้อนเืสีแดงคล้ำเกือบดำเมื่อจิ่วเหมยฮวามองเห็นอาการเช่นนั้นก็รู้ว่าทั้งสองไม่สามารถช่วยสิ่งใดได้ทั้งยังเกะกะเป็ภาระในยามนี้ด้วยซ้ำ
“ถอย..”
ทว่าหมอทหารทั้งสองไม่มีแรงแม้จะยืนนั่งกับพื้นเรียบร้อยไม่ขยับเขยื้อนตัวมือขาวหยิบจับผ้ากดซับเืมองเห็นปากแผลใช้เข็มสอดร้อยเข้าไป หนึ่ง สอง ..จนถึงชั้นนอก ปากแผลยังมีเืซึมไหลออกมาชายอีกคนรีบเข้ามาใช้ยาสมุนไพรที่เตรียมไว้แปะบนแผล ใช้ผ้าขาวปิดไว้ทั้งสองช่วยคว่ำหน้าลง ชายชุดน้ำเงินรีบทำความสะอาดแผลด้วยเหล้า ตัดเศษเหนือปิดปากแผล มือบางอีกคู่ยื่นเข้ามาเย็บแผลให้ติดกัน ทั้งสองทำด้วยความว่องไวเมื่อพันผ้าเรียบร้องทั้งด้านหน้าและหลังประคองให้นอนตะแคงใช้หมอนหนุนยันทั้งสองด้านแล้วหันกลับมามองหมอทหารที่ยังคงนั่งอยู่บนพื้น นี่ช่าง…
“ขอบใจมากเสี่ยวไป๋”
“แผลเก่ามีลูกธนูคาอยู่ผ่าออกเลยแล้วกัน”
“ขอรับ ท่านแม่”
ทั้งสองลงมือกรีดเปิดปากแผลเก่าใช้เวลานานกว่าแผลแรกต้องตัดเนื้อที่ใช้ไม่ได้แล้วทิ้งก่อนใช้โอสถบดเป็ผงโรยลงไปหลังจากเย็บแผลเรียบร้อยพันผ้าเสร็จชายหนุ่มชุดขาวหันกลับไปดูเด็กน้อยที่หัวเตียง ร่างน้อยเริ่มโปร่งแสง มีแสงรอบร่างกระพริบจางหายวับไปหมอทหารสองคนมองเห็นภาพนั้นก็ตาเหลือกสลบไปทันทีที่เห็นพร้อมกับกลิ่นเหม็นฉุนที่ร่างทั้งสอง
“แค่เห็นเืก็สลบไปเสียแล้ว”
“เืยังไหลออกมาอีกหรือไม่”
“ยังมีนิดหน่อย โอสถของเ้ายอดเยี่ยมขนาดนี้ไม่ต้องห่วงหรอกอีกสักครู่คงหยุดไหลเอง”
“ว่าแต่เด็กน้อยนั่นได้รับอันตรายหรือไม่”
“เขาใช้พลังมากไปหน่อย คงต้องพักฟื้นกำลังนานหลายวันพวกเราออกไปเถอะด้านนอกแลจะใกล้ถึงขีดจำกัดความอดทนแล้ว”
“ช่างปะไร พวกเรารักษาเ้านายของเขา ควรปฏิบัติต่อพวกเราสองคนอย่างสุภาพนอบน้อมถึงจะถูกหรือเ้าไม่รู้สึกอะไรเลยศิษย์น้อง”
“ช่างมันเถอะ เดิมที่ก็ไม่ได้คาดหวังการตอบสนองจากพวกเขาอยู่แล้ว”
“นั่นสินะ ข้าลืมไปหน่อย”
ด้านนอกเวลาผ่านไปเกือบสองชั่วยามทหารที่ยืนอยู่ด้านนอกกระโจมมองเห็นเพียงเงาขยับไหวไปมาสองเงากับเสียง “อ๊า”แล้วก็ไม่มีเสียงใดๆลอดผ่านออกมาอีก พวกเขายืนนิ่งสมกับเป็ทหารอย่างยิ่งแต่จิตใจอยากพุ่งเข้าไปในกระโจมเพียงอย่างเดียว
“ด้านในเกิดอะไรขึ้นเมื่อครู่ใช่เสียงหมอทหารสองคนนั่นหรือเปล่า”
“น่าจะใช่เสียงพวกเขาขอรับ”
“ยังไม่เสร็จอีกหรือ เกือบสองชั่วยามแล้ว”